บริเวณทางเข้าป่าจิตอสูร เด็กนักเรียนของสถาบันไม้ใบเขียวทั้งสามชั้นปีต่างมารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็ผู้ที่เข้าแข่งขัน หรือจะเป็ผู้ที่มารอชม พวกเขาต่างก็เฝ้ารอกันอย่างใจจดใจจ่อ รอเวลาที่งานล่าจิตอสูรจะเริ่มต้นขึ้น
ในขณะที่ทุกคนกำลังเฝ้ารอให้ถึงเวลาเริ่มงาน กลุ่มเด็กปีหนึ่งที่นำโดยโม่เฟิงได้หอบสัมภาระรุงรังเดินทางเข้ามา ทำให้ผู้ที่เห็นถึงกับต้องชี้ชวนกันดูพร้อมกับกล่าวซุบซิบเช่นเคย
“เ้าพวกนั้นมันเด็กปีหนึ่งที่เข้ารวมงานปีนี้ไม่ใช่รึไง! ดูชุดเกราะที่พวกมันสวมสิ...แล้วยังแบกอะไรมาเยอะแยะขนาดนั้น?”
“ต่อให้สวมชุดเกราะราคาแพง มันก็ไม่ช่วยให้รอดตายได้หรอกนะ!”
“หูววว คนเยอะขนาดนี้เชียว!” เสี่ยวฟ่านร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากไม่เคยเข้าร่วมงานที่มีคนมากมายขนาดนี้มาก่อน
เสี่ยวฟ่านกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนสายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่เด็กสาวนางหนึ่ง แน่นอนว่าเป็หลันหลัน หนึ่งในสองอัจฉริยะแห่งเมืองตะวันดับนั่นเอง
เสี่ยวฟ่านเดินตรงเขาไปหาหลันหลัน ทักทายเด็กสาวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ไม่ได้เจอเ้านานเลย!”
“ทำไมเ้าถึงมายืนอยู่ตรงนี้ หรือว่าเ้า...ก็เข้าร่วมงานล่าจิตอสูร?” หลันหลันแปลกใจที่เห็นเสี่ยวฟ่านยืนอยู่ในกลุ่มของผู้เข้าร่วมงาน
“ใช่! ข้าก็เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย” เสี่ยวฟ่านตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
ยามเมื่ออยู่ต่อหน้าหลันหลัน เสี่ยวฟ่านที่ดูเหมือนเป็คนชอบหยอกล้อ กลับเปลี่ยนเป็เด็กหนุ่มที่ดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันใด
เสี่ยวฟ่านก้มหน้าลงเล็กน้อย พูดเปรยออกมาว่า “แม้ก่อนหน้านี้ข้าจะเคยถอดใจกับตัวเองไปแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้เ้าต้องรู้สึกผิดหวัง แต่ตอนนี้...ข้ามั่นใจ ว่าอีกไม่นาน ข้าจะทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับเ้าได้อย่างแน่นอน!”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ ลู่หานก็ได้ะโเรียกหาเสี่ยวฟ่าน “เสี่ยวฟ่าน ได้เวลาแล้ว!”
“ข้าต้องไปเตรียมตัวก่อน เ้าดูแลตัวเองด้วยล่ะ”
ได้ยินสิ่งที่เสี่ยวฟ่านพูดออกมา หลันหลันจ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน
“ไว้ข้าจะรอดู”
ในวัยเด็กของเสี่ยวฟ่าน เสี่ยวเหอผู้เป็บิดา รับหน้าที่เป็ผู้คุ้มกันขบวนสินค้า บ่อยครั้งที่เขาต้องออกไปนอกเมืองติดต่อกันนานหลายวัน เสี่ยวฟ่านจึงถูกฝากไว้กับพ่อบ้านหนี่เสียเป็ส่วนใหญ่ เขาจึงเปรียบเสมือนเป็คนของตระกูลปิงอีกผู้หนึ่ง
ด้วยความตระกูลปิงและตระกูลหลินคอยสนับสนุนเกื้อกูลกันมาั้แ่ครั้งอดีต ทั้งสองตระกูลจึงไปมาหาสู่กันอยู่ตลอด มีอยู่วันหนึ่ง..หลันหลันผู้เป็บุตรสาวของผู้นำตระกูลหลิน ได้เดินทางมาเยี่ยมคนตระกูลปิงเป็ครั้งแรก
มันเป็เวลาเดียวกับที่บิดาของเสี่ยวฟ่านต้องออกไปทำงานที่นอกเมือง ฝากเสี่ยวฟ่านไว้กับพ่อบ้านหนี่ ซึ่งวันนั้นเอง..เสี่ยวฟ่านก็ได้พานพบกับหลันหลันเป็หนแรก
ยามที่ทั้งคู่ได้สบตากัน ความรู้สึกผูกพันที่ไม่ควรจะมีให้กับคนแปลกหน้า กลับปรากฏอยู่ในใจของทั้งสอง และด้วยความผูกพันนี้ พวกเขาทั้งสองจึงได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กร่วมกัน
ยิ่งนานวันเข้า..ความรู้สึกของเสี่ยวฟ่านกับหลันหลันก็ยิ่งเด่นชัด จากความรู้สึกแบบเพื่อน เริ่มกลายมาเป็ความรักแบบหนุ่มสาว
ทว่า..เมื่อทั้งสองทำการทดสอบเข้าสู่สถาบันใบไม้เขียว เสี่ยวฟ่านจึงได้เข้าใจถึงระดับพร์ และสถานะของพวกเขาทั้งสองที่แตกต่างกันมากจนเกินไป
อย่างไรซักวันก็ต้องแยกจาก หากไม่รีบเว้นระยะห่างตอนนี้ ตัวเขาและหลันหลันจะยิ่งต้องเ็ป
เสี่ยวฟ่านจึงจำใจต้องเว้นระยะห่างจากหลันหลัน ปล่อยให้อีกฝ่ายกลับสู่โลกที่เธอนั้นสมควรอยู่
แต่เมื่อได้รู้จักกับโม่เฟิง พร์และระดับพลังของเขาก็ได้เกิดการพัฒนา และถ้าเขาทำตามที่โม่เฟิงบอก เขาจะสามารถอยู่เหนือกว่าเด็กในห้องเรียนที่หนึ่งได้
ดังนั้น...เขายังพอมีโอกาส เสี่ยวฟ่านจึงได้ปฏิญาณกับตัวเองเอาไว้ว่า จะตั้งใจฝึกฝนให้มากกว่านี้ ฝึกฝนจนกว่าตนเองนั้นจะดีพอสำหรับหลันหลัน
ท่ามกลางผู้คนที่กำลังคาดเดาผู้ชนะในปีนี้ กลุ่มอาจารย์นำโดยหลี่ผิงก็ได้เดินทางมาถึงพร้อมกับผู้าุโของตระกูลใหญ่ทั้งห้า คนแรกสุด คือชายสูงวัย ผมสีเขียว ร่างกายซูบผอมดูไร้เรี่ยวแรง อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตระดับสิบ หนึ่งในผู้าุโฝาแฝดของตระกูลยิน ‘จิ่วซา’
“คนหนุ่มสาวนี่มันพลังงานล้นเหลือกันเสียจริงเชียว!” จิ่วซาหัวเราะออกมา เนื่องจากััได้ถึงพลังอันล้นเหลือของเด็กรุ่นใหม่
ด้านหลังของจิ่วซา ปรากฏบุรุษวัยกลางคน อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่เก้า ใบหน้ามีเพียงความเรียบเฉยอยู่ตลอดเวลา
ใครหลายคนในเมืองตะวันดับต่างก็รู้จักใบหน้าของเขาเป็อย่างดี ‘กวงหง’ ผู้าุโคนสำคัญของตระกูลเฟิง
เห็นกวงหงเดินเข้ามา จิ่วซาอุทานขึ้น “โอ้วว! ไม่เจอเ้าหนูกวงหงเสียนานเลย ระดับพลังของเ้าก้าวหน้าไปไม่ใช่น้อย” จิ่วซากล่าวพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
หลังจากกวงหงเดินเข้ามา ชายวัยหกสิบผมสีส้มยาวสลวย ผู้มีพลังขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่เก้า อีกทั้งเป็ผู้ที่ควบคุมการค้าขายทั้งหมดในเมืองตะวันดับแห่งนี้ ‘มู่ฟาง’ ผู้าุโของตระกูลเฉียน เดินทางมาพร้อมกับบุรุษในขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่เก้าเช่นเดียวกัน ‘ปิงมู่’ ผู้อาวโสของตระกูลปิง
“ข้าแก่จนต้องมาเห็นตระกูลเฉียนผู้มั่งคั่ง คบหากับตระกูลปิงผู้ยากไร้แล้วหรือนี่” จิ่วซากล่าวพลางส่งเสียงหัวเราะอย่างน่าเกลียด
แม้จะกล่าวออกมาเช่นนั้น แต่ภายในใจของจิ่วซากลับรู้สึกเป็กังวลอยู่ไม่น้อย ที่ทั้งสองตระกูลนั้นจับมือกัน
มู่ฟางไม่ค่อยชอบคนจากตระกูลยินซักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะคนที่เ้าเล่ห์อย่างจิ่วซา เขาจึงได้ตอกกลับไปว่า
“เื่ของตระกูลเฉียน ไม่จำเป็ต้องให้ตาแก่อย่างเ้ามาคอยใส่ใจ”
สิ่งที่มู่ฟางกล่าวทำให้จิ่วซาต้องหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ก่อนที่เสียงของเขาจะต่ำลง บรรยากาศที่ชั่วร้ายแผ่กระจายออกมาจากร่าง
“เ้านี่มันปากคอเราะร้ายไม่เคยเปลี่ยน ระวังจะอายุจะไม่ยืนเหมือนกับข้า”
ในระหว่างที่บรรยากาศระหว่างจิวซาและมู่ฟางไม่ค่อยจะสูดีหนัก ‘ัเี’ผู้าุโจากตระกูลหลินที่อายุและระดับพลังดูจะไม่แตกต่างไปจากจิ่วซาซักเท่าไหร่นัก แต่ร่างกายกลับดูมีน้ำมีนวลมากกว่าเดินเข้ามาคั่นกลางระหว่างทั้งสอง
“ตาเฒ่าจากตระกูลยินยังชอบรังแกคนรุ่นหลังไม่เคยเปลี่ยน หากเ้าอยากจะยืดเส้นยืดสาย ข้าจะช่วยเป็คู่มือให้กับเ้าเอง”
จิ่วซาะเิเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง กลิ่นไอสังหารพวยพุ่งออกมา ทำให้ผู้ที่มีพลังต่ำกว่าขอบเขตหลอมดวงจิต ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น
เมื่อสถานการณ์เริ่มเลวร้าย หลี่ผิงจึงห้ามปรามทั้งคู่ “สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ให้ชายชราอย่างพวกเ้ามาทะเลาะกัน หากยังไม่รีบหยุด ข้าเกรงว่า..จำเป็ต้องรายงานเื่นี้ให้กับทางสำนักปีกนภาทราบ”
แม้ระดับพลังของหลี่ผิงจะต่ำกว่าพวกเขาทั้งสองอยู่หลายระดับ แต่หลี่ผิงกลับเป็คนของสำนักปีกนภา หากสำนักปีกนภา้าลบตระกูลของพวกเขาทิ้งไป ยอมทำได้ไม่ยาก จิ่วซาและัเีจึงรีบเก็บพลังลมปราณของตนกลับโดยทันที
เห็นทุกอย่างได้สงบลง หลี่ผิงจึงกวาดสายตามองลูกศิษย์ทุกคนที่กำลังเฝ้ารออยู่ พร้อมกับเอ่ยว่า
“งานล่าจิตอสูรในปีนี้ มีผู้เข้าร่วมมากถึงยี่สิบแปดกลุ่ม มากกว่าปีที่แล้วอยู่ถึงห้ากลุ่ม ข้ารู้สึกประทับใจมาก กฎของงานล่าจิตอสูรในปีนี้ก็ยังคงเป็เช่นเดิม พวกเ้าสามารถใช้สิ่งของทุกอย่างที่นำติดตัวมาได้ ไม่ว่าจะเป็อาวุธ โอสถ ของวิเศษ หรืออะไรก็ตามแต่ ที่พวกเ้าคิดว่า มันจะทำให้พวกเ้านั้นสามารถนำดวงจิตของสัตว์อสูรกลับออกมาได้ ก็จงใช้ซะ
ดวงจิตของสัตว์อสูรที่พวกเ้านำกลับมา สามารถเปลี่ยนเป็คะแนน เพื่อใช้แลกของรางวัลที่อยู่ในหอประกายพฤกษาได้ ดวงจิตของสัตว์อสูรที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่หกลงมา หนึ่งดวงจิตมีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยคะแนน ส่วนสัตว์อสูรระดับหกไปจนถึงระดับที่สิบ ดวงจิตละหนึ่งพันคะแนน และดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา จะมีค่าดวงจิตละหนึ่งหมื่นคะแนน
กลุ่มที่ทำคะแนนได้เป็อันดับหนึ่ง จะได้คะแนนพิเศษกลุ่มละห้าแสนคะแนน อันดับสองจะได้สองแสนคะแนน และอันดับที่สามหนึ่งแสนคะแนน แม้คะแนนเหล่านี้จะสำคัญต่อพวกเ้ามาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า”
หลี่ผิงกวาดสายตามองเด็กทุกคนที่มาเข้าร่วมงาน “สิ่งนั้นก็คือการมีชีวิตรอด ดังนั้น...ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ขอให้พวกเ้าอย่าได้ยึดติด รีบถอนตัวออกมาจากป่าจิตอสูรแห่งนี้ซะ!”
เมื่ออธิบายกฎกติกาไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว หลี่ผิงจึงได้ประกาศเริ่มงานล่าจิตอสูร
“พวกเ้าทุกกลุ่มมีเวลาถึงพระอาทิตย์ตกดิน งานล่าจิตอสูรในปี้นี้...เริ่มได้!”
สิ้นเสียงประกาศ ทุกคนต่างรีบวิ่งเข้าไปในป่าจิตอสูร ล่าสัตว์อสูรทุกตัวที่พวกเขาพบเจอ พยายามเก็บดวงจิตของพวกมันกลับออกมาให้ได้มากที่สุด
ขณะที่ทุกกลุ่มกำลังทยอยกันเข้าสู่ป่าจิตอสูร ฮัวเจี่ยได้หันกลับมองมาทางกลุ่มของโม่เฟิงด้วยสีหน้าที่เคียดแค้น
“พวกเ้าจะต้องชดใช้”
เมื่อทุกกลุ่มเข้าไปในป่าจิตอสูร กลุ่มของโม่เฟิงเองก็เช่นกัน แต่ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มออกเดินทาง พวกเขาได้ทาของเหลวบางอย่างไว้ทั่วร่าง ซึ่งของเหลวที่พวกเขาทานั้น มีชื่อว่า ‘ว่านทลายอสูร’ คุณสมบัติของมันคือมีกลิ่นฉุน เป็ภัยคุกคามต่อประสาทรับกลิ่นของสัตว์อสูร สามารถใช้ในการขับไล่สัตว์อสูรได้
หลังจากชโลมว่านทลายอสูรไปทั่วร่างกาย กลุ่มของโม่เฟิงได้เริ่มออกเดินทาง โดยเป้าหมายของพวกเขา คือบริเวณชายขอบของป่าจิตอสูร
ระหว่างการเดินทาง พวกเขาเจอกับสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณั้แ่ระดับที่หนึ่งไปจึงถึงระดับที่เก้า แต่พอได้กลิ่นของว่านทลายอสูร พวกมันต่างก็พากันรีบวิ่งหนีไป
ที่กลุ่มของโม่เฟิงจำเป็ต้องใช้ว่านทลายอสูรนั้น เพราะระดับพลังของพวกเขาในตอนนี้ ไม่สามารถออกล่าสัตว์อสูรทุกตัวเหมือนกับกลุ่มอื่น ๆ ได้ จึงจำเป็ต้องเก็บพลังลมปราณที่มีอยู่น้อยนิด เอาไว้ใช้ในการเดินทางและในยามคับขันเท่านั้น
ท่ามกลางการต่อสู้ของทุกกลุ่ม กลุ่มของโม่เฟิงใช้เวลาสามชั่วยาม เดินอยู่ในป่าจิตอสูรเป็วงกลมโดยไม่หยุดพัก ซึ่งในระหว่างทาง พวกเขาได้โปรยผงสีเขียวเข้มลงบนพื้นอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังปักแท่งเหล็กไว้ที่แต่ละมุมของป่าจิตอสูรเป็จำนวนทั้งหมดห้าจุดด้วยกัน
หลังจากวิ่งวนรอบป่าจิตอสูรมาหนึ่งรอบ โม่เฟิงมองเข้าไปยังส่วนลึกของป่า เรียกบันทึกอสูรออกมา และกล่าวกับทุกคนด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า “ต่อจากนี้จะเป็ของจริง พวกเ้าต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะตลอดทางนับจากนี้ อาจมีสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาที่ทนต่อกลิ่นของว่านทลายอสูร พุ่งเข้ามาโจมตีได้ทุกเมื่อ”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
งานล่าจิตอสูรเริ่มแล้ว แต่กลุ่มของพี่โม่ยังไม่ได้ล่าสัตว์อสูรซักตัวเลย ้าทำอะไรกันน้า....?
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์หรือกดติดตามเพจ Facebook :Nightfall.Novel ด้วยนะครับ