สวีชิ่งเสวี่ยเป็นสหายสนิทของเฉิงหว่านเมี่ยวนับเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทที่นางรู้จักในเมืองหลวง จึงมักจะไปมาหาสู่กันเสมอ
เรื่องที่เฉิงหว่านเมี่ยวไปเยี่ยมเยียนที่บ้านตระกูลสวีนั้นฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็รับรู้
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวว่า“บุรุษที่สามารถเดินเข้าออกผ่านหลังเรือนด้านในของตระกูลสวีได้ ย่อมต้องเป็นคุณชายตระกูลสวีอย่างไม่ต้องสงสัยเด็กคนนี้ เหตุใดจึงสะเพร่าเช่นนี้ กลับมาแล้วเหตุใดจึงไม่บอกกล่าวข้า”
เฉิงหว่านเมี่ยวหน้าแดงพูดตะกุกตะกักว่า “ท่านป้า หว่านเมี่ยวผิดไปแล้ว ตอนนั้นหว่านเมี่ยวไม่ทราบ…”
ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุ ไม่สามารถโทษนางได้ทั้งหมด คงเป็นคุณชายตระกูลสวีที่บังเอิญเจอเฉิงหว่านเมี่ยวเข้าจึงเกิดความสนใจขึ้นมา
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อยตอนที่เฉิงหว่านเมี่ยวเข้ามาในจวนนั้น นางมีอายุเพียงหกเจ็ดขวบ เรียกได้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้เลี้ยงดูนางมากับมือทักษะการเย็บปักถักร้อยและมารยาทนั้นล้วนเป็นไปตามมาตรฐานของคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์เพื่อให้นางสามารถดำรงตำแหน่งภรรยาเอกของจวนโหวได้ในภายภาคหน้า
กล่าวได้ว่า เฉิงหว่านเมี่ยวมีเพียงฐานะที่ด้อยกว่าคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงเท่านั้นนอกนั้นไม่มีอะไรด้อยกว่าเลย
คุณชายตระกูลสวี นับว่ามีสายตาแหลมคม
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลข้าจะคุยกับฮูหยินสวีเอง” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ลูบศีรษะของเฉิงหว่านเมี่ยวด้วยความเมตตาพลางกล่าวช้าๆ “ช่วงนี้ถิงเย่ยุ่งๆ ไม่มีเวลาดูแลเจ้า เป็นเขาที่ทำไม่ถูก นานๆ จะมีโอกาสกลับเมืองหลวงสักครั้งที่บ้านไม่ได้ครึกครื้นมานาน ข้าเลยคิดว่าจะจัดงานเลี้ยงชมบุปผา เจ้ามาช่วยข้าดูแลงานหน่อยก็แล้วกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉิงหว่านเมี่ยวแข็งทื่อไปเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้ารับคำ
นางรู้ดี ฮูหยินผู้เฒ่าทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว…
ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการใช้ช่วงเวลาที่ฟู่ถิงเย่อยู่ในเมืองหลวงนี้กำหนดความสัมพันธ์ของคนทั้งสองให้แน่นอน เพียงแค่จัดการให้ปรากฏตัวด้วยกันในงานเลี้ยงชมบุปผาบรรดาฮูหยินและคุณหนูเหล่านั้นล้วนเป็นคนมีไหวพริบย่อมเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ และรู้ว่านางมีเจ้าของแล้ว จะได้ไม่ต้องมีคนมาสู่ขอนางไม่เว้นแต่ละวันอีก
ปฏิเสธการสู่ขอมากเข้าอาจจะสร้างศัตรูได้โดยง่าย
เฉิงหว่านเมี่ยวเดินออกจากห้องของฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกว่าฝีเท้าของตนนั้นหนักเบาสลับกันไป ทั้งร่างรู้สึกเลื่อนลอยเหลือเกิน
ดูเหมือนว่าแค่ให้คนมาสู่ขอคงไม่ได้ผลแล้ว นางต้องทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องให้นางแต่งออกไปจะมีวิธีใด…มีวิธีใดที่จะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเปลี่ยนใจได้?
…
หลังจากที่ฮูหยินสวีกลับไปก็เรียกบุตรชายมาพบในทันที
“แม่ถามเจ้าหน่อย เจ้ารักใคร่ชอบพอกับเฉิงหว่านเมี่ยวผู้นั้นจริงหรือ?”
คุณชายตระกูลสวีมีนามว่าสวีชิ่งหรานอายุมากกว่าสวีชิ่งเสวี่ยผู้เป็นน้องสาวสองปี อยู่ในวัยที่สมควรแต่งงานแล้ว ดังนั้นช่วงเวลานี้ฮูหยินสวีจึงแอบสังเกตคุณหนูที่เหมาะสมเพื่อเตรียมการไว้เมื่อพ้นช่วงไว้ทุกข์ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะได้มีฤกษ์แต่งงาน
สวีชิ่งหรานได้ยินมารดาถามเช่นนั้นก็ตกตะลึงเล็กน้อย“เหตุใดเล่า ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่เห็นด้วยหรือขอรับ?”
ฮูหยินสวีส่ายหน้า ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า“ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่บอกว่า ต้องการเก็บเฉิงหว่านเมี่ยวไว้ที่บ้านอีกสองสามปี”
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นข้ออ้าง
ฮูหยินสวีเหลือบมองบุตรชาย“ดูท่าเฉิงหว่านเมี่ยวก็คงไม่ได้บอกเรื่องของเจ้ากับฮูหยินผู้เฒ่า”
“นางเป็นสตรี คงจะขวยเขินเกินกว่าที่จะเอ่ยกระมัง”สวีชิ่งหรานขมวดคิ้ว เมื่อรู้ว่าถูกปฏิเสธการแต่งงานก็แสดงความไม่พอใจออกมา “วันหน้าจะให้น้องหญิงนัดนางออกมาข้าจะไปถามนางอีกที”
ฮูหยินสวีเป็นคนเข้มงวดจึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก “ชิ่งหราน แม่ว่า…ไม่เอาน่าจะดีกว่าหรือไม่?ถึงแม้ว่านางจะมีรูปร่างหน้าตาดี แต่ในขณะที่คบหากับชิ่งเสวี่ยอย่างสนิทสนมนางก็ยังมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเจ้า นี่แสดงว่าคุณธรรมและมารยาทของนางนั้นแย่มากแม่หาหญิงสาวคนอื่นมาให้เจ้าดูตัวดีหรือไม่?”
คนเรามักจะเข้าข้างตนเองเสมอเมื่อเห็นว่าคนทั้งสองติดต่อกันอย่างลับๆ ฮูหยินสวีก็คิดไปแล้วว่าเด็กสาวผู้นั้นยั่วยวนบุตรชายตนไม่ได้คิดว่าบุตรชายของตนก็มีส่วนผิด
แต่สวีชิ่งหรานกลับกล่าวว่า“ท่านแม่ ท่านคิดว่าข้าชอบเฉิงหว่านเมี่ยวจริงหรือ?”
ฮูหยินสวีรู้สึกงุนงงกับคำถามของบุตรชาย“หากไม่ได้เป็นเช่นนั้น เจ้าจะรีบร้อนให้ข้าไปสู่ขอที่จวนโหวทำไม?”
“เฉิงหว่านเมี่ยวนับว่าเป็นอะไรได้?ก็แค่คุณหนูบ้านนอกที่มาอาศัยอยู่ในจวนโหวเท่านั้น แต่ทว่านางกลับเป็นที่โปรดปรานของฮูหยินผู้เฒ่าได้รับความรักไม่ต่างจากบุตรสาวแท้ๆ เลย ท่านแม่คิดดู หากข้าได้แต่งกับนาง หากข้ามีเรื่องฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จะช่วยเหลือข้าหรือไม่? ฟู่ถิงเย่จะช่วยเหลือข้าหรือไม่?”
สวีชิ่งหรานวิเคราะห์ให้ฮูหยินสวีฟังอย่างละเอียด“ปีหน้าก็เป็นช่วงสอบจอหงวนแล้ว ข้าจะต้องสอบผ่านให้ได้ หลังจากนั้น ข้าจะได้รับราชการในเมืองหลวงหรือจะได้รับราชการในถิ่นทุรกันดารกัน?”
ฮูหยินสวีได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าซีดเผือดในทันที
นางจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วมีที่แห่งหนึ่งเกิดภาวะอดอยากชาวบ้านที่หิวโหยแย่งชิงยุ้งฉางของทางราชการ แถมยังทำร้ายนายอำเภอจนหัวแตก! นางไม่ต้องการให้บุตรชายของตนไปรับราชการในที่แบบนั้น!
“ท่านพ่อเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยกรมพิธีการถึงแม้อยากจะช่วยบุตรชาย แต่ก็ไม่มีเส้นสาย ทว่าฟู่ถิงเย่ไม่เหมือนกัน…” สวีชิ่งหรานลดเสียงลงกล่าวว่า “ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าฟู่ถิงเย่เป็นเหมือนฮ่องเต้ของแคว้นต้าฉีครึ่งหนึ่ง เพียงแค่เขากล่าวคำเดียวตระกูลสวีของพวกเราก็สามารถรุ่งเรืองขึ้นได้อย่างรวดเร็ว!”
ตระกูลสวี…รุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว?
ฮูหยินสวีอดไม่ได้ที่จะหวั่นไหว
ตระกูลสวีอยู่ท่ามกลางตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงทั้งไม่ได้สูงส่งแล้วก็ไม่ได้ต่ำต้อย แต่อยู่ในจุดที่น่ากระอักกระอ่วน ไม่ใช่ไม่อยากจะเข้าไปอยู่ในสังคมชั้นสูงแต่เป็นเพราะว่าเส้นทางราชการของนายท่านสวีหยุดชะงัก ไม่มีความก้าวหน้าใดๆ
ฮูหยินสวีลังเล พึมพำว่า“แต่…ฟู่ถิงเย่ก็ไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ อีกทั้งหลายปีมานี้เขาก็ไม่ได้กลับมาบ่อยนักเขาจะยินดีช่วยเหลือพวกเราจริงหรือ…”
“ท่านแม่ ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?ตราบใดที่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ต้องการจะช่วย ฟู่ถิงเย่ก็ต้องช่วยอย่างแน่นอน”สวีชิ่งหรานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นใจ “เว้นแต่ว่าเขาอยากแบกชื่อเสียงว่าเป็นคนอกตัญญู”
แคว้นต้าฉีให้ความสำคัญกับความกตัญญูมากหากใครไม่กตัญญู ชื่อเสียงก็จะจบสิ้น! หากข้าราชการคนใดอกตัญญู ก็อาจจะถูกปลดจากตำแหน่งได้ทันที!
ฮูหยินสวีเข้าใจแล้ว
ตราบใดที่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่รักเฉิงหว่านเมี่ยวอย่างจริงใจย่อมไม่ต้องการเห็นสามีที่เพิ่งแต่งงานของหลานสาวถูกส่งไปอยู่ต่างเมือง การให้คงตำแหน่งในเมืองหลวงจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้มีโอกาสพบเฉิงหว่านเมี่ยว
เรื่องนี้สำหรับฟู่ถิงเย่แล้วเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ร้องไห้สักครั้ง ฟู่ถิงเย่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ยินยอม!
“ได้” ฮูหยินสวีพยักหน้าอย่างหนักแน่น“วันหน้าจะให้น้องสาวของเจ้าไปนัดเฉิงหว่านเมี่ยวออกมาอีกครั้ง”
สองแม่ลูกตระกูลสวีฝันหวานถึงสิ่งที่ตนต้องการรอเพียงโอกาสที่เหมาะสมเพื่อสู่ขออีกครั้ง โดยที่ไม่รู้ว่าถึงแม้ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จะรักเฉิงหว่านเมี่ยวแต่นางก็รักเพราะมองนางในฐานะฮูหยินของจวนโหว
หากเฉิงหว่านเมี่ยวแต่งออกไปกลายเป็นลูกสะใภ้ของคนอื่น ในสายตาของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็เหมือนหมาป่าทรยศที่เลี้ยงไม่เชื่องเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่า…
…
โอกาสที่สองแม่ลูกตระกูลสวีรอคอยก็มาถึงในไม่ช้า
จวนเว่ยหย่วนโหวที่เงียบเหงามานานกำลังจะจัดงานเลี้ยงชมบุปผา
ในฤดูสารท การจัดงานเลี้ยงชมบุปผาในเวลานี้ดูเหมือนจะใจร้อนไปหน่อย
ดอกไม้ในฤดูร้อนก็กำลังโรยราส่วนดอกไม้ในฤดูใบไม้ร่วงก็ยังไม่ทันที่จะบานสะพรั่ง ดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนก็มีเพียงดอกตูมที่ยังไม่คลี่บาน
แต่พวกช่างทำสวนที่ต้องรับมือกับตระกูลสูงศักดิ์เหล่านี้ก็มีวิธีเร่งดอกไม้ให้บานได้หลากหลายวิธีซึ่งเรียกวิธีนี้ว่าการทำให้ดอกเบญจมาศหลากหลายชนิดบานสะพรั่งอย่างงดงาม
…
หวาชิงเสวี่ยมองดูหีบเสื้อผ้าอันหรูหราและเครื่องประดับที่ฟู่ถิงเย่ส่งมาให้ก็ถึงกับงง
เสื้อผ้าในหีบก่อนหน้านี้ยังใส่ไม่หมดเหตุใดถึงได้ส่งมาให้อีกหีบเล่า?
สตรีมักจะรู้สึกว่าตนเองมีเสื้อผ้าน้อยเวลาออกไปข้างนอกแต่หวาชิงเสวี่ยนั้นปกติแทบจะไม่ค่อยได้ออกไปไหน เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ในบ้านนั้นก็มักจะใส่สบายๆจนทำให้เสื้อผ้าส่วนใหญ่ต้องนอนอยู่ในหีบ
นางมองชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างพิจารณาเหมือนมีอะไรจะพูด แต่ก็พูดไม่ออก
ให้รับไว้ด้วยความยินดีก็กลัวว่าเขาจะได้รับกำลังใจแล้วจะส่งมาให้ไม่หยุด
เช่นนั้น ให้ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลหรือ?ก็กลัวจะเป็นการทำลายน้ำใจของผู้อื่นจนอีกฝ่ายหมดกำลังใจ…
ฟู่ถิงเย่ไม่รู้ถึงความสับสนในใจของหวาชิงเสวี่ยเขาก้าวไปที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องให้ฮวนเอ๋อร์มาปรนนิบัติ เขาก็รินน้ำจากกาน้ำชาดื่มเองสองอึกแล้วกล่าวว่า“อีกสองวันจะมีงานเลี้ยงชมบุปผา เจ้าต้องไปกับข้า”
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ยินว่าเป็นงานเลี้ยงคิ้วก็แทบจะผูกเป็นปม
กิจกรรมเหล่านั้นของคนโบราณดูประณีตบรรจงเกินไปสำหรับนาง…ทั้งชมความงามของธรรมชาติทั้งแต่งกลอนขับร้อง นางไม่สามารถทำได้จริงๆ
ฟู่ถิงเย่กล่าวต่อว่า“เป็นงานเลี้ยงที่ท่านแม่จัด ข้าจะพาเจ้าไปพบท่าน ท่านและญาติมิตรในบ้านก็จะมาร่วมงานพอดีจะได้ทำความรู้จักกันไว้”
เขาหยุดพูดครู่หนึ่งบนใบหน้าปรากฏความลำบากใจ เหมือนจะรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องกลัวแค่ไปทักทาย ข้าจะอยู่กับเจ้าด้วย”
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจที่แท้งานเลี้ยงชมบุปผานี้มีจุดประสงค์แอบแฝง เป็นงานเลี้ยงทำความรู้จักกันนี่เอง…
“ข้าไม่เข้าใจกฎของที่นี่ต้องทำอะไรบ้าง ท่านต้องสอนข้าด้วยนะ” นางกล่าวด้วยเสียงอ่อนหวาน นับว่าเป็นการตกลง
ฟู่ถิงเย่กระแอมเบาๆอย่างไม่เป็นธรรมชาติ กล่าวตอบแบบชายเป็นใหญ่ว่า “แน่นอนอยู่แล้ว”
ความจริงแล้วเขาเองก็ลังเลแล้วลังเลอีกกว่าจะตัดสินใจเช่นนี้
ซือปิงฟูเหรินมาจากค่ายชิงโจวคนภายนอกต่างคิดว่าหวาชิงเสวี่ยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของเขา แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็คิดเช่นนั้น
เป็นเพราะว่าข่าวลือเกี่ยวกับหวาชิงเสวี่ยนั้นเป็นดังดาวมฤตยูกลับชาติมาเกิด มีสามเศียรหกกร หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้มองซือปิงฟูเหรินผู้นี้ในฐานะสตรี
ฟู่ถิงเย่อยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้กับฮูหยินผู้เฒ่าฟู่สองสามคำแล้วหาโอกาสที่เหมาะสมพานางไปพบหน้าฮูหยินผู้เฒ่าสักครั้ง
การตัดสินใจเรื่องการแต่งงานโดยพลการนั้นถือว่าไม่ควรแล้วหากยังไม่เห็นหน้าค่าตากันเลย คงจะเป็นการไม่กตัญญูอย่างแท้จริง
แต่ก็ไม่รู้เพราะอะไรทุกครั้งที่กลับจวน พอเขาจะเอ่ยถึงเรื่องนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็มักจะวกเข้าเรื่องญาติผู้น้องของเขามักจะพูดอย่างเศร้าสร้อยพร้อมกับถอนหายใจเพราะกลัวว่าหลังจากที่ตนตายไปแล้วจะไม่มีใครดูแลเฉิงหว่านเมี่ยว
ฟู่ถิงเย่ฟังแล้วก็งงงวยคิดว่าเฉิงหว่านเมี่ยวก็มีพ่อแม่พี่น้อง เหตุใดถึงจะไม่มีใครดูแล?
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เห็นว่าเขาไม่เข้าใจมีหลายครั้งที่ถึงกับกล่าวตรงๆ ว่าให้เขาดูแลเฉิงหว่านเมี่ยว
ฟู่ถิงเย่ก็ยิ่งไม่เข้าใจ!เขาแค่แวะมาที่เมืองหลวงชั่วคราวเท่านั้น วันหน้าก็ต้องกลับไปที่ค่าย เหตุใดต้องให้เขาดูแลด้วย?!
เขาคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าคงจะแก่จนหลงลืมไปแล้วจึงได้แต่รับฟังเงียบๆ โดยไม่เอ่ยอะไร
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เห็นว่าเขาไม่แสดงท่าทีอะไรก็คิดว่าเขาคงเก็บความแค้นเรื่องที่ตนเคยแย่งตำแหน่งในอดีต จึงไม่กล้าคะยั้นคะยอมากคิดว่าเฉิงหว่านเมี่ยวมีรูปร่างหน้าตาหมดจด เพียงแค่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ฟู่ถิงเย่ก็จะยินยอมในที่สุด
สิ่งที่ฟู่ถิงเย่คิดกลับเป็นการให้หวาชิงเสวี่ยไปปรากฏตัวก่อน เพื่อสร้างความประทับใจแก่ญาติมิตรของตระกูลฟู่ก่อนถึงแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ จึงไม่สามารถจัดงานแต่งงานได้ เขาก็ยังอยากให้ทุกคนรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยเป็นคนของเขาพอถึงปีหน้าก็จะไปทูลขอพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้น้อย ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็จะตัดตอนปัญหาทั้งหมดให้สิ้นซาก โดยการจัดงานแต่งงานให้รวดเร็วและเรียบง่าย
การเข้าใจผิดกันของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเช่นนี้บัตรเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาของจวนเว่ยหย่วนโหวจึงถูกส่งออกไป
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ต้องการใช้โอกาสในงานเลี้ยงชมบุปผาให้ฟู่ถิงเย่และเฉิงหว่านเมี่ยวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นฟู่ถิงเย่ก็ต้องการใช้โอกาสในงานเลี้ยงชมบุปผานี้ให้หวาชิงเสวี่ยได้พบแม่สามีในอนาคตส่วนเฉิงหว่านเมี่ยว…งานเลี้ยงชมบุปผานี้ นางก็มีแผนการของนางเช่นกัน