เธอย้อมผม...
เป็สีแดงเจิดจ้า...
“นี่น่ะมันไม่ใช่การย้อมผมหรอกนะ” เธอพูดอย่างชวนให้พิศวง และเบคก้าก็มีท่าทางงุนงง “วิธีการนี้เขาเรียกว่าเฮนน่า เป็การเปลี่ยนสีผมที่มีมาเก่าแก่พอๆ กับอียิปต์โบราณนั่นแหละ”
... “มันอาจจะโบราณเช่นเดียวกับอียิปต์ แต่มันน่าเกลียดยิ่งกว่าบาปเสียอีก” เบคก้าว่า ขณะเดินตามลิซซี่เข้าไปในห้องส่วนตัว
ห้องนั้นมีลักษณะเดียวกับบุคลิกของลิซซี่ ถ้ามองเผินๆ โดยภาพรวมในตอนแรกมันก็คือห้องธรรมดาแต่ถ้าพิจารณาต่อไปให้ลึกซึ้งจะพบว่ามันไม่เหมือนห้องไหนๆ ทั้งสิ้น ผนังเป็สีขาว พื้นไม้ได้รับการลงน้ำมันจนวาบวับ เฟอร์นิเจอร์เป็ส่วนผสมของงานศิลปะที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดี อาทิ ชิพเพนเดล, เชอราตัน, วินด์เซอร์ และที่ประสมประสานกันทั้งรูปแบบก็ตัดกันอยู่ระหว่างความเป็คลาสสิค กระจุ๋มกระจิ๋มแบบทันสมัยและความแปลกที่คล้ายเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ แล้วเอามาใส่เข้าไว้ มันเป็ส่วนผสมของสิ่งที่หามาใส่ปนกันตามความพอใจ ทั้งในเื่ของรูปแบบและยุคสมัย ทั้งนาฬิกา ตะเกียง กระจกเงา ตู้เก็บเสื้อผ้าที่ต่อขึ้นด้วยไม้โอ๊ค, ตู้เก็บพระคัมภีร์ อ่างล้างหน้าที่ประกอบด้วยอ่างกับเหยือกกระเบื้องเคลือบ ทั้งหมดล้วนมีรูปแบบที่น่าสนใจและพยายามแทรกตัวเองอยู่ในห้องนี้ให้ได้ มันปะปนคละกันอยู่ราวถังขยะที่เก็บรวบรวมอาวุธอันสำคัญของใครคนหนึ่งผู้รู้ในความสุขสบายของตนเอง
ในกระบวนห้องทั้งหมดที่มีอยู่ภายในบ้านหลังนี้ ห้องของลิซซี่เต็มไปด้วยข้าวของส่วนตัวที่ทั้งนำมาซึ่งความสะดวกสบายและเปิดเผยในความเป็ตัวของตัวเองอย่างยิ่ง มันเป็ห้องที่ทำาอยู่ด้วยตัวของมันเอง ขณะเดียวกันก็เป็ห้องที่กามเทพกับนางไม้ไล่ติดตามกันอยู่บนผนังสีขาว ซึ่ง้าสุดจะมีช่อดอกไม้แห้งผูกไว้ด้วยโบแพรต่วนวางอยู่เหนือลังที่อัดแน่นด้วยเปลือกหอย, รังนก และปีกผีเสื้อที่เปราะบาง แต่กระนั้นมันก็ยังได้รับการจัดอย่างสวยงาม ปราศจากความขัดเขินในตนเอง น่าสบาย เป็ความงามอันอิสระปราศจากกฎเกณฑ์
ใดๆ ทั้งสิ้น และทั้งหมดนั้นย่อมหมายรวมไปถึงตัวของลิซซี่เองด้วย
เบคก้าปิดประตูตามหลังลง เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างหลังลิซซี่ ซึ่งขณะนี้กำลังยืนพิศโฉมตัวเองอยู่เบื้องหน้ากระจกเงาด้วยความชื่นชม เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นพวงผมดำสนิทของเบคก้าในกระจกเงาบานนั้น แววในดวงตาของเพื่อนรักยามนี้ ประสมประสานกันอยู่ระหว่างความงุนงงและตื่นใจ และลิซซี่ก็ให้บังเกิดความใคร่รู้ขึ้นมาว่า หน้าตาเบคก้าจะเป็อย่างไรถ้ามีผมสีแดงเช่นเดียวกับเธอในตอนนี้
“ฉันไม่อยากเชื่อเลยนะว่า เธอจะกล้าทำในสิ่งนี้ เธอคิดอะไรขึ้นมาน่ะ?” เบคก้าเอ่ยถามออกมาในที่สุด
“ฉันก็เพียงแต่อยากเปลี่ยนตัวเองบ้างน่ะสิ” ลิซซี่จับตามองพวงผมของเพื่อนสาวอีกครั้ง “โธ่...เบคก้า เธอไม่รู้หรอกว่าการที่เรามีสีผมเหมือนสีทรายชายหาดแบบนั้นน่ะมันจืดชืดแค่ไหน เธอก็รู้ว่าสีบลอนด์น่ะเป็สีที่จืดชืดอย่างน่ากลัวมาก...มันธรรมดาเกินไป...เหมือนน้ำไม่มีผิด น่าเบื่อหน่าย แล้วก็ไม่ได้สร้างมโนภาพอะไรให้เกิดขึ้นมาได้เลย รู้ไหม...เวลาที่เธอมีผมสีบลอนด์นะ ถ้าเธอมองภาพตัวเองในกระจกรับรองว่า มันไม่มีอะไรมองตอบออกมาให้เธอเห็นหรอก ถามจริงๆ เถอะเวลาที่เธอคิดถึงสีบลอนด์ เธอจะนึกถึงอะไรขึ้นมาทันที...?”
เบคก้ายักไหล่แทนคำตอบ...
“ฉันจะบอกให้ก็ได้...สีเหลืองไงล่ะที่มันจะผ่านเข้ามาในความคิดทันทีน่ะ สีเหลืองแบบเดียวกับสีของอาเจียนนั่นแหละ...แล้วมันก็ยังหมายถึงความอิจฉาริษยา สีที่ไม่มีความแน่นอนอยู่ในตัวของมันเอง สีที่บอกถึงการเป็ชู้ สีแห่งการตระบัดสัตย์ แล้วก็ความขี้ขลาดอีกด้วย...” เธอพูดติดต่อกันไปราวกับถ้อยคำเ่าั้หลั่งไหลออกมาได้ด้วยตัวของมันเอง และแล้วน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็แ่เบาอ่อนหวานขึ้นมาทันทีเมื่อกล่าวต่อว่า “แต่สีแดงสิ...” ดวงตาของเธอเป็ประกายเคลิ้มฝัน “สีแดงเป็สีที่แสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เธอว่าจริงไหม...มันทำให้ฉันตื่นใจอย่างบอกไม่ถูกทีเดียวนะ เพียงแค่ได้ยินคำว่า...สีแดง มันก็ทำให้มองเห็นภาพอะไรต่อมิอะไรได้ตั้งหลายอย่าง สีแดงเืนก...สีแดงสด...สีแดงองุ่น...สีเื...ล้วนแล้วแต่เป็สีที่สวยงามทั้งนั้น...สีที่สามารถสร้างมโนภาพให้เกิดขึ้นได้ เธอรู้ไหมว่า เขายังเอาสีแดงมาเป็สีของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วยนะ เพราะมันหมายถึงความทรหด ความแกร่งกร้าว”
“ซึ่งเป็อะไรบางอย่างที่เธอจะต้องมีอยู่ในตัวเองอย่างมากสำหรับทุกสิ่งที่ทำลงไป” เบคก้าว่า “สีแดง...” เบคก้ากล่าวย้ำราวกับจิตใจของเธอในยามนี้อัดแน่นอยู่ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่ลิซซี่เอาใส่สมองไว้ให้จนคิดอะไรไม่ออก “สีแดง...สีแห่งความโชติ่สว่างไสว...ฮอลลี่-เบอรี่เรด...และตอนนี้เธอก็ทำให้ตัวเองมีสีแดงเพิ่มขึ้นอีกสีหนึ่งแล้วด้วย...” เบคก้าพูดพร้อมกับส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจอะไรเลย และทันใดเธอก็หันมาคว้าแขนลิซซี่ไว้ แต่ลิซซี่ไม่สนใจ
“เธอรู้ไหมในตำนานพื้นบ้านนะ สีแดงน่ะมันยังเป็สีแห่งเวทมนตร์คาถาด้วย?”
“ขณะเดียวกันมันก็เป็สีแห่งการปฏิวัติด้วย” เบคก้าว่า “และฉันคิดว่าตอนนี้เธอจะต้องมีความคิดเื่การปฏิวัติอยู่ในใจอย่างแน่นอนทีเดียว และมันจะเป็สีแรกที่พ่อของเธอจะต้องเห็นทันทีที่เขาได้รู้ว่าเธอทำอะไรลงไป”
ลิซซี่มองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาอีกครั้ง พร้อมกับรวบพวงผมขึ้นไว้เหนือศีรษะ
“ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทนกับไอ้ผมสีบลอนด์แบบนั้นมาได้ยังไง ในเมื่อก็เป็ที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่าหัวใจฉันน่ะเหมือนกับผู้หญิงผมแดงไม่มีผิด”
“แต่มันก็ไม่แดงถึงขนาดนั้นหรอกน่า” เบคก้าเตือน ซึ่งทำให้ลิซซี่ต้องมองภาพของตัวเองในกระจกเงาอีกครั้ง
“เธอคิดว่ามันแดงมากเกินไปงั้นหรือ?”
“มันแดงจนน่ากลัวเลยละลิซซี่” เมื่อเห็นเพื่อนสาวยังจรดจ้องมองภาพตัวอย่างอยู่เช่นนั้นจึงถามย้ำว่า “หรือเธอว่าไม่จริง?”
มือที่รวบผมอยู่ตกลง แต่แววตามิได้ลดการบ่งบอกถึงการตัดสินใจอันแน่วแน่แม้แต่น้อย เพราะโดยความเป็จริงแล้ว ดูมันจะยิ่งเพิ่มความมาดมั่นขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“ฉันว่าสีมันน่าดูดีออก”
เบคก้าสั่นศีรษะอย่างไม่เห็นด้วยพร้อมกับพูดว่า
“ไม่รู้นะ แต่ฉันคงไม่อยากตามรอยเท้าเธอจากที่นี่จนถึงเคป คอร์ดแน่ เธอทำแบบนี้ทำไมน่ะลิซซี่...ไม่ต้อง...ไม่ต้องตอบก็ได้ ฉันรู้แล้วว่าเธอทำเพราะอะไร...เพราะทาวิส แมคคินน่อน ขอแอ๊บบี้ บิลลิงสเลย์ออกไปเต้นรำนั่นเอง”
ลิซซี่แสร้งตีสีหน้าราวมิได้ยินดียินร้ายกับเื่นั้น
“ทำไมฉันจะต้องถึงกับลงทุนย้อมผมเพียงเพราะเขาไปขอยายแก่หน้าซีดอะบิ เกลคนนั้นเต้นรำด้วยล่ะ?”
“ก็เพราะแอ๊บบี้เขามีผมสีแดงน่ะสิ”
มันเป็ความจริงทุกประการซึ่งทุกคนในเมืองรู้อยู่ แม้แต่บิดาของลิซซี่ ซึ่งก็เป็ไปเช่นที่เบคก้าได้ทำนายไว้ว่าได้เห็นสีแดงบนหัวของลูกสาวในทันที
“นั่นยังไง...” แซมมวลพูดกับแมทท์ลูกชายคนโต ในที่สุดมันก็ถึงเวลาที่พ่อต้องยอมรับว่าอับจนปัญญาเสียแล้ว พ่อไม่เคยคิดเลยนะว่าจะต้องมาได้ยินตัวเองเปล่งวาจายอมแพ้แบบนี้ แต่พ่อไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไงกับ
ลิซซี่ต่อไปดี...นอกเสียจากบีบคอให้ตายคามือ
“แล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะครับ?” แมทท์ถาม
ลิซซี่ไปย้อมผมมาแดงแจ๋เลยน่ะสิ...นั่นแหละที่มันเกิดขึ้นแล้วละ ต้องเรียกว่าฮาร์ลอท-เรดเลยเชียวละ เสร็จสรรพ แม่เ้าประคุณก็เดินเข้าไปหาแมคคินน่อนในงานปาร์ตี้ที่บ้านแทททิงเจอร์แล้วก็ขอเต้นรำกับเขาแบบหน้าตาเฉยเลย ขอกันดื้อๆ ต่อหน้าต่อตาแบบนั้น เล่นเอาบรรดาสาวแก่แม่ม่ายทั้งหลายแทบจะเป็ลมตายไป
ตามๆ กัน พ่อคงจะไม่ต้องบอกให้แกรับรู้ไว้ละมังว่าหลังจากนั้นแล้วเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับลิซซี่ทำยังไงกันบ้าง กว่าครึ่งที่ไม่ยอมพูดจาปราศรัยกับแม่เ้าประคุณนั่นอีกเลย ส่วนอีกครึ่งที่เหลือน่ะที่ยอมพูดด้วยเพราะความเกรงกลัวอารมณ์น้องสาวแกเท่านั้น”
สเตเฟนพี่ชายอีกคนหนึ่งของลิซซี่สั่นศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย