ความเดิมตอนที่แล้ว
เมื่อแผนการล้มเหลวสตรีซึ่งเป็ผู้นำอันโฉดชั่วได้เรียกตัวซ่งจื่อรุ่ยเข้าพบเพื่อวางแผนการบางอย่างซึ่งเป้าหมายครั้งต่อไปคงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากจอมยุทธไป๋ บุคคลผู้เป็ดั่งขวากหนามที่คอยขัดขวางแผนการมาโดยตลอดส่วนความเคลื่อนไหวทางด้านทิศตะวันออก เ้าเมืองซุนแห่งฝูตงฟื้นคืนสติจากอาการป่วยทั้งยังเรียกหาซุนเย่ผู้เป็บุตรชายและสะใภ้อย่างหลัวชิวหยี่เข้าไปพบแม้ว่าร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงแต่ปากก็ยังเอ่ยย้ำถึงแผ่นดินและราษฎรฝูตงอยู่ทุกขณะสร้างความประหลาดใจให้กับเ้าเมืองน้อยซุนและชายาเป็อย่างมาก ส่วนสถานการณ์ที่หมู่บ้านหัวหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงพบเจอทางลับใต้ดินเข้าโดยบังเอิญพวกเขาเดินเข้าไปสำรวจจนได้พบกับหีบไม้ใบหนึ่งซึ่งภายในบรรจุม้วนบันทึกเก่า ๆ เอาไว้เมื่อเปิดออกดูก็พบว่ามันเป็บันทึกของกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า “ ชิงเฟิง ”
อู๋ฉงฉง : “ ชิงเฟิง ฟังคุ้น ๆ นะ เหมือนเคยได้ยินที่ไหน ”
หวงจิ้งเอิน : “ ค่ายชิงเฟิง กลุ่มโจรฏที่อดีตเ้าเมืองเหอมารดาขององค์หญิงยกทัพไปกำราบก่อนที่นางจะจบชีวิตลง ”
อู๋ฉงฉง : “ เดี๋ยวสิ ก็ไหนว่ายกทัพไปปราบ คนเ่าั้ไม่ได้ถูกกวาดล้างไปหมดแล้วหรอ เหตุใดบันทึกเล่มนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ถ้าข้าเดาไม่ผิดคนที่นี่คงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันนั้นอยู่ไม่มากก็น้อย ไม่ก็.. เป็กากเดนที่เหลืออยู่ก็เป็ไปได้ ”
อู๋ฉงฉง : “ แต่ดู ๆ ไปแล้ว คนที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่เว้นแต่คนแซ่เจิ้งกับเซวียเหยาขี้ระแวงคนนั้น ตัวหนังสืออ่านยากจัง เ้าอ่านออกได้ยังไงกัน สัญลักษณ์นี้ มันอะไร? ”
อู๋ฉงฉงมองเห็นลวดลายประหลาดที่ถูกวาดลงบนแผ่นไม้เป็สัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกอยู่เหนือดาบที่ไขว้กันสองเล่ม อีกทั้งยังเป็ดาบที่สั้นยาวไม่เท่ากันนางจึงได้เอ่ยถาม
หวงจิ้งเอิน : “ คงเป็ตราประทับหรือสัญลักษณ์ของหัวหน้ากลุ่มโจรข้าเคยเห็นเสี่ยวเฉินสืบหาเื่ราวพวกนี้อยู่่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะมายังหนานจิ้ง”
อู๋ฉงฉง : “ แล้วนี่เราจะเอายังไงกันต่อล่ะ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ต้องหาทางส่งข่าวให้เขา จะชอบหรือไม่ตอนนี้เราได้เข้ามาพัวพันกับเื่ที่ไม่ควรยุ่งแล้วล่ะฉงฉง ”
หวงจิ้งเอินมีสีหน้าตึงเครียดซึ่งผิดไปจากทุกครั้งดูเหมือนว่าเขาจะกังวลอยู่หลายอย่างด้วยกัน เพราะไม่เพียงต้องอยู่ในดงเสือดงจระเข้ที่ยากจะหาทางหลบหนีหากแต่เื่นี้ยังเกี่ยวพันถึงสหายอย่างเฉินเสวี่ยหยางและความเป็ไปของทั้งสองดินแดน
หวงจิ้งเอิน : “ เรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ ”
หวงจิ้งเอินถือม้วนบันทึกไว้ในมือและคิดจะนำมันกลับไปด้วยแต่ทว่า ..ผึบ!.. จู่ๆ ก็มีความเคลื่อนไหวของใครบางคนทำให้คบไฟนั้นดับลงจนภายในห้องก็เต็มไปด้วยความมืด
หวงจิ้งเอิน : “ นั่นใคร? ”
และในความมืดนั้น ..ปึก ๆ!..
หวงจิ้งเอิน : “ โอ๊ะ! ”
มีฝ่ามือของใครคนหนึ่งทุบมานี้ท้ายทอยของคุณอู๋ฉงฉงและหวงจิ้งเอินทำให้เขาทั้งสองคนล้มลงและหมดสติไปหลังจากนั้นบุคคลปริศนาก็หยิบม้วนบันทึกไปจากมือของคุณชายหวง
เขาเลี่ยววั่ง
พิราบส่งสารไปถึงมือของชายคนหนึ่งบุคคลผู้มีผมสีเทาทั้งหนวดเครายาวสลวย แต่ทว่าดวงตากลับไม่มีสีคล้ายดั่งคนตาบอดสนิทเขาก็คือหลินเจิ้นชงอดีตโหรแห่งหนานจิ้งผู้หันหลังให้กับอำนาจและการแย่งชิงมาเร้นกายอยู่บนเขาเลี่ยววั่งสถานที่ซึ่งร่มรื่นด้วยต้นไม้สายลมและธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยความเงียบสงบเขาคลี่จดหมายน้อยออกมาอ่านพร้อมกับมีเสียงของเด็กชายคนหนึ่งร้องทักเขามาจากด้านหลัง
“ ท่านอาจารย์.. ”
เด็กชายวันสิบสามปีผู้มีท่าทางร่าเริงสดใสที่วิ่งเข้ามาหาหลินเจิ้นชงด้วยสีหน้าตื่นเต้นเขาก็คือองค์ชายสี่หลินเหิงอี้ บุตรชายคนเล็กของเ้าเมืองหลินและชายารองเหลียงซีหม่า
หลินเหิงอี้ : “ ท่านอาจารย์ ท่านเรียกข้าหรือขอรับ? ”
หลินเจิ้นชง : “ เหิงอี้ ได้เวลาแล้วล่ะ ”
หลินเหิงอี้ : “ เวลา!เวลาอะไรหรือขอรับ หรือว่า.. ข่าวจากหนานจิ้ง ”
หลินเจิ้นชงหันมาอมยิ้มเล็กน้อยให้กับลูกศิษย์โดยไม่ได้ตอบอะไร
หลินเหิงอี้ : “ เย้ ๆ.. ข้าจะได้ไปพบพี่หญิงแล้ว.. ”
เด็กชายเพียงมองสีหน้าของอาจารย์ก็พอจะเดาคำตอบได้และะโโลดเต้นด้วยความดีใจนานมากแล้วที่เขาและพี่หญิงของเขาไม่ได้พบเจอกัน
หลินเหิงอี้ : “ ท่านอาจารย์ งั้นข้าจะไปเก็บของเตรียมสัมภาระก่อนนะขอรับ”
หลินเจิ้นชงอดไม่ได้ที่จะยิ้มกับท่าทางโลดแล่นของหลินเหิงอี้ก่อนที่เขาจะหันหน้ามองออกไปยังท้องฟ้าที่เวิ้งว้างพลางพึมพำอยู่ลำพัง
หลินเจิ้นชง : “ ใกล้แล้วสินะ ”
ประโยคที่เอ่ยออกมาพร้อมสีหน้าคล้ายกับจะปลงไปเสียทุกสิ่งเหมือนกับเขาจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าการลงจากเขาครั้งนี้อาจไม่ได้กลับขึ้นมาอีกแต่ทว่าใครเลยที่จะฝืนชะตาได้
หนานจิ้ง
“ ชายารองทานยาหลับไปแล้วเ้าค่ะ ”
สาวรับใช้เอ่ยตอบเหล่าผู้มาเยือน หลังจากที่พวกเขาพากันเดินทางมายังเรือนหลักเพื่อเยี่ยมเยียนเหลียงซีหม่าทั้งเฉินเสวี่ยหยาง หลินเพ่ยหนิง หม่าซูซิน หม่าเสียนเย่และเหลียงเสี่ยวเหยา รวมไปถึงเฟยฉีและสาวรับใช้ข้างกายหลินเพ่ยหนิงอย่างลั่วชีชีแต่ดูเหมือนว่าเฟยิจะปลีกตัวออกไปเพื่อทำอะไรบางอย่าง พวกเขา้าเข้าไปเยี่ยมเหลียงซีหม่าซึ่งาเ็จากเหตุการณ์คนร้ายบุกเข้ามาใน่เมื่อคืนแต่ทว่ากลับต้องมาหยุดอยู่ที่หน้าเรือนก่อนจะมีสาวรับใช้เดินมาต้อนรับพร้อมกับแจ้งว่าเหลียงซีหม่าเพิ่งกินยาและหลับไปแล้ว
หม่าซูซิน : “ งั้นเราก็มาเสียเที่ยวเลยน่ะสิ ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ถ้าอย่างนั้น ข้าฝากยาห่อนี้ให้นางด้วย ” (ภาษามือ)
ลั่วชีชียื่นห่อยาให้กับสาวรับใช้คนนั้นโดยที่นางดูมีสีหน้างุนงง
ลั่วชีชี : “ องค์หญิงบอกว่า ฝากยานี้ให้กับชายาด้วย ”
สาวรับใช้เพิ่งเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน จึงดูไม่เข้าใจภาษามือของหลินเพ่ยหนิงลั่วชีชีจึงทำหน้าที่ช่วยแปลความหมายให้
สาวรับใช้ : “ เ้าค่ะองค์หญิง แล้วข้าจะเรียนให้ท่านทราบเองเ้าค่ะ”
สาวรับใช้ยื่นมือมารับห่อยาไปจากมือของลั่วชีชีและหันไปคารวะหลินเพ่ยหนิงจากนั้นนางก็เดินกลับเข้าไปในเรือน
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ น่าเสียดายจัง พ่อบุญธรรมยังไม่ว่างมาเยี่ยมนางเสียด้วยสิ ถ้าอย่างนั้นคุณชายหม่าจะตอบท่านเ้าเมืองว่าอย่างไร? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ไม่เป็ไร ชายารองมีหมอประจำตัวอยู่แล้ว ท่านเ้าเมืองคงไม่ว่าอะไรหรอก ข้าจะอยู่แถวนี้อีกสักพักรอท่านพ่อคุยธุระเสร็จจึงค่อยกลับ องค์หญิง.. ”
หลินจื่อหราน : “ เสียนเย่ เ้าอยู่คุยกับข้าดีกว่า ”
ลั่วชีชี : “ คารวะองค์ชายใหญ่ ”
หม่าซูซิน : “ คารวะองค์ชาย ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ คารวะองค์ชาย ”
หลินจื่อหราน : “ เ้าด้วย เสี่ยวเหยา ”
หลินจื่อหรานโผล่เข้ามาและชักชวนหม่าเสียนเย่อยู่สนทนากับตนพลางหันไปเชื้อเชิญเหลียงเสี่ยวเหยานางจึงหันไปมองเขาด้วยสีหน้าอาย ๆ หลังจากนั้นเขาก็หันไปทักทายเฉินเสวี่ยหยางและน้องสาวในขณะที่หลินเพ่ยหนิงย่อเข่าคารวะพี่ชายพร้อมกับเฉินเสวี่ยหยางที่ก้มศีรษะทักทายหลินจื่อหราน
หลินจื่อหราน : “ เ้าเมืองน้อยเฉิน เพ่ยหนิงมาเยี่ยมท่านแม่เหมือนกันหรือ เห็นทีครั้งนี้คงมาเสียเที่ยวแล้วจริง ๆ ”
หม่าซูซิน : “ งั้น ข้าอยู่รอท่านลุงกับพวกท่านดีกว่าเ้าเมืองน้อยเฉินท่านก็.. ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้ามีธุระกับเพ่ยหนิง ”
หลินจื่อหราน : “ ว่าที่สามีภรรยาคงมีเื่ต้องคุยกันอีกมากเราอย่าเข้าไปขัดคอเลย ”
หลินเพ่ยหนิงมองเฉินเสวี่ยหยางอย่างอาย ๆแม้นางจะยังไม่รู้ว่าเฉินเสวี่ยหยางมีธุระสำคัญอะไร แต่การที่คู่หมั้นหมายจะพูดคุยกันมันก็ไม่ใช่เื่แปลกนางเพียงสบตาเขาและเอียงหลบตามจริตของสตรีโดยไม่ได้โต้ตอบอะไร
หม่าซูซิน : “ ได้ ๆ ๆ ถ้างั้นก็แยกกันตรงนี้ เพ่ยเพ่ยแล้วเจอกันนะ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ องค์ชาย ข้าขอตัว ”
เฉินเสวี่ยหยางกล่าวลาหลินจื่อหรานและเดินกลับเรือนไปพร้อมกับหลินเพ่ยหนิงโดยมีลั่วชีชีและเฟยฉีเดินตามหลัง ส่วนหลินจื่อหราน เหลียงเสี่ยวเหยา หม่าซูซิน และหม่าเสียนเย่เดินแยกไปอีกทางซึ่งไม่ห่างกันนักเป็เรือนชมวสันต์ของหลินจื่อหรานนั่นเอง
..เพี้ยะ! ตุบ!.. จูซือฉีถูกชายคนหนึ่งตบหน้าจนฟุบลงไปกับพื้นนางเงยหน้าขึ้นมองซ่งจื่อรุ่ยด้วยแววตาอ้อนวอนและน้ำตาที่เอ่อคลอ แต่ทว่าไร้ความเมตตาสงสารจากคุณชายผู้น่ารังเกียจ
ซ่งจื่อรุ่ย : “ งานไม่สำเร็จยังมีหน้ามาร้องขอรางวัล ข้าไว้ชีวิตคนอย่างเ้าก็นับว่าดีเท่าไรแล้ว”
จูซือฉีคลานเข่าเข้าไปเกาะขาของซ่งจื่อรุ่ยพลางขอร้องให้เขาเห็นใจ
จูซือฉี : “ คุณชาย ได้โปรดเถิดเ้าค่ะ ท่านก็รู้ว่าท่านป้าของข้ามีโรคประจำตัวนางต้องกินยาเป็ประจำ อนุญาตให้ข้าพบนางสักครั้งเถิดเ้าค่ะ ข้าต้องมอบยาห่อนี้ให้กับนางไม่อยางนั้น นางต้องทรมานจนตายแน่ ๆ ท่านโปรดเมตตาสงสารคนชราไร้ที่พึ่งด้วยเถิดเ้าค่ะข้าขอร้อง ”
นางวิงวอนด้วยน้ำตาที่ไหลจากลงมาผ่านเรือนแก้มที่แดงช้ำจากฝ่ามือของซ่งจื่อรุ่ยแม้เป็อย่างนั้น ซ่งจื่อรุ่ยก็หาได้เมตตา เขาใช้มือบีบแก้มอันบอบบางทั้งยังบีบคั้นนางอย่างไร้ความปรานี
ซ่งจื่อรุ่ย : “ จูซือฉี เ้าลืมไปแล้วรึเปล่าว่าข้าคือใครข้าเป็เ้าชีวิตของเ้า หากไม่มีข้า เ้าคงตายไปนานแล้ว ไหนลองบอกข้าหน่อยมีเหตุผลอะไรที่ข้าจะต้องช่วยเ้า? ”
จูซือฉี : “ คุณชายได้โปรด ท่านอยากให้ข้าทำอะไร ข้ายินดีทำทุกอย่างที่ผ่านมาข้าภักดีต่อท่านมาโดยตลอด เพียงแต่ทุกครั้งมีคนเข้ามาขัดขวาง ข้าสัญญาข้าสัญญาว่าครั้งต่อไปจะไม่ให้พลาดอีกเ้าค่ะ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ดี! พูดได้ดี แล้วก็ทำให้ได้อย่างที่พูดด้วยล่ะ”
ซ่งจื่อรุ่ยผลักมือออกไปจนใบหน้าของจูซือฉีถูกสะบัดตามแรงผลักเพียงเพราะได้ยินถ้อยคำที่คล้ายดั่งว่าเขายังใช้ประโยชน์จากนางได้อยู่
ซ่งจื่อรุ่ย : “ แต่ตอนนี้ข้ายังให้เ้าพบกับนางไม่ได้จนกว่าเ้าจะทำงานสำเร็จเอานี่ไป ”
ซ่งจือรุ่ยนำห่อยาห่อเล็กมอบให้กับจูซือฉีเพียงแค่นางได้เห็นสิ่งนั้น สีหน้าของนางก็แสดงถึงความหวั่นวิตกด้วยความรู้สึกลำบากใจมันคือยาปลุกกำหนัด
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ส่วนยาพวกนี้ ข้าจะเอาไปให้นางเองถือว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างเรา ”
การกระทำต่ำช้าและถ้อยคำหยามเหยียดที่พ่นออกมาทำให้เฟยิผู้แอบยืนฟังอยู่ถึงกับบีบฝักกระบี่ที่ถือไว้จนแน่นเขาแทบอยากจะชักมันออกมาและเข้าไปดับลมหายใจของซ่งจื่อรุ่ยเสียในตอนนั้นแต่เพราะมันยังไม่ถึงเวลา เขาจึงหักใจเดินออกไปจากที่นั่น
ณหมู่บ้านหัว เซวียเหยาเดินตรงไปยังบ้านของผู้นำเจิ้งเพื่อมาแจ้งความคืบหน้าดั่งเช่นทุกครั้งซึ่งเขาคิดว่าวันนี้ดูไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากเมื่อวาน
เซวียเหยา : “ พี่ใหญ่ ทุกอย่างปกติดี ”
เจิ้งคุนเซียว : “ สองคนนั้นไม่มีท่าทีอะไรเลยเหรอ? ”
เซวียเหยา : “ ข้าคิดว่าไม่มีนะแค่วันนี้ดูเงียบกว่าทุกครั้ง ”
เพียงได้ยินว่าหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงดูเงียบผิดปกติเจิ้งคุนเซียวก็มีสีหน้าท่าทางสงสัย
เจิ้งคุนเซียว : “ อาเหยา ไป! ”
เขาผลุนผลันออกไปจากที่พักพร้อมกับเซวียเหยาโดยมีเจิ้งหร่านอีหรือเด็กสาวเสี่ยวม่านผู้เป็บุตรบุญธรรมยืนมองสถานการณ์อยู่ห่างๆ หลังจากนั้น นางก็หันหลังเดินออกไปเช่นกัน เมื่อเจิ้งคุนเซียวและเซวียเหยาเดินมาถึงบ้านพักของเสี่ยวม่านเขาก็ผลักประตูเข้าไปและพบว่าเสี่ยวม่านกำลังง่วนอยู่ในครัว
เสี่ยวม่าน : “ อ้าว! พ่อบุญธรรมท่านมีธุระอะไรกับข้าเหรอ? ”
เจิ้งคุนเซียว : “ เอ่อ! เปล่าพ่อแค่อยากมาเยี่ยมเยียนเ้าสักหน่อย ปกติเ้าไม่ค่อยอยู่บ้าน วันนี้พ่อก็เลยแวะมาหา”
เสี่ยวม่าน : “ อ๋อ.. งั้นพวกท่านนั่งก่อนสิข้ากำลังตุ๋นน้ำแกงเม็ดบัว ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ ”
เสี่ยวม่านหันไปสาละวนอยู่กับหม้อตุ๋นน้ำแกงในขณะที่พ่อบุญธรรมอย่างเจิ้งคุนเซียวและลูกน้องคนสนิทอย่างเซวียเหยาสอดส่ายสายตามองหาคุณชายหวงกับคุณหนูอู๋ซึ่งเสี่ยวม่านเองรู้ทั้งรู้แต่ก็แสร้งทำเป็มองไม่เห็นเมื่อสบโอกาสเจิ้งคุนเซียวก็ทำทีเดินเข้าไปในห้องโดยมีเซวียเหยาคอยสังเกตการณ์ให้และในตอนนั้นเอง
..ฮ้าว..
หวงจิ้งเอินเดินบิดี้เีออกมาจากในห้องโดยอู๋ฉงฉงเดินถือตะกร้าผักเข้ามาจากด้านหลังทำให้เจิ้งคุนเซียวถึงกับมีสีหน้างุนงง
หวงจิ้งเอิน : “ ยาอะไรของเ้าเนี่ยเสี่ยวม่านข้านี่หลับเป็ตายเลย ”
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง เ้าตื่นแล้วหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ อื้ม.. ฉงฉง นี่เ้าไปไหนมา? ”
อู๋ฉงฉง : “ สวนหลังบ้านน่ะสิ ผักของเสี่ยวม่านงามใช่ย่อยน่ากินทีเดียว เ้าดูสิ ”
อู๋ฉงฉงยกตะกร้าใส่ผักให้หวงจิ้งเอินดูซึ่งในนั้นมีทั้งผักกาดและแตงกวาเป็เวลาเดียวกับที่เสี่ยวม่านเดินถือถาดใส่ถ้วยน้ำแกงออกมาจากในครัว
เสี่ยวม่าน : “ พวกเ้ามาพอดีเลย เร็ว ๆ มากินน้ำแกงเม็ดบัวข้าเพิ่งตุ๋นเสร็จใหม่ ๆ กำลังร้อน ๆ เลย พ่อบุญธรรม ท่านลุงเหยาพวกท่านมากินด้วยกันสิ ”
เจิ้งคุนเซียว : “ เอ่อ..พ่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีงานค้างอยู่ คงต้องขอตัวก่อน ”
เซวียเหยา : “ ข้าด้วย ”
เสี่ยวม่าน : “ อ้าว! ไม่ลองชิมสักหน่อยหรอ?”
เจิ้งคุนเซียว : “ ไม่ล่ะ เขาอยู่ใน่พักฟื้น ให้เขากินเยอะ ๆเถอะ ”
เสี่ยวม่าน : “ งั้นเดี๋ยวข้าเดินไปส่ง ”
เจิ้งคุนเซียวและเซวียเหยาเดินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์นักแต่ทั้งสองก็ต้องเก็บอาการเมื่ออยู่ต่อหน้าเสี่ยวม่าน นางมักไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ดูมีลับลมคมในของพวกเขาเท่าใดนักโดยเฉพาะการทำโทษหรือกักขังผู้อื่นอย่างไร้เหตุผลซึ่งเป็ผลมาจากนิสัยรักอิสระที่มีอยู่ในตัวของนางเมื่อเสี่ยวม่านเดินออกไปส่งพ่อบุญธรรมหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงก็ได้หันกลับมาพูดจากันด้วยท่าทางระแวดระวัง
หวงจิ้งเอิน : “ ซีด.. ”
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง เ้าเป็อย่างไรบ้าง? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ก็เจ็บน่ะสิ เล่นฟาดต้นคอข้าเสียแรงแต่กลับไม่เห็นว่าเป็ใครน่าเจ็บใจนัก ”
อู๋ฉงฉง : “ ดีที่ข้าพอมีวรยุทธ์อยู่บ้าง ครั้งนี้เราได้เสี่ยวม่านช่วยไว้อีกแล้วโชคดีที่นางพาเรากลับออกมาได้ทัน ไม่งั้นหากถูกพบเข้าไม่รู้ว่าคนแซ่เจิ้งคนนั้นจะทำอะไรกับเราบ้าง ”
หวงจิ้งเอิน : “ จะโชคดีหรือโชคร้ายก็ยังไม่แน่หรอก ดีไม่ดีนางอาจเป็คนลงมือทุบเราสองคนจนสลบก็ได้ ข้ารู้สึกว่านางเองก็มีความลับหลายอย่างที่เรายังไม่รู้อยู่”
หวงจิ้งเอินลูบต้นคอของตนพลางบ่นพึมพำเพราะถูกทำให้สลบหลังจากที่ฟื้นขึ้นมา เขาก็มานอนอยู่ในบ้านหลังนี้ เมื่อรู้ตัวอีกที เจิ้งคุนเซียวพร้อมด้วยคนสนิทก็เข้ามาจับผิดเขาถึงในบ้านเขาจึงทำทีเป็ว่าเพิ่งตื่นเพราะฤทธิ์ยา ส่วนอู๋ฉงฉงก็ทำเป็ว่าเก็บผักอยู่ที่สวนหลังบ้านทั้งที่ผักในตะกร้าใบนั้นถูกเก็บมาวางไว้ก่อนแล้ว และหลังจากนั้น
หวงจิ้งเอิน : “ จริงด้วย! ”
คุณชายหวงเอามือลูบคลำตามลำตัวและแขนเสื้อของตนเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างแต่หาอย่างไรก็หาไม่พบ
อู๋ฉงฉง : “ ทำอะไรของเ้าน่ะ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ หายไปไหนแล้ว ข้าหยิบมันมาด้วยนี่ ”
อู๋ฉงฉง : “ อะไรหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ บันทึกน่ะสิ ข้าจำได้ว่าถือมันไว้ก่อนที่จะสลบไปแต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว ”
อู๋ฉงฉง : “ ถ้าอย่างนั้น คนคนนั้นคงเอาไปแล้วล่ะ ”
หวงจิ้งเอิน : “ น่าเสียดายจัง ยังไม่ได้อ่านเลย แต่ก็ช่างเถอะถึงจะยังไม่ได้เปิดอ่านข้างใน แต่สัญลักษณ์นั่นข้าพอจะจำได้อยู่ ”
อู๋ฉงฉง : “ อ๋อ! ลืมไปคุณชายสกุลหวงผู้ไร้วรยุทธ์และวิชาการต่อสู้แต่หัวดีมีความจำเป็เลิศสมกับที่เป็ทายาทผู้นำฝ่ายการคลังหวงโต้ว ”
หวงจิ้งเอิน : “ แต่ก็ยังแพ้ท่านพี่เฉินของเ้ารายนั้นนี่ข้าสู้ไม่ไหวหรอก ”
อู๋ฉงฉง : “ เลิกพูดว่าเขาเป็ของข้าสักทีเถิดน่าเกิดเ้าพูดติดปากจนองค์หญิงได้ยินเข้า ระวังเ้าจะเดือดร้อน ”
หวงจิ้งเอิน : “ จริงด้วย เขาคนนั้นหงุดหงิดทีนึงเหมือนคนอื่นเขาซะที่ไหนงั้นเอางี้ ข้ายอมเป็คุณชายหวงของเ้าก็ได้ ดีไหม? ”
อู๋ฉงฉง : “ เอ่อ! พูดอะไรของเ้าข้าไปกินน้ำแกงดีกว่า ไม่อยากคุยกับเ้าแล้ว ”
หวงจิ้งเอิน : “ นี่.. แต่ข้ายินดีนะ ”
อู๋ฉงฉงรู้สึกขวยเขินกับคำพูดทีเล่นที่ดูคล้ายจะเป็เื่จริงของคุณชายหวงนางเดินหายเข้าไปในครัวในขณะที่หวงจิ้งเอินยังะโตามหลังทำให้สตรีเช่นนางแอบไปยืนหน้าแดงอยู่ที่หลังประตูห้อง
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง เ้าคนบ้า ”
หนานจิ้ง
เฉินเสวี่ยหยางเดินมาหาหลินเพ่ยหนิงที่ด้านหลังเรือนบริเวณนั้นเป็เรือนเพาะชำที่มีไว้เพาะปลูกต้นไม้และสมุนไพรก่อนจะแยกออกไปปลูกในสวนเขาเห็นนางดูแลต้นไม้ทุกต้นอย่างพิถีพิถันและเอาใจใส่ จึงไม่แปลกเลยที่จวนแห่งนี้จะร่มรื่นจนเดินชมเท่าไรก็ไม่เบื่อเมื่อลั่วชีชีมองเห็นเ้าเมืองน้อยเฉินเดินเข้ามาหาองค์หญิงนางก็คารวะเฉินเสวี่ยหยางและปลีกตัวออกไปอย่างรู้ความ เขาเดินเข้าไปหาหลินเพ่ยหนิงด้วยสองมือไขว้หลังและท่าทางสุขุมโดยสายตามองตรงไปที่หลินเพ่ยหนิงไม่วางภายในเรือนเพาะชำยังมีหูจิงอีกหนึ่งคนที่ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ไม่ไกลจากองค์หญิงมากนักครั้นหูจิงเงยหน้ามาเห็นเ้าเมืองน้อยเฉิน เขาก็ลุกขึ้นคารวะตามทำเนียม
หูจิง : “ เ้าเมืองน้อยเฉิน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้าสินะ หูจิง? ”
หูจิง : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้ายังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเ้าเป็จริงเป็จังแต่ยังไงก็ขอบใจมาก ”
คำพูดประโยคนี้ ทำให้หูจิงแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ยินคำขอบคุณจากปากของเ้าเมืองน้อยเฉินถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่านั่นหมายถึงอะไร แต่หูจิงก็ไม่ได้เอ่ยถาม เฉินเสวี่ยหยางเดินผ่านหูจิงไปหาหลินเพ่ยหนิงในขณะที่นางเอาแต่ก้มหน้าตัดแต่งกิ่งไม้เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นกระถางต้นหญ้าร้อยหนามถูกยื่นมารออยู่เบื้องหน้า พร้อมกับท่าทางอ่อนโยนของเฉินเสวี่ยหยาง เพียงเท่านั้นสีหน้าของนางก็ดีใจยิ่งกว่าได้รับแก้วแหวนเงินทอง ต้นไม้ที่พบเห็นได้แค่ในป่าลึก ทั้งยังเป็สมุนไพรพิษที่มีค่าหายากนางมองหน้าเขาด้วยความซาบซึ้งและรอยยิ้มในดวงตาที่เป็ประกายพลางย่อเข่าเพื่อขอบคุณเฉินเสวี่ยหยางทางด้านหูจิง เมื่อมองเห็นต้นไม้ที่เพิ่งเปลี่ยนเ้าของไปอยู่ในมือขององค์หญิง เขาก็รู้ในทันทีว่าคำขอบคุณที่เฉินเสวี่ยหยางเอ่ยถึงเมื่อครู่นั้นหมายถึงอะไรเฉินเสวี่ยหยางจำเขาได้และเขาดูไม่แปลกใจนักที่รู้ว่าไม่อาจปิดบังคนฉลาดอย่างเฉินเสวี่ยหยาง
ติดตามตอนต่อไป