ผักดองครองภพ 7 ว่าด้วยเื่ของอาหารการกิน
การแลกเปลี่ยนกับตระกูลหลงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เหล่าอันปฏิเสธความช่วยเหลือจากนายทหารจางที่อาสาเข็นรถไปส่งเพราะไม่้าเปิดเผยที่อยู่ของตน อย่างไรก็ตามเด็กชายรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของท่านลุงผู้นี้มากและความรู้สึกนั้นก็ได้กลายเป็ดวงแสงสีขาวลอยเข้าไปในร่างของจางปินปิน
นายทหารผู้ใจดีไม่ได้รับรู้เลยว่ามีดวงกุศลจากเซียนลอยเข้ามาในร่าง กว่าเขาจะรู้ตัวก็เป็ตอนที่รอดพ้นความตายภายใต้คมเขี้ยวของสัตว์ปีศาจอย่างหวุดหวิดในอีกหลายปีให้หลัง และอันที่จริงแล้วหากนักพรตที่บังเอิญอยู่ด้วยกันในตอนนั้นไม่บอกให้รู้ เขาก็คงคิดว่าตนเพียงแค่โชคดีเท่านั้น แน่นอนว่าจางปินปินนึกไม่ออกเลยว่าตนเคยช่วยเหลือเซียนท่านใดเอาไว้ตอนไหน ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เื่แปลกเลยเพราะคงไม่มีใครคิดว่าเด็กน้อยหน้าตามอมแมมอย่างเหล่าอันจะเป็เซียนไปได้ ตอนที่เขามองตามหลังร่างเล็กที่พยายามเข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยข้าวของอย่างยากลำบากผู้แซ่จางยังรู้สึกเวทนาชะตาชีวิตของเด็กน้อยผู้นั้นอยู่เลย
ฝ่ายเซียนน้อยในคราบบ่าวตัวจ้อยหลังจากได้เห็นดวงแสงหลุดลอยจากร่างของตนไปแล้วก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ด้วยความรู้ที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้เขาไม่ทราบว่าดวงกุศลจากเซียนอย่างตนจะส่งผลอย่างไรตุ่์ธรรมดา แต่เด็กชายก็ค่อนข้างมั่นใจว่ากุศลจะไม่ทำอันตรายต่อผู้ใด ดังนั้นเขาจึงวางใจและกล่าวลาทุกคนในที่นั้นแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน
รถเข็นนั้นอัดแน่นไปด้วยข้าวของทำให้มีน้ำหนักมากและต้องใช้แรงมากเช่นกันในการดันมันไปข้างหน้า อย่างไรก็ตามเหล่าอันก็ไม่คิดจะเข็นรถหนักๆ ไปจนถึงจวนสกุลหลี่ เขามองหาจุดลับตาแล้วขนย้ายข้าวของทั้งหมดเข้าไปไว้ในเซียนซาน โชคดีที่ผู้เฒ่าเหอให้คนเอาผ้าคลุมของในรถเข็นมาด้วย เจตนาของชายชราคือป้องกันสิ่งของในรถเข็นจากสายตาคนนอก แต่ตอนนี้ผ้าผืนเดียวกันกลับถูกใช้ป้องกันรถเข็นที่ว่างเปล่าจากสายตาผู้คน
เส้นทางจากจวนแม่ทัพไปจวนรองแม่ทัพนั้นไม่ได้ไกลกันมากแต่เหล่าอันจำเป็ต้องหลบหน้าคนของจวนสกุลหลี่เพราะตนแอบออกมาข้างนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นหนทางจึงยืดยาวออกไปอย่างช่วยไม่ได้ เด็กชายเข็นรถกลับไปย่านการค้า เลี้ยวไปทางอารามเหอผิงอันเงียบสงบ แล้วหลบเข้าไปในตรอกแคบข้างอาราม
ตรอกนี้ไม่มีใครอยู่เลย แม้แต่พวกขอทานก็ไม่มีเลยสักคนหนึ่ง สาเหตุก็เป็เพราะว่าอารามเหอผิงไม่แจกทาน หากใคร้าอาหารก็ต้องทำงานตอบแทน ผิดกับอารามช่านซินที่มีการตั้งโรงทานทุกวัน เหล่าผู้ยากไร้จึงไปรวมตัวกันอยู่แถวนั้นและไม่เฉียดกรายมายังอารามเหอผิงเลย
‘น่าเสียดายที่อารามไม่รับแลกเปลี่ยนสิ่งใดนอกจากแรงงาน’ เหล่าอันคิดพลางเก็บรถเข็นเข้าไปในเซียนซาน ก่อนหน้านี้เขาเคยมาถามแลกเครื่องประดับของนายท่านเฉินลู่กับข้าวสารจำนวนหนึ่งกับอารามเหอผิงแต่ก็ถูกปฏิเสธ เหล่านักบวชกล่าวว่าอารามของพวกเขาไม่ใช่ร้านค้า แต่ยินดีมอบอาหารและที่พักให้สำหรับผู้มีมานะ ในตอนนั้นเหล่าอันก็เกือบจะทำงานแลกข้าวแล้วหากไม่ติดว่าทางอารามไม่อนุญาตให้เขาห่ออาหารกลับบ้าน
“หากไม่ทำงานก็ไม่มีกิน” นั่นคือสิ่งที่เหล่านักบวช้าสอนสั่งเหล่าผู้ยากไร้ที่มาขอพึ่งพิง เหล่าอันเข้าใจเจตนาของพวกท่าน แต่เด็กชายก็ไม่อาจพานายท่านมุดลอดรูสุนัขเล็กๆ ออกมาทำงานแลกอาหารได้
มันไม่ใช่แค่เื่ของความเหมาะสมแต่หากคนในจวนสกุลหลี่ทราบเื่ นายท่านเฉินลู่จะต้องถูกลงโทษอย่างหนักแน่นอน
๐๐๐
จากอารามเหอผิงเดินลัดเลาะไปตามทางอีกไม่นานก็มาถึงตรอกเล็กๆ หลังจวนรองแม่ทัพ เหล่าอันมองดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครผ่านไปมาก็รีบมุดกลับเข้าไปในจวน เวลานี้นายท่านเฉินลู่คงกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในห้องหนังสือ ดังนั้นเด็กชายจึงไม่ต้องกังวลว่าการกลับเข้าจวนมือเปล่าจะเป็เื่ผิดสังเกต เด็กชายมุ่งหน้าไปที่ครัวก่อนเป็อันดับแรก จัดแจงนำของที่ได้มาวางลงในตำแหน่งแห่งที่ของมัน พ่อบ้านเหอใจดีพอที่จะใส่ข้าวสารมาในไห มันเป็ไหดินเผาที่เคลือบด้านนอกมาเป็อย่างดีอีกทั้งยังมีฝาปิด จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่าข้าวสารข้างในจะไม่ชื้น พวกผักนั้นใส่มาในตะกร้าไม้ไผ่สาน สภาพของพวกมันดีมากและเด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะลองแบ่งเอาไปปลูกในเซียนซาน ส่วนเนื้อถูกห่อมาในใบไม้แห้ง เมื่อแกะห่อออกดูกลิ่นอันรุนแรงของเนื้อก็พุ่งเข้าปะทะจมูก เนื้อนั้นเป็เนื้อตากแห้งรมควันอย่างดี สีสันของมันก็งดงามยิ่ง แต่น่าประหลาดที่เล่าอันรู้สึกว่ามันเหม็นจนทนแทบไม่ได้
“แต่ท่านลุงเหอเป็คนดีนี่นา” เด็กชายพึมพำหัวคิ้วขมวดมุ่น หากดูด้วยตาเนื้อพวกนี้ก็น่าจะยังดีอยู่ เหล่าอันลองหั่นออกมาดูชิ้นหนึ่งก็พบว่าสีของมันสวยทีเดียว และนั่นก็ทำให้เขายิ่งสงสัยว่ากลิ่นเหม็นชวนคลื่นเหียนนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร “ข้าควรไปถามนายท่าน” เมื่อหาคำตอบด้วยตัวเองไม่ได้เหล่าอันจึงตัดสินใจพึ่งนายท่านของตน เด็กชายนำเนื้อตากแห้งสองชิ้นที่ได้มาไปหาเฉินลู่ที่ห้องหนังสือแล้วถามว่าควรจะทำอย่างไรกับเนื้อพวกนี้
ดวงตาของเฉินลู่เป็ประกายทันทีที่เห็นเนื้อสองชิ้นนั้น “เ้าได้เนื้อมาหรือ? เยี่ยมไปเลย วันนี้เราจะกินเนื้อให้มากหน่อย เ้าเองก็กินให้มากไม่ต้องกลัวว่าจะเปลืองเข้าใจหรือไม่?” คุณชายกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส จากนั้นก็ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่ก็ค่อยแนะนำเหล่าอันว่า “ส่วนเนื้อที่เหลือเ้าก็เอาแขวนไว้บนเพดานห้องเก็บของก็แล้วกัน ข้าจำได้ว่าเนื้อตากแห้งจะต้องผึ่งลมให้แห้งอยู่เสมอ ไม่อย่างนั้นมันจะเสียได้” เฉินลู่กล่าวเช่นนั้นเพราะตีความคำถามของบ่าวน้อยว่าอีกฝ่ายไม่รู้จะจัดการกับเนื้อแห้งอย่างไร
สีหน้า ปฏิกิริยา และคำตอบของผู้เป็นายบอกให้เหล่าอันทราบว่าไม่มีอะไรผิดปกติกับเนื้อทั้งสองชิ้นเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นที่มีปัญหาย่อมเป็ตัวเขาเอง
‘เพราะข้าเป็เซียนแล้วก็เลยกินเนื้อไม่ได้ หรือเพราะข้ามีพลังธาตุไม้กันนะ?’ เด็กชายพยายามคิดหาคำตอบก่อนจะตระหนักว่าตนไม่รู้อะไรเลย สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจพักเื่นี้เอาไว้ก่อน และกลับเข้าครัวเพื่อทำงานต่อให้เสร็จ
คุณชายบอกว่าอยากกินเนื้อดังนั้นเขาก็จะทำเนื้อ เหล่าอันเริ่มต้นด้วยการหุงข้าว จากนั้นก็หั่นเนื้อตากแห้งเป็ชิ้นๆ เตรียมไว้ แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นเป็ส่วนของเ้านาย เพราะเขาไม่มีทางกินเนื้อเหม็นๆ พวกนี้ได้อย่างแน่นอน ผ้าที่เคยใช้เป็ถุงใส่เห็ดถูกนำมาทำเป็ผ้าปิดจมูกและปากเล็กๆ ของเด็กชาย เป็การช่วยเหลือตัวเองอย่างง่ายๆ ที่ค่อนข้างจะได้ผล
หลังจากได้ปริมาณเนื้อที่้าแล้วเหล่าอันก็เนื้อที่เหลือไปแขวนไว้ในห้องเก็บของอีกห้องที่อยู่ติดกัน เดิมห้องนี้เป็ห้องเก็บสินเดิมของเฉินลู่ ของส่วนหนึ่งถูกนายหญิงผู้เฒ่าซึ่งเป็แม่ของรองแม่ทัพยึดไปแล้ว ดังนั้นจึงเหลือสินเดิมอยู่เพียงไม่กี่หีบและข้าวของภายในนั้นก็มิได้มีมูลค่ามากมายแต่อย่างใด การแขวนเนื้อเอาไว้บนเพดานจึงไม่ใช่เื่ที่ทำไม่ได้
หลังจากจัดการเนื้อเหม็นๆ ส่วนหนึ่งไปพ้นทางเรียบร้อยแล้วเด็กชายก็เริ่มเตรียมส่วนผสมที่เป็ผัก เขาล้างมีดอย่างบรรจงเพื่อไม่ให้มีกลิ่นเนื้อติดอยู่ จากนั้นก็เริ่มหั่นผักต่างๆ ที่ได้มาเป็ชิ้นๆ เตรียมพร้อมสำหรับการทำอาหาร เมื่อข้าวสุกส่งกลิ่นหอมเด็กชายก็ตักมาพักไว้ในถังไม้ เพื่อที่จะได้ใช้อ่างใบเดิมทำน้ำแกงหมูตุ๋นตามที่ตั้งใจเอาไว้ เนื้อหมูและผักบางชนิดต้องตุ๋นด้วยไฟอ่อนเพื่อให้ได้เนื้อที่นิ่มเคี้ยวง่าย ดังนั้นจึงพอมีเวลาให้เหล่าอันไปทำงานอย่างอื่น
เขาแยกผักบางส่วนไปเก็บไว้ในเซียนซานส่วนที่เหลือก็จัดเก็บเอาไว้ตามประเภทของมัน หลังจากเก็บผักเรียบร้อยแล้วเด็กชายก็หั่นเห็ดสนตามยาว ผู้เฒ่าเหอเล่าให้ฟังว่านายท่านของเขาชอบกินเห็ดสนย่าง ดังนั้นเหล่าอันจึงอยากลองทำดูบ้าง และผลที่ได้ก็ดีกว่าที่คิดเอาไว้
ในที่สุดสำรับอันหรูหราในรอบหลายเดือนของเฉินลู่ก็เสร็จสมบูรณ์ เหล่าอันมองผลงานของตนอย่างภาคภูมิใจแม้ว่าจะเหม็นเนื้อจนแทบทนไม่ไหว
“เอาอาหารไปส่งแล้วก็จะได้เข้าไปปลูกผักแล้ว” เขาปลุกปลอบใจตนเองขณะแกะผ้าปิดปากออก หลังจากนั้นคือครึ่งเค่อแห่งความทรมานที่เด็กชายต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มทั้งๆ ที่กำลังกลั้นน้ำตาอยู่อย่างสุดความสามารถก็ตาม
๐๐๐