กาลเวลาภายในโลกมายาอันเวิ้งว้างไหลผ่านไปอย่างไร้จุดสิ้นสุดและไร้ซึ่งปรากฏการณ์ใดให้จดจำ ห้าปีเต็มที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ บัดนี้จิ่นเม่ยหลง เด็กน้อยผู้อ่อนแอและเต็มไปด้วยาแแห่งความอัปยศ ได้กลายเป็เด็กหนุ่มอายุสิบปีบริบูรณ์ ร่างกายของเขามิได้บึกบึนใหญ่โตเฉกเช่นผู้ฝึกยุทธ์สายกำลัง ทว่าทุกสัดส่วนกลับอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่เพรียวบางและยืดหยุ่นดุจเส้นเอ็นของสัตว์ร้าย ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านบัดนี้ถูกอาบชโลมและหล่อหลอมด้วยไอพลังมารบริสุทธิ์จนดูมีเสน่ห์ลึกลับและเยือกเย็น แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดผวา บัดนี้กลับนิ่งสนิทและลึกล้ำราวกับห้วงอเวจีที่ไร้ก้นบึ้ง
ตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา ิหลงได้เคี่ยวกรำและถ่ายทอดเคล็ดวิชาการควบคุมพลังมารทมิฬให้แก่อย่างเข้มงวดและโเี้ จิ่นเม่ยหลงกัดฟันฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งโดยมิเคยปริปากบ่น หรือแสดงอาการขัดขืนต่อคำสั่งสอนเลยแม้แต่ครึ่งคำ ในมิติมายาแห่งนี้ ร่างกายของเขามิรู้จักคำว่าหิวโหยหรือกระหายน้ำ มีเพียงความเ็ปทางสายเืและความเหนื่อยล้าทางจิติญญาเท่านั้นที่ถาโถมเข้าใส่ระลอกแล้วระลอกเล่าประดุจคลื่นคลั่ง
“ลองใช้ออกดูอีกครา! รีดเร้นมันออกมาจากส่วนลึกที่สุดของิญญาเ้า!”
เสียงตวาดอันทรงอำนาจของิหลงดังกึกก้องกัมปนาทจนอากาศบิดเบี้ยว จิ่นเม่ยหลงสูดลมหายใจลึกกัดฟันแน่นจนกรามปูดโปน ควบคุมหมอกสีดำทมิฬให้ไหลเวียนไปตามเส้นโลหิตอย่างระมัดระวัง แม้พลังมารของเขาจะรุดหน้าไปไกลและสามารถฟื้นฟูาแได้อย่างรวดเร็วเหนืุ์ ทว่าความกดดันในการฝึกฝนกลับมิเคยลดทอนลงเลย
“ท่านิหลง ข้าต้องเคี่ยวกรำร่างกายเช่นนี้ไปอีกยาวนานเพียงใด?” จิ่นเม่ยหลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมตามกรอบหน้าและหยดลงชโลมผืนดิน
“จงฝึกต่อไป! อย่าได้หยุดพัก!” ิหลงแค่นเสียงตอบ ดวงตาสีอำพันขนาดมหึมาจ้องมองลงมาดุจเทพเ้าที่มองดูมดปลวก “ในเมื่อ์บัดซบลิขิตให้เ้ากลายเป็คนพิการ ไร้ซึ่งเส้นกำเนิดลมปราณ เ้าก็ต้องเคี่ยวกรำตนเองให้หนักหนาสาหัสกว่าผู้ใช้วรยุทธ์ทั่วไปนับร้อยนับพันเท่า! หากเ้ายอมแพ้ เ้าก็กลับไปเป็ขยะให้พวกมันเหยียบย่ำเสีย!”
ความไร้ซึ่งพลังปราณในโลกที่เชิดชูความแข็งแกร่งนั้น ถือเป็ตราบาปที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย ทว่าสำหรับจิ่นเม่ยหลง ฟ้ากลับประทานพลังมารบริสุทธิ์อันเหนือชั้นมาค้ำจุนร่างกายเอาไว้แทน
ประโยคถัดมาของเทพักลับทำให้ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง หัวใจพลันเต้นกระหน่ำ “ทว่า... ใช่ว่าหนทางของเ้าจะมืดมนไปเสียทีเดียว มันยังพอมีโอกาส โอกาสที่เ้าจะกลับมา 'เส้นกำเนิดพลังปราณ' ได้อีกครั้ง”
“ทะ... ท่านพูดจริงรึ! ท่านมิได้หลอกข้าใช่หรือไม่!” จิ่นเม่ยหลงละล่ำละลักถาม น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นพลันสั่นสะท้านด้วยความปิติยินดีอย่างสุดขีด ความฝันสูงสุดของเขาคือการลบคำสบประมาท หากเขามีทั้งพลังปราณและพลังมารผสานกัน โลกใบนี้จะมีผู้ใดอาจหาญมาต่อกรกับเขาได้อีก!
“เฮอะ! เด็กน้อยเอ๋ย เ้าด่วนดีใจเร็วเกินไปแล้ว ฟังข้ากล่าวให้จบเสียก่อน!” ิหลงพ่นลมหายใจร้อนระอุออกมา “การที่เ้าจะสามารถรองรับขุมพลังทมิฬทั้งหมดของข้าเอาไว้ได้ ร่างกายมนุษย์อันเปราะบางของเ้าจะต้องได้รับการผลัดเปลี่ยนกระดูกและชำระล้างไขกระดูกอย่างถอนรากถอนโคน! เมื่อถึง่เวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนั้น ไม่ว่าจะเป็เส้นผม ดวงตา แขนขา หรือแม้แต่ผิวกายของเ้า จะต้องถูกหล่อหลอมและแปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง... หากเ้าทนรับความทรมานเจียนตายนั้นได้ และรอดชีวิตมาอย่างปาฏิหาริย์ เ้าจึงจะได้รับการ 'กำเนิดใหม่' อย่างแท้จริง!”
“ข้าต้องทำเยี่ยงไรบ้าง! ขอเพียงข้าสลัดคราบความอ่อนแอทิ้งไปได้ ต่อให้ต้องบุกป่าเพลิงหรือลุยทะเลเพลิง ข้าก็ยินดี!” จิ่นเม่ยหลงประกาศกร้าว แววตาเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชน
“หึหึ... ความมุ่งมั่นไม่เลว แต่หนทางของเ้ายังอีกยาวไกลนัก!”
ิหลงลอยตัวสูงขึ้น รัศมีแห่งความตายแผ่ขยายปกคลุมทั่วผืนฟ้า “เด็กน้อย นับจากวินาทีนี้เป็ต้นไป เ้าจะต้องฝึกฝนการทนรับ 'แรงกดดันราชันั' จากข้า! หากเ้ายืนหยัดต้านทานมันได้เพียงแค่สองนาที ก็ถือว่ายอดเยี่ยมและน่าเหลือเชื่อมากแล้วสำหรับสวะน้อยอายุสิบปีเช่นเ้า!”
สิ้นเสียงคำราม หมอกสีดำทมิฬจากร่างัก็ทะลักทลายลงมาประดุจขุนเขานับหมื่นลูกหล่นทับร่างของเด็กหนุ่มในคราเดียว!
อั๊คค..
จิ่นเม่ยหลงกรีดร้องลั่น ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในพริบตา กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบแกรบราวกับจะถูกบดขยี้ให้แหลกละเอียด อวัยวะภายในบิดเกร็งอย่างรุนแรงจนเืลมตีกลับ เพียงแค่สิบวินาทีแรก เขาก็แทบจะสิ้นสติและกระอักโลหิตออกมา!
สองเดือนแห่งขุมนรกผ่านพ้นไป...
จิ่นเม่ยหลงในยามนี้ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางมรสุมแรงกดดันอันหนักอึ้ง ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงดุจทวนเหล็กที่มิยอมหักงอ เขากัดฟันจนเืสีคล้ำซึมมุมปาก ยืนต้านทานแรงกดดันอันมหาศาลนั้นได้นานกว่าหนึ่งนาทีเต็มแล้ว!
“ฟู่...” ิหลงรั้งพลังกดดันกลับคืน แววตาแฝงความชื่นชมอยู่อย่างเงียบงัน “สองเดือน... จากที่ทนได้ไม่ถึงสิบลมหายใจ กลับกลายเป็ทนได้กว่าครึ่งก้านธูป พัฒนาการของเ้าถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว หากเ้ายังหมั่นเคี่ยวกรำตนเองเช่นนี้ต่อไป ขีดจำกัดของเ้าจะทะลวงขึ้นไปอีกขั้น คนรุ่นราวคราวเดียวกับเ้าในโลกภายนอกยามนี้... เกรงว่าคงหามีผู้ใดเป็คู่ต่อกรของเ้าได้อีกแล้ว”
เทพัหยุดเว้นจังหวะ ก่อนที่สุ้มเสียงจะแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมและทรงอำนาจ “แต่จงจำคำข้าไว้ให้ดี! พลังอำนาจที่ข้ามอบให้ เ้าจงอย่าปล่อยให้ 'ความเคียดแค้นและชิงชัง' เข้ามาครอบงำอารมณ์และจิติญญาของตนเองจนกลายเป็อสูรกายที่บ้าคลั่งไร้สติเด็ดขาด!”
จิ่นเม่ยหลงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความขุ่นมัว ใบหน้าของเขากลับมาเรียบเฉย “ถึงแม้ข้าจะฝืนทนฝึกฝนท้าทายขีดจำกัดตามที่ท่านสั่งสอน ทว่าจนถึงบัดนี้ ข้าก็ยังมิอาจหยั่งรู้ถึงความแข็งแกร่งของตนเองได้เลยว่าอยู่ในระดับใดกันแน่”
“หึ... เ้าไม่ต้องร้อนใจไป มีสิ่งหนึ่งที่ข้าเตรียมไว้เพื่อมอบให้แก่เ้า และนับจากนี้ เ้าจะต้องฝึกฝนทักษะการรบควบคู่ไปกับมัน จนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายที่ข้าจะถ่ายทอดขุมพลังทั้งหมดให้แก่เ้า!”
เบื้องหน้าของจิ่นเม่ยหลง พลันปรากฏกลุ่มหมอกสีดำทมิฬที่ควบแน่นจนกลายเป็ทรงกลมขนาดไม่ใหญ่มาก ลอยคว้างอยู่กลางมวลอากาศ มันแผ่กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและกระหายเือันเก่าแก่ทะลักออกมาจนน่าขนลุก
“สิ่งนี้คือ?” จิ่นเม่ยหลงเอ่ยถาม ดวงตาหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง
“มันถูกเรียกว่า 'ศาสตราวุธเทพั' ... เ้าจงใช้พลังมารในร่างของเ้า กลืนกินมันเข้าไปเสียเดี๋ยวนี้!” ิหลงออกคำสั่งเด็ดขาด
จิ่นเม่ยหลงมิรอช้า ยื่นมือออกไปเบื้องหน้า รีดเร้นพลังมารทมิฬให้พุ่งทะยานออกไปพันธนาการและกลืนกินกลุ่มหมอกทรงกลมนั้นอย่างตะกละตะกลาม พลังมารของจิ่นเม่ยหลงตลบอบอวลและดูดซับมันเข้าไปอย่างรวดเร็ว ทว่า...
“ข้ารู้สึกถึงพลังงานแปลกประหลาดไหลเวียนเข้ามาชั่ววูบ แต่นอกเหนือจากนั้นก็มิเห็นมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย?” จิ่นเม่ยหลงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน
“ฮ่าฮ่าฮ่า! แน่นอนว่ารูปลักษณ์ภายนอกย่อมมิมีสิ่งใดเปลี่ยน” ิหลงหัวเราะร่วน แววตาฉายความภาคภูมิใจอย่างเย่อหยิ่ง “เ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าศาสตราภายในนั้นคือสิ่งใด? มันคือเศษซากที่ข้ารวบรวมมาจากเหล่ายอดฝีมือที่เคยอหังการหาญกล้ามาท้าทายข้า และถูกข้าบดขยี้จนตกตายไปจนหมดสิ้น! มนุษย์พวกนั้นล้วนเป็ตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด อาวุธคู่กายของพวกมัน ไม่ว่าจะเป็ กระบี่ ขวาน ค้อน ชุดเกราะ โล่ หอก หรือง้าว... ทุกชิ้นล้วนเป็ศาตราวุธที่วิเศษและทรงอานุภาพที่สุดในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์!”
“ข้าได้หลอมรวมพวกมันทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างพวกมันขึ้นมาใหม่จนกลายเป็ ศาสตราวุธเทพั!”
จิ่นเม่ยหลงลอบกลืนน้ำลายลงคอ
ทว่าน้ำเสียงของิหลงพลันแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมและจริงจัง “แต่ในบรรดาสวะพวกนั้น... มีเพียงมนุษย์อยู่ผู้หนึ่ง ผู้เดียวเท่านั้นที่แข็งแกร่งพอจะบีบบังคับให้ข้าต้องทุ่มกำลังถึง 'เจ็ดส่วน' ในศึกนั้น!”
“เจ็ดส่วน!” จิ่นเม่ยหลงอุทานแทบไม่เชื่อหู ตลอดเวลาที่ผ่านมา แค่เพียงัตนนี้ปลดปล่อยพลังกดดันออกมาเพียงหยิบมือ เขาก็แทบจะแหลกสลายแล้ว แต่มนุษย์ผู้นั้นกลับทนทานการโจมตีถึงเจ็ดส่วนได้!
“ใช่... ั้แ่ข้าถือกำเนิดมา ไม่เคยมีผู้ใดบีบให้ข้าต้องใช้พลังเกินสามส่วนได้เลย ยกเว้นมันผู้นั้น! วิชายุทธ์ เพลงกระบี่ และกระบวนท่าของมันล้วนพิสดารและเหนือล้ำกว่าขอบเขตของคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะศาตราวุธที่มันใช้นั้นคือ 'กระบี่คู่' !”
“กระบี่คู่?! ใครกันที่สามารถฝึกฝนศาสตราที่ควบคุมยากยิ่งเช่นนี้ได้ แสดงว่าระดับพลังของคนผู้นั้นที่ท่านเคยปะมือด้วย ล้วนก้าวข้ามขีดจำกัดและยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมวลมนุษย์ด้วยใช่หรือไม่!” จิ่นเม่ยหลงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น หากเป็กระบี่หนักที่เน้นทำลาย หรือกระบี่เบาที่เน้นความพลิ้วไหว เขาคงมิแปลกใจ แต่นี่คือกระบี่คู่ที่ต้องแยกประสาทััถึงขีดสุด!
“ถูกต้อง! มันคือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุด อหังการที่สุด เท่าที่ข้าเคยปะมือมา กระบี่คู่ของมันนับเป็สุดยอดศาสตราแห่งยุค และนี่! คือหลักฐานของความแข็งแกร่งนั้น!”
ิหลงคำรามก้อง ก่อนจะขยับกายที่ใหญ่โตมโหฬาร สยายปีกทมิฬที่ปกปิดส่วนลำตัวออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเกล็ดับริเวณหน้าอก ท่ามกลางเกล็ดสีดำสนิทดุจเพชรนิล ปรากฏรอยแผลเป็ที่เกิดจากคมกระบี่นับสิบรอยสลักฝังลึกอยู่ แม้เวลาจะผ่านไปแสนนาน ทว่ารอยแผลเ่าั้ยังคงฟ้องถึงความโหดร้ายของการต่อสู้ในอดีต!
“์... นี่คือาแที่ท่านได้รับจากการปะมือในครั้งนั้นรึ!” จิ่นเม่ยหลงสูดลมหายใจหนาวเหน็บ ขนาดลำตัวของัที่ใหญ่โตและเกราะเกล็ดที่แข็งแกร่งปานนี้ กลับถูกฟันจนเกิดแผลฉกรรจ์ได้ มนุษย์ผู้นั้นต้องเป็ยอดฝีมือที่สะท้านฟ้าะเืดินเป็แน่แท้!
“เลิกมัวแต่ตกตะลึงได้แล้ว เ้าลองนำมันออกมาสิ!” ิหลงแค่นเสียงสั่งการ
“ข้าต้องทำเช่นไร?!” จิ่นเม่ยหลงละล่ำละลักถาม
“เ้าเพียงแค่นึกถึงรูปลักษณ์ของกระบี่คู่ในห้วงคำนึงของเ้า แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว!”
จิ่นเม่ยหลงปิดเปลือกตาลงตามคำสั่ง กำหนดจิตให้สงบนิ่งดุจผิวน้ำ จินตภาพถึงกระบี่คู่ที่ทรงพลังที่สุด ฉับพลันนั้นเอง ฝ่ามือทั้งสองข้างพลันรู้สึกถึงความหนักอึ้งที่ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า ไอพลังสองสายที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วพุ่งทะลักเข้าสู่ฝ่ามือ!
เมื่อลืมตาขึ้น ั์ตาของเด็กหนุ่มก็ต้องเบิกกว้างจนสุดขีด!
“นะ... นี่น่ะรึ คือกระบี่คู่ที่ท่านกล่าวถึง!”
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในกำมือทั้งสองข้าง คือศาตราวุธที่แผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามและเปี่ยมไปด้วยความงดงามตระการตาเกินกว่าที่มนุษย์โลกจะสรรค์สร้างได้!
ในมือซ้าย คือ 'กระบี่ทมิฬสังหารเทพ' ตัวใบดาบเป็สีดำขลับที่ส่องประกายคล้ายนิลกาฬ ลวดลายัที่สลักอยู่นั้นดูราวกับจะพุ่งออกมาฉีกกระชากิญญาของผู้ที่จ้องมอง ไอพลังมารที่แผ่ออกมานั้นหนักอึ้งจนพื้นดินโดยรอบแตกร้าว
ในมือขวา คือ 'กระบี่เหมันต์นิรันดร์' ใบดาบเป็สีขาวนวลบริสุทธิ์ราวกับแสงจันทร์ ทว่าความเย็นเยือกที่แผ่ออกมากลับจับตัวเป็น้ำแข็งลามไปทั่วชั้นบรรยากาศ ลวดลายัขาวที่สง่างามนั้นแฝงไปด้วยรัศมีที่สูงส่งจนมิอาจเอื้อม
ิหลงจ้องมองอาวุธคู่นั้นด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทะนง “เดิมที ศาสตราคู่นี้เป็เพียงแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้รูปร่าง... ทว่าข้าได้ใช้ 'เพลิงมารอเวจี' หลอมรวมพวกมันขึ้นมาใหม่! กระบี่ทมิฬเล่มนั้น ข้าถึงขั้นเจาะลึกเข้าไปในร่างกายตนเองเพื่อดึงเอา 'ไขกระดูกสันหลังัา' ออกมาเป็แกนกลาง และหลั่ง 'โลหิตเทพั' ของข้าเพื่อสลักิญญาัลงไป!”
น้ำเสียงของิหลงขาดห้วงไปเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยแฝงความเย่อหยิ่งพลันหม่นแสงลง “ส่วนกระบี่สีขาวนวลนั้น... ข้าได้สละ 'ไขกระดูกิญญา' ชิ้นสุดท้ายของปิงเสวี่ย(ัเหมันต์) เป็ส่วนผสมหลัก... และใช้ 'แก่นแท้ชีวิต' ที่นางกลั่นออกมาจากดวงจิตก่อนดับสูญมาเป็ตัวประสานอาวุธเล่มนี้!”
จิ่นเม่ยหลงเงยหน้ามองหลงิ เขาััได้ถึงความโศกเศร้าอันลึกซึ้งที่แผ่ออกมาจากเทพัผู้ยิ่งใหญ่ ทันใดนั้นเอง มวลอากาศเบื้องหน้าพลันหมุนวน ปรากฏเป็เงาร่างจำแลงของบุรุษมนุษย์ในชุดสีขาวโพลน ในมือถือกระบี่คู่ที่แผ่รังสีสังหารคมกริบ
“มันผู้นี้คืุ์ที่เคยใช้กระบี่คู่ปะมือกับข้า! จากนี้ไป เ้าจงใช้มันขัดเกลาตนเองซะ”
สิ้นคำสั่ง ิหลงก็หลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราในทันที จิ่นเม่ยหลงกระชับกระบี่คู่ที่ถูกหลอมด้วยไขกระดูกและจิติญญาัในมือแน่น แววตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งการต่อสู้ เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับยอดฝีมือจำแลงที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามา!