แสงอรุณรุ่งเช้าให้ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอากาศเย็นของธรรมชาติสีเขียว กลิ่นดอกหญ้าริมถนนสีซีดและกลิ่นดินชื้นจากน้ำค้าง เป็สิ่งที่ทุกคนแถบชนบทคุ้นชินกันดี เมื่อดวงตะวันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า นั่นเป็เวลาเริ่มต้นวันใหม่
“ไปก่อนนะยาย”
“เดี๋ยวก่อน เอาขนมไปกินด้วยสิ”
ยายฉายร้องเรียกหลานสาวในชุดนักเรียนที่กำลังจะเดินพ้นผ่านประตูบ้าน มือที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นตามอายุเร่งหยิบขนมต้มและขนมตาลที่อยู่ในถาดเตรียมจำหน่ายใส่ถุงให้กับหลานสาวเพื่อนำไปทานที่โรงเรียน จันทร์เ้าหยุดยืนมองการกระทำของยาย เธออาศัยอยู่กับยายฉายเพียงสองคน และยายคนนี้ไม่เคยปล่อยให้เธอต้องอดเลยสักมื้อ
“ไม่ต้องเยอะมากขนาดนี้ก็ได้ เก็บไว้ขายบ้างเถอะ”
“ก็มีอยู่เยอะแยะแล้วนี่ไง เอาไปเถอะ เอาไปกินเวลาหิวนะ”
“แบบนี้ก็ขาดทุนน่ะสิ”
“ช่างมันเถอะน่า เอานี่”
ถุงขนมถูกยื่นให้กับเด็กสาวตรงหน้า เป็แบบนี้เสียทุกครั้งที่ยายฉายมักนำขนมที่ทำไว้ขายเลี้ยงปากท้องมาให้เธอโดยไม่ได้สตางค์ซักแดงเดียว เป็การค้าขายที่เหมือนจะขาดทุนย่อยยับ แต่ถึงแบบนั้นจันทร์เ้าก็ขัดความตั้งใจของยายคนนี้ไม่ได้ อีกทั้งขนมทุกอย่างที่ยายทำล้วนอร่อยจนอยากจะะโให้โลกรู้ว่ามีร้านขนมไทยที่ชื่อร้านขนมยายเดือนฉายอยู่บนโลกใบนี้
จันทร์เ้าเป็นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ทุกวันเธอเดินทางไปโรงเรียนด้วยการเดินเท้าจากบ้านถึงโรงเรียนใช้เวลาราวยี่สิบนาที ยิ่งเข้าใกล้เขตโรงเรียนก็จะยิ่งได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กนักเรียนคนอื่นๆ จับกลุ่มพูดคุยกันตามประสาเพื่อนสนิท แต่เธอไม่มีแม้กระทั่งเพื่อนให้พูดคุยกันดังเช่นคนอื่น อาจเรียกได้ว่าเธอคือคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโรงเรียนก็ว่าได้ คงเป็เพราะความธรรมดาและฐานะทางบ้านที่แตกต่างกันจึงต้องเผชิญกับสายตาเหยียดหยามของทุกคนอยู่เสมอ
ถึงกระนั้น ไหนเลยจันทร์เ้าจะสนใจ
ถึงกระนั้น ก็ยินดีที่จะอยู่ตัวคนเดียว
ถึงกระนั้น ก็ต้องจากไป ในสักวัน
โรงเรียนทุ่งแสงปัญญา เป็โรงเรียนมัธยมประจำตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก มีจำนวนนักเรียนมากกว่าสี่ร้อยคน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกห้องสองมีนักเรียนทั้งหมดสามสิบคน บนโต๊ะเรียนตัวข้างๆ โต๊ะริมหน้าต่างที่อยู่ท้ายห้อง ถูกขีดเขียนไปด้วยปลายปากกาและของมีคม คำเ่าั้เป็คำหยาบคายที่สลักมอบให้กับเ้าของโต๊ะ อีกทั้งยังมอบขยะที่ยัดเอาไว้ใต้โต๊ะเพื่อเป็ของขวัญต้อนรับวันใหม่ จันทร์เ้ามักได้รับของขวัญสุดพิเศษจากเพื่อนร่วมห้องแบบนี้ทุกวัน
เมื่อเด็กสาวผู้มีใบหน้าเฉยชาได้มาถึงโต๊ะ เธอเพียงเก็บขยะไปทิ้งที่ถังขยะหลังห้อง นำผ้าเช็ดโต๊ะที่แขวนไว้กับผนังไปเช็ดคราบสกปรกบนโต๊ะอย่างใจเย็น ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองเธอไม่ต่างไปจากขยะที่อยู่บนพื้น พวกเขาสนุกทุกวันเมื่อได้เหยียบย่ำขยะชิ้นนี้ และด้วยท่าทีนิ่งเฉยของเธอมักจะทำให้ความหงุดหงิดของพวกเขาปะทุขึ้น
ไม่ใช่แบบนี้สิ ยังไม่พอ
เ็ปให้มากกว่านี้สิ
แสดงความน่าสังเวชให้มากกว่านี้อีกสิ
พวกเขาต่างสบถคำหยาบ ลงมือทุบตี รุมเหยียดหยาม ้าเห็นความเ็ปของยัยขยะเพื่อความพอใจของตน แต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เธอคนนั้นไม่ร้องขอความเมตตาอีกทั้งยังไม่ตอบโต้ เธอยังอดทนและเฉยชากับการกระทำของพวกเขา นั่นเพราะฐานะที่แตกต่างกัน
จันทร์เ้าไม่้าสร้างความเดือดร้อนให้กับยายฉายที่ขายขนมได้อย่างยากลําบาก เด็กสาวไม่เคยพูดถึงเื่เหล่านี้ให้ยายของเธอรับรู้ และไม่้าให้ยายไม่สบายใจกับเื่ไร้สาระเหล่านี้ จันทร์เ้าเพียงแค่ต้องตั้งใจเรียนและจบไปมีงานทำที่มั่นคง เพื่อตอบแทนเงินทุกบาททุกสตางค์ของยายฉายที่เลี้ยงดูเธอมาจนถึงตอนนี้ ดังนั้นเื่ไร้สาระในโรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้มีค่าให้เธอต้องใส่ใจมากนัก
“พอได้แล้วน่าพวกนาย หยุดได้แล้ว”
“โธ่หัวหน้า ไม่เอาสิ ยัยนี่ไม่ร้องด้วยซ้ำ”
“ถ้ายังไม่หยุดฉันจะไปแจ้งครูแล้วนะ”
กอหญ้าหัวหน้าห้องกล่าวห้ามด้วยใบหน้าจริงจัง แต่ถึงแม้จะแสดงท่าทางดุมากขนาดไหน ในสายตาของทุกคนเธอเป็เด็กสาวนุ่มนิ่มที่ไม่มีความน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงแบบนั้นทุกคนก็ยังเชื่อฟังเธอในฐานะหัวหน้าห้องอยู่บ้าง จึงได้พากันแยกย้ายกลับไปนั่งที่ของตัวเอง ความสงบภายในห้องจึงกลับมาอีกครั้ง
พักกลางวันหลังจากที่ทุกคนออกจากห้องจนเหลือเพียงความเงียบสงัด จันทร์เ้ายังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ เธอหยิบถุงขนมที่ยายฉายห่อให้มาเมื่อเช้าวางไว้บนตักก่อนนำขนมต้มยัดเข้าปากในคำเดียว เธอเคี้ยวอย่างอร่อยพร้อมหันมองออกไปนอกหน้าต่าง เด็กสาวชอบชีวิตที่เงียบสงบแบบนี้ที่สุด
“นี่ เอาไปสิ” เสียงใสดังขึ้นพร้อมปลาสเตอร์ผิดแผลที่ถูกวางบนโต๊ะ
จันทร์เ้าละสายตาจากท้องฟ้าหันมองตามเสียงที่ได้ยิน เป็กอหญ้าที่ยืนอยู่ตรงหน้ากะพริบตาปริบๆ จันทร์เ้าจ้องมองด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อต้องเผชิญกับความเฉยชาของจันทร์เ้าที่จ้องมองมา กอหญ้ารู้กลับสึกเกร็งเล็กน้อย
“อะไร ฉันไม่ได้จะมาแกล้งอะไรเธอสักหน่อย หน้าเธอมีแผลน่ะ เอาไปสิ”
กอหญ้าแสดงความหวังดี แต่ทุกอย่างยังคงเงียบงัน
“ฉันรู้ เื่พวกนี้ถึงจะฟ้องครูไปพวกเขาก็แค่จัดการให้พอเป็พิธีเท่านั้น แต่อดทนหน่อยแล้วกัน อีกเดี๋ยวก็จบแล้ว ฉันจะพยายามช่วยแล้วกันนะ”
“ช่วยเหรอ”
“ทำไมล่ะ ทุกครั้งฉันก็ช่วยเธอนี่ ถึงจะไม่มากแต่ก็ถือว่าช่วยได้ล่ะนะ”
“แล้ว...เธอเป็ใคร”
“...เอาจริงดิ” กอหญ้าตกตะลึง “ฉันก็หัวหน้าห้องเธอไง”
หลังเลิกเรียนหากมีเวลาว่างจันทร์เ้ามักจะช่วยยายขายขนมโดยการใส่ถุงเร่ขายไปตามสถานที่ต่างๆ เธอมักทำแบบเดียวกันในวันหยุดเพื่อเป็การเพิ่มช่องทางหารายได้และแบ่งเบาภาระของยายฉายไปพร้อมกัน แม้ว่าจะพบเจอกลุ่มคนที่มักจะก่อกวนการทำงานของเธออยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงแบบนั้นจันทร์เ้าก็ยังอดทนได้ดี
“วันนี้เสื้อไปเปื้อนอะไรมาอีกล่ะ” ยายฉายทำหน้าฉงนใจทุกครั้งที่หลานกลับบ้าน แต่มักจะได้คำตอบเป็ความซุ่มซ่ามของหลานสาวเพียงเท่านั้น
“เดี๋ยวเอาเงินไปซื้อเสื้อใหม่แล้วกัน ซื้อมาหลายๆ ตัวเลยนะ”
“ก็ยังใส่ได้อยู่นี่นา จะสิ้นเปลืองเงินไปทำไมกัน” จันทร์เ้าบ่น
“ก็มันเปื้อนนี่ไง ใส่ไปเดี๋ยวก็อายเพื่อนตายเลย”
“แล้วไงล่ะ จะตายเพราะอายคนอื่นเนี่ยนะ”
“แน่ะ ยัยเด็กคนนี้”
ยายฉายมองหลานสาวหัวดื้อกำลังก้มหน้าทานข้าวโดยไม่สนใจคำพูดของหล่อน หากเป็เื่การใช้เงินใช้ทองแล้วล่ะก็ ยัยหนูจันทร์เ้าคนนี้มักทำเป็เมินใส่เสียทุกครั้ง หากไม่ใช่เื่คอขาดบาดตายเด็กคนนี้ก็ไม่แม้แต่จะเอ่ยขอเงินกับยายเลยสักสลึงเดียว
“คิดว่ายายจะไม่มีเงินซื้อเสื้อให้เราหรือยังไงกัน แค่เสื้อนักเรียนตัวสองตัวขนหน้าแข้งยายไม่ร่วงหรอกน่า เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาเงินไปซื้อเสื้อนักเรียนตัวใหม่ด้วย เข้าใจไหม หรือว่าจะต้องให้ยายพาไปด้วย” ยายฉายจ้องเขม็ง “หา! เข้าใจไหม”
“รู้แล้วๆ ทำไมขี้บ่นจังเนี่ย” จันทร์เ้าแซวยาย
“จะบอกว่ายายเป็คนแก่ขี้บ่นหรือไง กินเข้าไปเลยข้าวน่ะ”
“ก็กินอยู่นี่ไง” เธอเอ่ยขณะเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก
“ดี กินเข้าไปเยอะๆ กินให้หมดนะ”
“นี่ยาย คือว่ากับข้าวมัน...”
“อะไร” ยายฉายชะงักก่อนก้มมองดูกับข้าวบนโต๊ะแล้วเกิดความสงสัยกับประโยคแปลกๆ ของหลานสาว เมื่อมองดูสีหน้าจันทร์เ้าที่ดูอมทุกข์ก็รู้สึกใจคอไม่ดีนัก หรือกับข้าวที่หล่อนทำนั้นมีปัญหาเกิดขึ้น “ทำไม กับข้าวมันทำไมเหรอ”
“คือแบบว่ามัน...”
“มัน...” ยายฉายลุ้นคำตอบ “มัน...มันทำไม”
“อร่อยมาก” เด็กสาวยิ้ม “อะไรเนี่ย ทำไมทำกับข้าวได้อร่อยขนาดนี้นะ”
ในวันเสาร์ตามที่ยายสั่งไว้ จันทร์เ้าต้องเข้ามาในตัวเมืองเพื่อหาซื้อเสื้อนักเรียนตัวใหม่ เด็กสาวไม่้าให้ยายของเธอลำบากเดินทางไกล จึงจำเป็ต้องเดินทางมาเพียงลำพัง เมื่อได้ของที่้ามาแล้วจันทร์เ้าจ่ายเงินพร้อมเดินออกจากร้านในทันที คิดเพียงว่ารีบไปรีบกลับ ทว่ากลับมีสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผนการเดินทางวันนี้ของเธอโผล่เข้ามา
“เอ๊ะ! จันทร์เ้า”
เสียงสดใสนั้นดังขึ้นระหว่างทางที่เ้าของชื่อได้เดินออกจากร้านจำหน่ายชุดนักเรียนไปได้เพียงสิบก้าว เด็กสาวผิวขาวเชื้อสายจีนที่อยู่ด้านหลังรีบก้าวเท้าเดินให้ทันคนด้านหน้า ในมือถือสินค้าที่เพิ่งซื้อมาจากร้านข้างๆ ทว่าคนที่เธอเรียกกลับไม่หยุดเดินอีกทั้งยังคงเดินตรงไปราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อนี้ เด็กสาวหน้าหมวยจึงต้องเดินให้เร็วขึ้นกระทั่งมาถึงจึงรู้ว่าเธอทักคนไม่ผิด
“เธอจริงด้วย มาซื้อชุดนักเรียนเหรอ” กอหญ้าถามเมื่อเห็นของที่อยู่ในถุงใบนั้น ตัวเธอเองไม่คิดว่าจะมาเจอกับจันทร์เ้าที่นี่ “บังเอิญจังเลย พอดีฉันมาซื้อรองเท้าให้ป๊าน่ะ วันนี้เป็วันเกิดป๊าก็เลยมาหาซื้อของขวัญให้เขา”
แต่ดูเหมือนว่ากอหญ้าจะพูดอยู่คนเดียว จันทร์เ้าพลางเหลือบมองด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่งก็เดินต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ ความเฉยชาของเธอใช่ว่าที่โรงเรียนกอหญ้าจะไม่เคยเห็น เธอพอจะรู้ถึงความรู้สึกของจันทร์เ้า รู้ถึงความเ็ปจากการถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด ทุกครั้งเมื่อเห็นจันทร์เ้าถูกกลั่นแกล้ง เธออยากที่จะเข้าไปช่วยแต่กลับไม่มีความกล้ามากพอ เธอเองก็เป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กลัวจะถูกหมายหัวหากเข้าไปยุ่งกับเื่นี้มากเกินไป เธอจึงทำได้เพียงคอยตักเตือนคนพวกนั้นด้วยคำพูดเพียงเท่านั้น อย่างน้อยก็พอช่วยอะไรได้บ้าง
“แล้วนี่กำลังจะไปไหนต่อเหรอ” กอหญ้าถาม “พอดีฉันจะไปซื้อเค้กต่อน่ะ มีร้านเค้กที่ฉันชอบอยู่แถวนี้ เราไปกินด้วยกันไหม วันนี้วันเกิดพ่อฉันเดี๋ยวฉันเลี้ยงเธอเอง” ว่าแล้วกอหญ้าถือวิสาสะจูงมือคนหน้านิ่งเดินไปที่ร้านประจำของเธอ ทว่าทันใดนั้นมือของเธอกลับถูกสะบัดออกอย่างรวดเร็ว กอหญ้าพลันสะดุ้ง
“เธอเป็ใคร” จันทร์เ้ามีสีหน้าประหลาดใจ
“อะไรนะ!” คำถามนี้ทำเอากอหญ้ายืนช็อกอย่างเหลือเชื่อ
“เอาจริงเหรอเนี่ย ฉันก็เป็เพื่อนเธอไง”
“เพื่อนเหรอ?”
“นี่หรือจริงๆ แล้วเธอมีปัญหาทางด้านสมองหรือว่ามีปัญหาเื่ความจำอะไรแบบนี้หรือเปล่า ฉันว่าเธออาจจะต้องลองไปตรวจดูแล้วล่ะ อาการแบบนี้ค่อนข้างน่าเป็ห่วงเลยนะ หรือเข้าขั้นอันตรายเลยแหละ” กอหญ้ารู้สึกเป็ห่วง หรืออาจเป็เพราะจันทร์เ้าถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจมากเกินไป เธอต้องอดทนและคอยเก็บความรู้สึกเอาไว้ตลอด ทำให้สภาพจิตใจเกิดสับสนแบบนี้
“แต่ฉันจำได้ว่าฉันไม่เคยมีเพื่อน” จันทร์เ้าตอบอย่างนิ่งเฉย
คำพูดนั้นทำเอากอหญ้าะเืใจอย่างแรง คนที่พูดจะต้องรู้สึกเ็ปกับความโดดเดี่ยวมากขนาดไหนกัน เด็กสาวแทบอยากจะร้องไห้ออกมา คนคนนี้จะต้องเศร้ามากแน่ๆ กอหญ้าคิดแบบนั้น ดังนั้นหากปล่อยเื่นี้ให้ผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย เธอก็คงจะเป็คนใจร้ายที่ไม่ต่างกับพวกที่ชอบรังแกคนอื่น
“ฉันนี่ไง เพื่อนเธอเมื่อกี้เลย” กอหญ้ายิ้ม “ฉันนี่แหละเพื่อนของเธอ”
พูดจบกอหญ้าพลางเดินเข้าไปกอดคนตรงหน้าพร้อมตบหลังคนในอ้อมกอดเบาๆ เพื่อเป็การปลอบใจ ทั้งรู้สึกเศร้าและยินดีที่จะเป็เพื่อนกับจันทร์เ้าต่อจากนี้ ทว่าขณะนั้นจันทร์เ้ารีบผละคนตรงหน้าออกก่อนมองกอหญ้าด้วยคิ้วที่ขมวดเป็ปม
“เธอมากอดฉันทำไมเนี่ย” สายตารู้สึกประหลาดมองตรงไปข้างหน้า
“ก็เพื่อนกันไง” กอหญ้ายิ้ม
“เพื่อน? ต้องทำแบบนี้ด้วยเหรอ” จันทร์เ้าไม่เข้าใจ
“อ๋อใช่ ต้องทำแบบนี้แหละ” ว่าแล้วก็เข้าไปกอดคนตรงหน้าอีกครั้ง
“ไม่เป็ไรนะ ต่อไปนี้เราก็เป็เพื่อนกันแล้ว ถ้าเธอมีปัญหาหรือมีเื่อะไรไม่สบายใจ เธอพูดกับฉันได้นะ ฉันรับฟังเธอเอง”
คงเป็ครั้งแรกที่จันทร์เ้ามีเพื่อน เธอรู้สึกสับสนและมึนงงอย่างบอกไม่ถูก เพื่อนคืออะไรและจะเป็อย่างไรต่อไป ชีวิตของเธอจำเป็จะต้องมีเพื่อนด้วยหรือ ที่ผ่านมาไม่มีก็ไม่เห็นว่าจะเป็อะไร อยู่ๆ ก็มีเพื่อนปรากฏตัวขึ้นมาแล้วเธอควรจะต้องทำอย่างไร
“อย่ามองแบบนั้นสิ นี่ฉันเองกอหญ้าเพื่อนเธอไง”
“กอหญ้า?”
“ใช่แล้ว นั่นแหละชื่อฉัน” กอหญ้ารู้สึกภูมิใจในที่สุดจันทร์เ้าก็สามารถเรียกชื่อเธอถูกเสียที “เอาเป็ว่าเราเป็เพื่อนกันแล้วนะ งั้นเราก็มาฉลองให้กับการเป็เพื่อนใหม่กันเถอะ ร้านเค้กอยู่ข้างหน้านี้เอง เดี๋ยวฉันเลี้ยง ไปกันเถอะ”
จันทร์เ้าไม่เคยรู้ว่าเพื่อนคืออะไร มีหรือไม่จะแตกต่างอะไรกับการใช้ชีวิตปกติของเธอ ทว่าหลังจากมีคำว่าเพื่อนอยู่ในหัว ชีวิตที่โดดเดี่ยวของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป ความเงียบงันเริ่มมีสีสัน กอหญ้ามักเข้ามาพูดคุยกับเธอที่โรงเรียนบ่อยขึ้น นั่นรวมไปถึงการทานข้าวกลางวันที่โรงอาหาร และยังได้ฟังเื่น้ำเน่าจากเพื่อนที่ชอบดูละครหลังข่าวอยู่ทุกวัน
กอหญ้าและจันทร์เ้าเริ่มสนิทกันมากขึ้น แม้จันทร์เ้าจะไม่ใช่คนประเภทที่ชอบพูดมาก แต่เธอสามารถคุยกับกอหญ้าได้มากกว่าเพื่อนทุกคนในห้อง อีกทั้งเมื่อจันทร์เ้าถูกแกล้งจากเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ หัวหน้าห้องอย่างกอหญ้าก็มักจะออกตัวปกป้องอยู่เสมอ การกลั่นแกล้งภายในห้องจึงลดน้อยลงไป
นี่คือชีวิตที่ต่างไปจากเดิม
ชีวิตที่ถูกเปลี่ยนด้วยกันว่าเพื่อน
เมื่อยามที่ดวงตะวันโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า ความสว่างของโลกใบนี้ก็พลันปรากฏขึ้น หมู่นกบินออกจากรัง ต้นหญ้าพลิ้วไหว ดอกไม้ผลิบาน แสงอรุณรุ่งเช้าได้สาดความอบอุ่นนั้นให้กับโลก เป็ความอบอุ่นที่ทุกคนสามารถััถึงมันได้
เสียงรองเท้าหนังสีดำกระทบพื้นดังไปตามทางเดินบนอาคารเรียนชั้นสาม ภายในชั้นเรียนมัธยมศึกษาปีที่หกห้องสอง ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเหล่านักเรียนปีสุดท้าย ปรากฏร่างของชายผู้เป็ครูประจำชั้นเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าแห่งความโศกเศร้า เขายืนอยู่ด้านหน้าท่ามกลางสายตาของเหล่านักเรียนอันเป็ที่รัก ก่อนกล่าวด้วยถ้อยคำที่แสนเ็ป
“วันนี้ครูมีข่าวร้ายจะมาแจ้งให้ทุกคนทราบ”
“ข่าวร้าย?”
“คือว่า หัวหน้าห้องของเรา กอหญ้าน่ะ...เธอเสียชีวิตแล้ว”
“...”