“คืออย่างนี้ครับวันมะรืนขบวนรถไฟของพวกเราจะมีชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งขึ้นมาโดยสาร คนกลุ่มนี้จะมาพร้อมกับกลุ่มของยอร์คพวกเขาอยากให้คุณเป็นล่าม ผมกำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะติดต่อคุณอย่างไรนึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะเป็นฝ่ายโทรหาผมก่อน”
ครั้งก่อน หัวหน้าขบวนรถไฟได้ให้เบอร์ติดต่อของตัวเองกับสวีหว่านหนิงแต่ไม่ได้ขอเบอร์ติดต่อของเธอไว้
เขาเคยคิดอยากจะถามเบอร์ติดต่อของสวีหว่านหนิงจากสวีเม่าอิ๋งแต่โชคดีได้รับสายจากสวีหว่านหนิงเสียก่อน
“วันมะรืนเหรอคะพวกเขาจะขึ้นรถไฟขบวนไหนคะ”
“พวกเขาจะขึ้นรถจากมณฑลอี้สถานีเดียวกับที่ครั้งก่อนพวกเขาลงรถไปครับ สหายสวีถ้าคุณสะดวกผมจะช่วยจองตั๋วรถไฟเที่ยวคืนวันพรุ่งนี้ซึ่งวันมะรืนจะเดินทางผ่านมณฑลอี้ในช่วงกลางวันพอดีถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนคุณเป็นล่ามให้กับพวกเขาแล้วไม่ทราบว่าจะรบกวนคุณมากเกินไปหรือเปล่าครับ”
“ไม่มีปัญหาค่ะ”สวีหว่านหนิงตอบรับคำเชิญชวนจากหัวหน้าขบวนรถอย่างไม่อิดออด
ก็แค่เป็นล่ามงานนี้เธอทำได้
“ถ้าเช่นนั้นต้องขอบคุณสวีจือชิงมากเลยครับ! พรุ่งนี้เวลาหกโมงเย็นเดินทางมาที่สถานีรถไฟอย่างตรงเวลาแล้วผมจะเอาตั๋วรถไฟไปให้กับพวกคุณด้วยตัวเองครับ”
กว่าจะจัดการธุระเสร็จและกลับมาที่บ้านหลินก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
หยวนซินมาอ่านหนังสือที่บ้านหลินเช่นเคยเธอนั่งอยู่ในห้องรับแขก พลางถอนหายใจใส่หนังสือแบบเรียนคณิตศาสตร์
“หว่านหนิงในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว!” หยวนซินรีบจูงสวีหว่านหนิงมานั่ง ก่อนจะชี้ไปที่ตัวเลขยึกยือบนหนังสือ “โจทย์ข้อนี้ฉันอ่านซ้ำอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่เข้าใจเธอช่วยอธิบายให้ฉันฟังเร็วเข้า”
สวีหว่านหนิงอ่านโจทย์อย่างละเอียดหลังมีแนวคิดในใจแล้ว ก็เอากระดาษกับปากกามาเขียนลงไป
“ข้อนี้ที่จริงแล้วไม่ยากเธอทำแบบนี้ก่อน...แล้วต่อด้วยแบบนี้...คำตอบก็ออกมาแล้วเห็นไหม”
หยวนซินมองสวีหว่านหนิงตาปริบๆ“หว่านหนิง เธอกลับปักกิ่งคราวนี้ช่วยสืบข่าวให้ฉันได้ไหมว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ต้องสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้หรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงสีหน้ายิ้มแย้มแต่วาจาช่างโหดร้าย “ไม่ได้”
“วิชาภาษาจีนคณิตศาสตร์ และการเมืองเป็นวิชาบังคับ ดูจากการทบทวนบทเรียนของเธอแล้วฉันแนะนำให้เธอเลือกสอบสายวรรณกรรมจะดีกว่า”
“แต่แค่คิดว่าจะต้องท่องเนื้อหาในหนังสือมากมายขนาดนั้นฉันก็ปวดหัวแล้ว”
“เอาเป็นว่าฉันแค่ให้คำแนะนำกับเธอส่วนจะเลือกอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวเธอเองแล้ว”
หยวนซินเงียบไปชั่วขณะ
“เธอกำลังจะไปปักกิ่งคงไม่พกหนังสือเรียนไปด้วยใช่ไหมช่วงนี้ฉันอยากอ่านหนังสือให้ครบทุกเล่มสักหนึ่งรอบแล้วค่อยเลือกวิชาที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดอีกที”
สวีหว่านหนิงตอบว่าใช่
เธอย้อนคิดดูอย่างละเอียดว่าในนิยายหยวนซินเลือกเรียนวิชาไหน
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเวลาผ่านไปนานเกินไปหรือเพราะสาเหตุอื่นใดทำให้เนื้อหาหลายอย่างในนิยายเลือนรางไปจากสมองของเธอ
โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับหยวนซินสิ่งที่เธอนึกออกเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
ช่างเถอะเพราะเธอทะลุเข้ามาในนิยาย ประวัติศาสตร์ในนี้จึงเปลี่ยนไปกว่าครึ่งเธอไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเนื้อหาในนิยายมากขนาดนั้น
หยวนซินจะตัดสินใจเลือกอย่างไรสวีหว่านหนิงจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเด็ดขาด
วันต่อมาสวีหว่านหนิงไปที่โรงงานสาขาตามเดิม
ตอนนี้ส่วนแบ่งการตลาดของลูกท้อในโหลแก้วน้อยลงทุกวันแค่โรงงานสาขาใหญ่ก็มีสินค้าคงคลังอยู่ถึงสองพันหน่วย ดังนั้นโรงงานสาขาย่อยจึงไม่ค่อยยุ่งมากนัก
บางคนถึงกับกังวลว่าตนจะตกงานเพราะสาเหตุนี้หรือไม่
แต่สวีหว่านหนิงก็ยังสั่งให้พวกเขาผลิตลูกท้อในโหลแก้วตามปริมาณที่กำหนดไว้ทุกวัน
หลังสั่งงานกับคนที่โรงงานอย่างละเอียดแล้วเธอก็เตรียมตัวกลับบ้านไปเก็บสัมภาระ
เธอเพิ่งเดินเข้าบ้านมาก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังกึกก้องของเยาเม่ย
สวีหว่านหนิงใจกระตุกแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเยาเม่ยทันที
ต้าชุน ต้ายาและเถี่ยตั้นยืนอยู่ข้างๆ เยาเม่ย เมื่อเห็นเธอร้องไห้ไม่หยุด แม้ทั้งสามคนจะทำอะไรไม่ถูกแต่ก็พยายามปลอบใจเธอ
“เกิดอะไรขึ้น?”
พอได้ยินเสียงของสวีหว่านหนิงเยาเม่ยก็โถมตัวกอดพลางสะอึกสะอื้น
สวีหว่านหนิงตบแผ่นหลังเยาเม่ยเบาๆแต่สายตากลับมองไปที่ต้าชุน “ใครทำให้เยาเม่ยร้องไห้?”
ต้าชุนทำหน้ากรุ่นโกรธ“เอ้อร์ยาครับ!”
“ก่อนหน้านี้เอ้อร์ยาเป็นคนโกหกเยาเม่ยแต่เธอกลับโทษเยาเม่ย บอกว่าเยาเม่ยโง่เองเลยโดนหลอกและเกือบถูกลักพาตัวไปแถมยังทำให้เธอต้องตกงานค่ะ” ต้ายาทำหน้าเดือดดาล
“เอาละไม่ร้องแล้วนะ” สวีหว่านหนิงแกะลูกอมรสนมป้อนใส่ปากเยาเม่ยหลังเยาเม่ยหยุดแผดเสียงร้องไห้แล้วถึงปลอบใจว่า “แม่รู้ว่าลูกน้อยใจแต่คำพูดของเอ้อร์ยาไม่มีเหตุผลสักนิด ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจนะลูก”
“ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนี้ลูกเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดเอ้อร์ยากับโจรลักพาตัวต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด ถ้าลูกเสียใจเพราะคำพูดของเอ้อร์ยาก็เท่ากับปล่อยให้เอ้อร์ยาควบคุมความรู้สึกของลูก จริงไหม”
“เหมือนว่า...แม่จะพูดถูกค่ะ”เยาเม่ยพูดเสียงเครือสะอื้น
สมองของเธอประมวลผลได้ไม่รวดเร็วนักเธอไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่สวีหว่านหนิงพยายามจะสื่อแต่มันหาใช่อุปสรรคในการเชื่อคำพูดของแม่ ทุกอย่างที่แม่พูดมาย่อมมีเหตุผล
“ไปเก็บข้าวของกับพี่ชายเย็นนี้พวกเราต้องออกเดินทางไปปักกิ่งกันแล้ว”
ต้าชุนกับเยาเม่ยขานรับแล้ววิ่งเข้าไปในบ้าน
สวีหว่านหนิงจูงมือต้ายากับเถี่ยตั้นเข้าบ้านไปด้วยกัน
“ครั้งนี้ป้าจะต้องไปทำธุระสำคัญที่ปักกิ่งเลยไม่สะดวกพาพวกหนูไปด้วยแต่ป้ารับประกันได้ว่า หลังจากพ่อของพวกหนูจัดการทุกอย่างที่ปักกิ่งเรียบร้อยแล้วก็จะมารับพวกหนูไปที่ปักกิ่งด้วยกัน”
“ป้าสะใภ้คะป้าไม่ต้องปลอบพวกหนูหรอกค่ะหนูรู้ดีว่าพี่ต้าชุนกับพี่เยาเม่ยไปปักกิ่งเพื่อเยี่ยมคุณตา คุณยาย และคุณลุงถึงแม้พวกหนูจะไม่ได้ไปปักกิ่งแต่พวกหนูได้อยู่กับคุณยายและได้เจอกับคุณลุงเป็นประจำแค่นี้ก็มีความสุขมากแล้วค่ะ”
“ต้ายาเป็นเด็กดีจริงๆ”
เด็กคนนี้เข้าใจโลกไม่น้อยไปกว่าต้าชุนและเยาเม่ยในสมัยที่เธอยังไม่ทะลุเข้ามาในนิยาย
เพียงแต่ตอนนี้ต้าชุนกับเยาเม่ยมีเธอคอยปกป้องและได้รับความรักและความทะนุถนอมจากเธอ พวกเขาจึงเริ่มเหมือนเด็กน้อยขึ้นทุกวันกิริยาวาจามีความไร้เดียงสาและไม่ทันโลกสมวัย
แต่ต้ายากับเถี่ยตั้นยังคงโตเกินวัยเหมือนเดิม
แม้พวกเขาจะอยู่ที่บ้านหลินอย่างมีความสุขมีอาหารกินอิ่มท้องทุกวัน มีเสื้อผ้าชุดใหม่ให้สวมใส่คุณยายกับป้าสะใภ้ก็ไม่เคยขึ้นเสียงกับพวกเขา แต่สำหรับเด็กสองคนนี้อย่างไรที่นี่ก็คือบ้านหลิน แม้จะอยู่สบายแต่ก็เป็นการอาศัยบ้านคนอื่นอยู่
ดังนั้นพวกเขาจึงระมัดระวังตัวตลอดเวลาไม่กล้าเล่นสนุกตามประสาเด็กเหมือนกับต้าชุนและเยาเม่ย
สวีหว่านหนิงไม่ใช่ไม่รู้ว่าเด็กสองคนคิดอย่างไรแต่เธอไม่คิดจะก้าวก่ายความคิดของพวกเขา
ก่อนไต้เหว่ยกับหลินเฉวียนจะมีความสามารถพอที่จะพาพวกเขาออกจากบ้านหลินเธอไม่อยากให้การกระทำของตนส่งอิทธิพลต่อการพยายามปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดของเด็กสองคนนี้
สิ่งที่เธอทำได้และจะทำอย่างเต็มที่คือการทำดีกับพวกเขาทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองเป็นเด็กน้อยที่ได้รับความรักอย่างมากมาย
ตกเย็นแม่หลินทำอาหารเต็มโต๊ะเพื่อเป็นการเลี้ยงส่งสวีหว่านหนิงกับไต้เหว่ย
หยวนซินเองก็ถูกเชิญมาร่วมวงด้วยกัน