ภายในเรือนเก็บฟืนเล็กๆ หลังหนึ่ง
มีเด็กชายสองคนที่หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน คนหนึ่งนอนสลบไม่ได้สติ อีกคนนั่งคุกเข่าร่ำไห้อยู่ด้านข้าง คราบไคลบนใบหน้าและความซอมซ่อของเรือนนี้ไม่อาจกลบความงดงามบนใบหน้าพวกเขาได้
ทั้งสองสวมชุดสีเขียวอ่อนตัวยาวเปื้อนฝุ่นที่มีเนื้อผ้าชั้นกลางบ่งชี้ว่าฐานะครอบครัวของทั้งสองนั้นไม่เลว แต่สภาพความเป็อยู่กลับย่ำแย่สู้ไม่ได้กระทั่งบ่าวรับใช้
หยดน้ำเย็นๆ หยดแล้วหยดเล่ากระทบใบหน้าปลุกให้เจาหวาฟื้นคืนสติ หัวสมองขาวโพลนมึนงงไปชั่วขณะ เมื่อเรียกสติคืนมาได้เต็มสิบส่วนก็รู้สึกได้ถึงร่างกายที่ปวดร้าวร้อนผ่าว ศีรษะพองโตหนักอึ้ง ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะยกเปลือกตา
ร่างกายอ่อนแอและพิษไข้ที่รุมเร้าทำให้เจาหวาเผลอส่งเสียงพึมพำไม่ได้ศัพท์
เสียงสะอื้นไห้ของเด็กน้อยดังเคล้าคลอเสียงครางด้วยความเ็ป
“อึก”
เจาหวานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ได้ตายไปแล้วหรอกหรือ?
เขาขยับร่างกายไม่ได้ แต่ััได้ถึงพลังปราณเบาบางรอบกายจึงลองรวบรวมดู พลังปราณไร้รูปรอบด้านวนเวียนรอบกายเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วสลายไป เจาหวาตาลอยด้วยความสิ้นหวัง จินตันแหลกสลาย พลังิญญาสูญสิ้น สำหรับผู้ฝึกตนไร้พลังตบะก็เท่ากับกลายเป็คนพิการ
เขาสูดลมหายใจลึกกัดฟันฝืนลุกขึ้นดูสถานการณ์รอบด้าน ชั่วขณะนั้นภาพความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้ามา ศีรษะเ็ปยากทนทานจนต้องล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
เขาลืมตาอีกครั้งเมื่อเห็นความทรงจำทั้งหมด ดวงตาประกายอำมหิตวาบไม่มีเค้าของเด็กวัยหกเจ็ดขวบแม้แต่น้อย สายตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก่อนจะดับวูบไปเมื่อถูกร่างเล็กของเด็กชายพุ่งเข้ามาสวมกอด
“พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!”
ชาติที่แล้วเขาถูกอาจารย์หลอก ถูกลงอาคมพลีชีพ ิญญาควรจะโดนดูดกลืนจนหมดถึงจะถูก
นึกถึงเื่เก่าๆ พวกนั้น ดวงตาก็เปียกชื้น
แม้จะไม่น่าเชื่อ แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ในเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่และยังสามารถใช้จิตััพลังปราณ อย่างนั้นแสดงว่าเขายังมีหวังในการบำเพ็ญเพียร
เด็กชายอีกคนเห็นร่างกายของเจาหวาแน่นิ่งไปก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็อะไรไปแล้ว จึงใช้แรงอันน้อยนิดของตัวเองเขย่าปลุกเขาไม่หยุด
“พี่ใหญ่!
เจาหวาพลันได้สติ ร่างกายถูกเขย่าจนสั่นไปหมด เขาขมวดคิ้วแน่นด้วยความรำคาญ อยากจะอ้าปากเอ่ยคำสบถแต่ลำคอแหบแห้งไร้เสียง เมื่อลืมตาขึ้นเห็นเด็กชายตรงหน้ามองมาด้วยความเป็ห่วงจนน่าขบขัน หัวใจที่ตายด้านก็เหมือน ว่าจะมีความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามา
ดีใจ?
หึ เจาหวายิ้มหยันในใจ
สมเพชต่างหาก
ชะตาชีวิตแบบนี้ไม่มีใครคุ้นเคยไปมากกว่าเขาแล้ว
เกิดในตระกูลฐานะดี หลงละเมอเพ้อพก ผลสุดท้ายเป็อย่างไร? ถูกคนข่งเหงไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง
ในเมื่อเขามาเกิดใหม่เป็เด็กคนนี้แล้ว ย่อมไม่ยอมให้ตัวเองมีจุดจบแบบนั้นแน่ ส่วนเด็กชายตรงหน้าเขาจะเป็อย่างไรเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย ตอนนี้เขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะ ไม่ต้องแสร้งทำเป็คนดีช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อไม่อาจใช้พลังปราณ แค่เอาตัวเองรอดก็เต็มกลืนแล้ว
“ฮือ อย่าตายนะ พี่ใหญ่”
หนวกหู!
ด้วยร่างกายยังอ่อนแอ้าพักผ่อน ในที่สุดเจาหวาก็ทนไม่ไหว อยากจะตบให้เขาเงียบปาก แต่ก็รู้ว่าเด็กในวัยนี้ยิ่งเจ็บยิ่งจะร้องกว่าเดิมจึงยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กชายอีกคนแล้วกล่าวเสียงแหบ
“ชู่... เงียบหน่อย ให้พี่พักอีกสักครู่”
เสียงร้องไห้และน้ำตาหยุดในทันควัน เหลือเพียงเสียงสะอื้นตามด้วยเสียงตอบรับเบาๆ เจาหวาผ่อนลมหายใจหลับตาลงอย่างวางใจ
“ฮึก... ขอรับ”
เด็กชายทั้งสองเป็ฝาแฝดที่เกิดจากภรรยาคนแรกของคหบดีหลิน ในเมืองเหอหลัน แต่เดิมตระกูลหลินไม่นับว่าเป็ตระกูลใหญ่ แต่หลังจากนายท่านหลินแต่งภรรยาคนที่สองตระกูลหลินยิ่งมายิ่งภรรยาของนายท่านหลินมีอาการตกเืหลังคลอด ให้กำเนิดทารกฝาแฝดชายคู่หนึ่งนั่นก็คือร่างปัจจุบันของเจาหวา ชื่อหลินจื่อหวาและน้องชายหลินจื่อหรง ฮูหยินหลินอดทนต่อความเจ็บป่วยดูแลบุตรด้วยตนเองได้ไม่นานก็จากไป
หลังจากไว้ทุกข์ครบหนึ่งปี นายท่านหลินได้แต่งงานใหม่กับบุตรีตระกูลหลี่ หลี่ิจู
ตระกูลหลี่เข้ารับราชการเป็ขุนนางมาหลายรุ่นหยั่งรากลึกในราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน แม้อัครมหาเสนาบดีหลี่จะออกจากตำแหน่ง ไม่ได้กุมอำนาจสูงสุดอีก แต่มีหลี่ฮองเฮาผู้เป็บุตรีกุมตรงหงส์ในพระราชวัง อีกทั้งยังให้กำเนิดหนึ่งหงส์หนึ่งัแก่จักรพรรดิ ดังนั้นอิทธิพลของตระกูลหลี่ยังคงยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากเดิม
ภรรยาคนที่สองของนายท่านหลิน หลี่ิจู บุตรีคนสุดท้องของอัครมหาเสนาบดีหลี่ที่ได้มาตอนแก่ ถึงมารดาจะเป็เพียงอนุภรรยาก็ได้รับความโปรดปรานั้แ่เกิด เดิมทีฐานะของตระกูลหลินในตอนนั้นย่อมไม่อยู่ในสายตาของคนตระกูลหลี่ แต่นายท่านหลินรูปโฉมงดงามดุจกวีพานอัน หลี่ิจูที่กำลังเตรียมตัวเพิ่งเข้าพิธีปักปิ่นเห็นเขาครั้งแรกร้านเครื่องประดับก็ปักใจ
นายท่านหลินทั้งหล่อเหลา หมดจด รอยยิ้มบางยังอ่อนโยนชวนให้เคลิ้บเคลิ้ม นางส่งคนออกไปสืบข่าวทันที แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะนายท่านหลินแต่งภรรยาแล้ว อีกทั้งภรรยาของเขายังกำลังตั้งครรภ์อยู่ บุตรสาวสกุลหลี่ย่อมไม่อาจกินน้ำใต้ศอกเป็อนุผู้อื่น จึงได้แต่เก็บความหวังนี้ไว้ในใจ
บุตรสาวตระกูลหลี่ที่กำลังอยู่ในวัยแรกแย้มย่อมไม่ขาดผู้คนหมายปอง เทียบเชิญเทียบแล้วเทียบเล่าส่งมาเชิญนางไปร่วมงานชมบุปผา ฯลฯ หากใครต่อใครต่างก็แจ้งแก่ใจดีว่า ผู้คนที่มาร่วมงานล้วนใจไม่อยู่ที่บุปผา ในใจหลี่ิจูจดจำแต่นายท่านหลิน จะเห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาได้อย่างไร
นางไม่อยากแต่งให้ผู้อื่น แต่ผู้าุโในบ้านบีบคั้นจนนางเกิดความคิดขึ้นมาชั่ววูบ นางเพิ่งอายุสิบห้าปี ยังมีเวลาเลือกอีกมาก ต่อให้นายท่านหลินไว้ทุกข์อีกหนึ่งปี... ดังนั้นนางจึงซื้อตัวบ่าวรับใช้ตระกูลหลินให้ใส่บางอย่างลงไปในยาบำรุงครรภ์ของหลินฟูเหริน
ยามนั้นหลินฟูเหรินท้องแก่ใกล้คลอด ยาเพียงเทียบเดียวก็ทำให้หลินฟูเหรินตกเืได้ โชคดีที่นอกจากหลินฟูเหรินเอาชีวิตรอดมาได้และยังให้กำเนิดฝาแฝดเพศชาย
คนโตหลินจื่อหวา คนรองหลินจื่อหรง
หลินฟูเหรินอุ้มชูบุตรชายทั้งสองด้วยน้ำตาปลาบปลื้ม ความรักของมารดาช่างยิ่งใหญ่ นางอดทนต่อความเ็ปคลอดบุตร หลังจากที่ร่างกายฟื้นฟูบางส่วนยังให้นมด้วยตัวเอง น่าเสียดายที่การตกเืในครั้งนี้ทิ้งโรคร้ายไว้ ผ่านไปเพียงปีกว่าร่างกายของนางก็ทนไม่ไหวลาโลกจากไปเสียก่อน
สุดท้ายหลี่ิจูก็ได้ออกเรือนไปตระกูลหลินสมใจ กลายเป็มารดาเลี้ยงคนใหม่ของทารกสองคน แต่นางอายุเพียงสิบแปดปี ยังอยู่ในวัยสาวสะพรั่ง ใช่ว่าไม่มีปัญญาคลอดบุตรเอง จะอดทนเลี้ยงดูบุตรชายของผู้อื่นจริงๆ ได้อย่างไร
ทารกอ่อนแอสองคนไม่มีมารดาคุ้มครอง บิดายุ่งหาเงินอยู่นอกบ้าน ย่อมต้องตกเป็เป้ารังแกของผู้อื่น
จู่ๆ ความเชื่อเกี่ยวกับลูกแฝดก็แพร่กระจายไปทั่วเมือง
ครรภ์มงคลครรภ์หงส์ั ครรภ์หายนะครรภ์ัคู่
พร้อมกับข่าวลือว่าัคู่แห่งตระกูลหลินนำหายนะมา มารดาผู้ให้กำเนิดฝืนชะตาเลี้ยงดูไว้ข้างกายทำให้เสียชีวิตไป แรกเริ่มนายท่านหลินและฟูเหรินผู้เฒ่ายังไม่เชื่อ ต่อมาบ้านเดิมของฟูเหรินคนก่อนค่อยๆ เ็ปล้มตายไปทีละคน การค้าตระกูลหลินก็ถูกคนก่อกวนไม่เว้นแต่ละวันจึงค่อยๆ ซบเซา
นายท่านหลินปวดเศียรเวียนเกล้า ทางหนึ่งต้องคอยแก้ไขปัญหาที่ร้านค้า อีกทางหนึ่งคอยปลอบประโลมคนในบ้าน จวบจนข่าวการตายของน้องชายหลินฟูเหรินคนก่อนมาถึง คนตระกูลหลินทั้งบนทั้งล่างล้วนนั่งไม่ติด ร่ำร้องให้นายท่านหลินรีบส่งเด็กสองคนออกไป
ความไม่พอใจของคนในตระกูลเริ่มมากขึ้นทุกวัน นายท่านหลินได้แต่นำบุตรชายทั้งสองไปฝากไว้ที่อารามเต๋า หวังเปลี่ยนชะตา นานวันเข้า บุตรชายที่เกิดกับฟูเหรินคนใหม่ถือกำเนิด การค้าเริ่มดีขึ้นตระกูลหลินก็คล้ายกับว่าจะลืมทายาทสองคนนี้ไป
เจาหวาหลับไปครู่หนึ่งก็รู้สึกดีขึ้นมาก ร่างกายฟื้นฟูเรี่ยวแรงกลับมาได้ราวห้าส่วน แต่แปลกที่ตรงบริเวณหน้าอกยังรู้สึกหนักและหายใจลำบาก เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างยากลำบากแล้วกดเปลือกตาเมื่อยล้าลืมตาขึ้น ในดวงตาปรากฏเส้นผมสีดำขลับกลุ่มหนึ่ง หลินจื่อหรงกำลังซบอกเขานอนหลับสบายอยู่
“…”
จะบ้าตาย หมดคำพูดจริงๆ เ้าเด็กคนนี้รู้บ้างหรือไม่ว่าเขาป่วยอยู่น่ะ
นอกจากความรู้สึกไม่สบายตัวแล้ว เขายังรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เจาหวาไม่ชอบให้ใครััร่างกายเขาั้แ่ เมื่อก่อนแล้ว ถึงคนตรงหน้าจะเป็เด็กและเป็คนที่มีสายเืเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น
ยิ่งชื่อของเ้าเด็กนี้มีตัวอักษร หรง ยิ่งทำให้เขาอยากจะบีบคออีกฝ่ายให้ตายไปซะ ข้อหามีชื่อเดียวกับคนที่เขาเกลียด แต่เขารู้ดีว่าหากตนเองฆ่าคนในตอนนี้คงไม่มีปัญญาหลบหนี จึงได้แต่ล้มเลิกความคิด
เดิมทีเจาหวาคิดว่าพอร่างกายดีขึ้นบ้างเขาก็คงจะสามารถรวบรวมพลังปราณแล้วจากไปได้ทันที แต่ดูท่าแล้วจะเป็ไปไม่ได้ ตอนนี้ตนเองป่วยอยู่ อายุน้อย ยังไม่มีบิดามารดาเลี้ยงดูอีก นอกจากเด็กคนนี้แล้วเขาก็ไม่อาจพึ่งใครได้อีก แม้ ในใจจะอึดอัดเพียงใดเขาก็ไม่แสดงออกมา
ตอนนี้ยังไม่อาจฉีกหน้า ได้แต่ค่อยเป็ค่อยไปแล้ว
เจาหวาคิดแล้วก็แกล้งสั่งเสียงไอในลำคอ
“แค่ก!”
หลินจื่อหรงขมวดคิ้ว ร่างกายขยุกขยิกราวกับไม่สบายตัว อึดใจถัดมาลมหายใจก็สม่ำเสมอ หลับฝันต่อ
เจาหวา “...”
น่าตายนัก!
“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”
หลังจากเจาหวาแกล้งไออีกหลายครั้ง ในที่สุดหลินจื่อหรงก็สะลึมสะลือลืมตาตื่นขึ้นมาได้สักที เจาหวาถอนหายใจเฮือกใหญ่กล่าว
“ตื่นแล้วก็ลุกเถอะ เ้านอนทับอกข้าแบบนี้ ข้าหายใจไม่ออก”
เด็กชายเม้มปากตอบ
“อ่อ ข้าขอโทษ ข้าเผลอหลับไปน่ะ”
เมื่อคนที่นอนทับอยู่ลุกขึ้นแล้ว เจาหวาจึงลุกขึ้นนั่งบ้าง เขาสำรวจสิ่งของในอาภรณ์กลับไม่มีอะไรเลยแม้แต่สิ่งของแสดงตัว
หึ
เจาหวาแสยะยิ้ม ช่างรอบคอบเสียจริง ส่งบุตรชายออกจากจวน โยนส่งๆ ไว้ในอาราม ไม่ให้เงินไม่พอ ยังไม่มีของแสดงตัวอีก ดูท่าแล้วเด็กชายสองคนนี้คงเป็หมากที่ถูกทิ้งซะแล้ว
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาก็ไม่ได้อยากมีครอบครัวจอมปลอมนักหรอก
หลินจื่อหรงนั่งหาวขยี้ตา แล้วล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบไป๋เกาออกมา จากนั้นก็ฉีกออกเป็สองส่วน ไม่รู้เป็ความผิดพลาดหรือการจงใจ ขนมสองชิ้นนี้มีขนาดแตกต่างกันมาก ชิ้นหนึ่งมีขนาดสามในสี่ส่วน อีกชิ้นหนึ่งมีเพียงส่วนเดียว เด็กชายเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว จ้องมองอย่างไม่สบายใจ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มือน้อยๆ ของเด็กชายก็ยื่นชิ้นที่ใหญ่กว่าส่งมาให้
เจาหวาอึ้งงัน ในใจพลันเกิดรสชาติที่ไม่อาจบรรยายเป็คำพูดได้ ทั้งอัดอั้นทั้งร้อนวูบวาบ
หลินจื่อหรงเห็นว่าเขายื่นให้นานแล้ว เจาหวาไม่รับไปเสียที ฉับพลันก็คิดได้ว่าพี่ชายป่วยอยู่อาจจะไม่มีแรงจึงยื่นขนมชิ้นนั้นไปที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายตรงๆ
“อ้าม~”
ดวงตาพลันอุ่นชื้น ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะปฏิเสธอย่างไร เสียงท้องร้องดังโครกคราก เจาหวาอับอายจนหน้าแดง สุดท้ายปลอบใจตัวเองว่าตอนนี้เขาก็นับว่าเป็เด็กน้อยคนหนึ่ง แล้วอ้าปากรับขนมที่อีกฝ่ายป้อนให้
กลิ่นหอมของแป้งข้าวเหนียวและรสหวานของน้ำตาลอบอวนอยู่ในปาก
ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าไป๋เกาจะอร่อยขนาดนี้
เจาหวากินไปได้ครึ่งชิ้นก็กล่าวว่า
“ข้าอิ่มแล้ว เ้ากินเถอะ”
หลินจื่อหรงได้ยินก็ขนาดคิ้วไม่พอใจเล็กน้อย
“นี่ได้อย่างไร พี่ชาย ท่านป่วยอยู่ ต้องกินเยอะๆ จะได้หายเร็วๆ”
“ใครบอกเ้า ข้าไม่สบาย ไม่อยากอาหาร อีกทั้งยังเจ็บคออยู่ ขนมนี้กินมากแล้วคอแห้งอาจจะป่วยยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ”
เจาหวาไม่ได้โกหก เขาไม่ค่อยอยากอาหารจริงๆ อีกอย่างขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวประเภทนี้กินสองคำก็อิ่มแล้ว
หลินจื่อหรงพยักหน้าหงึกหงัก หยิบขนมส่วนที่เหลือเข้าปาก ไม่รังเกียจว่าชิ้นนั้นมีน้ำลายของอีกคนติดอยู่ แล้วลุกขึ้นเดินไปหยิบชามเก่าขึ้นมา
“ข้าจะไปเอาน้ำมาให้”
พูดแล้วก็หมุนตัวเดินออกไปทันที
ดวงตาของเจาหวาที่มองตามแผ่นหลังเล็กทอประกายซับซ้อนอยู่วูบหนึ่ง เขายกมือขึ้นนวดขมับครุ่นคิด ก่อนจะถอนหายใจยาว
เมื่อครู่ที่เจาหวาหลับไปนั้น เขาฝันเห็นเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็เื่ราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
/////////////////
ไป๋เกา