บทที่ 22 คนบ้าสองคนมาเจอกัน ช่างเหมาะสมกันเสียยิ่งกว่าเหมาะสม
ที่มอบสินเดิมให้เซิ่งจิ่งอวี้ ก็เพราะทั้งสองได้แต่งงานกันแล้ว นอกจากเซิ่งจิ่งอวี้แล้ว นางก็หาใครอื่นไม่ได้อีก
ขอเพียงแค่ไม่ตกไปอยู่ในมือของพวกซูหยวน อย่างไรก็ใช้ได้ทั้งนั้น
เซิ่งจิ่งอวี้ถึงกับนิ่งอึ้งไป ทำไมน้ำเสียงของซูเหวินยวนถึงได้เหมือนคนกำลังสั่งเสียเช่นนี้?
“ไยต้องรอให้เ้าตายเสียก่อนเล่า ถึงค่อยตั้งป้ายิญญาให้มารดาของเ้า? หากเ้าอยากจะทำตอนนี้ ก็ทำได้เลยนี่”
เซิ่งจิ่งอวี้ไม่เข้าใจ
ซูเหวินยวนกะพริบตาปริบ ๆ แล้วถามว่า “ตอนนี้ก็ได้หรือเ้าคะ?”
นางคิดว่าเื่นี้เป็เื่ยาก จึงอยากให้เซิ่งจิ่งอวี้ลงมือทำเมื่อมีโอกาส
“ได้สิ” เซิ่งจิ่งอวี้เลิกม่านรถขึ้น แล้วสั่งความกับเย่ซาน
คราวนี้ซูเหวินยวนมีความสุขแล้ว ความขุ่นเคืองตลอดทั้ง่เช้าพลันมลายหายไปกว่าครึ่ง
ในที่สุดนางก็นึกขึ้นได้ที่จะถามเื่ของฮองเฮา
“ฮองเฮารั้งท่านอ๋องไว้ ก็เพื่อที่จะนินทาข้าใช่หรือไม่เ้าคะ?”
เซิ่งจิ่งอวี้ตอบ “ไม่ได้เอ่ยถึงเ้า”
“หืม?” ซูเหวินยวนประหลาดใจ
นางพูดกับฮองเฮาถึงขนาดนั้น ฮองเฮากลับไม่ฉวยโอกาสตอนที่นางไม่อยู่พูดจาว่าร้ายนางอย่างนั้นหรือ?
เซิ่งจิ่งอวี้ยิ้มบางเบา “เสด็จแม่เพียงแต่ขอโทษข้า บอกว่าวันนี้ทรงประชวรเลยค่อนข้างเลอะเลือนไปบ้าง ทั้งยังทรงอธิบายด้วยว่าเหตุใดงานแต่งงานของข้าถึงได้จัดอย่างเรียบง่ายเช่นนี้”
ซูเหวินยวนเข้าใจในทันที ดูเหมือนว่าฮองเฮายังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกระหว่างนางกับเซิ่งจิ่งอวี้อยู่มาก
ฮองเฮามีพระโอรสแท้ ๆ สองพระองค์ คือองค์ชายเจ็ดและองค์ชายแปด แต่ทั้งสองพระองค์นี้ ยังสู้พระโอรสเพียงองค์เดียวของว่านกุ้ยเฟยไม่ได้
ตำแหน่งรัชทายาทนั้น พระนางย่อมต้องเคย่ชิงให้กับพระโอรสของพระนางเองอย่างแน่นอน กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ
การมีความช่วยเหลือจากเซิ่งจิ่งอวี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีมากขึ้น
“ข้าขอถามอีกสักคำถามหนึ่งได้หรือไม่?” ซูเหวินยวนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
เซิ่งจิ่งอวี้ถึงกับหัวเราะออกมา “ถามมาเถิด”
วันนี้ทั้งทำฮองเฮาโมโหจนคลั่ง ทั้งไปอาละวาดที่จวนอัครมหาเสนาบดี พอจะถามคำถามสักคำถาม เหตุใดจึงต้องระมัดระวังเช่นนี้ด้วยเล่า
“เหตุใดฮองเฮาถึงได้จ้องเล่นงานข้าหรือเ้าคะ?”
นางไม่เชื่อว่าเซิ่งจิ่งอวี้จะไม่รู้ว่า พฤติกรรมต่าง ๆ นานาของฮองเฮาในวันนี้ ล้วนเป็ไปเพื่อหาเื่นางทั้งสิ้น
หากเปลี่ยนเป็คนอื่น คงไม่กล้าพูดกับฮองเฮาเช่นนั้น ผลสุดท้ายก็คือ ตัวนางเองจะกลายเป็คนใจแคบ ส่วนฮองเฮาก็จะยังคงเป็สตรีที่อ่อนโยนและสง่างามดังเดิม
ต่อให้ฮองเฮาใส่ร้ายป้ายสีไม่สำเร็จ นางก็สามารถอ้างได้เหมือนครั้งก่อนว่าเป็เื่เข้าใจผิด
แต่บังเอิญว่าซูเหวินยวนกลับต่อว่านางจนเสียสติไป จึงได้อาละวาดต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนั้น
เซิ่งจิ่งอวี้ตอบว่า “เสด็จแม่ทรงอธิบายกับข้าว่า ที่งานแต่งงานต้องจัดอย่างเรียบง่ายนั้น เป็เพราะข้าไม่เต็มใจที่จะแต่งงาน ทั้งพระนางและเสด็จพ่อก็ทรงเกรงว่าจะไม่มีใครคอยดูแลข้า ดังนั้นจึงคิดจะหาคนมาแต่งให้โดยเร็วที่สุด
ข้ายังสั่งกำชับอีกว่าทุกอย่างให้ทำอย่างเรียบง่ายที่สุด ดังนั้นพระนางจึงไม่กล้าจะจัดงานให้ยุ่งยากมากมายนัก เพราะเกรงว่าหากใช้เวลานานเกินไป ข้าอาจจะเปลี่ยนใจอีก แต่พอได้แต่งงานกันจริง ๆ พระนางกลับเริ่มเปลี่ยนใจ เกรงว่าพระชายาคนใหม่ที่หามาให้นั้น จะดูแลคนไม่เป็”
ซูเหวินยวนพูดต่อ “ดังนั้นพระนางจึงจ้องเล่นงานข้าเพื่อที่จะลองหยั่งเชิงนิสัยของข้าอย่างนั้นหรือ?”
“พระนางรับสั่งเช่นนั้น” เซิ่งจิ่งอวี้ตอบตามความจริง
ฮองเฮาไม่ได้เอ่ยถึงซูเหวินยวนโดยตรง แต่ทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ล้วนเป็การอธิบายเหตุผลของพฤติกรรมที่ผิดปกติของพระนางในวันนี้
ซูเหวินยวนไม่เชื่อ
แต่ตอนนี้ไม่ว่านางจะเชื่อหรือไม่ ก็มีเพียงคำอธิบายนี้เท่านั้น
เมื่อกลับมาถึงจวนเฉินอ๋อง ทันทีที่ทั้งสองลงจากรถม้า ปิ่นปักผมประดับมุกบนศีรษะของซูเหวินยวนก็ไปเกี่ยวเข้ากับม่านรถ
เย่ซานยื่นมือไปดึงปิ่นออกมา แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พระชายาเข้าไปข้างในก่อนเถิดเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันเอาปิ่นนี่ออกให้ได้แล้ว จะนำไปส่งให้ทีหลังเพคะ”
ซูเหวินยวนมองไปที่ปิ่นแล้วพูดว่า “วันนี้ช่างแปลกเสียจริง เหมือนทุกคนจะรู้จักเครื่องประดับผมชุดนี้ แต่ข้ากลับไม่รู้จัก”
เย่ซานยิ้มพลางอธิบายที่มาของเครื่องประดับชุดนี้ให้ฟัง
“เท่าไหร่นะ?” ซูเหวินยวนมีสีหน้าตกตะลึง “หลายแสน? แล้วมันหลายแสนเท่าไหร่กันแน่?”
“น่าจะห้าแสนตำลึงเงินขึ้นไปเพคะ ส่วนราคาที่แน่นอนนั้น พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันเพคะ”
ซูเหวินยวนพลันตัวแข็งทื่อ โบกไม้โบกมือไปทางซ้ายขวาแล้วพูดว่า “เร็วเข้า ประคองข้าที รีบกลับไปที่หอจู๋เยว่ แล้วถอดมันออก ถอดออกให้หมดเลย!”
สาวใช้ทั้งสองข้างรีบเข้ามาประคองซูเหวินยวน
ซูเหวินยวนเดินตัวแข็งทื่อ คอไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
ให้ตายเถอะ ถ้ารู้ว่ามันแพงขนาดนี้ นางคงจะระวังกว่านี้แล้ว หากทำลูกปัดหรืออะไรหลุดไปสักเม็ด ราคาจะไม่ตกฮวบเลยหรือ?
วันข้างหน้าหากต้องหลบหนีภัยา อย่างแรกที่ต้องหยิบก็คือเครื่องประดับชุดนี้แหละ
เซิ่งจิ่งอวี้มองนางอย่างจนปัญญาจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ตลอด่เช้าที่ผ่านมา นางเดินอย่างสง่างามผ่าเผยจากในวังออกมานอกวัง ช่างดูโอ่อ่าเสียเหลือเกิน
เครื่องประดับมูลค่าหลายแสนตำลึงกลับถูกนางเหวี่ยงไปมาตามใจชอบ เหล่านางสนมกำนัลในวังต่างพากันมองตาค้าง
ที่แท้ ไม่เพียงแต่นางจะไม่รู้จัก ยังไม่รู้ราคาอีกด้วย
โชคดีที่กลับมาถึงจวนแล้วถึงได้รู้ราคาของสิ่งนี้ หาไม่แล้วคงได้ขายหน้าไปถึงข้างนอกเป็แน่
ขณะเดียวกัน ในวังก็ยังคงมีการพูดคุยถึงซูเหวินยวน พูดถึงการแต่งกายของนางในวันนี้ เว้นแต่ที่วังเฉิงิของฮองเฮาเท่านั้น
เฉิงหมัวมัวกล่าวด้วยเสียงกร้าว “เื่ในวันนี้ หากผู้ใดกล้าแพร่งพรายออกไป ก็จงรอถูกโบยจนตายได้เลย!”
เมื่อเห็นเหล่านางกำนัลขันทีต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น เฉิงหมัวมัวจึงไล่พวกนางออกไป
ฮองเฮาประทับพิงอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าบึ้งตึง ปราศจากรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง
ละครฉากงาม ๆ ที่วางแผนไว้อย่างดีกลับพังไม่เป็ท่า
“เสวยอะไรสักหน่อยเถิดเพคะ ั้แ่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนะเพคะ” เฉิงหมัวมัวเอ่ยเกลี้ยกล่อม
ฮองเฮากล่าวด้วยเสียงเ็า “ตอนนี้ข้ายังมีอารมณ์จะกินอีกหรือ จิ่งอวี้คงจะไม่สนใจข้าแล้วใช่หรือไม่?”
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรเพคะ?” เฉิงหมัวมัวปลอบโยนต่อ “วันนี้ท่านอ๋องก็กล่าวแล้วไม่ใช่หรือเพคะ? ว่าไม่ทรงโทษพระนาง”
สายตาของฮองเฮามืดมนลง แล้วกล่าวด้วยเสียงแ่เบา “เขาบอกว่าไม่โทษข้า แต่แท้จริงแล้วก็คือตำหนิข้าอยู่”
ด้วยความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกที่ผ่านมาของพวกเขา ย่อมไม่มีทางที่จะมีคำพูดที่ห่างเหินเช่นนี้ออกมา
เฉิงหมัวมัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “บางทีอาจจะเป็เพราะวันนี้พระนางทรงรีบร้อนเกินไป จึงทำให้ท่านอ๋องรู้สึกว่า พระนางไม่เหมือนเดิมเพคะ”
“ใช่ ข้ารีบร้อนเกินไป ข้าแค่กลัวว่าเขาจะกลับไปบ้านเดิมเป็เพื่อน ซูเหวินยวน แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็เช่นนี้” ฮองเฮาทรงรู้สึกเสียใจเป็อย่างยิ่ง
เฉิงหมัวมัวเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ต่อให้ท่านอ๋องบ้านเดิมเป็เพื่อนนางจริง ๆ แล้วจะเป็อย่างไรหรือเพคะ?”
ฮองเฮากัดฟันแล้วกล่าวว่า “สิ่งที่ข้า้า คือพระชายาที่ถูกผู้คนหัวเราะเยาะ แต่จิ่งอวี้ก็ไม่อาจหย่าขาดได้ ไม่ใช่คู่รักที่หวานชื่นกลมเกลียว”
เฉิงหมัวมัวใจนใจหายวาบ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เื่ที่เซิ่งจิ่งอวี้กลับบ้านเดิมไปเป็เพื่อนซูเหวินยวนนั้น ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่จวนอัครมหาเสนาบดี พวกเขาก็เห็นเช่นกัน มีข่าวลือว่าไฟนั้นเป็ฝีมือของพระชายาเฉินอ๋อง สาเหตุก็เพราะอัครมหาเสนาบดี้าทวงสินเดิมของพระชายาคืน
คราวนี้เมืองหลวงก็ครึกครื้นขึ้นมาทันที ผู้คนต่างพากันพบว่าพระชายาเฉินอ๋องผู้นี้ กระทำการได้โเี้ยิ่งกว่าเฉินอ๋องเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินอ๋องก็เปลี่ยนไปแล้ว ท่าทีที่มีต่อพระชายานั้นแตกต่างจากที่เล่าลือกันในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
ถึงขั้นกลับบ้านเดิมไปเป็เพื่อนด้วย นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่า เขายอมรับพระชายาผู้นี้มากเพียงใด
ผู้คนต่างก็เข้าใจกันดีว่า คนบ้าสองคนมาอยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกัน ช่างเหมาะสมกันเสียยิ่งกว่าเหมาะสม!
ยังมีคนกล่าวอีกว่า เครื่องประดับศีรษะที่พระชายาเฉินอ๋องสวมในวันนี้ มีมูลค่าสูงกว่าห้าแสนตำลึง…
ทุกคนต่างตกตะลึงในความมั่งคั่งของซูเหวินยวน และแม้แต่ซูเหวินยวนเองก็กำลังตกตะลึงอยู่เช่นกัน
นางตรวจสอบรายการสินเดิมอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งยังขอยืมตัวเย่ซานมาช่วยด้วย
ของชิ้นไหนที่นางกับเยว่ซิ่วไม่รู้จัก แค่ถามเย่ซานก็รู้เื่
ท้ายที่สุด เมื่อประเมินราคาสินเดิมใหม่อีกครั้ง ซูเหวินยวนก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่านางจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้!
“เอามาใส่ให้ข้าใหม่ ถึงจะทำหายก็ไม่กลัวแล้ว!” ซูเหวินยวนกลับมาหน้าใหญ่ใจโตอีกครั้ง
เย่ซานยิ้มพลางกล่าว “หลังจากที่พระชายาทรงสวมใส่เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเสด็จไปรับอาหารเช้าได้แล้วเพคะ ทางห้องครัวได้เตรียมอาหารกลางวันไว้เรียบร้อยแล้วเพคะ”
“แล้วห้องครัวเล็กเล่า?” ซูเหวินยวนเอ่ยถามด้วยแววตาเ้าเล่ห์