ซูเจินส่งรอยยิ้มเยาะให้เหวินอี้เขาก็ลอบหลั่งน้ำตาในใจ แล้วโวยวายทุกครั้งที่คนอื่นใช้จ่ายเงินซื้อของทำเอาผู้อื่นไม่กล้าจะซื้อของมากนักถึงแม้ว่าจะได้อุปกรณ์มิติมาเก็บของแล้วก็ตาม
นับว่านางคิดถูกที่คาดโทษเหวินอี้ครั้งนั้นเขาสามารถห้ามปรามคนอื่นได้เป็นอย่างดี
หลังจากเที่ยวเล่นจนพอใจซูเจินก็กลับมาร่วมรับประทานอาหารกับนายท่านไห่ตามคำเชิญเมื่อเช้าเขาเตรียมอาหารไว้มากมายเต็มโต๊ะจริงๆ
ไห่ฮูหยินดูจะไม่พอใจบางอย่างเอาแต่ถามหาบุตรชายทั้งสองคนของนางตลอด หลังจากจินจูมาเล่าให้ฟังว่าสหายของนางกว้านซื้ออุปกรณ์มิติคนละชิ้นอย่างไม่เสียดายนางก็หมายใจอยากจะได้สตรีสักคนสองคนในกลุ่มพวกนางเป็นสะใภ้หากได้สตรีนามเฉินซูซูจะดีมาก
แต่บุตรชายตัวดีของนางไหวตัวทันไม่ยอมมาร่วมโต๊ะอาหารด้วย คาดว่าผู้ไปฟ้องจะเป็นจินเฟิ่งบุตรสาวคนโตของนางเอง
กลางดึก
จินจูนึกถึงคำพูดของซูซู สหายที่นางถูกชะตาด้วยก็นอนไม่หลับมาเคาะประตูเรือนพี่สาวอยู่นาน
ไห่จินเฟิ่งได้ยินสาวใช้ของตนบอกว่าเป็นน้องรองก็งัวเงียตื่นขึ้นมาพบน้องสาวร้อยวันพันปีไม่เคยเข้ามาหานางถึงเรือนยิ่งกลางดึกเช่นนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งสงสัยว่ามีสิ่งใดกันแน่
“มาหาข้าดึกดื่นเช่นนี้มีธุระอะไร?”จินเฟิ่งปิดปากหาวขณะพูดเล็กน้อย
“หากผ่านการสอบคุณสมบัติได้เข้าร่วมการสอบจริงข้าก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือไม่?จึงอยากจะคุยกับพี่ให้กระจ่าง” จินจูเปิดประเด็น ยอมเอ่ยปากขึ้นก่อน
“...!” จินเฟิ่งตกใจจนตาสว่าง “เจ้าพูดเรื่องอะไร!”
“พี่ ข้าพูดจริงนะการสอบของสำนักสวรรค์ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมมีคนตายระหว่างสอบไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่?ข้าไม่มั่นใจหรอกว่าจะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องไปสอบ! อันตรายถึงเพียงนั้นเจ้าจะไปสอบหาอะไร”จินเฟิ่งเป็นคนที่ใช้คำพูดไม่เป็น เป็นห่วงน้องแต่กลับใช้คำพูดชวนให้เข้าใจผิด
“ข้าถามจริงๆนะ ทำไมพี่ถึงเกลียดข้านัก?”
“ข้าเคยพูดตอนไหนว่าเกลียดเจ้า?”
“ก็ที่พี่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่เรียกว่าเกลียดข้าหรืออย่างไร?!”จินจูเริ่มพูดเสียงดังมากขึ้น จินเฟิ่งผงะไปเล็กน้อยไม่คิดว่าน้องสาวจะคิดว่านางเกลียดตนเอง
จินจูพยายามหายใจเข้าลึกมือที่อยู่ใต้โต๊ะก็แอบกำไว้แน่น
“...ข้าก็แค่อิจฉาเจ้าอิจฉาที่เจ้าร่าเริงเป็นที่รักของทุกคน อิจฉาที่ข้าไม่อาจเป็นได้เช่นเจ้า”จินเฟิ่งเริ่มพูดที่อยู่ในใจออกมา “แต่ข้าไม่เคยเกลียดเจ้าเลยนะ! อย่างไรเจ้าก็ยังเป็นน้องของข้าเป็นน้องสาวที่ข้ายินดีในวัยเด็ก ข้า...ข้าจะเกลียดเจ้าได้อย่างไรกัน?”
“อิจฉาข้า? ข้าต่างหากที่อิจฉาท่านท่านสง่างามเรียบร้อยและเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งที่สตรีควรมีไม่เหมือนข้าที่แก่นแก้วกะโหลกกะลา” จินจูพูดไปก็ปาดน้ำตาไป
“...”
“ดีแล้วที่วันนี้ข้าตัดสินใจมาพูดกับท่านก่อนที่จะไปสอบวันพรุ่งนี้”จินจูลุกขึ้น ก่อนจะหันหลังกลับไปจินเฟิ่งก็พูดขึ้น
“พรุ่งนี้ไม่ต้องไปสอบแล้วเรื่องแต่งงานหากเจ้าไม่ต้องการข้าจะบอกท่านพ่อให้เองดีหรือไม่?”
จินจูส่ายหน้า “ข้าตัดสินใจแล้วนี่เป็นทางที่ข้าเลือกแต่ไม่เคยกล้าทำ เรื่องแต่งงานมันก็แค่ทำให้ข้ากล้าทำมันก็เท่านั้น”
“...”
“พี่สาว ข้าจะเตือนท่านวันนี้ได้ยินสิ่งที่ท่านเอ่ยกับข้าแล้วก็ทำให้ข้ามั่นใจยิ่งขึ้นท่านไม่เหมาะกับวังวนอำนาจของพวกขุนนางหรอกท่านเชื่อข้าสักครั้งอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเลยหาคนธรรมดาที่รักท่านด้วยใจจริงสักคนแล้วแต่งงานไปอยู่กับเขาท่านจะมีความสุขมากกว่าแน่นอน”
เช้าวันสอบซูเจินก็ร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวสกุลไห่เช่นเดิมแต่ดูเหมือนพี่สาวของจินจูจะดูแปลกๆไปนางเอาแต่เหลือบมองน้องสาวตัวเองที่อยู่ข้างๆตลอด
และแน่นอนว่าวันนี้พี่ชายทั้งสองคนของจินจูก็ยังไม่โผล่หัวมาได้ยินว่าพวกเขาทั้งสองได้ยินเรื่องที่มารดาจะแนะนำพวกนางกับลูกชายตัวเองพวกเขาก็ไม่กลับมานอนที่จวนเลย หอบเสื้อผ้าไปนอนที่ร้านตั้งแต่วันนั้น
ทำอย่างกับพวกนางอยากจะรู้จักพวกเขานักนี่ เหอะ
“อะไรกัน วันนี้น้องสาวจะไปสอบเข้าสำนักศึกษาแท้ๆพวกพี่ใหญ่พี่รองไม่คิดจะมาส่งข้าหน่อยหรืออย่างไร?” จินจูโวยวายแก้มป่อง
“พี่เขาคงไม่ว่าง เจ้าก็อย่าน้อยใจไปเลย”ไห่ฮูหยินแก้ตัวให้บุตรชายทั้งสองคน แต่ในใจก็นึกตำหนิพวกเขาอยู่ไม่น้อย
“หึ ตั้งใจไม่มาล่ะสิท่า” จินจูเบะปาก “ช่างเถอะท่านพ่อท่านแม่ ท่านพี่ข้าไปก่อนนะ”
“อืม ระวังตัวเองดีๆ อย่าได้คิดว่าตนเองเก่งกล้าจะทำอะไรก็คิดให้รอบคอบ” นายท่านไห่เอ่ยเตือนบุตรสาวบุตรสาวคนนี้ช่างเหมือนเขาสมัยหนุ่มๆนัก นิสัยแทบจะถอดแบบกันออกมาเขาจึงค่อนข้างเข้มงวดกับนางเป็นพิเศษ
การที่บุตรสาวต้องการจะไปสอบเข้าสำนักศึกษาเขาก็ไม่ได้จะห้ามหรือไม่เห็นด้วยแต่อย่างใดเขาออกจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่หนึ่งในบุตรของตนเลือกทางฝึกฝนอย่างที่เขาเองก็เคยเลือกถึงนางจะเป็นบุตรสาวก็เถอะ
“จินจู เจ้าฟังแม่นะ อย่าได้มุทะลุหุนหันสิ่งใดที่ยังไม่เหมาะแก่เวลาก็รู้จักอดทนและถอยเสียบ้าง”เรื่องอื่นนางไม่ห่วงบุตรสาวคนนี้นัก ห่วงก็แต่นิสัยข้อนี้นางกลัวว่าบุตรสาวตนจะเดือดร้อนเพราะมันเข้าสักวัน
“เจ้าค่ะท่านแม่”
“จินจูหาก...หากเจ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนรีบถอนตัวออกมาเสีย อย่างไรชีวิตก็สำคัญที่สุดเจ้าเข้าใจใช่หรือไม่?” จินเฟิ่งบอกน้องสาวเสียงอ่อย
นายท่านไห่กับฮูหยินได้ยินก็มองหน้ากัน วันนี้ได้ยินบุตรสาวคนโตแสดงความห่วงใยน้องสาวของตนเองหรือนี่?
“ข้ารู้แล้วน่า ท่านเองก็คิดเรื่องที่ข้าพูดดีๆหวังว่าท่านจะไม่ตัดสินใจผิด จนต้องมาเสียใจภายหลัง” จินจูย้ำเตือนพี่สาวอีกครั้งคราวนี้จินเฟิ่งเองก็พยักหน้ารับ นางจะเก็บไปคิดให้ถี่ถ้วน
จินจูเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นพี่สาวตอบรับนางพุ่งเข้าไปกอดพี่สาวไว้แน่น
“อะ..อะไรของเจ้า?”จินเฟิ่งเก้อเขินจนทำอะไรไม่ถูก นานแล้วที่พวกนางไม่เคยกอดกันเช่นนี้
“ข้าจะไปแล้ว ท่านก็ดูแลท่านพ่อท่านแม่ด้วย”จินจูกล่าวเบาๆ แล้วผละออกไปกอดมารดากับบิดาตามลำดับ บิดาผู้แข็งกระด้างก็หน้าแดงทำตัวไม่ถูกเช่นกันเมื่อถูกบุตรสาวกอดตน
“ฝากบอกพวกพี่ชายด้วยว่าข้าจะไม่อภัยให้พวกเขาแน่” จินจูคาดโทษพี่ชายที่ไม่ยอมโผล่หน้ามา
“ขอบคุณพวกท่านมากที่ดูแลพวกข้าอย่างดีตลอดที่อยู่ที่นี่”ซูเจินกล่าวกับเจ้าบ้านทั้งสองและคำนับให้หนึ่งครั้ง “พวกข้าขอลา”
“ลาเจ้าค่ะ/ลาขอรับ”คนอื่นๆก็คำนับลา แล้วหันหลังเดินตามนายหญิงของพวกเขาไป
“แฮ่กๆ จินจูล่ะขอรับ”คุณชายที่หายตัวจากจวนไปวิ่งกระหืดกระหอบมาเห็นครอบครัวยืนอยู่ด้านจวนแต่ไม่เห็นน้องสาวคนรองก็เอ่ยถาม
“เจ้ายังมาพูดอีก หากไปไหนกันมาฮึมาส่งน้องสาวตัวเองก็ยังไม่ทัน” ไห่ฮูหยินพูดกับบุตรชายเสียงเขียว
“นางไปแล้วหรือขอรับ?” คุณชายใหญ่เอ่ยถาม
“ไปแล้วสิ นางฝากบอกมาด้วยว่าจะไม่อภัยให้พวกเจ้าแน่!”
“หา!” คุณชายทั้งสองได้ฟังก็ร้องโอดครวญ