เพียะ! แส้เส้นหนึ่งฟาดมาที่หลิงมู่เอ๋อร์
หลิงมู่เอ๋อร์รีบหลบจึงมิได้ถูกแส้ฟาดจนใบหน้ามีบาดแผล
นางหันศีรษะกลับมามองหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าก็เห็นหญิงสาวที่อยู่ในชุดแดงก่ำราวโลหิตกำลังถลึงตาอย่างโมโหใส่หลิงมู่เอ๋อร์ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและอับอาย “เจ้าหลอกพี่ชายของข้าผู้เดียวยังไม่พอตอนนี้ยังคิดจะมาหลอกท่านย่าของข้าอีก เจ้ามันหญิงหลอกลวงที่มาจากบ้านนอกผู้ใดมอบความกล้าให้เจ้ากัน คิดจะจับมังกรเพื่อกลายเป็นหงส์? เจ้าไม่รู้จักมองสภาพของตนเองเจ้าคู่ควรกับพี่ชายของข้าหรือ?”
“เจาหยาง” ซูเหล่าฟูเหรินเรียกด้วยความโกรธ“ยังไม่รีบหยุดมืออีก”
เจาหยางจวิ้นจู่ไม่พอใจหลิงมู่เอ๋อร์มานานแล้ว บัดนี้ทักษะการต่อสู้ที่หลิงมู่เอ๋อร์แสดงออกมายิ่งทำให้นางเกิดความรู้สึกต่อสู้ขึ้นมาเห็นหลิงมู่เอ๋อร์ราวกับงูน้อยคล่องแคล่วตัวหนึ่ง พลิ้วออกจากข้างกายของนางด้วยความเร็วสุดแสนแส้ของนางโบกซัดเข้าไป ทุกครั้งที่แส้ของนางจะโดนปลายเสื้อของนาง ก็จะถูกนางหักหลบไปได้อีก
“ไร้เหตุผลนัก”ซูเหล่าฟูเหรินโมโหจนทุบหน้าอก “ใครก็ได้ รีบมาจับตัวเจาหยางจวิ้นจู่ไว้อย่าให้นางทำตัวเหลวไหล”
ผู้คุ้มกันเรือนได้ยินเสียงก็วิ่งเข้ามาพวกเขาพบกับเจาหยางจวิ้นจู่ที่กำลังคลุ้มคลั่ง ในยามนี้ก็รู้สึกลำบากใจด้วยสภาพของเจาหยางจวิ้นจู่ในยามนี้ พวกเขาไม่อาจเข้าใกล้ตัวนางได้สถานการณ์ในยามนี้มีเพียงรอให้พวกนางหยุดลงด้วยตนเองเท่านั้น
“เจ้าไปดูว่าจวิ้นอ๋องน้อยกลับมาแล้วหรือยัง”ซูเหล่าฟูเหรินกล่าวกับแม่เฒ่าชรา“องค์หญิงใหญ่กับซวิ่นเอ๋อร์ออกจากเมืองหลวงไปแล้วที่นี่มีเพียงเช่อเอ๋อร์เท่านั้นที่สามารถควบคุมนางได้ ”
แม่เฒ่าชรารับคำทีหนึ่ง วิ่งซอยเท้าออกจากห้องไปนางพึ่งออกไปได้ไม่นาน ก็เห็นซูเช่อที่ทราบเรื่องมาอย่าวเร่งร้อน
“หยุด” ทันทีที่ซูเช่อปรากฎกายก็ใช้ความเร็วที่ว่องไวอย่างมากไปยืนอยู่ด้านหลังของเจาหยางจวิ้นจู่ใช้มือแย่งแส้ในมือของนางมา “เจ้ายิ่งโตยิ่งดื้อแล้วในยามปกติโอหังเกเรอยู่เบื้องนอกก็ช่างประไรตอนนี้ถึงกับหาเรื่องมาถึงที่เรือนแล้ว? ใครมอบความกล้าให้เจ้าไม่สนใจกฎหมาย ไม่เห็นสิ่งใดอยู่ในสายตาเช่นนี้?”
เจาหยางจวิ้นจู่เมื่อถูกแย่งแส้ไปก็พุ่งเข้าหาซูเช่อคิดจะแย่งกลับมา ซูเช่อเบี่ยงหลบ ปล่อยให้นางพบกับความว่างเปล่านางโมโหจนขอบตาแดงระเรื่อ ถลึงตาใส่หลิงมู่เอ๋อร์อย่างดุร้าย
หลิงมู่เอ๋อร์ขมวดคิ้ว เห็นสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้นางพูดอย่างเย็นชาว่า “ดูท่าธรณีประตูของจวนท่านจะสูงเกินไปผู้น้อยไม่สะดวกที่จะพักอยู่ต่อแล้ว”
ซูเช่อยื่นมือไปขวางนางไว้ส่งสายตาที่แฝงความขอโทษไปให้นาง ในยามที่หันกลับมา เมื่อมองเจาหยางจวิ้นจู่ในดวงตาก็ไร้ซึ่งรอยยิ้มอีก“เจ้าอยากสร้างปัญหาจนมีผลลัพธ์เช่นไร?”
“ท่านพี่ ข้าจึงจะเป็นน้องสาวของท่าน ตอนนี้เพื่อคนนอกผู้หนึ่งแล้ว ท่านถึงกับปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้” เจาหยางจวิ้นจู่ยิ่งพูดยิ่งน้อยใจแล้วรู้สึกเพียงว่าได้รับการดูหมิ่นอย่างใหญ่หลวง
“หากเจ้าทำเป็นเพียงการหาเรื่องอย่างไม่รู้ขอบเขตน้องสาวเช่นนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไร ลงโทษให้เจ้าปิดประตูสำนึกตนหนึ่งเดือน ใครก็ได้มานำตัวจวิ้นจู่ไปซะ” ซูเช่อสีหน้าดำคล้ำ ในดวงตาเพียงความเย็นชา
เจาหยางจวิ้นจู่ตะลึงไปแล้ว ซูเช่อไม่เคยปฏิบัติต่อนางเช่นนี้มาก่อนเขาเป็นพี่ชายแสนดีที่รักใคร่เอ็นดูน้องสาวมาโดยตลอด บัดนี้เหตุใดจึงได้เคร่งครัดกับนางเช่นนี้กัน
เป็นเพราะสตรีนางนั้นหรือ? เขาชอบสตรีนางนั้นจริงๆหรือ? ไม่ได้! ผู้ที่มีฐานะต่ำต้อยเช่นนั้นจะคู่ควรกับพี่ชายที่ได้รับฉายาว่าเป็นต้นไม้หยกแห่งตระกูลซูได้อย่างไร
เมื่อคิดถึงจุดนี้สายตาที่เจาหยางจวิ้นจู่มองหลิงมู่เอ๋อร์ก็ยิ่งไม่เป็นมิตรแล้ว แต่นางก็รู้ว่าไม่อาจยั่วโมโหซูเช่อได้ ดังนั้น จึงไม่กล่าวสิ่งใดอีกทว่าสายตาที่ไม่ยอมแพ้คู่นั้นทำให้ทุกคนเข้าใจว่า ตั้งแต่เริ่มจนถึงบัดนี้นางยังมิได้ยอมแพ้ หลิงมู่เอ๋อร์ได้กลายเป็นหนามตำตาเสี้ยนตำใจของนางเสียแล้ว
“ไม่ต้องจับข้า ข้าไปเองได้”เจาหยางจวิ้นจู่ดุด่าผู้คุ้มกันที่เข้ามาจับตัวนาง“เปิ่นจวิ้นจู่เป็นผู้ที่พวกเจ้าสามารถแตะต้องได้หรือ?”
ผู้คุ้มกันหดคอ ถอยไปด้านข้างสองสามก้าวหนึ่งในผู้คุ้มกันกล่าวเสียงอ่อนว่า “เช่นนั้นจวิ้นจู่โปรดอย่าได้สร้างความลำบากใจให้พวกเราเลย เชิญเถิดขอรับ จวิ้นจู่”
จนกระทั่งในห้องเงียบสงบลงซูเช่อจึงได้ถอนหายใจเบาออกมาครั้งหนึ่ง เดินไปหาหลิงมู่เอ๋อร์แล้วกล่าวว่า“ขออภัยด้วย”
หลิงมู่เอ๋อร์โบกมือว่า “ไม่ต้องขอโทษเรื่องของครอบครัวท่านไม่เกี่ยวกับข้า ส่วนข้าเป็นเพียงแขกชั่วคราวของบ้านท่านเท่านั้น ช้าเร็วย่อมจากไป ดังนั้นจึงมิได้ใส่ใจเช่นกัน”
“สาวน้อย” ซูเหล่าฟูเหรินจับมือของนางในดวงตาแก่ชราเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “เจาหยางเด็กคนนั้นถูกตามใจจนเสียคนแล้วที่จริงแล้วมิได้มีจิตใจเลวร้ายอันใด เจ้าช่วยอดทนสักหน่อยเถิด”
“เหล่าฟูเหรินไม่ต้องคิดมากเจ้าค่ะข้ามิได้ตำหนิจวิ้นจู่” หลิงมู่เอ๋อร์ยิ้มบาง “วันนี้รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้างพรุ่งนี้ข้าค่อยมาสนทนาเป็นเพื่อนเหล่าฟูเหรินนะเจ้าคะ”
“ดีดี เป็นเด็กที่ดีจริงๆ ” ซูเหล่าฟูเหรินมองนางพยักหน้าติดต่อกัน
ในยามที่หลิงมู่เอ๋อร์ผ่านข้างกายของซูเช่อ ก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้เขาเบาๆ
ซูเช่อเห็นสีหน้าของนาง ก็ราวกับเข้าใจในบางสิ่งอย่างรวดเร็วเขาตามหลิงมู่เอ๋อร์ไปยังเรือนด้านข้าง
เมื่อครู่หลิงมู่เอ๋อร์สัมผัสแมวที่มีพิษและยังได้ลงมืออย่างหนักกับเจาหยางจวิ้นจู่อีก บัดนี้ ทั่วร่างล้วนรู้สึกไม่สบายนางกำลังถอดเสื้อชั้นนอกออกก็เห็นซูเช่อเดินเข้ามา
ซูเช่อส่งสาวใช้สองสามคนมาปรนนิบัตินางแต่นางไม่ชอบให้มีคนแปลกหน้ามาเข้าใกล้ตน จึงได้ปฏิเสธกลับไป เห็นซูเช่อเดินเข้ามาทั้งยังแสดงสีหน้าบริสุทธิ์อยู่เต็มใบหน้านี่เป็นครั้งแรกที่หลิงมู่เอ๋อร์รู้สึกว่าควรเหลือสาวใช้ไว้สองคนเพื่อใช้ขวางประตู โชคดีที่นางพึ่งถอดเสื้อชั้นนอกหากถอดจนเปลือยเปล่าแล้วถูกเขาเห็นเข้า กลัวว่าจะชักนำเมฆลมมาอีกครั้ง
“ข้าจะไปรอเจ้าในลานเรือน”ซูเช่อกระแอมเบาทีหนึ่ง เบี่ยงสายตาออกไป
เมื่อหลิงมู่เอ๋อร์เห็นท่าทางของซูเช่อมุมปากก็โค้งขึ้นมา นางมิได้ตำหนิซูเช่อ เพราะดูจากท่าทางกระดากอายของเขาแล้วคาดว่าคงมิได้พบเห็นเรื่องเช่นนี้บ่อยนัก การแสดงออกของเขาไม่เหมือนกับพวกมืออาชีพเปรียบกับเหล่าคุณชายในสมัยนี้ที่พึ่งอายุได้สิบกว่าปีก็มีสาวใช้อุ่นเตียงแล้วการแสดงออกของเขาก็ถือได้ว่าไร้เดียงสามาก
หลิงมู่เอ๋อร์เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกไปเห็นชูเซ่อยืนอยู่ใต้ต้นไหวใหญ่ที่อยู่ในลาน เหล่าสาวใช้และบ่าวรับใช้ที่ผ่านทางเมื่อเห็นท่าทางของเขาต่างเผยสีหน้าไม่เข้าใจออกมา
ใบหน้าหล่อเหลาของซูเช่อแดงระเรื่อสายตาเลื่อนลอยอยู่เล็กน้อย เขามองต้นไหวใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าราวกับกำลังใคร่ครวญสิ่งใดอยู่ ประเดี๋ยวโมโหตนเอง ประเดี๋ยวจนใจ
“ท่านมิได้คาดผิด ข้าหาต้นตอของพิษพบแล้ว”หลิงมู่เอ๋อร์กล่าวกับซูเช่อ “บนร่างของแมวที่เรียกว่าลูกหนังอ้วนตัวนั้นมีพิษอยู่”
“อะไรนะ?” สีหน้าของซูเช่อเปลี่ยนแปลงไปมาก “เจ้าพูดว่า เจ้าลูกหนังอ้วน?”
“ถูกแล้ว ซูเหล่าฟูเหรินบอกว่านั่นเป็นแมวที่ท่านเลี้ยงตอนยังเป็นเด็ก อายุค่อนข้างมากแล้ว เมื่อครู่ข้าเห็นมันมีขนที่สวยงามอย่างยิ่ง เหล่าฟูเหรินชื่นชอบการอุ้มมันเป็นที่สุด หากลูบขนของมันเมื่อระยะเวลานานเข้า พิษก็จะติดอยู่บนมือของเหล่าฟูเหรินซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังของนาง เมื่อเวลาผ่านไปก็จะถูกพิษได้”หลิงมู่เอ๋อร์กล่าวอย่างมั่นใจ
“ที่แท้เป็นผู้ใดคิดทำร้ายท่านย่ากัน?”ใบหน้าหล่อเหลาของซูเช่อเต็มไปด้วยความแข็งกระด้างดุจเหล็กกล้า “หากข้าตรวจสอบพบล่ะก็ จะให้เขาได้เห็นดีแน่”
“นั่นก็เป็นเรื่องของท่านแล้ว”หลิงมู่เอ๋อร์มองซูเช่อนิ่งๆ ข้าหาต้นตอของพิษพบแล้ว เรื่องที่จะทำต่อจากนี้ก็คือการจัดยาให้ท่านย่าของท่าน เรื่องอื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้าและข้าก็ไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องใหญ่ของครอบครัวท่านเช่นกัน นอกจากนี้ท่านย่าของท่านนอกจากจะถูกพิษแล้ว ในร่างกายยังมีโรคเก่าอีกหลายวันนี้ข้าได้ปรับร่างกายให้นางแล้ว ขอเพียงนางไม่ถูกพิษอีกจะอยู่อีกสิบปีกว่าก็มิใช่ปัญหา”
ซูเช่อมองหลิงมู่เอ๋อร์อย่างสำนึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งพันคำหมื่นวจีก็มิอาจแสดงออกถึงความรู้สึกขอบคุณในใจเขาได้สิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ คือการคุ้มครองนางให้ปลอดภัยภายในเมืองหลวง
ทว่า ก่อนที่จะไปคุ้มครองนาง ยังคงต้องจัดการเจาหยางสาวน้อยที่ชอบหาเรื่องนางนั้นก่อนนางกำลังจะเปิดร้านแล้ว เขาก็มิอาจขังเจาหยางไว้ได้ตลอดชีวิตหากเจาหยางไปหาเรื่องนางทีละสามวันห้าวันกลัวว่าจวนจวิ้นอ๋องจะมิใช่ภูผาให้นางพึ่งพิง แต่จะเป็นภัยพิบัติของนางแทนไม่ว่าจะเป็นการคิดเพื่อฝ่ายใด เขาก็มิอาจปล่อยให้เจาหยางไปล่วงเกินนางได้
ทักษะการแพทย์ของสาวน้อยนางนี้สูงส่งเพียงใดมีเพียงผู้ที่ได้พบทักษะของหมอนับไม่ถ้วนด้วยตนเองเช่นเขาจึงจะมีสิทธิ์กล่าววาจาได้ ยินยอมล่วงเกินยมบาล แต่อย่าได้ล่วงเกินแพทย์เทวะ
ผ่านไปอีกสองสามวัน ทุกวันหลิงมู่เอ๋อร์จะพูดคุยเป็นเพื่อนซูเหล่าฟูเหริน เล่นไพ่นกกระจอกจากนั้นก็เกลี้ยกล่อมให้นางดื่มยาบำรุงสองสามขนานร่างกายของซูเหล่าฟูเหรินเห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลง แม้ซูเหล่าฟูเหรินจะไม่พูดแต่ในใจมีหรือจะไม่เข้าใจ สตรีที่อยู่ในเรือนหลังพวกนี้ มีสิ่งใดไม่เคยพบเห็นบ้างในใจกระจ่างแจ้งยิ่งนัก
ที่ซูเหล่าฟูเหรินวางใจในตัวนางเช่นนี้ก็เกี่ยวพันการที่ซูเช่อเป็นผู้พานางมาซูเช่อเป็นคนที่ซูเหล่าฟูเหรินเชื่อใจมากที่สุด นางเชื่อในสายตาของเขา
“เจ้าจะจากไปแล้ว?” ซูเหล่าฟูเหรินกินขนมที่หลิงมู่เอ๋อร์ทำชิ้นหนึ่งในดวงตาเต็มไปด้วยความอาวรณ์ “เร็วถึงเพียงนี้เชียว! เหตุใดจึงไม่อยู่ต่ออีกสักสองสามวันเล่า? หรือบ่าวรับใช้เบื้องล่างรับใช้ได้ไม่ดี หากเจ้ามีสิ่งใดที่ไม่พอใจก็สามารถบอกข้าได้ ข้าจะช่วยจัดการให้เจ้า”
“เหล่าฟูเหรินเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะที่จริงแล้วโรงหมอของข้ากำลังจะเปิดกิจการแล้ว ข้าต้องกลับไปควบคุมงานเรื่องใหญ่เล็กในบ้านมีมากมายถึงเพียงนั้นข้ามิอาจโยนงานทั้งหมดให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ ข้าแอบอู้อยู่ที่นี่หรอกเจ้าค่ะวันหน้าหากมีเวลาว่าง ฟูเหรินสามารถไปทานอาหารที่ร้านของข้าได้นะเจ้าคะ”หลิงมู่เอ๋อร์กล่าวเชื้อเชิญ
ซูเหล่าฟูเหรินมิได้ให้ความสำคัญนักพ่อครัวใหญ่ของตระกูลซูล้วนออกมาจากวังหลวง เรื่องอาหารนั้นในบรรดาตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงก็ได้ชื่อว่ารสชาติเป็นเลิศ ตัวนางเองซูเหล่าฟูเหรินมีสิ่งใดที่ไม่เคยทานมาบ้าง? ทว่า มิได้ออกจากบ้านมานานแล้ว วันหน้าไปช่วยชูโรงให้ร้านอาหารของบ้านนางก็ถือว่าเป็นการขอบคุณสำหรับการดูแลในหลายวันนี้ของนางแล้วกัน
ในไม่ช้า ซูเหล่าฟูเหรินก็จะได้รู้ว่าตนผิดพลาดไปมากเพียงใด อาหารของตระกูลซูเลิศรสก็จริง ทว่า มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน อาหารของเหลาอาหารสกุลหลิงนั้นได้สยบหัวใจของเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ทรงอำนาจพวกนี้อย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งเดือนหากคิดอยากจะเข้าเหลาอาหารสกุลหลิง ก็ต้องทำการนัดหมายล่วงหน้าก่อนหลายวันกระทั่งนัดเลยไปถึงหนึ่งเดือนล่วงหน้า รวมกับมีซูเช่อ ภูผาใหญ่ให้ได้แอบอิงลูกนี้ผู้ที่เดิมอิจฉาที่กิจการของเหลาสกุลหลินดีนั้น ไม่ช้าก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับความละโมบของพวกเขา
นี่นับเป็นเรื่องในภายหลัง
ในยามนี้ หลิงมู่เอ๋อร์เชื้อเชิญซูเหล่าฟูเหรินจากนั้นก็เก็บสัมภาระเตรียมออกจากจวน ในเวลานั้นเงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในม่านตา
ในยามที่หลิงมู่เอ๋อร์เห็นคนผู้นี้นั้น ก็อดตะลึงไปครู่หนึ่งมิได้สีหน้าของคนหลังประหลาดใจยิ่งกว่านางเสียอีก ราวกับพบเห็นผีตัวเป็นๆ กระนั้น
“แม่นางหลิง เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?” คนผู้นั้นซึ่งก็คือหนานกงอี้จือเดินเข้ามา มองสำรวจนางอย่างสงสัย “เจ้ามาเมืองหลวงแล้ว? นี่เป็นเรื่องเมื่อใดกัน? เหตุใดเจ้าเด็กพวกนั้นจึงไม่ส่งจดหมายมาให้พวกเราเล่า?”
หลิงมู่เอ๋อร์เดาได้แต่แรกว่าจะได้พบคนคุ้นเคยในเมืองหลวงนางมิได้ตั้งใจสืบข่าวมาก่อน ดังนั้น จึงไม่รู้ถึงสถานการณ์ของซั่งกวนเซ่าเฉินบัดนี้ เมื่อได้พบหนานกงอี้จือ นางก็รู้ว่า การคาดเดาของตนไม่ผิดซั่งกวนเซ่าเฉินก็อยู่ในเมืองหลวงเช่นกัน เพียงแต่ว่านางมาถึงที่นี่นานขนาดนี้แล้ว ยังคงมิได้พบเขาเลย
“เจ้ามาได้ แล้วข้ามาไม่ได้หรือ?” หลิงมู่เอ๋อร์พูดอย่างไม่สบอารมณ์“ข้ายังมีเรื่อง หากเจ้าอยากย้อนความหลัง ก็ไปหาข้าที่จวนสกุลหลิงทางถนนตะวันออกเถอะ”
“เฮ้ เจ้าไม่อยากรู้ที่อยู่พี่ใหญ่ของเจ้าหรือ? เฮ้…”หนานกงอี้จือเห็นหลิงมู่เอ๋อร์จากไป เรียกไปสองสามครั้งก็ไม่เห็นนางหันกลับมาเขาอดบ่นพึมพำพึมสองสามคำมิได้ว่า “สตรีช่างเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วไร้ไมตรีเหลือเกิน เสียทีที่ลูกผู้พี่ของข้าเฝ้าคิดถึงนางมานานถึงเพียงนี้บัดนี้เมื่อได้พบหน้า แม้แต่คำเดียวก็ไม่เป็นห่วงเขา”