“เ้ารังเกียจข้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
เมื่อขอโทษก็แล้วพูดขอบคุณก็แล้ว ประคองขึ้นมานั่งบนเตียงดี ๆ ก็แล้ว แต่สตรีตรงหน้าก็ไม่คิดอ้าปากพูดกับเขาแม้แต่ครึ่งคำหนำซ้ำสีหน้าของนางยังแฝงฝังไปด้วยความหวาดระแวงอย่างสุดแสนทั้งนี้ร่างกายอ้อนแอ้นอรชรก็แข็งทื่อและกริ่งเกร็งไม่เป็ธรรมชาติไม่เว้นแม้แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นก็ยังฉายชัดให้เห็นว่านางกำลังรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นเขานั่งทนโท้อยู่ตรงนี้
แต่ไม่ว่านางจะทำกิริยาใดออกมาเขาก็ไม่เคยคิดถือโทษโกรธเคืองนางแต่อย่างใด ก็สมควรแล้วที่นางจะมีทีท่าเช่นนั้นครั้นจะหาคนผิด ก็คงต้องโทษให้เป็ความผิดของเขาเองที่บุ่มบ่ามเข้ามาปล้นจุมพิตนางอย่างอุกอาจเช่นนี้ สมควรแล้วที่นางจะไม่พอใจ สมควรแล้วที่นางจะบึ้งตึงใส่
“กล่องยามาแล้วขอรับคุณชาย”ยังไม่ทันได้รับคำตอบจากอิสตรีตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ จู่ ๆก็มีเสียงของบ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเวินเฉิงดังขัดจังหวะเข้าเสียก่อน
“เอาเข้ามา”เสียงที่ใช้โต้ตอบกับบ่าวรับใช้คนสนิทค่อนข้างเยือกเย็นเรียบนิ่ง ผิดไปจากน้ำเสียงที่ใช้พูดกับไป๋เจียหลีราวหน้ามือกับหลังมือนี่ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีก ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายกับเจียหลีั้แ่ต้น
แต่ถึงเจียหลีจะคิดได้อย่างนั้นเ้าตัวก็ยังไม่ได้รู้สึกสบายใจ และยังไม่กล้าปล่อยวางซะทีเดียวเพราะตอนนี้ในหัวของเจียยังคงมีคำถามมากมายผุดขึ้นมาอยู่ตลอด อย่างเช่น…
'เขาเป็ใครเขาชื่ออะไร ที่นี่คือที่ไหน แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?'
ถึงแม้ว่าเจียหลีจะอยากตั้งคำถามกับเขาและพูดออกไปตรงๆ มากขนาดไหน แต่ประเมินจากสถานการณ์ตรงหน้านี้แล้ว หญิงสาวชั่งน้ำหนักได้ว่าถ้าหากจู่ ๆ ดันโพล่งคำถามแปลก ๆ พวกนั้นออกไป ผู้ชายสองคนที่อยู่ในห้องนี้จะต้องหาว่าเจียหลีเป็บ้าแน่ ๆ เพราะฉะนั้น… ทางที่ดี เจียหลีควรตั้งสติ และค่อยๆ คิดวิเคราะห์ แยกแยะ ประมวลผล แล้วหาคำตอบด้วยตัวเองแบบนั้นน่าจะดีกว่าถามออกไปตรง ๆ
“ฉะฉัน… เอ้ยขะข้าอยากอยู่คนเดียว”
หลังจากเอาแต่นั่งนิ่งเงียบเหมือนคนใบ้อยู่ตั้งนานสองนานในที่สุดเจียหลีก็สามารถขับเสียงออกมาจากลำคอได้ซะทีซึ่งตัวเจียหลีเองก็เพิ่งได้มาสังเกตเหมือนกันว่าเสียงที่หลุดลอดออกมาจากลำคอของตัวเอง มันไม่ใช่น้ำเสียงเดิมที่เธอคุ้นเคยน้ำเสียงของเธอในตอนนี้มันหวานละมุนกว่าปกติ และฟังดูนิ่มนวลยังไงชอบกลทำให้เ้าตัวรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่เจียหลีก็พยายามเก็บอาการได้เป็อย่างดี
“เ้าหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของข้านี่ก็ชัดเจนแล้วว่าเ้ารังเกียจข้า และชังข้าเพราะข้าไม่ใช่คนที่เ้าปรารถนาจะแต่งงานด้วย เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่เ้าจะเกลียดชังข้าแต่ว่า… เฟยเอ๋อร์ ข้าอยากให้เ้ารู้ไว้ ว่าข้าไม่เคยเกลียดชังเ้าเลยแม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่เคย อย่างไรพวกเราก็แต่งงานเป็สามีภรรยากันแล้วข้าหวังว่าเ้าจะค่อย ๆ ผ่อนปรนความคับแค้นใจและเปิดใจให้ข้าได้เกี้ยวพานเ้าในฐานะบุรุษคนหนึ่งเสียบ้าง”
แววตาของชายหนุ่มอ่อนแสงลงในขณะที่เขาเอ่ยประโยคเหล่านี้ขึ้นมาต่อหน้านางด้านไป๋เจียหลีที่จับใจความได้ว่า ตัวเองอยู่ในสถานะภรรยา ส่วนเขาอยู่ในสถานะสามีหญิงสาววัยยี่สิบสามปี ที่ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อนในชีวิตก็ได้แต่นั่งตัวแข็งเกร็งและอึ้งงันไปอีกรอบ
ให้ตายเถอะ!!!อย่าว่าแต่แต่งงานเลย แค่แฟนสักคนเจียหลีก็ไม่เคยมี แล้วอยู่ ๆมาบอกว่าเธอคือภรรยาของผู้ชายรูปหล่อคนนี้แล้วเธอก็ต้องเป็อย่างนั้นเหมือนที่เขาพูดน่ะเหรอ บ้าน่าาา ~ ไม่จริงหรอก นี่มันต้องเป็แค่ฝันตื่นหนึ่งแน่ๆ
ไป๋เจียหลีที่เพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าบางที...นี่อาจจะเป็แค่ความฝันเ้าตัวจึงรีบหลับตาลงพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานอย่างมั่นคงแน่วแน่ 'ขอให้รีบตื่นจากฝันบ้า ๆ นี่ซะที' จากนั้นใช้สองมือบีบคอตัวเองจนสุดแรงเป็เหตุให้ไป๋เจียหลีไอโครกออกมาอย่างแรงในวินาทีต่อมา
‘อะไรกัน!!ทำไมยังอยู่ที่เดิม นี่ฉันไม่ได้กำลังฝันอยู่หรอกเหรอ⊙_⊙!!’
ไป๋เจียหลีบ่นงึมงำในลำคออย่างไม่อยากเชื่อในเื่เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับตัวเองเพราะนอกจากลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเ้าตัวจะยังไม่ได้กลับไปอยู่ในห้องนอนของตัวเองตามเดิมเจียหลียังคงนั่งทนโท่อยู่ที่เดิม หนำซ้ำยังมองเห็นชายคนเดิมได้ชัดเจนเต็มสองตาอีกด้วย
ด้านชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็เ้าบ่าวป้ายแดงของเจียหลีพอได้เห็นท่าทางพิลึกกึกกือของสตรีตรงหน้า เขาก็ตีความเป็อื่นไปไม่ได้เว้นเสียแต่ว่า… เพื่อไล่ให้เขารีบออกไปจากที่นี่นางจึงประชดประชันและกดดันฝ่ายตรงข้าม ด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองเช่นนี้
เพื่อไม่ให้นางทำร้ายตัวเองมากไปกว่านี้เขาจึงเอ่ยออกไปว่า...
“ก็ได้…ข้าจะให้เ้าอยู่คนเดียวก็ได้ อย่างนั้น...คืนนี้ข้าจะไปนอนที่ห้องตำราส่วนข้อเท้าของเ้าที่บวมแดงเพราะหกล้ม ข้าจะสั่งให้ตันหยางเข้ามาทายาให้เ้าส่วนเวินเฉิง… เ้าจงไปบอกพวกนางเล็ก ๆ ให้ต้มยาสลายพิษกำหนัดให้ข้าเสร็จแล้วให้เ้าเป็คนยกมาให้ข้าที่ห้องตำราระยะสามจั้งห้ามมิให้สตรีคนใดเดินผ่านห้องตำราของข้าเด็ดขาด คนเดียวก็มิได้ครั้นผู้ใดขัดคำสั่งให้จับไปโบยสามสิบไม้”
ประโยคหน้าเขาหันไปพูดกับนางด้วยน้ำเสียงสุภาพนิ่มนวลแต่ทว่าประโยคหลังหันไปพูดกับเวินเฉิงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ชายหนุ่มที่ยังอยู่ในห้องหอพลันถอนหายใจออกมาพรูหนึ่งอย่างอ่อนอกอ่อนใจเขาคิดโทษตัวเองที่ก่อนหน้านี้เขาขาดสติไปชั่วขณะจนกระทั่งเผลอพลั้งทำให้นางตกอกใ เพราะเดิมทีเขาก็คิดเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้วว่าตราบใดที่นางไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาก็ไม่คิดล่วงเกินนาง ไม่คิดฝืนใจนางยิ่งไม่คิดเอาความเป็สามีมาข่มเหงรังแกนาง
แต่การที่เขามาโผล่ในห้องหอประการที่หนึ่งก็แค่อยากเข้ามาเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวให้เป็ไปตามจารีตประเพณีก็เท่านั้นส่วนประการที่สอง แม้เขาจะรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่านางไม่ได้มีใจรักลึ้งซึ้งและมิได้เต็มใจแต่งเข้ามาเป็ภรรยาของเขา แต่เขาก็แค่หวังว่า คืนเข้าหอของบ่าวสาวเขาจะมีโอกาสได้นอนร่วมเตียงเคียงหมอนกับนางฉันสามีภรรยา เพียงนอนเตียงเดียวกันมิล่วงเกิน มิลุกล้ำ มิกร้ำกราย เพียงเท่านั้นก็พอใจแล้ว…
แต่ทว่าบัดนี้แค่ให้อยู่ในห้องเดียวกันนางก็ไม่ยินยอม
ครั้นจะโทษ!ก็คงต้องโทษคนสารเลวที่ฉวยโอกาสแอบผสมยาปลุกกำหนัดลงไปในเครื่องดื่มของเขาหาไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ทำตัวหื่นกระหายใส่นาง คงไม่จู่โจมเข้าหานางในความมืดกระทั่งกระต่ายขนปุยตัวน้อย ๆ รู้สึกหวาดกลัวสามีของตัวเองมากถึงเพียงนี้
“คุณชายขอรับจะไปนอนที่ห้องตำราไม่ได้นะขอรับ คืนนี้เป็คืนเข้าหออิงจากฤกษ์ยามที่ผู้าุโบอก หากเข้าหอคืนนี้ผู้มีบุญบารมีจะมาเกิดเป็บุตรชายของพวกท่าน เพื่อความเป็ศิริมงคลด้วยแล้วเ้าบ่าวเ้าสาวจะต้องอยู่ด้วยกันในห้องหอ”
เวินเฉิงรีบวางกล่องยาลงบนโต๊ะแล้วเดินมาประสานมือพูดอยู่ทางด้านหลังของเ้านายหนุ่มแต่ทว่าไม่ทันไรน้ำเสียงเยือกเย็นของผู้เป็นายก็ดังสวนขึ้นมาทันที
“เวินเฉิง!เ้ามีสิทธิ์พูดมากขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่ จำเอาไว้… ข้าไม่สนฤกษ์ยามไม่สนธรรมเนียมปฏิบัติ ข้าสนแค่ว่า… ในฐานะสามี ข้าควรทำให้ภรรยาสบายใจ ฉินฟางเฟยว่าอย่างไรก็ให้ว่าไปตามนั้น”
ยามเอ่ยประโยคนี้ออกมาแววตาคมเฉี่ยวของชายหนุ่มก็มองช้อนไปหาผู้เป็ภรรยาราวกับ้าจะสื่อให้นางได้รับรู้ว่า เขาผู้นี้คือสามีที่แสนดีของนาง หนำซ้ำยังเป็สามีที่เชื่อฟังคำพูดของภรรยาอีกต่างหาก
ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเขาเป็บุรุษโง่งมไร้หัวคิดแต่เขาก็แค่อยากให้นางคลายความกังวล และผ่อนปรนรอยย่นที่หว่างคิ้วลงบ้างหาไม่เช่นนั้นสตรีโฉมงามเช่นนางจะหมดสวยเอาได้
“ขะขอรับ…”เวินเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงติด ๆ ขัด คล้ายอยากจะขัดแย้งแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากทัดทานความประสงค์ของผู้เป็นายอีก
ว่าเสร็จชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีแดงสดก็เดินออกจากห้องหับตามไปด้วยบ่าวรับใช้คนสนิทที่เดินหลัด ๆ ตามออกไปในทันที
ด้านไป๋เจียหลีที่เพิ่งสบโอกาสได้อยู่คนเดียวตามลำพังก็พลันทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ๆ พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาพรูใหญ่อย่างโล่งออกเมื่อเขาจากไปแล้วเจียหลีก็ไม่จำเป็ต้องนั่งแข็งทื่อเหมือนก้อนหินอีกแล้วสินะ
ไป๋เจียหลีนอนกระพริบตาปริบๆ มองคานไม้สูงบนเพดาน พลางครุ่นคิดประกอบกับทวนคำพูดของชายคนนั้นอย่างชั่งใจ
'ข้าไม่สนฤกษ์ยามไม่สนธรรมเนียมปฏิบัติ ข้าสนแค่ว่า… ในฐานะสามี ข้าควรทำให้ภรรยาสบายใจฉินฟางเฟยว่าอย่างไร ก็ให้ว่าไปตามนั้น'
เมื่อคิดทบทวนในคำพูดของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนไป๋เจียหลีก็สะดุดเข้ากับคำว่า ‘ฉินฟางเฟย’
งืม... סּ͡͡_סּ͡ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ยิ่งคิดก็ยิ่งขมวดคิ้ว
“ไม่ใช่มั้งคงจะแค่บังเอิญชื่อเหมือนกันเฉย ๆ แน่ ๆไม่มีทางที่ฉันจะทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายเื่ 'เพียงรักนิรันดร'ที่เพิ่งอ่านไปได้แค่แปดตอนหรอกมั้ง”
แต่เดี๋ยวก่อนนะ…
‘ฉินฟางเฟย…’
‘ตันหยาง…’
‘เวินเฉิง…’
ชื่อของคนพวกนี้มันฟังดูคุ้นหูยังไงชอบกล…
อ๊ะ! ใช่แล้วล่ะนี่มันชื่อของตัวละครในนิยายเื่เพียงรักนิรันดรที่เพิ่งอ่านผ่านตามาหมาด ๆ นี่
ฉินฟางเฟยคือนางร้ายของนิยายเื่นี้ ส่วนตันหยางคือชื่อของสาวรับใช้คนสนิทของคุณหนูฉินแล้วเวินเฉิงคือบ่าวรับใช้คนสนิทของเสิ่นโหว นี่มันแน่แท้แล้วล่ะ! ว่าทุกอย่างที่ไป๋เจียหลีกำลังเผชิญอยู่มันไม่ใช่เื่บังเอิญเหมือนอย่างที่คาดคิดไว้ในตอนแรก