บทที่102
คดีปริศนาภายในเมืองหลวง
หลังจากที่เกิดเรื่องราวในราตรีนั้นทำให้แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรแห่งเมืองหลวงผู้ที่เป็นเหมือนกับภูเขาน้ำแข็งผู้เย็นชาเปลี่ยนไปเล็กน้อยนางดูจะมีชีวิตชีวามากขึ้นแถมยังตอบรับความรู้สึกของผู้ที่อยู่รอบร่างกายได้มากขึ้นอีกด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้มันก็ทำให้ผู้คนที่อยู่บริเวณรอบๆร่างกายของนางก็รู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกันที่ว่าอยู่ๆนางเองก็เปลี่ยนไปเช่นนี้
แต่ว่าก็ไม่มีผู้ใดรู้เกี่ยวกับเหตุผลที่มันทำให้นางเปลี่ยนไปเช่นนี้หลังจากเรื่องราวในวันนั้นผ่านมาก็ผ่านมาประมาณสองถึงสามวัน
ในช่วงระยะเวลาสองถึงสามวันที่ผ่านมาทั้งสองไม่ได้พบเจอกันเลยแม้ว่าจะอยู่ภายในเมืองหลวงเช่นเดียวกัน
ต่างฝ่ายนั้นก็ต่างทำหน้าที่และทำงานของตนเองลู่หยางในตอนนี้ตัวของเขากำลังวุ่นวายกับการรักษาคุณชายน้อยแห่งตระกูลสวี
โดยอาการของคุณชายน้อยแห่งตระกูลสวีผู้นั้นอาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตอนนี้หลังจากที่เริ่มการรักษากับเขาไปหลายต่อหลายวันร่างกายเริ่มกลับคืนสู่สภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
สามารถเดินเหินได้โดยที่ไม่ต้องมีคนคอยพยุงข้างกายของตนเองแล้วและอาหารเองก็สามารถกินได้มากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าเมื่อเห็นอาการของหลานชายของตนเองดีขึ้นเป็นลำดับเช่นนี้มีหรือว่าเถ้าแก่สวีจะไม่พึงพอใจ
เขานั้นรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากที่ท่านหมอผู้นี้ช่วยให้หลานชายของเขามีอาการที่ดีขึ้นอยู่ในระดับนี้ได้เพราะแบบนั้นตัวของเขาถึงกับยอมรับปากว่าจะช่วยเหลือลู่หยางทุกอย่างเพียงแค่เขานั้นเอ่ยปากออกมา
ลู่หยางไม่ได้สนใจเกี่ยวกับคำนั้นของเถ้าแก่สวีสักเท่าไหร่เพราะเข้ามาในครั้งนี้เพื่อมาตอบแทนบุญคุณของคุณชายเว่ย
ลู่หยางรักษาอาการของคุณชายสวีมองดูจากในตอนนี้แล้วน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบวันในการฟื้นตัวถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีพจรภายในร่างกายของตนเองได้
ไป๋เฟิ่งตอนนี้เองก็รับราชการอยู่ภายในกองทัพเช่นดั่งทุกวันที่นางทำเพราะว่าตอนนี้ดินแดนกลับเข้าสู่ความสงบสุขไม่มีศึกสงครามแม่ทัพใหญ่เช่นนั้นก็เพียงแค่ทำการดูแลกองทัพแล้วก็ดูแลการฝึกซ้อมของเหล่าทหารเท่านั้น
ทหารใต้บัญชาของนางห้าสิบหมื่นนายเป็นทหารของเมืองหลวงรวมแล้วมีแม่ทัพผู้ที่บังคับบัญชาทหารเหล่านี้ที่อยู่ใต้บัญชาของนางอีกหลายคนนางต้องทำการดูแลเหล่าผู้คนภายในกองทัพเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เหล่าทหารเหล่านั้นอ่อนด้อยต่อการฝึกซ้อม
แม้ว่าตอนนี้แผ่นดินจะสงบสุขทุกอย่างนั้นกลับเข้าสู่สภาพปกติแต่ว่านางเองก็รู้ดีว่ามีโอกาสที่มันจะเกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
อย่างเช่นในตอนการก่อกบฏที่มันพึ่งผ่านพ้นไปในครั้งนั้นเองก็ไม่มีสัญญาณหรือว่าไม่มีวี่แววที่จะบ่งบอกมาก่อนหน้านี้
อยู่ๆมันก็เริ่มทำการก่อกบฏขึ้นมาและก็ทำให้นางนั้นต้องยกทัพทหารมากมายไปทำการปราบปราม
และในครั้งนั้นมันก็ทำให้สูญเสียและได้รับผลกระทบไปถึงผู้คนจำนวนมากภายในดินแดนแห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะแบบนั้นการฝึกซ้อมเหล่าทหารจะอ่อนด้อยไม่ได้เด็ดขาดเราทหารที่อยู่ใต้บัญชาของนางต้องฝึกซ้อมอย่างหนักอยู่ตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อมในการสู้รบ
ไป๋เฟิ่งนั่งอยู่ภายในห้องทำงานของนางที่ตั้งอยู่ภายในเขตกองทัพที่อยู่ภายในรั้ววัง
นางเองก็ถือได้ว่าเป็นขุนนางคนนึงแม้ว่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบู๊แต่ว่าก็มีเอกสารให้จัดการอยู่บ้างในตอนนี้ก็นั่งอยู่ภายในห้องที่กว้างขวางโดยภายในห้องทำงานของนางมีชั้นหนังสือมากมายตั้งเรียงรายเอาไว้บริเวณรอบๆห้อง
ร่างของสตรีชุดแดงที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานจ่ายกลางห้องและก็ขะมักเขม้นกับเอกสารที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
แต่ในขณะที่นางกำลังสนใจกับเอกสารที่อยู่เบื้องหน้าของนางในยามนี้อยู่เสียงฝีเท้าดังแว่วมาแต่ไกลร่างของทหารผู้หนึ่งก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็ว
แม่ทัพใหญ่ที่นั่งอยู่สแกนใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาดวงตาเหลือกขึ้นมาจ้องมองทหารที่ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าในตอนนี้
ทหารผู้นั้นวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางที่ร้อนรนเล็กน้อยเมื่อมันวิ่งเข้ามาแล้วก็มาหยุดลงตรงหน้ามันส่งเสียงหายใจแรงเป็นจังหวะ
ไป๋เฟิ่งใช้ท่าทางสงบนิ่งของตนเองตอบกลับทหารผู้นั้นไป โดยนางนั้นใช้ดวงตาของตนเองมองตรงกับไปที่มันเพื่อถามหาความจริง
ทหารที่อยู่เบื้องหน้าเป็นทหารส่งข่าวที่สวมใส่ชุดเกราะสีเงินรูปร่างกำยำล่ำสันภายในมือของมันถือม้วนเอกสารบางอย่างเอาไว้
เมื่อมองเห็นสายตาของท่านแม่ทัพใหญ่ที่มองตรงมาที่ตัวของมันมันทำการก้าวเข้าไปหานางอย่างรวดเร็วยื่นสิ่งที่อยู่ภายในมือของตนเองออกไปแล้วก็ทำการกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “เรียนท่านแม่ทัพใหญ่มีเรื่องใหญ่อยากจะให้ท่านช่วยตัดสินใจขอรับ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางยื่นมือของตนเองออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะหยิบสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของนางมาไว้ภายในมือ
มันเป็นม้วนตำราม้วนหนึ่งที่น่าจะเป็นมูลเอกสารบางอย่างที่ถูกเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี
เมื่อนำมันมาเอาไว้ภายในมือเรียบร้อยแล้วก็ทำการกางมันออกและลองดูเนื้อหาที่มันถูกเขียนและบันทึกเอาไว้บริเวณด้านในนั้นอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของนางจ้องมองสิ่งที่มันอยู่ภายในนั้นตัวอักษรมากมายที่ถูกเขียนมาเป็นเรื่องราวร้อยเรียงต่อกันเป็นเนื้อหาใจความที่สามารถอ่านได้ละเอียดและเข้าใจ
หลังจากที่นางใช้ดวงตาของตนเองอ่านมันจนหมดแล้วด้วยท่าทางที่เรียบเฉยซึ่งถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา“ คดีนี้มันคดีอันใดเหตุใดถึงมาถึงกองทหารได้พวกมือปราบภายในเมืองไม่ได้จัดการอย่างนั้นหรือ?”
นางเอ่ยถามกลับไปด้วยความสงสัยโดยปกติทั่วไปแล้วพวกคดีส่วนใหญ่มันก็จะไม่มาถึงกองทัพที่นางดูแลอยู่แต่เหตุใดในตอนนี้เจ้าสิ่งนี้มันถึงไม่อยู่ภายในมือของนางได้
ภายในเมืองและระบบจัดการของราชสำนักตอนแรกมันจะถูกแบ่งแยกเอาไว้อย่างชัดเจน
กองปราบมันจะมีพวกมือปราบที่ทำการจัดการเกี่ยวกับเรื่องคดีและก็ดูแลความเรียบร้อยภายในเมือง
ซึ่งในส่วนนั้นมันเองก็จะขึ้นตรงกับนายอำเภอแห่งเมืองหลวงซึ่งมันไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกิจและเกี่ยวข้องกับกองทหารอยู่แล้ว
กองทหารหรือว่ากองทัพของเมืองหลวงที่อยู่ภายใต้บัญชาของนางมีหน้าที่ในการสู้ศึกและก็อารักขากำแพงเมืองแห่งนี้เอาไว้ไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกคดีต่างๆที่มันเกิดขึ้นภายในเมือง
เพราะแบบนั้นในตอนนี้นางเลยรู้สึกสงสัยที่มองเห็นว่าเจ้าสิ่งนี้มันมาอยู่ภายในมือของนางโดยตามหลักแล้วเจ้าสิ่งนี้มันน่าจะไปอยู่ภายในมือของกองมือปราบให้พวกเขาเร่งจัดการ
เมื่อโดนนางเอ่ยถามกลับมาเช่นนั้นทหารที่อยู่เบื้องหน้ากลมใบหน้าของตนเองลงเล็กน้อยก่อนที่จะทำการเอ่ยรายงานออกไป“เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ดูเหมือนว่าคดีนี้เป็นคดีพิเศษทางราชสำนักสั่งกำชับมาเองว่าไม่อยากให้กองมือปราบจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยทำการส่งมาที่กองทัพอยากให้กองทัพลงมือช่วยคลี่คลายคดีนี้”
ไป๋เฟิ่งได้ยินว่ามันเป็นคำสั่งโดยตรงจากราชสำนักที่เหล่าขุนนางต่างพากันเห็นด้วยนางเลยใช้ดวงตาของตนเองก้มไปมองสิ่งที่อยู่ภายในมืออีกครั้งใช้ดวงตาของตนเองอ่านมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อได้ทำการอ่านมันดูเรียบร้อยแล้วจึงทำการเอ่ยถามกลับไป“สำนวนคดีในนี้เขียนว่ามีเด็กที่หายตัวไปเป็นจำนวนมากภายในเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อประมาณเดือนก่อนสินะ”
“ ใช่แล้วขอรับตั้งแต่เมื่อประมาณเดือนก่อนผู้คนเริ่มสังเกตว่าเด็กภายในเมืองหลวงมีจำนวนที่ลดน้อยลงเป็นอย่างมากแถมมันก็เริ่มมีพวกผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่มาร้องเรียนว่าบุตรของตนเองหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
“ อันที่จริงแล้วสำนวนคดีในครั้งนี้มันเองก็ส่งไปที่กองมือปราบแล้วหนึ่งครั้งแต่ว่าดูเหมือนว่าพวกมือปราบที่ทำการสืบหาเกี่ยวกับเรื่องนี้จะไม่ได้ความอันใดมันก็เลยทำให้ราชสำนักตัดสินใจส่งมาที่กองทัพหวังจะให้พวกเราจัดการ ”
“ และการที่ส่งมาให้กองทัพมันก็เป็นเหมือนกับการที่ว่าอยากจะปิดข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้จากผู้คนภายในเมืองหลวงไม่ให้เกิดความแตกตื่นด้วยเช่นเดียวกัน” ทหารที่อยู่เบื้องหน้าเอ่ยรายงานออกมาอย่างเสร็จสรรพ
ไป๋เฟิ่งได้ยินเช่นนั้นนางพึมพำกับตนเองอย่างแผ่วเบา“ ไม่อยากให้ผู้คนภายนอกรู้แล้วส่งมาให้กองทัพถ้ากองทัพเคลื่อนไหวก็ไม่เท่ากับว่าจะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างมันแตกตื่นและผู้คนรู้เร็วขึ้นหรอกอย่างนั้นหรือ…”
นางดูไม่พอใจกับการตัดสินใจของราชสำนักสักเท่าไหร่แต่ว่าก็ไม่สามารถแสดงความรู้สึกอันใดออกมาได้มากนัก
นางแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยก่อนที่จะเหลือบไปมองทหารที่รอฟังคำสั่งอยู่เบื้องหน้านางตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชา “ข้าขออ่านสำนวนคดีก่อนแล้วจะแจ้งว่าจะเอาอย่างไรออกไปได้แล้ว ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทหารที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพยักหน้าตอบรับกลับไปยกมือทั้งสองขึ้นมาประสานกันก้มศีรษะคารวะ“ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนขอรับ ”
มันได้เดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็วปล่อยให้แม่ทัพใหญ่ของมันทำการดูสิ่งที่อยู่ภายในมือของตนเองต่อ
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่ทหารผู้นั้นออกไปเรียบร้อยแล้วนางมาขะมักเขม้นแล้วใช้ดวงตาของตัวเองต้องมองสิ่งที่อยู่ภายในมือยามนี้
ดวงตาของนางจ้องมองอ่านสำนวนคดีที่อยู่ภายในมืออย่างจริงจังมองดูแล้วคดีนี้มีหลายๆอย่างที่แปลกพิกลยิ่งอ่านคิ้วทั้งสองข้างของนางยิ่งทั้งหมดเข้ามาหากันแสดงความสงสัยมากขึ้นไปอีก“ คดีนี้อันใดกัน เหตุใดถึงแปลกประหลาดเช่นนี้? ”
จบบท