ทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล]

    บทที่ 48 ไม่ยอมให้สมหวัง

    ฮวาชิงเหยียนกล่าวกับซูซื่อ “ท่านแม่ หากป้าสะใภ้มาที่นี่อีก ไม่ต้องให้เงินนางแล้วนะเจ้าคะ ท่านก็รู้ว่านางปฏิบัติกับพวกเราอย่างไร!”

    เมื่อซูซื่อได้ยินคำพูดของฮวาชิงเหยียนก็มีสีหน้าลำบากใจ กล่าวด้วยความลังเล “คือ...นางบอกว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ลุงของลูกสุขภาพไม่สู้ดี ฐานะทางบ้านก็ย่ำแย่ลงทุกที ญาติผู้พี่ทั้งสองคนของลูกก็ไม่มีเงินแต่งภรรยา แม่จึง...เหยียนเอ๋อร์อย่าโกรธเลยนะ จริงๆ แม่ก็ไม่อยากให้ แต่พอนางพูดว่าลุงของลูกร่างกายแย่ลงมาก...” ซูซื่อกลัวว่าฮวาชิงเหยียนจะโกรธ เพราะเงินพวกนั้นล้วนเป็นเงินที่บุตรสาวค่อยๆ หามาทีละเล็กทีละน้อย

    “น้องสาว เจ้าก็รู้นิสัยของป้าสะใภ้ว่านางเป็นคนดื้อรั้น หากท่านแม่ไม่ให้เงิน นางย่อมไม่มีทางยอมจบ อีกทั้งยังกล่าวหาว่าที่ภรรยาของพี่ชายใหญ่หนีไปเป็นความผิดของเจ้า ท่านแม่กลัวว่าเจ้าจะเสียเปรียบ ถึงได้ยอมให้เงินนาง” ฮวาเฮ่าเย่ว์รีบอธิบาย

    “หึ ถ้าตอนนั้นข้าไม่ยื่นมือช่วย เขาคงไม่มีทางรักษาหายกระมัง ป้าสะใภ้กลับยังมีหน้ามาโทษข้า!” ฮวาชิงเหยียนคิดว่าตนเองเผลอใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างไป จึงรีบกล่าวต่อ “ท่านแม่ ข้าไม่ได้โกรธท่านนะเจ้าคะ ข้าเพียงโกรธป้าสะใภ้...แล้วก็เป็นห่วงท่านด้วย”

    ซูซื่อส่ายหน้า น้ำตาคลอเบ้าก่อนจะกล่าวเสียงสั่น “แม่มิได้ลำบากเลย...มีเจ้ากับพี่ชายของเจ้าอยู่ แม่ก็มีความสุขมากแล้ว”

    ฮวาชิงเหยียนเห็นดวงตาของมารดาแดงก่ำก็ยิ่งรู้สึกผิด 

    เมื่อครู่...ข้าทำให้ท่านแม่คิดถึงท่านพ่ออีกแล้วหรือไม่นะ เฮ้อ...

    ฮวาเฮ่าเย่ว์เห็นท่าทีเป็นเช่นนั้น ก็รีบเรียกเซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยที่กลับมาด้วยกันให้ไปเตรียมอาหารกลางวัน

    เมื่อครู่เซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยที่เพิ่งไปสอบถามบ่าวที่เพิ่งซื้อมาทำงานในเรือนไม่นานนี้กลับมา หลังจากรู้เรื่อง สีหน้าของพวกนางก็ดูไม่สู้ดีนัก คุณหนูเดาไม่ผิดจริงๆ ...ตั้งแต่คุณหนูออกเรือน สองวันมานี้คนของบ้านรองก็คอยหาเรื่องฮวาฮูหยินกับคุณชายใหญ่ตลอด

    ฮวาชิงเหยียนเห็นความกังวลที่ฉายวูบในดวงตาของทั้งสองคน แต่นางไม่ได้เอ่ยถามในทันที เมื่อเห็นทั้งสองเดินจากไปแล้ว จึงกล่าวกับซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์ว่า “ท่านแม่ พี่ชาย ข้าขอเข้าไปเอาของสักหน่อยนะเจ้าคะ”

    ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ตอบรับพร้อมกัน “ไปเถิด”

    ฮวาชิงเหยียนหันไปมองอ๋องเจ็ด อ๋องเจ็ดเองก็คาดไม่ถึงว่านางจะนึกถึงเขาด้วย จึงพยักหน้าให้ ฮวาชิงเหยียนถึงค่อยเดินไป

    ฮวาชิงเหยียนเดินตรงไปยังห้องครัว คำพูดของเสี่ยวเหมยกับเซี่ยจู๋นั้นไม่ผิดจากที่ตนคาดไว้เลย คนของบ้านรองรังแกกันเกินไปจริงๆ!

    ฮวาชิงเหยียนคิดในใจว่าจะต้องแย่งชิงบรรดาศักดิ์กลับมาให้เร็วที่สุด เพื่อให้มารดาและพี่ชายได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

    ในโถงหน้า ฮวาเฮ่าเย่ว์จ้องมองอ๋องเจ็ดที่กำลังจิบชาอย่างสง่างาม ใบหน้าเขาถึงเผยความไม่พอใจออกมา สีหน้าของซูซื่อก็ไม่ดีเช่นกัน

    แต่ด้วยไม่มีใครพูดอะไร ทำให้บรรยากาศในโถงหน้าเงียบงัน จนไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ฮวาเฮ่าเย่ว์ที่ทนไม่ไหวก็กล่าวขึ้นว่า “ท่านอ๋องเจ็ด! ท่านทำกับน้องสาวข้าเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดแต่งแล้วถึงปล่อยให้นางเผชิญคำนินทาว่าร้ายแบบนี้ หากไม่ชอบนางเหตุใดจึงต้องแต่งกับนางด้วย ท่านคิดว่าสกุลฮวาของพวกเรารังแกได้ง่ายๆ หรือ”

    แม้อ๋องเจ็ดจะโดนถามอย่างไม่ไว้หน้าก็หาได้โกรธไม่ กลับเผยรอยยิ้มบางพลางมองซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์ที่มีสีหน้าเคืองใจ

    นับว่าไม่เลวเลย ชายาของเขามีญาติสองคนที่รักใคร่ห่วงใยถึงเพียงนี้ 

    “ท่านแม่ยาย พี่ชายอย่าเพิ่งโกรธเลย” เสียงของอ๋องเจ็ดหนักแน่นมั่นคง จากนั้นก็หันไปกล่าวกับซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์ต่อพักใหญ่

     

    ด้านฮวาชิงเหยียน หลังออกจากห้องครัวนางก็ตรงไปยังห้องนอน ก่อนจะหยิบขวดโอสถที่ปรุงเสร็จเมื่อคืนออกมาจากมิติเก็บของ โอสถนี้ปรุงขึ้นเพื่อรักษาอาการป่วยของซูซื่อโดยเฉพาะ ในมิติเก็บของของนางมีสมุนไพรครบครัน นางจึงสามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ เพียงครั้งเดียวก็ปรุงโอสถที่เหมาะสมกับอาการของซูซื่อได้ครบทั้งหมด หลังหยิบขวดโอสถน้ำบำรุงร่างกายชุดอื่นมาด้วยแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังโถงหน้า

    เมื่อฮวาชิงเหยียนมาถึงโถงหน้าก็พบว่าบรรยากาศในห้องช่างกลมกลืนผิดคาด ซูซื่อมองอ๋องเจ็ดด้วยแววตาพึงใจ ฮวาเฮ่าเย่ว์ก็มีท่าทีอ่อนโยนขึ้น ทั้งที่นางยังจำได้ว่าเมื่อครู่นี้ตอนอ๋องเจ็ดมาถึง ท่าทีของมารดากับพี่ชายยังดูหมางเมินมากอยู่เลย

    เกิดอะไรขึ้นช่วงที่นางไม่อยู่กัน

    ฮวาชิงเหยียนเพียงแค่สงสัยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็นำยาโอสถวางลงบนโต๊ะ แล้วกำชับซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ให้รับประทานให้ตรงเวลา หากกินยาชุดนี้ติดต่อกัน ไม่เกินครึ่งเดือน ทั้งร่างกายของซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์ไม่เพียงจะหายดี แต่ยังสามารถกลับไปแข็งแรงได้ดั่งเดิมอีกด้วย

    อ๋องเจ็ดเฝ้ามองฮวาชิงเหยียนโดยไม่เอ่ยวาจา สายตาของเขาจับจ้องขวดใสที่บรรจุยาโอสถไว้ แววตาพลันหม่นลง

    ขวดใสนั้นทำจากวัสดุใดกันแน่ แต่คนของเขากลับยังหาคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

    หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ฮวาชิงเหยียนกับอ๋องเจ็ดก็ร่ำลาซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ อ๋องเจ็ดยังคงสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม ทว่าฮวาชิงเหยียน ซูซื่อ และฮวาเฮ่าเย่ว์ต่างรู้สึกอาลัย พวกเขาไม่รู้ว่าจากลาครานี้แล้วจะได้พบกันอีกเมื่อใด

    ก่อนออกจากจวน อ๋องเจ็ดให้ฮวาชิงเหยียนไปรอที่หน้าประตูเรือนก่อน ส่วนตนขอคุยกับฮวาเฮ่าเย่ว์เป็นการส่วนตัวเล็กน้อย

    เมื่อเห็นฮวาชิงเหยียนเดินจากไปแล้ว อ๋องเจ็ดจึงกล่าวกับฮวาเฮ่าเย่ว์ว่า “บิดาของเจ้า...” พูดได้ไม่กี่คำก็รู้สึกว่าใช้สรรพนามไม่เหมาะ จึงกล่าวใหม่อีกครั้ง “บิดากับน้องชายสามของท่านตายได้อย่างไร เหตุใดถึงหาไม่พบแม้แต่ร่าง ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องในปีนั้นบ้าง”

    ฮวาเฮ่าเย่ว์เห็นว่าอ๋องเจ็ดเอ่ยถามถึงเรื่องของบิดาฮวาเจิ้ง จึงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ แต่เขาไม่ได้ปิดบังใดๆ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ปีที่เกิดเรื่องข้ายังเด็กนัก จึงไม่รู้อะไรมาก เพียงแต่รู้สึกว่าท่านอาฮวาเจิ้นเซี่ยน่าจะอยู่เบื้องหลัง ทว่าด้วยกำลังของเขาเพียงคนเดียว ไม่น่าจะมีอำนาจพอจะคิดปองร้ายบิดาของข้าได้...อาจจะมีผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่าหนึ่งคน แต่ข้านึกไม่ออก เพราะบิดาข้าเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี ไม่เคยมีศัตรูที่ไหน...”

    อ๋องเจ็ดนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “หากข้าจะบอกว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าบิดากับน้องชายสามของท่านยังมีชีวิตอยู่”

    ฮวาเฮ่าเย่ว์พลันรู้สึกตกใจ แต่พอคิดตามแล้วก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ ในปีนั้นบิดาของเขากับฮวาเจิ้นเซี่ยพาน้องชายสามออกไปตามหาปรมาจารย์หลอมโอสถนามว่าไป่เฉ่าจื่อ เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของน้องชายสาม แต่หลังจากนั้นสองวันกลับมีเพียงฮวาเจิ้นเซี่ยที่กลับมา เขาเล่าว่าระหว่างทางถูกโจมตี ฮวาเจิ้งแยกทางกับเขาพร้อมพาน้องชายสามไปอีกเส้นทางหนึ่ง จึงไม่ทราบชะตากรรม

    ในตอนนั้น มารดาของเขาซึ่งเป็นฮูหยินของอันกั๋วกงได้ส่งคนไปค้นหาในบริเวณที่ฮวาเจิ้นเซี่ยระบุไว้ แต่กลับไม่พบเบาะแสใดๆ ของบิดากับน้องชายเลย ช่วงสามวันแรก มารดายังปลอบใจตัวเองว่าวันพรุ่งนี้พวกเขาอาจจะกลับมา

    แต่ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ผู้คนต่างพูดว่าทั้งสองคงถูกฆ่าตายเสียแล้ว จนกระทั่งผ่านไปสิบวัน มารดาจึงร่ำไห้โฮออกมา เชื่อว่าสามีและบุตรชายคงไม่มีวันกลับมาอีก

    แต่ทว่า...ไม่เคยพบศพมิใช่หรือ เป็นไปได้หรือไม่ว่า...พวกเขายังมีชีวิตอยู่ หากยังไม่ตาย...พวกเขาอยู่ที่ใดกัน เหตุใดจึงไม่กลับมา

    ฮวาเฮ่าเย่ว์ขบคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

    อ๋องเจ็ดเห็นว่าเขานิ่งเงียบจึงกล่าวขึ้นว่า “นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ข้าจะใช้กำลังคนของข้าสืบหาความจริงในปีนั้นให้กระจ่าง และจะพยายามหาตัวบิดากับน้องชายสามของท่านให้พบ อย่างน้อย...ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องได้พบกันอีก หากตายแล้วก็ต้องได้เห็นศพ”

    ฮวาเฮ่าเย่ว์มองอ๋องเจ็ดด้วยความตกตะลึง ก่อนหน้านี้อ๋องเจ็ดบอกเขากับมารดาว่าชอบน้องสาวเขา เพียงแต่เพราะสถานการณ์บีบบังคับจึงจำต้องทำเหมือนเมินเฉย ตอนได้ยินเขายังรู้สึกแคลงใจอยู่บ้าง ทว่าหลังจากได้ยินคำพูดเมื่อครู่ เขากลับเชื่อในทันที หากอ๋องเจ็ดไม่ได้ใส่ใจน้องสาวเขาจริง อีกฝ่ายจะเอ่ยปากช่วยสืบเรื่องราวในอดีตให้ไปเพื่ออะไร

    ฮวาชิงเหยียนไม่รู้ว่าอ๋องเจ็ดกับฮวาเฮ่าเย่ว์พูดอะไรกัน นางกับสาวใช้สองคนเดินออกจากเรือนได้ไม่เท่าไร กลับโชคร้ายเจอกลุ่มคนของบ้านรองในสวนเข้าเสียอย่างนั้น

    อิ่นซื่อกับฮวาเย่ว์โหรวรู้ว่าวันนี้อ๋องเจ็ดพาฮวาชิงเหยียนกลับมาที่เรือน จึงจงใจรออยู่ในสวน หวังจะหาโอกาสทำให้นางอึดอัดใจ

    อิ่นซื่อเห็นฮวาชิงเหยียนก็หัวเราะเยาะทันทีว่า “โธ่ นั่นชิงเหยียนใช่หรื่อไม่ ไม่ใช่จะว่าเจ้าหรอกนะ เจ้านี่ช่างไม่รู้จักเห็นใจอ๋องเจ็ดเลยจริงๆ รู้ทั้งรู้ว่าเขาขาไม่ดี ยังจะลากเขากลับเรือนมาอีก ขาเขาไม่ดีแท้ๆ เจ้าไม่ควรพาเขาไปไหนมาไหนอย่างเอาแต่ใจเช่นนี้...อ้อ ใช่แล้ว ข้าพึ่งนึกออก ได้ยินมาว่าอ๋องเจ็ดไม่ได้มองเจ้าเป็นชายา ซ้ำยังปฏิบัติกับเจ้าเหมือนอนุไม่มีผิด ไม่ได้จัดพิธีแต่งด้วยซ้ำ เฮ้อ น่าสงสารจริงๆ”

    สิ้นคำ เหล่าคนข้างกายอิ่นซื่อก็พากันหัวเราะเยาะ

    ฮวาชิงเหยียนยิ้มบางพลางตอบกลับ “ท่านอาสะใภ้รอง อ๋องเจ็ดสามีของข้า...” เมื่อนางพูดถึงคำว่าสามีก็รู้สึกฝืดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “ขาเขาเพียงบาดเจ็บชั่วคราว อีกไม่นานก็จะหายดี ส่วนพี่เย่ว์โหรว...เอ้อ จริงสิ” นางหันไปมองฮวาเย่ว์โหรวพลางกล่าวว่า “ท้องของท่านใหญ่ขึ้นทุกวัน แต่เหตุใดถึงยังไม่เห็นพ่อของเด็กมาสู่ขอเล่า หรือว่า...พ่อของเด็กไม่ยอมรับผิดกัน เฮ้อ พี่สาวช่างน่าสงสารเสียจริง”

    ฮวาเย่ว์โหรวได้ยินฮวาชิงเหยียนพูดจาดูแคลนตน ทั้งยังใช้น้ำเสียงเดียวกับมารดานางมาพูด ยิ่งทำให้โกรธจนแทบระเบิด ขณะก้าวไปจะกล่าวสั่งสอน ตาก็เหลือบไปเห็นฮวาเฮ่าเย่ว์เข็นรถเข็นอ๋องเจ็ดมาทางนี้พอดี จึงยั้งไว้แล้วเปลี่ยนเป็นเอ่ยเหน็บเบาๆ แทน “เจ้าก็เก่งแต่ปาก ในจวนอ๋องเจ็ดน่ะมีสาวงามเต็มไปหมด อีกไม่นานเจ้าก็ถูกเขาไล่กลับมา ถึงเวลานั้นอย่ามาร้องไห้ก็แล้วกัน”

    ฮวาเย่ว์โหรวยังพูดไม่ทันจบเขาก็มาถึงเสียแล้ว แม้อ๋องเจ็ดที่นั่งอยู่บนรถเข็นจะสวมหน้ากาก แต่ทั่วทั้งร่างกลับแผ่กลิ่นอายแห่งอำนาจจอมราชันออกมาราวกับสะกดสรรพสิ่ง นางได้ยินมาว่าเมื่อก่อนอ๋องเจ็ดเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศ ทว่าบัดนี้กลับพิการไปเสียแล้ว

    ฮวาเย่ว์โหรวเห็นท่าทางไม่สะทกสะท้านของฮวาชิงเหยียน ก็นึกหงุดหงิดในใจอย่างบอกไม่ถูก

    ในตอนนั้นเอง อิ่นซื่อที่เห็นอ๋องเจ็ดเช่นกันรีบคว้ามือบุตรสาวทำความเคารพทันที

    “คารวะอ๋องเจ็ดเจ้าค่ะ”

    อ๋องเจ็ดเพียงปรายตามองพวกนาง ไม่ได้ตอบอะไร ก่อนจะหันไปถามฮวาชิงเหยียนว่า “ไปกันเลยหรือไม่”

    ฮวาชิงเหยียนพยักหน้ารับ 

    ทว่าแยกย้ายกันได้เพียงครูเดียว อยู่ๆ ฮวาเย่ว์โหรวกลับร้องลั่นขึ้นมา

    “กรี๊ดดดด!” นางหวีดร้องจนแทบจะร้องไห้ออกมา “งู! ท่านแม่ งูเจ้าค่ะ!”

    อิ่นซื่อสะดุ้งตกใจ รีบดึงฮวาเย่ว์โหรวกระโดดหนีไปสองก้าว 

    มีงูตัวหนึ่งขดเป็นวงอยู่ไม่ไกล พอมันได้ยินเสียงของฮวาเย่ว์โหรวก็ค่อยๆ เลื้อยหายไปทันที

    อ๋องเจ็ดกับฮวาชิงเหยียนหันไปมองทางฮวาเย่ว์โหรว พอเห็นงูเลื้อยจากไปแล้ว ฮวาเย่ว์โหรวก็สงบลง 

    เมื่อฮวาเย่ว์โหรวเห็นอ๋องเจ็ดหันมองตน จึงรีบทำหน้าเศร้าสร้อย น้ำตาคลอเบ้าเช่นหญิงสาวแสนบอบบาง แล้วยังแกล้งกะพริบตาน่าสงสารให้อ๋องเจ็ดอีกด้วย

    ฮวาชิงเหยียนเห็นท่าทางเสแสร้งของนางก็ได้แต่ปวดหัว...แย่งรัชทายาทจากเจ้าของร่างเดิมไปยังไม่พอ ยังอยากจะแย่งอ๋องเจ็ดอีกอย่างนั้นหรือ!

    เมื่ออ๋องเจ็ดเห็นฮวาเย่ว์โหรวแสร้งทำท่าทีแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปบอกฮวาชิงเหยียน “ไปกันเถิด”

    ฮวาเย่ว์โหรวมองตามแผ่นหลังของทั้งสองที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป สีหน้ากลับมาเย็นชาอีกครั้ง ก่อนจะแค่นเสียงเยาะ “ฮวาชิงเหยียน ข้าจะเอาของของเจ้าทั้งหมดมาเป็นของข้า”

    ไม่ว่าเจ้าอยากได้อะไร ข้าจะไม่มีวันให้เจ้าสมหวังเด็ดขาด!

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน