“คนของฝ่าารึ?”
“เ้าค่ะ”
“หากเป็เช่นนั้นอาจจะหายากสักหน่อยแต่ก็มิใช่ว่าจะหามิได้” ลูบปลายคาง “หากนั่นคือบุรุษที่เ้าแอบชอบพี่ย่อมช่วยเหลือ” ลุกขึ้นยืน “มาเถอะ” เดินนำออกไปด้านนอกเพื่อเข้าโรงครัว แม้จะมีนางกำนัลเดินกันขวักไขว่แต่นั่นมิใช่ปัญหาในเมื่อทุกคนล้วนแต่ต้องรีบทำตามหน้าที่ของตนเองไม่ต่างกับอาฟั่น เพียงแต่นางจะมีหน้าที่ยกสำรับจากโรงครัวไปส่งตามตำหนักต่างๆ เท่านั้น มิได้ขึ้นตรงกับตำหนักใดเป็พิเศษ จึงค่อนข้างมีเวลามากในการเดินแอบขายปิ่นปักผมไม่เว้นยามนี้ “เจาถิง วันนี้ข้าได้ปิ่นมาเพิ่มอีกหลายร้อยชิ้น หากเ้าว่าง มาหาข้าได้ตลอดนะ”
เจาถิง หนึ่งในนางกำนัลยกสำรับตาโต “จริงรึ” ระหว่างเรียงคิวถือถาดคนละถาด นางกำนัลหลายคนต่างร้องถามอย่างสนใจ ปิ่นที่อาฟั่นเอามาขาย ทุกชิ้นล้วนเป็ของดี เสียงพูดคุยดังระงม
“จริงสิ มาช้าอดเลือกของดี เดี๋ยววันนี้ข้ากับน้องใหม่จะไปตำหนักหลงซิ่ว ที่เหลือพวกเ้าก็กระจายกันไปเถอะเดี๋ยวข้ากลับมาถึงก่อนจะได้ไปเตรียมของไว้รอ” ที่กล่าวเช่นนี้เพราะตำหนักหลงซิ่ว ตำหนักของฮ่องเต้อยู่ใกล้โรงครัวมากกว่าตำหนักอื่น นางจึงกล่าวดักเอาไว้และใช้ของเข้าล่อซึ่งเหล่าลูกค้าทั้งหลายของนางนั้นย่อมเห็นด้วยเป็แน่
นางกำนัลนับยี่สิบคนต่างพยักหน้า ในที่นี้มิมีใครสนใจใครเพราะต่างก็ใส่ชุดนางกำนัลเหมือนๆ กันรวมถึง…ปิงปิงและอาเปา
๑--------------------๑
ตำหนักหลงซิ่ว:ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียน
ยามนี้หน้าตำหนักหลังใหญ่มีขันทีชรายืนรอรับสำรับเย็นตามปกติที่นางกำนัลทั้งหลายพบเห็นเป็ประจำ ข้างกายขันทีผู้นั้นยังมีขันทีรุ่นเยาว์อีกสามคนจับกลุ่มคุยกันเป็ปกติและรอบตำหนักใหญ่ยังมีนายทหารฝีมือดีคอยเฝ้าอารักขา ไม่นับรวมองครักษ์เงาขั้นหนึ่งอีกหกร้อยกว่านายกระจายไปทั่วพื้นที่หนึ่งลี้ แน่นอนว่าองครักษ์ทุกคนล้วนไปมาไร้เสียง ไร้ร่องรอย จะเรียกหาแต่ละครั้งคงมีเพียงฝ่าาผู้เดียวที่พวกเขาจะฟังคำสั่ง
“มาแล้วๆ” อาฟั่นร้องเรียกให้เหล่าขันทีหันมามอง “สำรับมาแล้วเ้าค่ะ” หนึ่งถาดจากมือนางยกให้ขันทีน้อย
หวังปิงปิงเองก็ทำตามบ้างแต่แทนที่นางจะส่งให้ขันทีน้อยอีกคน นางกลับส่งมอบถาดนั้นให้ขันทีชราสี่สุ่ย!!
“มายื่นให้ข้าด้วยเหตุใด” ขันทีคนสนิทของฝ่าามองนางกำนัลที่เอาแต่ก้มหน้ายื่นถาดสำรับด้วยความสงสัย แล้วคำถามนั้นก็ถูกเฉลยเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นสบตา “หวังปิงปิง?” ‘นี่นางมาอยู่ในชุดนางกำนัลได้อย่างไร’ “เหตุใด เ้า!!”
^^ เ้าของนามยิ้มหวานกระจ่างใส ไร้ท่าทีหวาดกลัว ถึงแม้ว่าตนนั้นจะถูกจับได้ “ท่านลุงสุ่ย ยินดีที่ได้พบเ้าค่ะ” นางกล่าวกับขันทีชราก่อนจะหันไปบอกพี่อาฟั่น “ขอบคุณพี่อาฟั่นที่มาส่งข้า อีกครู่ข้าจะเดินกลับเองนะเ้าคะ”
อาฟั่นมองสลับหวังปิงปิงผู้น่ารักกับขันทีสูงวัย พร้อมกับคิดว่า ‘ทั้งคู่รู้จักกัน นั่นแสดงว่าที่หวังปิงปิงกล่าวไว้นั้นมิใช่คำโป้ปด นางแอบชอบบุรุษในตำหนักนี้แน่ๆ’ “อืม” ก่อนจะเดินกลับไปด้วยตัวคนเดียว
ขันทีสี่สุ่ยพยักหน้าให้ขันทีทั้งสามนำสำรับเข้าไปในตำหนักเพราะอีกหนึ่งเค่อก็ถึงเวลาตั้งสำรับแล้ว แต่ก่อนจะได้ทำสิ่งใดเขาต้องถามสตรีอ่อนวัยหน้าแฉล้มนางนี้ก่อน “มีเื่ใดหรือไม่” ที่ถามเพราะขันทีแก่เช่นเขาแอบคาดหวัง
พยักหน้า “มีเ้าค่ะ” ล้วงผ้าและห่อรังนกของท่านตาออกมาจากอกเสื้อ “ข้านำผ้าเช็ดหน้ามาคืนฝ่าา พร้อมกับรังนกสมุนไพรแสดงความขอบคุณ”
‘ผ้าเช็ดหน้า? ของใช้ส่วนพระองค์?’ “เช่นนั้นฝากไว้ที่ข้าได้” แบมือออกไปรับ...แต่นางไม่ส่งให้เขา
“ข้าอยากนำมันไปคืนด้วยตนเอง และอีกอย่างคือรังนกชนิดนี้ข้าได้มาจากท่านตา มีเพียงข้าที่ต้มเป็เ้าค่ะ” ^^ “มันซับซ้อนเกินกว่าที่ท่านลุงสุ่ยจะเข้าใจ”
ขันทีสูงวัยส่ายหัวไม่ยินยอมกับคำขอของนาง ‘เื่เล็กน้อยเท่านี้ จะเป็ผู้ใดทำก็ได้’ “จะซับซ้อนอย่างไรคงไม่ต่างกับอาหารอื่นๆ นอกเสียจากว่าเ้าแค่นำมันมาเพื่อกล่าวอ้าง ส่งมา” คำหลังเสียงเข้มเมื่อไม่เห็นประโยชน์
หวังปิงปิงใจเสียไปเกินครึ่งแต่เมื่อมาถึงที่ นางย่อมต้อง สู้!! “ใช่เ้าค่ะ ข้าแค่กล่าวอ้างจริงอย่างที่ท่านลุงว่า ดังนั้น” สูดลมหายใจเข้าปอดดังเฮือก “ข้าจะไม่อ้อมค้อมอะไรอีกนอกจากอยากจะบอกท่านลุงว่า ข้า หวังปิงปิงอยากพบฝ่าา ผู้เป็รักแรกที่ข้าลืมไม่ลง” เม้มปาก “ท่านลุงไม่ต้องเชื่อข้าก็ได้ แต่ข้าสาบานตรงนี้เลยว่าข้ามิใช่คนโกหก รักแรกสำหรับข้าที่มิใช่กับรัชทายาทแต่เป็ฮ่องเต้ของท่าน” มองขันทีชราด้วยสายตาแน่วแน่ จะบอกว่านางวัดดวง ก็คงใช่ เพราะการรับมือกับท่านลุงสี่สุ่ยนั้นไม่อยู่ในแผนเลย สถานการณ์จริงยามนี้คือ คิดสดล้วนๆ
“_” ไร้เสียงห้ามปรามใดออกมาจากปากขันทีสูงวัยนอกจากสายตาจ้องมองสตรีอ่อนเยาว์ที่จ้องกลับ ‘รักแรกที่ลืมไม่ลง’ หากจะกล่าวออกไปว่าไม่เชื่อคงไม่ได้เพราะนางมิเคยพบกับฝ่าาเลยสักครั้งแม้นางจะเป็บุตรสาวของสหายคนสนิทของฝ่าา รึนางเคยเข้าวังมาก่อนนั่นก็คงจะไม่ใช่ในเมื่อขันทีเช่นเขาตามติดฝ่าายิ่งกว่าเงาตามตัวและมั่นใจมากว่านางมิเคยพบพระพักตร์ของพระองค์…จนวันนั้น วันประลองยุทธ์ ขันทีสี่สุ่ยมิได้เอ่ยห้ามหรือสนับสนุนใดๆ นอกจากหันหลังเดินเข้าตำหนัก ในหัวพร่ำบ่นซ้ำไปซ้ำมา ‘แค่นี้ล่ะ ที่ข้าอยากได้ยิน’
หวังปิงปิงวิ่งตามติดโดยสั่งอาเปาว่า “รอด้านนอกนี่นะ” ชี้ไปที่ริมประตูเพื่อหลบสายตาคนอื่น อย่างน้อยนางก็ผ่านไปแล้วสองด่าน ที่เหลือคือไปตายเอาดาบหน้าอีกครั้ง สองขาเรียวในชุดนางกำนัลเดินตามขันทีชราเพื่อไปยังสวนสวยกลางตำหนัก ปิงปิงเดินผ่านห้องทรงงาน ผ่านห้องหนังสือเหมือนครั้งก่อนที่นางเคยมากับบิดา ก่อนที่ขันทีชราจะเอ่ยกับฝ่าาเสียงไม่ดังนัก
“มีสตรีนางหนึ่งมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ” ก่อนจะรีบเดินหนีไปทันที
หวังปิงปิงหน้าเหวอทันทีเมื่อนางถูกท่านลุงสุ่ยทิ้งเอาไว้กลางคัน นางยืนก้มหน้างุด ตัวสั่นน้อยๆ ราวกับกลัวความผิด (ซึ่งก็ผิด) ในมือขยำผ้าเช็ดหน้าสีครีมจนยับย่นไปหมด ใครเลยจะรู้ว่าการลักลอบเข้ามายืนตรงจุดนี้มันน่ากลัวกว่าตอนเข้าวังทางประตูด้านหลังแล้วพบทหารยามเสียอีกแต่ที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมท่านลุงสุ่ยรีบเดินหนีไปโดยทิ้งนางเอาไว้ให้รับหน้าเพียงคนเดียวเล่า!
ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนมองสตรีในชุดนางกำนัลที่บังอาจเข้ามาโดยที่ตนไม่เคยเรียกใช้ รอบกายยามนี้นอกจากองครักษ์ในเงาที่เฝ้าระวังภัยแล้วกลับไม่มีขันทีเลยสักคนเดียว แม้แต่สี่สุ่ยคนสนิทก็ยังกล้ามาทิ้งนางเอาไว้ตรงนี้!! ดวงตาคมจับจ้องสตรีตัวน้อยจนเห็นในมือของนางขยำผ้า? คล้ายๆ ว่านั่นคือผ้าเช็ดหน้า ‘รึว่า?’ “หวังปิงปิง?”