เสียงกลองศึกสังหารที่ทำจากหนังสัตว์อสูรระดับสูงขนาดมหึมาดังกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขาเมฆาคล้อย ระลอกคลื่นเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังสะท้อนกังวานไปตามหน้าผาสูงชันและยอดเขาสลับซับซ้อน ปลุกเร้าเืลมและจิติญญาของบรรดาศิษย์นับหมื่นชีวิตที่รวมตัวกันอยู่รอบลานประลองหินอ่อนให้เดือดพล่าน ท้องฟ้าเบื้องบนในเวลานี้แจ่มใสไร้เมฆหมอก แสงแดดสีทองสาดส่องลงมาอาบไล้ลานประลองขนาดั์ที่ตั้งอยู่ใจกลางของสำนัก กระทบกับพื้นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์จนเกิดประกายระยิบระยับบาดตา ธงทิวสีสันสดใสปักเรียงรายอยู่รอบปะรำพิธี โบกสะบัดไปตามสายลมยามเช้าที่พัดพากลิ่นอายของการต่อสู้และความตายมาเจือจาง
บนลานประลองหินอ่อนที่ถูกยกระดับขึ้นสูงกว่าพื้นดินปกติถึงสามเมตร ร่างสองร่างยืนตระหง่านประจันหน้ากัน ท่ามกลางสายตานับหมื่นคู่ที่จับจ้องมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ทั้งความตื่นเต้น ความหวาดกลัว และความคาดหวัง ทางด้านหนึ่งคือ 'อู๋เทียน' ศิษย์พี่ใหญ่แห่งศิษย์สายใน ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งในรุ่น เขาสวมชุดประจำสำนักสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอจากไหมฟ้า ทรวดทรงสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาและหยิ่งยโสดุจเทพบุตรที่จุติลงมาจากสรวง์ รังสีพลังลมปราณระดับรวมปราณขั้นที่เจ็ดของเขาแผ่ซ่านออกมากดดันผู้ชมรอบข้างจนบรรยากาศหนักอึ้ง ในมือขวาของเขาถือกระบี่ยาวที่เปล่งประกายแสงสีฟ้าจางๆ กระบี่เล่มนี้มีนามว่า 'วารีพิฆาต' เป็ของวิเศษระดับสูงที่ผู้าุโจ้าวมอบให้เป็รางวัลพิเศษ มันสามารถเพิ่มพูนอานุภาพของวิชากระบี่ธาตุน้ำได้ถึงสามส่วน
ในทางตรงกันข้าม ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับมีสภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 'หลินเฟย' อดีตเศษสวะที่ไม่มีแม้แต่เส้นชีพจร ผู้ซึ่งเคยถูกเหยียบย่ำและหยามเกียรติมาตลอดสิบปี บัดนี้เขายืนหยัดอย่างมั่นคงดุจขุนเขาที่ไม่อาจสั่นคลอน เขาสวมเพียงชุดผ้าป่านสีเทาหยาบๆ ที่ดูเก่าและมอซอ ไม่มีเครื่องประดับล้ำค่า ไม่มีอาวุธวิเศษข้างกาย มีเพียงร่างกายที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังและแววตาที่เยือกเย็นลึกล้ำดุจก้นมหาสมุทรที่ไม่มีผู้ใดหยั่งถึง รังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาไม่ได้รุนแรงและโอ้อวดเหมือนของอู๋เทียน แต่มันเป็ความกดดันที่เงียบงันและอันตราย ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเงามืด รอคอยจังหวะที่จะขย้ำคอเหยื่อให้ขาดสะบั้นในคราเดียว
บนอัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือ ซึ่งเป็ที่นั่งระดับวีไอพีสำหรับบรรดาผู้าุโของสำนัก ผู้าุโจ้าวนั่งอยู่แถวหน้าสุดด้วยใบหน้าที่ตึงเครียดและแววตาที่แฝงไปด้วยความอำมหิต มือทั้งสองข้างของเขากำพนักเก้าอี้หินสลักแน่นจนเส้นเืปูดโปน การที่นักฆ่าเงาทั้งสามของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้เขาตระหนักได้ว่าหลินเฟยไม่ได้เป็เพียงลูกแกะที่รอวันถูกเชือดอีกต่อไป ไอ้เด็กเวรนี่มันซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้ลึกมาก แต่ไม่ว่ามันจะเก่งกาจแค่ไหน วันนี้มันจะต้องตายอยู่บนลานประลองแห่งนี้ เขาฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่อู๋เทียน และยาเม็ดทะลวงปราณระดับสูงที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อของศิษย์พี่ใหญ่ผู้นั้น
"ไอ้ขยะหลินเฟย" อู๋เทียนเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาดังกังวานและเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม "ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าไปได้วิชามารหรือของวิเศษอันใดมา ถึงได้ฟลุคเอาชนะซุนเหลียงมาได้ แต่ต่อหน้าข้า ผู้ซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศิษย์สายใน พลังจอมปลอมของเ้าจะไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น วันนี้ข้าจะใช้กระบี่วารีพิฆาตเล่มนี้ สับร่างของเ้าให้เป็ชิ้นๆ เพื่อล้างความอัปยศที่เ้าบังอาจก่อไว้กับสำนักกระบี่เมฆาคล้อย จงคุกเข่าลงและร้องขอความเมตตาเสียเถอะ บางทีข้าอาจจะเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้เ้า!"
หลินเฟยเพียงแค่มองอู๋เทียนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการท้าทายและการยั่วยุที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องขนลุกซู่ "คำพูดโอ้อวดเ่าั้ ข้าจะขอคืนให้เ้าทั้งหมด จงจำไว้ให้ดีอู๋เทียน ความตายของเ้าในวันนี้ ไม่ใช่เพียงจุดจบของชีวิตเ้า แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการล้างบางความโสมมทั้งหมดในสำนักแห่งนี้ เริ่มจากเ้า และลามไปถึงนายเหนือหัวที่ซ่อนอยู่เื้ัเ้า!"
คำพูดของหลินเฟยราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางลานประลอง บรรดาศิษย์ที่ได้ยินต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าหลินเฟยจะกล้าประกาศาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ อู๋เทียนโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ความหยิ่งยโสของเขาถูกเหยียบย่ำอย่างรุนแรง "สามหาว! ไอ้ขยะชั้นต่ำ แกกล้าดีอย่างไรมาจาบจ้วงข้า ตายซะเถอะ!"
อู๋เทียนไม่รอช้า เขาโคจรพลังลมปราณระดับรวมปราณขั้นที่เจ็ดทั้งหมดในร่างมารวมไว้ที่กระบี่วารีพิฆาต ปราณสีฟ้าเข้มข้นทะลักออกมาจนกระบี่ส่งเสียงหึ่งๆ ร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วสูงสุด กระบวนท่า 'วารีทะลวงเมฆา' ถูกใช้ออกมาอย่างเต็มกำลัง ปลายกระบี่สั่นไหวสร้างภาพลวงตาเป็ระลอกคลื่นน้ำที่คมกริบดุจใบมีดโกนนับสิบสาย พุ่งทะยานเข้าหาจุดตายทั่วร่างของหลินเฟย ทั้งลำคอ หัวใจ และข้อต่อสำคัญ อากาศรอบด้านถูกฉีกกระชากจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดหู นี่ไม่ใช่วิชาที่ใช้สำหรับการประลองเพื่อทดสอบฝีมือ แต่มันคือวิชาสังหารที่มุ่งหมายจะเอาชีวิตคู่ต่อสู้ในกระบวนท่าเดียว
ทว่าท่ามกลางวิกฤตแห่งความเป็ความตาย หลินเฟยกลับยืนสงบนิ่งดุจขุนเขา แววตาของเขาเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว ในห้วงความคิดของเขา เวลาคล้ายกับเดินช้าลงอย่างมหาศาล ระลอกคลื่นกระบี่สีฟ้าที่ดูอันตรายและรวดเร็วในสายตาคนอื่น กลับกลายเป็การเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าและเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมายในสายตาของเขา ประสาทััที่เฉียบคมผสานกับความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในวิชาก้าวพริบตาอสรพิษ ทำให้เขาสามารถคำนวณวิถีของกระบี่ได้อย่างแม่นยำและไร้ที่ติ
ในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่วารีพิฆาตกำลังจะทะลวงคอหอยของเขา หลินเฟยก็เริ่มขยับตัว ปลายเท้าของเขากดลงบนพื้นหินอ่อนเพียงเบาๆ ร่างกายของเขาก็บิดตัวด้วยองศาที่ผิดธรรมชาติ หลบพ้นคมกระบี่ไปได้อย่างฉิวเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปด คลื่นกระบี่สายอื่นๆ พุ่งทะลุผ่านความว่างเปล่าไปกระแทกกับพื้นเวทีจนเกิดรอยลึก อู๋เทียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กระบวนท่าไม้ตายที่เขามั่นใจที่สุดกลับพลาดเป้าไปอย่างไม่น่าเชื่อ
"เป็ไปได้อย่างไร!" อู๋เทียนอุทานในใจ แต่มันไม่ยอมแพ้ พลิกข้อมือเปลี่ยนกระบวนท่ากลางอากาศอย่างรวดเร็ว กระบี่ตวัดกลับหลังหมายจะตัดลำตัวของหลินเฟยขาดเป็สองท่อนด้วยความเกรี้ยวกราด
แต่หลินเฟยไม่ได้ยืนเป็เป้านิ่ง เขาโคจรปราณสีทองแดงลงสู่ฝ่าเท้าอีกครั้ง ใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษอย่างเต็มรูปแบบ ร่างของเขาพุ่งวูบวาบไปมาดุจภูตผีไร้เงา ปรากฏตัวทางซ้ายที ขวาที ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาที่ทำให้อู๋เทียนสับสนและฟันโดนแต่อากาศธาตุ เสียงคมกระบี่ฟาดฟันอากาศดังเฟี้ยวฟ้าวอย่างต่อเนื่อง ประกายไฟแลบแปลบปลาบเมื่อคมกระบี่เฉี่ยวชนกับพื้นหิน แต่ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ปลายกระบี่จะััโดนชายเสื้อของหลินเฟยได้
บรรดาศิษย์ที่ยืนล้อมรอบลานประลองต่างเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงเข็มตก พวกเขาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าช่างขัดแย้งกับสามัญสำนึก ไอ้ขยะหลินเฟยกำลังล้อเล่นกับศิษย์พี่ใหญ่ผู้ไร้พ่ายราวกับผู้ใหญ่กำลังหยอกล้อเด็กทารก ท่วงท่าการหลบหลีกของเขานั้นงดงาม พลิ้วไหว และแฝงไปด้วยความลึกลับที่ไม่มีใครในสำนักเคยเห็นมาก่อน แม้แต่ระดับผู้าุโบางคนก็ยังต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจว่าหลินเฟยใช้วิชาตัวเบาอันใดกันแน่
อู๋เทียนเริ่มสูญเสียความเยือกเย็น ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและอับอายอย่างรุนแรง เหงื่อกาฬไหลหยดลงมาตามกรอบหน้า การโจมตีที่สูญเปล่าอย่างต่อเนื่องทำให้ลมปราณในร่างของมันเริ่มปั่นป่วนและสับสน "ไอ้หนูสกปรก! ดีแต่หลบซ่อนเป็หนูท่อ หากแกแน่จริงก็มารับกระบี่ของข้าตรงๆ สิ! อย่าเอาแต่หนีหัวซุกหัวซุน!" มันคำรามลั่น เสียงแหบพร่าด้วยความคลุ้มคลั่ง
"รับกระบี่ของเ้างั้นรึ?" เสียงอันเยือกเย็นของหลินเฟยดังก้องขึ้นจากด้านหลังของอู๋เทียน ทำให้มันต้องรีบหันขวับไปมองด้วยความใสุดขีด หลินเฟยยืนอยู่ห่างออกไปเพียงสามก้าว แววตาของเขาทอประกายสังหารที่รุนแรงจนทำให้อากาศรอบด้านลดต่ำลงอย่างฉับพลัน "กระบี่ของเ้ามันเชื่องช้า ไร้เรี่ยวแรง และน่าสมเพช ราวกับสุนัขแก่ที่กำลังเห่าหอน หากเ้า้าให้ข้ารับมัน ข้าก็จะสนองให้เ้าได้รู้ซึ้งถึงความต่างชั้น!"
อู๋เทียนโกรธจนขาดสติ มันคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าที่าเ็ มันรู้ดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็เช่นนี้ต่อไป มันจะต้องพ่ายแพ้และสูญเสียเกียรติยศทั้งหมดที่สั่งสมมา มันตัดสินใจงัดไพ่ตายชิ้นสุดท้ายออกมาใช้ มันล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและหยิบยาเม็ดสีแดงเืที่ผู้าุโจ้าวมอบให้ออกมากลืนลงคออย่างรวดเร็ว
"นั่นมัน... ยาเม็ดโลหิตคลั่ง!" หนึ่งในผู้าุโที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์อุทานขึ้นด้วยความใ "ยาต้องห้ามที่สามารถดึงพลังแฝงในร่างกายออกมาใช้อย่างมหาศาล แลกกับการทำลายเส้นชีพจรในระยะยาว อู๋เทียนบ้าไปแล้วหรืออย่างไรถึงกล้าใช้ยานี้ในการประลอง!"
ผู้าุโจ้าวนั่งเงียบไม่พูดอะไร รอยยิ้มอำมหิตปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขาไม่สนใจว่าเส้นชีพจรของอู๋เทียนจะถูกทำลายหรือไม่ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือความตายของหลินเฟย
ทันทีที่ยาเม็ดโลหิตคลั่งตกถึงกระเพาะ ท้องฟ้าเหนือลานประลองก็เริ่มมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆดำทะมึนลอยเข้าปกคลุมบดบังแสงอาทิตย์ พลังลมปราณในร่างของอู๋เทียนะเิออกอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน รังสีพลังสีฟ้าที่เคยบริสุทธิ์ถูกเจือปนด้วยสีดำคล้ำและสีเื กล้ามเนื้อทั่วร่างของมันปูดโปนจนเสื้อผ้าฉีกขาด เผยให้เห็นเส้นเืสีดำที่เต้นตุบๆ อย่างน่ากลัว ดวงตาของมันเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ ระดับพลังของมันพุ่งทะยานจากรวมปราณขั้นที่เจ็ด ทะลวงผ่านขั้นที่แปด และหยุดอยู่ที่ขอบเขตรวมปราณขั้นที่เก้าจุดสูงสุด!
พลังทำลายล้างที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอู๋เทียนในเวลานี้ น่าสะพรึงกลัวจนทำให้ศิษย์สายนอกที่อยู่ใกล้ขอบเวทีต้องกระอักเืและถอยร่นออกไปนับสิบเมตร กระบี่วารีพิฆาตในมือของมันเปล่งแสงสีน้ำเงินอมดำที่แฝงไปด้วยความตายและความคลุ้มคลั่ง
"ตายยยย! ไอ้ขยะหลินเฟย แกต้องตายยยย!" อู๋เทียนคำรามด้วยเสียงที่แหบพร่าและซ้อนทับกันราวกับปีศาจ มันะโลอยตัวขึ้นสู่กลางอากาศ สูงกว่าพื้นเวทีนับสิบเมตร มันรวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มีฟาดฟันกระบี่ลงมาอย่างสุดแรง
"เคล็ดวิชาลับทำลายล้าง: โดมวารีกลืน์!"
พริบตานั้น ปราณกระบี่สีน้ำเงินดำขนาดมหึมาก็ก่อตัวขึ้นกลางอากาศ มันแผ่ขยายออกเป็รูปโดมั์ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่าครึ่งของลานประลอง ภายในโดมเต็มไปด้วยคมกระบี่นับพันหมื่นเล่มที่หมุนวนและเชือดเฉือนทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็จุล ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีของหลินเฟยอย่างสมบูรณ์แบบ พลังทำลายล้างของโดมนี้รุนแรงพอที่จะถล่มูเาทั้งลูกให้ราบเป็หน้ากลอง ผู้ชมทุกคนบนอัฒจันทร์ต่างยืนขึ้นด้วยความตื่นตระหนก แม้แต่ผู้าุโบางคนยังต้องเตรียมตัวลงมือเพื่อกางม่านพลังป้องกันไม่ให้ความเสียหายลุกลาม
หลินเฟยแหงนหน้ามองโดมกระบี่มรณะที่กำลังกดทับลงมาด้วยสายตาที่เยือกเย็น เขาไม่มีท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มเ็าปรากฏขึ้นบนใบหน้า "พลังของยาต้องห้ามงั้นรึ? ช่างน่าสมเพชเสียจริง การพึ่งพาสิ่งของนอกกายเพื่อดึงพลังที่ตนเองไม่สามารถควบคุมได้ มันก็เป็ได้แค่การดิ้นรนของมดปลวก วันนี้ข้าจะแสดงให้เ้าเห็นว่า พลังที่แท้จริงซึ่งถือกำเนิดจากเจตจำนงแห่งการทำลายล้าง มันเป็อย่างไร!"
หลินเฟยหยุดการใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษ เขายืนหยัดอย่างมั่นคง เท้าทั้งสองข้างฝังแน่นลงบนพื้นหินอ่อนจนหินรอบๆ เริ่มแตกร้าว เขาหลับตาลง โคจรพลังปราณสีทองแดงในจุดตันเถียนที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สามอย่างเต็มกำลัง ปราณสีเืเดือดพล่านและส่งเสียงคำรามประดุจัโบราณที่ถูกปลดปล่อยออกจากพันธนาการ เขาพนมมือทั้งสองข้างเข้าหากันที่ระดับหน้าอก จิติญญาแห่งศาสตราไร้ลักษณ์สั่นะเืตอบรับเจตจำนงของเขา
"จงตื่นขึ้น... ศาสตราไร้ลักษณ์ ปฐมบทแห่งความพินาศ!"
ทันใดนั้น แสงสีแดงเืที่เข้มข้นยิ่งกว่าโลหิตใดๆ ในโลกก็ะเิออกจากร่างของหลินเฟย พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแหวกเมฆดำทะมึนจนเกิดเป็ช่องว่างขนาดใหญ่ แสงสีเืนั้นไม่ได้กระจายตัวอย่างไร้ทิศทาง แต่มันพุ่งตรงมารวมกันที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของหลินเฟย ควบแน่นและบีบอัดจนกลายเป็รูปร่างของดาบเล่มหนึ่ง ดาบเล่มนี้ไม่มีด้ามจับ ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว มันคือพลังปราณสีเืบริสุทธิ์ที่โปร่งแสงและส่องประกายเจิดจ้า แผ่กลิ่นอายของการทำลายล้างและความตายที่รุนแรงจนทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวและแตกสลาย
นี่คือ 'ดาบปราณไร้ลักษณ์' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่หลินเฟยเคยสร้างมา มันไม่ได้เกิดจากการบีบอัดปราณธรรมดา แต่เกิดจากการผสานเจตจำนงแห่งการฆ่าฟันและสายเืแห่งความแค้นเข้าด้วยกัน
เมื่อโดมวารีกลืน์ของอู๋เทียนกดทับลงมาจนห่างจากศีรษะเพียงไม่กี่คืบ หลินเฟยก็ลืมตาขึ้น ั์ตาของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงฉานดุจปีศาจ เขาง้างดาบปราณสีเืในมือขึ้นสูงและฟาดฟันสวนกลับขึ้นไป้าอย่างสุดแรง
"สะบั้น์ไร้ลักษณ์!"
ฉึบบบบบ!
เสียงฟาดฟันที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับ์ถูกฉีกกระชาก ดาบปราณสีเืพุ่งแหวกอากาศเข้าปะทะกับโดมวารีกลืน์อย่างจัง ไม่มีคลื่นกระแทก ไม่มีการะเิที่รุนแรงในวินาทีแรก มีเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา โดมกระบี่สีน้ำเงินดำที่ดูแสนจะไร้เทียมทานก็เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นตรงกลาง ก่อนจะปริแตกและะเิออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับเศษกระจกที่ถูกฆ้อนั์ทุบ ดาบปราณสีเืของหลินเฟยตัดผ่านโดมวารีได้อย่างง่ายดายไร้ซึ่งการต่อต้าน พุ่งตรงขึ้นไปกระแทกเข้ากับกระบี่วารีพิฆาตในมือของอู๋เทียน
เคร้งงงง!
เสียงโลหะแตกหักดังกังวาน กระบี่วารีพิฆาตซึ่งเป็ของวิเศษระดับสูง ไม่สามารถทนรับพลังทำลายล้างของดาบปราณไร้ลักษณ์ได้ มันแตกกระจายเป็เศษเหล็กนับร้อยชิ้นปลิวว่อนไปในอากาศ คลื่นพลังสีเืพุ่งทะลวงผ่านการป้องกันของอู๋เทียน กระแทกเข้าที่หน้าอกของมันอย่างจัง
"อ๊ากกกกกก!"
อู๋เทียนกรีดร้องด้วยความเ็ปสุดแสนจะพรรณนา ร่างของมันปลิวลอยละลิ่วกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าร้อยเมตร ลอยข้ามลานประลองไปกระแทกเข้ากับกำแพงหินของอัฒจันทร์ฝั่งทิศใต้จนกำแพงพังทลายลงมาเป็แถบ ร่างของมันจมลึกเข้าไปในกองซากปรักหักพัง เืสีคล้ำทะลักออกจากปาก จมูก และดวงตา เส้นชีพจรทั่วร่างถูกทำลายจนหมดสิ้นจากการสะท้อนกลับของยาโลหิตคลั่งและการโจมตีของหลินเฟย มันนอนกระตุกอยู่เพียงไม่กี่ครั้งก่อนจะหมดสติไปในสภาพที่าเ็สาหัสและพิการไปตลอดชีวิต
ลานประลองหินอ่อนที่เคยแข็งแกร่ง บัดนี้ถูกผ่าครึ่งด้วยรอยแยกที่ลึกและกว้างยาวไปจนสุดขอบเวที ควันและฝุ่นละอองลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเงียบสงัดราวกับสุสาน ไม่มีใครกล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างของเด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านสีเทาที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ดาบปราณสีเืในมือของเขาค่อยๆ สลายตัวไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความตายที่ยังคงลอยอบอวล
หลินเฟยหันขวับไปมองที่อัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือ สายตาของเขาประสานเข้ากับผู้าุโจ้าวที่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและโกรธแค้นจนร่างสั่นสะท้าน "ผู้าุโจ้าว..." น้ำเสียงของหลินเฟยดังกังวานไปทั่วลานประลอง "หมากตัวแรกของท่าน ได้ถูกข้าทำลายลงแล้ว หากท่านยังมีหมากตัวอื่นที่อยากจะส่งมาตายอีก ก็จงส่งมาให้หมด ข้า หลินเฟย จะบดขยี้พวกมันให้เป็ผุยผง และเมื่อถึงเวลา... ข้าจะไปทวงหนี้เืจากท่านด้วยตัวข้าเอง!"
ผู้าุโจ้าวทนรับความอัปยศและการท้าทายอย่างเปิดเผยนี้ไม่ไหว เขาคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ร่างของเขาพุ่งทะยานลอยตัวลงมาจากอัฒจันทร์ หมายจะใช้พลังระดับแก่นแท้ลงมือสังหารหลินเฟยด้วยตนเอง "ไอ้เด็กเดรัจฉาน! แกกล้าใช้ศาตรามารทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก วันนี้ข้าในฐานะผู้าุโคุมกฎ จะขอลงทัณฑ์ปะาชีวิตแกเดี๋ยวนี้!"
ทว่าก่อนที่ผู้าุโจ้าวจะเข้าประชิดตัวหลินเฟย ลำแสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ กระแทกเข้ากับร่างของผู้าุโจ้าวอย่างจังจนเขาต้องถอยร่นกลับไปหลายก้าว เสียงอันทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา
"หยุดการกระทำอันโง่เขลาของเ้าเดี๋ยวนี้ จ้าวเทียนหรง! การประลองได้จบลงแล้ว ผู้ชนะคือหลินเฟย หากผู้ใดกล้าฝ่าฝืนกฎของสำนักและแทรกแซงการประลอง ข้าจะไม่ละเว้น!"
เสียงนั้นคือเสียงของจ้าวสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ผู้ซึ่งไม่เคยปรากฏตัวมานับสิบปี การยื่นมือเข้ามาแทรกแซงของจ้าวสำนักทำให้ทุกคนในลานประลองต้องคุกเข่าลงด้วยความเคารพยำเกรง ผู้าุโจ้าวหน้าซีดเผือด กัดฟันแน่นและก้มหน้าลงยอมจำนนอย่างไม่เต็มใจ
หลินเฟยยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความสงบนิ่ง เขารู้ดีว่าการต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น การประกาศาครั้งนี้จะนำพาพายุลูกใหญ่มาสู่ชีวิตของเขา แต่มันก็คือเส้นทางที่เขาเลือกแล้ว เส้นทางแห่งวิถีศัสตราไร้ลักษณ์ ที่จะต้องชำระล้างด้วยโลหิตและการทำลายล้างเท่านั้น!