ท่านชายเดียวทรงรู้องค์ว่าพ่อหนุ่มควงซอนั่นส่งสายตาเล้าโลมมาให้ จึงไม่ทอดเนตรดู เพียงสดับฟัง ก็เห็นจริงว่าไพเราะอย่างที่ใครเขาลือ แต่ไม่โปรดเอาเสียเลย ที่เขาทำกิริยาเช่นนั้นด้วย
เป็บุรุษจะมาชม้ายชายตาให้กันอย่างนี้ได้อย่างไร
ใครเห็นก็ว่าเชิงชู้สาว
“จะดีหรือชายปิ๋ว เขาอายุยังน้อย คงไม่ชำนาญเท่าอาจารย์ที่สั่งสมประสบการณ์มาเยอะหรอกกระมัง” ข้อที่ว่าอายุยังน้อย นั่นเป็เพียงข้ออ้าง เพราะทรงไม่อยากเรียนกับพ่อหนุ่มนั่นต่างหาก เกรงว่าจะว้าวุ่นไปกับเขา
“ไม่หรอกกระหม่อม คนนี้ดีมีความสามารถไม่แพ้ผู้ใดในพระนคร ชายกล้ารับประกัน”
“แต่ว่า…” ตรัสยังไม่จบ ก็มีเสียงแทรกขึ้น
“อย่าทรงเื่มากนักเลยเพคะ เสด็จท่านทรงหามาให้แล้ว” ซึ่งคือเสียงจากปากของหม่อมเอก ที่นั่งรับชมด้วยใบหน้านิ่ง ๆ อยู่ด้านหลังกับหม่อมสร้อยอีกคน
หล่อนเริ่มชักจะเบื่อ งานวันนี้คล้ายกับว่าท่านชายเล็กของหล่อนไร้ตัวตน พระวงศาคณาญาติต่างเทความสนใจไปที่ท่านชายเดียวหมด จึงดลให้ใจของหล่อนนึกริษยาอยู่ในทรวง
เสด็จพระองค์ชายทรงหันกลับไปทางหล่อน ตรัสว่า “แล้วชายเล็กหายไปไหนเสียแล้วล่ะ แม่นิ่ม ทำไมถึงยังไม่เห็นในงานกับเขา”
“ชายเล็กปวดหัวเพคะ เห็นว่าไม่ชอบการดนตรี และไม่อยากเรียนด้วย เกล้ากระหม่อมฉันขอยกครูคนนั้นให้ท่านชายเดียวเรียนไปองค์เดียวเลยแล้วกันนะเพคะ” หม่อมเอกแก้ต่างแทน ความจริงแล้วท่านชายเล็กทรงมัวแต่ไปฉอเลาะอยู่กับสาว ๆ ในงาน หล่อนยังปฏิเสธเื่เรียนดนตรีอีกด้วย เพราะไม่ใคร่ให้บุตรชายไปสมาคมกับท่านชายเดียว
“อ้อ อย่างนั้นก็ตามใจแม่เถิด ฉันคงไม่ขัดหรอก” ทรงส่ายพระเศียรระอิดระอาให้ ถึงจะไม่โปรดที่เห็นหล่อนตามใจลูกสักแค่ไหน แต่ก็ไม่ทรงดุด่าไปมากกว่านี้
สายพระเนตรคมชัดแม้จะมากด้วยพระชนม์ทอดเห็นหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็ถึงพระสุนิสาในกาลข้างหน้า จึงรับสั่งให้พระปิโยรสรู้หน้าที่ที่พึงมีต่อพระคู่หมั้น หากมัวช้า จะเสียการ
แม้ในหทัยของผู้ทรงโดนบังคับจะคัดค้าน แต่ไม่อาจต้านเงื่อนไขอันเหนียวแน่นนี้ไปได้ คนไม่ได้รักกันั้แ่แรก จะข่มใจให้รู้สึกด้วยได้อย่างไรไหว ทรงเยื้องย่างเข้าไปใกล้ว่าที่ชายาจำเป็ แม้จะมีสีพักตร์ที่ดูชื่นแต่อกตรมก็ตาม
“น้องหญิงอ้อคะ”
หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลทรงหันดวงพักตร์มาทางต้นเสียงด้วยรอยโอษฐ์ฉ่ำเย็น นวลปรางขาวเนียนขึ้นสีระเรื่ออ่อน ๆ ในวงพักตร์เรียวรีสมส่วน แพรขนเนตรงอนโค้งพองาม เมื่อแย้มสรวลแล้วจึงดูเข้ากันเป็ที่ยิ่ง อ่าองค์ด้วยเสื้อลูกไม้สีม่วงอ่อนเข้าสีกับผ้านุ่งทอยกลาย มีสร้อยคาดทับเกศาเป็ลอนเหนือฯลากตามแฟชั่นพระราชนิยม สิ่งนี้บังเกิดเป็ความงามโดยธรรมชาติที่กลมกลืนไปกับการปรุงแต่งที่ลงตัว
หากแต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็อนิจจัง ท่านชายเดียวทรงตระหนักในข้อนี้ดี ความรักใคร่จึงไม่ได้ก่อเกิดในหทัยเพียงเพราะรูปกายภายนอก อย่างที่เสด็จพ่อทรงหวังไว้
“อ้าว พี่ชายเดียวหรือคะ หญิงยินดีด้วยนะคะ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยดลบันดาลให้พี่ชายเดียวพานพบแต่สิ่งที่ดีงาม เจริญด้วยกาย ลาภ ยศ สรรเสริญนะคะ”
ทรงแย้มโอษฐ์ส่งคืน ก่อนตรัส “ขอบใจน้องหญิงมากค่ะ” ในทุกครั้ง เมื่อใดก็ตามที่เสด็จพ่อทรงรับสั่งให้พูดคุยกับท่านหญิงอ้อ ต่างฝ่ายก็จะทรงมีพระปฏิสันถารเชิงมิตรภาพต่อกันเช่นนี้เสมอ ไม่มีความอึดอัดใดใดเกิดขึ้น คล้ายความสัมพันธ์อย่างพี่น้องเสียมากกว่า
“ดนตรีเพราะหรือไม่คะ หญิงเห็นพี่ชายเดียวดูเคลิบเคลิ้มเชียว”
เมื่อสิ้นคำถาม คนฟังก็ทรงสรวลร่า เพราะไม่นึกว่าจะทรงโดนจับตามอง ใจจริงแล้ว แม้จะหลบสายตาของพ่อนักดนตรีคนนั้นไป แต่ดดกรรณก็ทรงสดับรู้ และอภิรมย์ไปด้วยตามจริง “เพราะค่ะ หากพี่เล่นคล้องแล้ว ไว้พี่จะเล่นให้น้องหญิงฟังนะคะ”
“ได้สิคะ หญิงเคยฟังพี่ชายเดียวเล่นเฉพาะดนตรีนอก อยากฟังดนตรีไทยสักครั้งอยู่เหมือนกันค่ะ คงเพราะไม่แพ้กัน”
ทั้งสององค์ทรงปราศรัยกันไปพลางทางดำเนินไปเรื่อย ๆ เพื่อชมบรรยากาศในงานท่ามกลางแสงจันทร์และไอหมอก ภาพระหว่างท่านชายและท่านหญิงนี้เป็ที่พอพระทัยแด่เสด็จในกรมเป็อันมาก แม้แต่พระญาติพระวงศ์หรือคนใกล้ชิดอื่น ๆ เองก็คิดเห็นเช่นนั้น
ว่าทรงเหมาะสมกันราวสุริยันและจันทรา ทั้งชาติตระกูล ฐานะ การศึกษา และรูปสุวรรณชั้นนอก
พอเข้าเฝ้าเสด็จในกรมเสร็จและขอตัวออกมาแล้ว พันวาจาสิทธิ์ก็เดินหอบใบหน้าชื่นตาบานสุดจะหาอะไรเปรียบมุ่งไปยังท่าเรือท้ายวังวิจิตราลัย แม้ในอกจะนึกเสียดายเป็อย่างมากที่ตนไร้บุญพาวาสนาไม่ส่ง ทำให้ไม่มีโอกาสแม้สักน้อยที่จะได้ใกล้ชิดท่านชายเดียว แต่ได้ชมพักตร์ไกล ๆ ก็ชื่นใจพอทำเนาแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงใจอันฉายบนดวงตาที่เขาอุตส่าห์พยายามส่งไปให้ถึงท่าน มันกลับไร้ความหมายสิ้นดี เพราะไม่มีสักนิดที่ท่านจะปรายดวงเนตรกลับ เขายิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึกในใจของตน พลางเห็นชอบว่าให้อยู่ไปตามยถากรรมของตนนั้นดีแล้ว
อย่างมากที่สุด ก็ได้รับโอกาสถวายการสอนดนตรีให้ เพียงเท่านี้ก็สุขใจยากจะหาสิ่งใดปานแล้ว
“ช่างไม่เจียมตัวเสียจริง เราหนอเรา” กล่าวตำหนิตัวเองให้เลิกฝันลม ๆ แล้ง ๆ แม้จะรู้อยู่เต็มอก ว่ายากจะหักใจ
ในขณะนั้น สายตาคมเข้มของชายหนุ่มก็สบเห็นเข้ากับสองบุคคลผ่านช่องระหว่างพุ่มไม้ หนึ่งคือท่านชายที่หมายปองจะพบ สองคือหญิงไม่รู้นาม รู้แต่ว่าสวยมาก แม้ในที่อับแสงยังหาที่ติไม่พบ เขาสันนิษฐานจากอากัปกิริยาที่ท่านชายทรงมีต่อเธอว่า คงเป็พระคู่หมั้น
“นี่อย่างไรเล่า คู่บุญคู่บารมีของท่านชาย คู่ควรแล้ว ราวกับกิ่งทองใบหยก” ชายหนุ่มยกมือตีเข้าที่กบาลตนเองให้เลิกความคิดอกุศล เขาควรกลับไปหาหญิงที่มารดาหาให้นั้น เห็นถูกต้องแล้ว ดีกว่าเอาใจมาชอกช้ำ
คิดได้ดังนั้น ก็ปลงใจ ก้าวเท้ากลับสู่เรือน ทว่าอนิจจาเอ๋ย เท้าเ้ากรรมไปเหยียบที่กิ่งไม้ใบหญ้าเข้าจัง ๆ มีเสียงกรุบกรอบ คาดว่าน่าดังพอประมาณ ถึงทำให้ท่านชายเดียวทรงร้องทักขึ้น
“นั่นใคร! ซุ่มทำอะไรอยู่ตรงนั้น มาแอบฟังหรือไร”
ด้วยความสุภาพ รู้สิ่งใดควรไม่ควร เขายอมจำนนในความผิด ฐานที่ลอบฟัง เ้าตัวเดินก้มหน้างุดออกมาจากที่ซ่อน พร้อมทั้งโค้งคำนับให้สองชายหญิงผู้ทรงศักดิ์ “ขอประทานอภัยฝ่าา กระหม่อมแค่บังเอิญผ่านทางมา ไม่ได้คิดบังอาจแอบฟัง”
“เธอนี่เอง เล่นเสร็จแล้วหรือ แล้วทำไมไม่อยู่กินอะไรในงานก่อนล่ะ”
“เอ่อ… ไม่ดีกว่ากระหม่อม คุณแม่ของกระหม่อมท่านคงรอทานมื้อเย็นด้วยที่เรือนแล้ว”
“อย่างนั้นก็เชิญตามสบายเถอะ อ้อ เธอเล่นซอได้เก่งมากจริง ๆ ฉันขอชม” ประโยคนี้หาใช่การอติพจน์ ทว่าออกมาด้วยสัจจริง
พันวาจาสิทธิ์คำนับรับ แทบจะเก็บงำความเก้อเขินไม่อยู่ การได้รับคำชมจากผู้ที่ชื่นชอบนี้ ดุจดั่งหยาดฝนชโลมหญ้าแห้งให้คืนชีพทำนองนั้น “ขอบพระทัยกระหม่อม”
“ฉันไปล่ะ” เมื่อทรงทราบว่าเขาไม่ได้กระทำการอันใดผิด ก็ไม่ทรงติดหทัยหาความด้วย แล้วดำเนินจากไปพร้อมกับหม่อมเ้าหญิงศศิวิมล พระคู่หมั้น
สำหรับพันวาจาสิทธิ์ ถึงใจจะสั่งให้หยุด แต่ปากกลับไม่สนองตาม เมื่อเขาคิดว่ายังเหลือสิ่งติดค้างไว้อยู่ “ฝ่าา!”
เมื่อท่านชายเดียวทรงผันพักตร์กลับมา เขาก็ประหม่าเสียอย่างนั้น เ้าตัวล้วงของบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสีขาว เป็ผ้าเช็ดหน้าที่พับเป็จตุรัสเรียบ หอมด้วยกลิ่นบุปผา ยื่นส่งถวายอย่างเสียอาการ “ผ้าซับพระพักตร์ของฝ่าา กระหม่อมซักและอบร่ำให้แล้ว ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดกระหม่อม”
ทรงเห็นเขาเอามาคืนด้วยองค์ เองอย่างนี้ ก็อดดำริไม่ได้ว่า ‘นึกว่าจะไม่ได้คืนเสียแล้ว เธอช่างมีน้ำใจซักมาให้’ ก่อนตรัส “ขอบใจเธอมาก”
ผ้าซับพักตร์ผืนนี้เป็สิ่งล้ำค่าทางจิตใจ แม้ไม่สูงด้วยราคาค่างวด แต่เป็สิ่งที่เสด็จพระองค์ชายประทานให้หม่อมเอมม่า ก่อนของรักของหม่อมแม่จะตกมาเป็ของหวงแหนกับลูกสืบต่อมา
ทรงเก็บเอาไว้ และจรจรัลจากไป ทิ้งให้คนพร่ำเพ้อในวาสนาเฝ้ามองตามตาละห้อยจนลับไป สีแก้วเนตรน้ำตาลใสยังติดตาไม่คลาย ดวงพักตร์ผุดผ่องนั้นหาในสยามได้ยาก เขาไม่เคยลืมเลือน จากครั้งแรก ตราบจนขณะนี้
ท่านชายเดียวเสด็จกลับมายังเรือนปั้นหยาสีเบจเมื่อจบงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติ พระประยูรววงศ์ในสายสกุลเสด็จกลับหมดแล้วในยามนี้ นับเป็วันที่อิ่มเอมหทัยมาก ทรงเห็นว่าตนโชคดีนัก ถึงประสูติในหม่อมต่างชาติ แต่กลับไม่มีใครคิดดูิ่ถิ่นแคลนเลย
วันนี้ไม่โปรดเสด็จไปที่ห้องดนตรี เพราะทรงฟังมามากเป็ที่หทัยแล้ว โดยเฉพาะเ้าคนนั้น ที่สีซอหวานจนหยาดเยิ้มไปหมด หวนระลึกถึงแล้วก็ทรงแย้มเรียวโอษฐ์ออกมาอย่างลืมองค์
“พ่อเนื้อทอง สายตาฉอเลาะนัก นึกว่าฉันไม่รู้หรือไร” ตรัสพลางทางหยิบผ้าซับพักตร์มาสูดดม ทรงเห็นจริงว่าหอมอย่างที่เขาบอกว่าซักมาให้แล้ว “กลิ่นอบร่ำอย่างสยามนี้ก็ดีอยู่เหมือนกัน เห็นทีต้องให้โมกหามาทำบ้างแล้วเหมือนกัน”
บังเอิญว่าผ้าผืนนั้นหลุดจากหัตถ์สู่พื้น รอยพับไว้คลี่ออก ยังผลให้ทอดเนตรเห็นกระดาษสีนวลตุ่น ๆ สอดอยู่ข้างใน ครู่หนึ่งดำริว่าเขาอาจลืมไว้หรือเปล่า ครู่หลังทรงเห็นว่าไม่น่าใช่ เพราะเขาสอดไว้เสียแ่า
และย้ำชัดด้วยพระนามคนรับซึ่งจ่าบนกระดาษ
ถวายแด่หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าว
“ส่งให้เราอย่างนั้นหรือ” เมื่อระบุมาเช่นนั้น ก็จะไม่ทรงเกรงหทัยแล้ว ทรงคลี่ออกดู บนนั้นเขียนด้วยภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ โดยใช้หมึกดำเข้ม ตัวอักขระทุกตัวดูบรรจงวิจิตรในทุกวรรคทุกบาท บ่งบอกถึงความตั้งใจขั้นสุดของผู้ประพันธ์
ลิขิตนี้ประสงค์ให้ ถวายไท้พระโฉมยง
ประสูติแต่ตระกูลวงษ์ เฉลาเลิศประเสริฐธร
พระชันษาลุเบญจ์เพส ปราเมศวร์ประทานพร
เกษมศานต์สราญอร บวรวิญช์ประสิทธ์ผล
สวัสดีและปราโมทย์ ขอเรืองโรจน์สุว์ดาลดล
ฐิติ์จำรูญ ณ อานนท์ เจริญยิ่งจรัสเรือง
แล้วแต่จะโปรด
กระหม่อม พันวาจาสิทธิ์