ตอนที่ 133 สายตาอิจฉาริษยา
“แม่ครับ แม่ไม่รู้หรอกว่าในสายตาของผู้จัดการโรงงาน ชีเยวี่ยนั้นสมบูรณ์แบบมาก ลูกชายแม่นี่เทียบไม่ติดเลย”
เจียงอวี้หมิงนึกถึงความลำบากตรากตรำของตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลับพบว่าผลลัพธ์ที่ได้ยังด้อยกว่าผลงานเพียงไม่กี่วันของหานชีเยวี่ย ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
“โอ๊ย นี่มันเรื่องดีไม่ใช่เหรอ!”
หวงพั่นหลานฟังออกถึงความน้อยใจเล็กๆ ของลูกชาย จึงแกล้งมองบนด้วยความเอ็นดู
“อายุอานามขนาดนี้แล้ว ยังคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้อีก ถ้าฉันเป็นผู้จัดการโรงงาน ฉันก็ชอบชีเยวี่ยเหมือนกัน”
เจียงอวี้หมิง “…”
เขายังอยากจะพูดอะไรอีก แต่หวงพั่นหลานไม่สนใจเขา เดินเข้าไปคุยกับหานชีเยวี่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ชีเยวี่ยจ๊ะ ก่อนหน้านี้ลุงของเธอยังพูดอยู่เลยว่า ผู้จัดการโรงงานตั้งใจจะให้เธอมาทำงานที่โรงงาน เธอคิดยังไงบ้างล่ะ”
ถึงแม้ว่าการทำงานที่สหคามจะดี แต่ในแง่ของโอกาสในการพัฒนาในอนาคต ก็ยังสู้โรงงานในอำเภอไม่ได้อยู่ดี
“แม่ครับ ตอนนี้ชีเยวี่ยเป็นพนักงานประจำของโรงงานเราแล้ว อยู่ในตำแหน่งฝ่ายธุรการ แถมยังไม่ต้องตอกบัตรเข้างานทุกวัน แต่ก็ได้เงินเดือนระดับ 17 ด้วยนะครับ”
อิจฉาไหมน่ะเหรอ? แน่นอนสิว่าอิจฉา! แต่เจียงอวี้หมิงไม่ใช่คนใจแคบ จะไม่มองหานชีเยวี่ยในแง่ลบเพราะเรื่องนี้
“นี่มันเรื่องดีจริงๆ ด้วย!” หวงพั่นหลานรู้สึกยินดีกับหานชีเยวี่ยจริงๆ
ก็เด็กคนนี้ เวลามาหาเธอก็เอาผักมาให้เป็นตะกร้าทุกที ถึงแม้ว่าผักจะไม่ได้มีค่าอะไรมาก แต่ก็นับว่าเป็นน้ำใจของเด็กคนนี้
“ยังไม่หมดแค่นั้นนะครับแม่ ผู้จัดการโรงงานยังให้ผมจัดคนมาให้ชีเยวี่ยดูแลอีกด้วย ถือว่าชีเยวี่ยเป็นหัวหน้าเล็กๆ คนหนึ่งในโรงงานเราแล้วนะครับ” ตอนที่ผู้จัดการโรงงานพูดเรื่องนี้กับเขา เขาแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
นี่เป็นคำพูดที่เจ้าคนหัวแข็งไร้หัวใจคนนั้นจะพูดออกมาได้จริงๆ เหรอ?
“ชีเยวี่ยจ๊ะ ตอนนี้ก็ไม่มีคนนอก บอกฉันมาตามตรงเถอะว่า เธอไปพูดอะไรกับผู้จัดการโรงงานกันแน่ ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้”
หานชีเยวี่ย “…”
เหมือนไม่ได้พูดอะไรเลยนี่นา!
“ชีเยวี่ย วันนี้ถือเป็นวันดีของเธอ ต้องทำจานเนื้อให้เธอทานสักมื้อแล้ว” หวงพั่นหลานดีใจมาก รีบเตรียมจะทำอาหารจานเนื้อให้
“แม่ครับ เวลานี้แล้ว ถ้าทำเนื้อตอนนี้ เดี๋ยวก็ไม่ทันไปทำงานหรอกครับ”
เจียงอวี้หมิงก็อยากกินเนื้อเหมือนกัน แต่ก็ต้องเตือนแม่ว่าเวลาไม่ทันแล้ว หวงพั่นหลานจึงต้องยอมแพ้อย่างเสียไม่ได้
“ก็ได้ งั้นไว้กินเนื้อกันตอนเย็น ว่าแต่ชีเยวี่ย เย็นนี้เธอกลับเลยไหม? ”
หานชีเยวี่ยนึกคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เย็นนี้หนูต้องกลับไปค่ะ พรุ่งนี้มีธุระที่สหคาม มะรืนหนูจะมาที่นี่แล้วพักในตัวเมืองสักสองสามวันค่ะ”
พอได้ยินหานชีเยวี่ยพูดแบบนี้ หวงพั่นหลานจึงทำได้แค่ล้มเลิกแผนการกินเนื้อเย็นนี้ไป ก่อนจะตัดสินใจรอหานชีเยวี่ยมาแล้วค่อยกิน แน่นอนว่าหานชีเยวี่ยต้องกลับไป จ้าวหงหลิวก็ยังถูกเธอซ่อนตัวไว้อยู่ ไม่กลับไปคงจะไม่ได้ไม่ว่ายังไงก็ตาม ต้องจัดการเรื่องของจ้าวหงหลิวให้เรียบร้อย
เมื่อนึกถึงจ้าวหงหลิว หานชีเยวี่ยก็นึกถึงเรื่องสำคัญได้อีกเรื่องหนึ่ง หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป จ้าวหงหลิวคงใช้ชีวิตอยู่ที่ชุมชนต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้ายังอยู่ที่ชุมชน คงโดนบีบจนตายแน่ๆ ต้องหาทางให้จ้าวหงหลิวมีชีวิตอยู่รอดต่อไปให้ได้
“ผู้จัดการเจียง ที่อำเภอต้องการคนไปช่วยงานบ้างไหมคะ?”
การหางานให้คงเป็นไปไม่ได้ ด้วยสถานะแบบจ้าวหงหลิว คงไม่อาจผ่านการตรวจสอบได้แน่ๆ แต่หานชีเยวี่ยรู้ว่า ถึงแม้จะเป็นยุคนี้ ก็ยังคงมีครอบครัวที่ต้องการแม่บ้าน เพียงแต่ไม่สามารถเรียกว่าแม่บ้าน ต้องบอกว่าเป็นญาติที่มาช่วยงาน
“เธอถามเรื่องนี้ทำไม?” เจียงอวี้หมิงถามด้วยความสงสัย
หานชีเยวี่ยไม่ได้เล่าเรื่องของจ้าวหงหลิวทั้งหมด บอกไปเพียงบางส่วน
“สองสามวันก่อน มีคนมาถามผมเรื่องนี้เหมือนกัน ว่าพอจะแนะนำใครได้บ้างไหม เดี๋ยวผมจะลองถามดูอีกทีว่าเขายังหาคนอยู่ไหม แต่เงินเดือนไม่สูงนะครับ มีที่พักอาหารให้ เดือนละสิบหยวน”
เดือนละสิบหยวน ถือว่าไม่มาก แต่ถ้ามีที่พักอาหารให้ ก็เท่ากับว่าเงินสิบหยวนเป็นของตัวเองทั้งหมด ก็ไม่ถือว่าน้อยแล้ว
“รบกวนผู้จัดการเจียงด้วยนะคะ”
ถ้าเรื่องนี้มีอะไรคืบหน้า หานชีเยวี่ยก็ต้องหารือกับจ้าวหงหลิวอีกที เพื่อให้จ้าวหงหลิวเป็นคนตัดสินใจเอง อีกทั้งต้องคุยกับผู้นำชุมชนด้วยว่าจะหาเหตุผลอะไรที่เหมาะสมในการส่งจ้าวหงหลิวออกจากชุมชน
ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่คนทำงานได้อย่างอิสระ ถ้าไม่มีใบรับรองจากชุมชน การออกไปข้างนอกลำบากมาก ถ้าโดนจับได้ อาจจะถูกขังคุกก็เป็นได้
“ถ้าได้งานแล้ว เรื่องเอกสารจากชุมชนต้องทำให้ถูกต้อง ควรเป็นใบรับรองสำหรับการไปเยี่ยมญาติหรือไปรักษาตัว ทำครั้งหนึ่งออกไปข้างนอกได้สองเดือน แม้จะยุ่งยากหน่อย แต่ตรวจสอบได้”
เจียงอวี้หมิงกำชับอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเจียงอวี้หมิงพูดแบบนี้ หานชีเยวี่ยก็พยักหน้ารับ “ไม่ต้องห่วงค่ะ ถ้ามีครอบครัวที่เหมาะสม เรื่องเอกสารไม่มีปัญหาแน่นอน”
เมื่อคุยปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว หานชีเยวี่ยก็เตรียมตัวกลับบ้าน เจียงอวี้หมิงให้เธอยืมจักรยานขี่กลับไป เธอปฏิเสธ แต่เจียงอวี้หมิงบอกว่าแค่สองวันเอง อีกทั้งสองวันนี้เขาไม่ต้องออกไปไหน
หานชีเยวี่ยจึงขอบคุณเจียงอวี้หมิงและขี่จักรยานกลับบ้าน
ตลอดทางราบรื่นจนถึงชุมชนถวนเจี๋ย ประจวบเหมาะกับเวลาที่สมาชิกในชุมชนเลิกงาน พอทุกคนเห็นหานชีเยวี่ยขี่จักรยานกลับมา ต่างก็มองด้วยแววตาที่ทั้งอิจฉาริษยา โดยเฉพาะหญิงสาวและผู้หญิงขี้อิจฉาที่อิจฉาโชคของหานชีเยวี่ยมาตลอด ยิ่งรู้สึกอิจฉาริษยามากขึ้นไปอีก
มีงานทำแล้วยังไม่พอ ทำงานได้ไม่กี่วัน กลับขี่จักรยานกลับมาอีก
“อาเยวี่ย ลูกขี่จักรยานกลับมาได้ยังไง?” ซย่าซิ่วเหอเห็นลูกสาวก็อดถามไม่ได้
หานชีเยวี่ยกระโดดลงจากจักรยาน “แม่คะ นี่เป็นจักรยานของกูหนายหวงที่โรงงานทอฝ้าย คุณกูหนายใจดี กลัวหนูจะกลับบ้านค่ำเลยให้ยืมจักรยานมา พรุ่งนี้หนูจะเอาไปคืนเขาค่ะ”
จริงๆ แล้วถ้ามีแค่คนในครอบครัวก็ไม่ต้องอธิบายให้ยุ่งยาก แต่เวลานี้มีคนมากมายรอฟังเรื่องซุบซิบนินทา หานชีเยวี่ยจึงต้องอธิบาย เธอรู้ดีว่า คำพูดไร้สาระสามารถทำร้ายคนได้ เธอไม่ได้บอกว่านี่เป็นรถที่ผู้จัดการเจียงให้ยืม แต่บอกว่าเป็นรถของกูหนายหวง
ซย่าซิ่วเหอเคยได้ยินลูกสาวเล่าว่า ที่โรงงานทอฝ้ายมีกูหนายแซ่หวง เป็นมารดาของหัวหน้าฝ่ายในโรงงาน เป็นคนใจดี
“พรุ่งนี้ตอนเอาจักรยานไปคืน อย่าลืมเอาผักจากสวนหลังบ้านไปฝากเขาด้วย เขามีน้ำใจกับเรา เราก็ต้องมีน้ำใจกับเขาเหมือนกัน”
“ค่ะแม่ หนูรู้แล้ว” หานชีเยวี่ยพยักหน้ารับ
เมื่อทุกคนได้ยินว่าซย่าซิ่วเหอก็รู้จักคนนี้ ก็ไม่มีใครอยากฟังเรื่องซุบซิบนินทาอีก ถึงแม้ว่าจักรยานจะเป็นของมีค่า แต่ชุมชนก็มีตั้งสองคัน ทุกคนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก ต่างก็แยกย้ายกันไป
“อาเยวี่ย กลับบ้านกันเถอะ” ซย่าซิ่วเหอพูดกับลูกสาวด้วยรอยยิ้ม
หานชีเยวี่ยเข็นจักรยานเดินกลับบ้านพร้อมกับซย่าซิ่วเหอและหยางชุนจือ
“ชีเยวี่ยบ้านฉันเก่งขึ้นทุกวัน ฉันว่านะ อีกไม่นานบ้านเราก็คงมีจักรยานเป็นของตัวเองเสียที” หยางชุนจือวาดฝันถึงอนาคตที่สวยงาม
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะป้า ในอนาคตเราไม่ใช่แค่มีจักรยาน แต่จะมีรถยนต์ด้วย”
“โอ๊ย เด็กคนนี้ ฝันใหญ่จริงๆ เลยนะ”
ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกัน เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เจอคนคนหนึ่ง…