Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 37 : เสียงจากอดีต

    สิทธิ์การควบคุมระดับสูง


    คำสองคำนั้นสว่างอยู่บนจอทุกบานรอบห้องเหมือนคำพิพากษาที่ไม่มีใครกล้าอ่านออกเสียง


    ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีเสียงประกาศ ไม่มีเสียงเครื่องคัดแยกที่เคยกรีดแหลม ไม่มีแม้แต่เสียงพัดลมของแผงควบคุมที่หมุนอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างหยุดลงพร้อมกันจนความเงียบกลายเป็นสิ่งมีน้ำหนัก หนักพอจะกดลงบนไหล่ของคนทั้งห้อง หนักพอให้ลมหายใจของผู้รอดชีวิตด้านหลังกลายเป็นเสียงที่ดังเกินควร


    คาเอลยืนอยู่กลางแสงสีขาวซีด เลือดจากรอยข่วนบนแก้มซ้ายยังไหลช้า ๆ ลงมาถึงคาง หยดหนึ่งตกลงบนพื้นกระเบื้องที่เปื้อนฝุ่นคอนกรีตและคราบน้ำดำจากโพรงใต้ฐาน เสียงหยดเลือดกระทบพื้นเบามาก แต่ในหูของเขามันดังเหมือนค้อนเคาะลงบนแผ่นโลหะ


    ทุกคนมองเขา


    เคดมองเขาด้วยสายตาของคนที่กำลังประเมินว่าจะควบคุมสถานการณ์อย่างไรโดยไม่ให้ใครตาย รูคมองเขาเหมือนมองประตูที่อาจเปิดไปสู่ทางรอดหรือฝันร้าย เวลมองเขาเหมือนข้อมูลที่ไม่ควรมีอยู่จริงกำลังยืนหายใจอยู่ตรงหน้า แจ็กซ์มองเขาเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างเพื่อทำลายความเงียบ แต่กลัวว่าหากพูดผิดคำเดียว ปืนของทหารจะขยับสูงขึ้นอีก โวร่ามองน้อยที่สุด แต่คาเอลรู้ว่าเธอเห็นมากที่สุด เธอยืนเฉียงอยู่ใกล้ผนัง ตำแหน่งที่พร้อมดึงใครบางคนออกจากเส้นยิงโดยไม่ต้องคิด


    นิกซ์นั่งพิงขอบเตียงตรวจ ร่างกายยังสั่นจากเสียงใต้พื้น เส้นสีคล้ำใต้ผิวลำคอขยับช้า ๆ เหมือนรากบางอย่างกำลังหลบกลับเข้าไปในเนื้อของเขา เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกุมหูทั้งสองข้าง แม้ตอนนี้ไม่มีเสียงกรีดใดดังอยู่แล้ว เขายังได้ยินอะไรบางอย่างอยู่ใต้ความเงียบ


    ส่วนมิเลีย…


    เธอยืนใกล้เขามาก


    ใกล้กว่าครึ่งก้าว


    แต่ปลายนิ้วของเธอยังไม่แตะมือเขาอีกครั้ง


    คาเอลไม่โทษเธอ


    เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะกล้าแตะตัวเองไหมถ้าเป็นคนอื่น


    ข้อความบนจอกะพริบอีกครั้ง


    สิทธิ์การควบคุมระดับสูง


    แล้วด้านล่างของข้อความมีตัวอักษรเล็กลงปรากฏขึ้นช้า ๆ


    กำลังรอการยืนยัน


    หัวใจของคาเอลกระแทกแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ


    ไม่


    เขาคิด


    ไม่ต้องรอฉัน


    อย่ารอฉัน


    แต่วินาทีที่ความคิดนั้นเกิดขึ้น ไฟบนเพดานกะพริบเบา ๆ เหมือนห้องทั้งห้องได้ยิน


    รูคยกปืนขึ้นอีกเล็กน้อย


    แค่เล็กน้อยเท่านั้น


    แต่เพียงพอให้มิเลียหันไปมองเขาทันที


    “ลดปืนลง”


    เสียงของเธอต่ำกว่าปกติ


    รูคไม่ขยับ


    “ยังไม่มีคำสั่งนั้น”


    “ฉันบอกให้ลดปืนลง”


    “คุณไม่ใช่หัวหน้าหน่วยผม”


    มิเลียก้าวเข้าหาเขาหนึ่งก้าว สีหน้าเธอยังซีดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่ดวงตาแข็งขึ้นอย่างเงียบงัน


    “แล้วคุณจะยิงเขาเพราะจอขึ้นคำที่เขาเองยังไม่เข้าใจหรือไง”


    รูคมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังคาเอล


    “ฉันจะยิงถ้าเขาพูดคำเดียวแล้วฐานทั้งฐานฟัง”


    ไม่มีใครตอบได้ทันที


    เพราะนั่นคือสิ่งที่ทุกคนกลัว


    คาเอลมองจอรอบตัว คำว่าสิทธิ์การควบคุมระดับสูงยังสว่างอยู่ มันไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้ข่มขู่ ไม่ได้บอกว่าเขาต้องทำอะไร มันเพียงรอ เหมือนผู้ใหญ่ที่วางปืนลงบนโต๊ะต่อหน้าเด็กคนหนึ่งแล้วถามว่าอยากรู้ไหมว่ามันทำงานอย่างไร


    เขารู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่หลังคอ ทั้งที่อากาศในห้องเย็นจัด กลิ่นยาฆ่าเชื้อแสบจมูกผสมกับกลิ่นดินเน่าจากรูที่เพิ่งถูกปิดชั่วคราว ทุกครั้งที่เขาหายใจ กลิ่นนั้นเหมือนเลื้อยลงไปในปอด ทิ้งรสขมและคาวไว้ตรงโคนลิ้น


    “คาเอล”


    เสียงมิเลียเบาลงเมื่อหันกลับมาหาเขา


    “อย่าพูดอะไรกับมัน”


    มัน


    เธอเรียกระบบว่า “มัน”


    ไม่ใช่เครื่อง ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ฐานทหาร


    มัน


    คำเล็ก ๆ นั้นทำให้คาเอลรู้สึกเหมือนเธอเข้าใจบางอย่างโดยไม่ต้องอธิบาย ต่อให้กลัว เธอก็ยังรู้ว่าสิ่งตรงหน้าไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนเครื่องมือธรรมดา


    เขาพยักหน้าเบา ๆ


    “ฉันจะไม่พูด”


    เสียงของเขาแหบ


    ทันทีที่คำพูดนั้นออกจากปาก จอทั้งหมดเปลี่ยนพร้อมกัน


    ไม่ใช่คำว่าสิทธิ์การควบคุมระดับสูงอีกต่อไป


    แต่เป็นข้อความใหม่


    คำสั่งปฏิเสธได้รับการบันทึก


    ห้องทั้งห้องเย็นลง


    ไม่ใช่จริง ๆ อาจเป็นเพียงความรู้สึก แต่ทุกคนสัมผัสได้เหมือนกัน ทหารคนหนึ่งที่ยืนใกล้ประตูหันไปมองแผงควบคุมอย่างหวาดระแวง แจ็กซ์ค่อย ๆ ยกมือขึ้นชี้จอ แล้วค่อย ๆ ลดมือลงเหมือนรู้ว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์


    คาเอลตัวแข็ง


    เขาไม่ได้ตั้งใจสั่ง


    เขาแค่ตอบมิเลีย


    แต่ระบบนับมันเป็นคำสั่ง


    เคดเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยน จึงสั่งทันที


    “ทุกคนออกจากโซนนี้”


    ไม่มีใครเถียง


    เจ้าหน้าที่เริ่มเคลื่อนย้ายผู้รอดชีวิตออกจากห้องคัดแยกตะวันตกอย่างเร่งรีบ เสียงล้อเตียงตรวจลากผ่านพื้นดังครืดคราด เสียงแม่เด็กที่เพิ่งรอดจากเซิร์กลิงร้องไห้ปนขอบคุณ เสียงทหารสั่งให้ถอยห่างจากผนังและอย่าหยุดเดิน เสียงเด็กเล็กร้องเพราะกลัวชุดเกราะของทหารมากกว่าสัตว์ประหลาดที่เพิ่งโผล่จากกำแพง ทุกเสียงกลับเข้ามาในโลกอีกครั้ง แต่สำหรับคาเอล มันเหมือนเสียงเหล่านั้นดังผ่านน้ำหนา ๆ


    เขาไม่ได้มองคนเป็นคนในเสี้ยวแรก


    เขาเห็นเส้นทางอพยพ


    เห็นจำนวนเตียงที่ติดขวางประตู


    เห็นเจ้าหน้าที่สองคนที่ช้ากว่าคนอื่นเพราะคนหนึ่งบาดเจ็บข้อเท้า


    เห็นว่านิกซ์อยู่ในตำแหน่งที่ถ้าล้มอีกครั้งจะขวางทางออกแคบ


    เห็นมิเลียอยู่ใกล้พอจะถูกฝูงชนชนล้มถ้ามีเสียงระเบิดอีก


    เขากัดฟันแน่น


    หยุด


    หยุดคิดแบบนั้น


    อย่าแปลงพวกเขาเป็นเส้นทาง


    อย่าแปลงเสียงร้องไห้เป็นความเสี่ยง


    อย่าแปลงมิเลียเป็นจุดต้องป้องกัน


    แต่ยิ่งเขาพยายามผลักความคิดออก ความคิดกลับยิ่งเรียงตัวชัดกว่าเดิม เหมือนมีมือเย็น ๆ อยู่หลังหัวคอยจัดข้อมูลให้เป็นระเบียบ


    เสียงผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นอีกครั้ง


    สั้น


    เย็น


    และใกล้เกินไป


    “หลับตา หายใจช้า ๆ”


    คาเอลหลับตาลงครึ่งหนึ่ง


    เขาไม่ได้ถามว่าเธอเป็นใคร


    ไม่มีเวลาถาม


    เขาสูดลมหายใจเข้า กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทงจมูก กลิ่นเลือดตัวเองคาวอยู่ตรงริมฝีปาก เขานับหนึ่งถึงสามในหัว แล้วปล่อยลมหายใจออกช้า ๆ เสียงในหัวลดลงเพียงเล็กน้อย แต่พอให้เขาไม่พังตรงนั้น


    มิเลียสังเกตเห็น


    เธอมองเขาเหมือนกำลังจะถาม แต่รูคเดินเข้ามาก่อน


    “นายได้ยินอีกแล้ว”


    ไม่ใช่คำถาม


    คาเอลลืมตา


    “อะไร”


    รูคหยุดห่างจากเขาสองก้าว ปืนลดต่ำแล้ว แต่ยังอยู่ในมือ


    “ตอนวิ่งไปห้องนี้ นายเลี้ยวหลบก่อนเซิร์กลิงทะลุท่อออกมา ถ้าไม่เลี้ยว มันเจาะอกนายพอดี”


    คาเอลนิ่ง


    เขานึกถึงเสียงนั้น


    ทางซ้าย


    หนึ่งคำ


    ถ้าไม่มีคำนั้น เขาคงถูกกรงเล็บแทงทะลุตรงทางเดิน


    “ฉันได้ยินเสียง” เขาพูดในที่สุด


    มิเลียมองเขาทันที


    แจ็กซ์หยุดช่วยพยุงนิกซ์อยู่ครึ่งจังหวะ


    เวลเหมือนลืมหายใจ


    รูคถามต่อ


    “เสียงใคร”


    คาเอลมองรูค


    “ไม่รู้”


    รูคจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    “เสียงนั้นช่วยนาย”


    “ใช่”


    “หรือสั่งนาย”


    คำถามนั้นทำให้ห้องเย็นลงอีกครั้ง


    มิเลียก้าวเข้ามา


    “พอแล้ว”


    รูคไม่หันไป


    “นี่คือคำถามที่นายต้องตอบตอนนี้!”


    “เขาเพิ่งช่วยคนทั้งห้อง”


    “คนที่ควบคุมสนามรบได้ดีเกินไปก็ช่วยคนได้ จนถึงวันที่เขาเลือกว่าจะช่วยใครและทิ้งใคร”


    คำพูดนั้นแทงเข้าเป้ากลางอกคาเอลอย่างแม่นยำ


    ประตูบีเจ็ดกลับมาในหัว


    เสียงบานเหล็กลากลง


    เสียงมือกระแทกอีกฝั่ง


    เสียงที่เขาสั่งปิด


    เขาไม่โกรธรูค


    นั่นทำให้เจ็บกว่าเดิม


    เพราะสิ่งที่รูคพูดไม่ใช่การกล่าวหาเปล่า ๆ มันคือคำถามที่คาเอลถามตัวเองทุกครั้งที่หลับตา


    วันนี้เขาช่วยคนทั้งห้อง


    วันหนึ่งถ้าเสียงในหัวบอกให้เขาปิดประตูอีกบานล่ะ


    เขาจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นเป็นเขา หรือเป็นเสียงนั้น


    เคดเดินเข้ามาตัดบทก่อนบรรยากาศจะหนักกว่านี้


    “คาเอล เวย์รอน ต่อจากนี้ไปนายถูกจำกัดพื้นที่ชั่วคราว”


    มิเลียหันไปทันที


    “อะไรนะ”


    เคดไม่มองเธอ เขามองคาเอล


    “ไม่ใช่การจับกุม เป็นมาตรการกักกันความเสี่ยง นายจะอยู่ในห้องเฝ้าระวังชั้นใน มีเจ้าหน้าที่ประจำสองนาย หน่วยแพทย์ตรวจอาการทุกสามสิบนาที และห้ามเข้าใกล้ระบบควบคุมฐานโดยไม่มีฉันอยู่ด้วย”


    แจ็กซ์หลุดเสียงหัวเราะแห้ง


    “ไม่ใช่จับกุม แต่ฟังเหมือนจับกุมมากเลยนะครับ”


    เคดมองเขา


    “ถ้าเป็นการจับกุม พวกนายจะไม่ได้ยืนพูดอยู่ตรงนี้”


    แจ็กซ์หุบปากทันที แต่ยังมองคาเอลอย่างกังวล


    มิเลียยืนขวางคาเอลโดยไม่รู้ตัว


    “เขาไม่ใช่นักโทษ”


    เคดตอบเรียบ


    “ยังไม่ใช่”


    คำว่า “ยัง” ทำให้มือของมิเลียกำแน่น


    คาเอลเห็นแล้วรู้สึกเจ็บกว่าตอนเซิร์กลิงข่วนแก้ม


    เขาไม่อยากให้เธอต้องสู้แทนเขา


    ไม่ใช่ในตอนที่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามีอะไรอยู่ในหัว


    “ไม่เป็นไร ให้ฉันไปเถอะ” เขาพูด


    มิเลียหันกลับมา


    “คาเอล”


    “ถ้าฉันอยู่ใกล้ระบบแล้วมันตอบสนองอีก คนอื่นจะกลัวมากกว่าเดิม”


    “แล้วนายล่ะ”


    คำถามนั้นเบามาก


    เขาเข้าใจทันทีว่าเธอไม่ได้ถามว่าเขาจะเป็นอย่างไรถ้าโดนกัก เธอถามว่าเขาจะเหลืออะไร ถ้ายอมให้ทุกคนเริ่มปฏิบัติต่อเขาเหมือนสิ่งอันตราย


    คาเอลมองเธอ


    อยากตอบว่าเขาไม่เป็นไร


    แต่เธอรู้จักคำโกหกนั้นดีเกินไปแล้ว


    มิเลียจำได้ว่าผู้เล่นคนนั้นในเกม Reality Sync ก็ชอบพูดว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งที่สภาพใกล้ตายทุกครั้ง


    เหมือนกลัวว่าถ้าตัวเองอ่อนแอ คนอื่นจะยิ่งกลัวกว่าเดิม


    เขาจึงพูดความจริงที่เล็กที่สุดที่ตัวเองมี


    “ฉันก็กลัว”


    มิเลียเงียบ


    ทุกอย่างรอบตัวเหมือนนิ่งลงไปเสี้ยวหนึ่ง


    คาเอลพูดต่อ เสียงเบากว่าเดิม


    “เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันกำลังได้ยินอะไร และไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันคิด…ยังเป็นของฉันทั้งหมดหรือเปล่า”


    ความกลัวในดวงตาของมิเลียเปลี่ยนรูปร่าง


    มันยังอยู่ แต่ไม่ใช่ความกลัวที่จะถอย


    เธอเดินเข้าใกล้ครึ่งก้าว สั้นมาก จนแทบไม่มีใครสังเกต ยกเว้นเขา


    “งั้นจำไว้” เธอพูด 


    “ตราบใดที่นายยังกลัวเรื่องนี้ นายยังไม่ได้กลายเป็นมัน”


    คาเอลอยากเชื่อเธอ


    อยากเชื่อมากจนเจ็บ


    แต่จอที่เคยขึ้นคำว่าสิทธิ์การควบคุมระดับสูงยังสะท้อนอยู่ในตาดำของเขา แม้ตัวอักษรจะดับไปแล้ว


    เคดสั่งทหารสองนายให้พาคาเอลออกจากโซนคัดแยก เขาเดินตามโดยไม่ขัดขืน ทางเดินจากห้องตะวันตกไปยังชั้นในของฐานสั้นกว่าที่คิด แต่ในความรู้สึกของคาเอล มันยาวเหมือนอุโมงค์ที่ไม่มีปลายทาง


    ด้านนอกห้อง ผู้รอดชีวิตที่ถูกอพยพออกมานั่งเรียงตามผนัง บางคนกอดผ้าห่มฉุกเฉิน บางคนก้มหน้าสวดมนต์ บางคนมองเขาแล้วรีบหลบตา เด็กชายคนหนึ่งจ้องเลือดบนแก้มเขาด้วยดวงตากลมโต แม่ของเด็กดึงเขาเข้าหาตัวทันทีเมื่อรู้ว่าลูกกำลังมองใครอยู่


    คาเอลเห็น


    เขาแกล้งไม่เห็น


    แต่ในอกเหมือนถูกบีบทีละนิด


    ข่าวลือเริ่มเร็วกว่าระบบประกาศเสมอ


    เขารู้ได้จากสายตา


    คนที่ปิดประตูบีเจ็ด


    คนที่รู้ว่าโพรงจะเปิดตรงไหน


    คนที่ทำให้จอทั้งฐานขึ้นคำว่าสิทธิ์การควบคุมระดับสูง


    คนที่ฝูงใต้ดินได้ยิน


    เขาเดินผ่านพวกเขาเหมือนเดินผ่านเงาของตัวเองในอนาคต


    ห้องเฝ้าระวังชั้นในไม่ได้เหมือนคุก


    แต่มันก็ไม่ใช่ห้องพัก


    ผนังคอนกรีตสีเทาเรียบ พื้นปูแผ่นยางสีดำที่ซับเสียงเกือบหมด กล้องมุมห้องสองตัวหันมาค้างอยู่ที่เตียงโลหะตัวเดียว โต๊ะขนาดเล็กยึดติดกับพื้น มีแก้วน้ำพลาสติก ฝ้าเพดานมีไฟสีขาวซีดแบบเดียวกับห้องคัดแยก อากาศเย็นจนขนแขนลุก และกลิ่นในห้องสะอาดเกินไปจนรู้สึกเหมือนไม่เคยมีมนุษย์ใช้ชีวิตที่นี่จริง


    ทหารสองนายยืนอยู่ด้านนอกหลังประตูปิด


    เสียงล็อกดังขึ้น


    กึก


    เบา


    สั้น


    แต่ทำให้คาเอลเห็นประตูบีเจ็ดอีกครั้ง


    เขายืนกลางห้อง ไม่ยอมไปนั่งบนเตียงในทันที


    เพราะถ้านั่ง เขาจะเหมือนคนรอผลตัดสิน


    ถ้ายืน เขายังพอหลอกตัวเองได้ว่าเลือกอยู่


    เขายกมือแตะแก้ม เลือดเริ่มแห้งตรงขอบแผลแล้ว พอแตะ ความเจ็บแปลบเล็ก ๆ วิ่งผ่านผิว เขากดแรงขึ้นอีกนิดจนเจ็บจริง ความเจ็บนั้นดี มันยืนยันว่าเขายังอยู่ในร่างตัวเอง ยังมีผิว มีเลือด มีเส้นประสาท ยังไม่ใช่แค่แผนผังหรือสัญญาณ


    เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า


    นาทีแรก เขาได้ยินเสียงทหารนอกห้องคุยกันเบา ๆ


    นาทีที่สอง เขาได้ยินเสียงรถเข็นพยาบาลผ่านทางเดินไกลออกไป


    นาทีที่สาม เขาได้ยินเสียงเด็กสะอื้นด้านหลังผนังอีกชั้นหนึ่ง


    นาทีที่สี่ เขาเริ่มแยกเสียงเครื่องกรองอากาศออกจากเสียงไฟฟ้าในเพดานได้


    นาทีที่ห้า เขาได้ยินเสียงหยดน้ำในท่อที่อยู่ไกลเกินกว่าควรได้ยิน


    นาทีที่หก เขาได้ยินเสียงข้างล่าง


    ไม่ใช่เสียงฝูงชัดเจนเหมือนตอนอยู่ใกล้โพรง


    แต่มันอยู่ตรงนั้น


    ลึกลงไปใต้ฐาน


    ครืด…


    พัก


    ครืด…


    เหมือนเล็บจำนวนมากลากผ่านดินเปียกอย่างอดทน


    คาเอลนั่งลงบนเตียงในที่สุด


    เขาก้มหน้า เอามือทั้งสองข้างปิดหู


    เสียงไม่หาย


    เพราะมันไม่ได้เข้าทางหูอย่างเดียว


    เขาหัวเราะออกมาเบามากโดยไม่มีความสุข


    “เยี่ยม”


    เสียงผู้หญิงดังขึ้นทันที


    “ห้ามทำแบบนั้น”


    คาเอลเงยหน้าขึ้นช้า ๆ


    ห้องว่างเปล่า


    ไม่มีเงาสะท้อน ไม่มีภาพหลอน ไม่มีจอปรากฏขึ้น


    มีเพียงเสียง


    “ทำอะไร”


    “ปิดหู”


    เขากำมือบนเข่า


    “คุณเป็นใคร”


    ความเงียบตอบกลับมาก่อน


    ไม่ใช่เงียบแบบหายไป แต่เงียบแบบคนเลือกไม่ตอบ


    คาเอลพูดต่อ


    “คุณช่วยผมในทางเดิน”


    ไม่มีคำตอบ


    “คุณเตือนผมให้หายใจ”


    ยังเงียบ


    “คุณเป็นระบบหรือเปล่า”


    เสียงนั้นกลับมา


    “ถ้าฉันเป็นระบบ นายจะเชื่อไหม”


    คาเอลนิ่ง


    คำถามนั้นไม่ใช่คำถามธรรมดา มันเหมือนมีดเล็ก ๆ เฉือนคำตอบที่ง่ายออกไปจากหัวเขา ถ้าเธอบอกว่าใช่ เขาคงกลัว ถ้าบอกว่าไม่ เขาก็คงกลัวอยู่ดี เพราะสิ่งที่พูดในหัวเขาได้โดยไม่มีร่าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไร ก็ไม่ควรถูกเชื่อโดยง่าย


    “ไม่” เขาตอบ


    “ดี”


    คำเดียว


    แล้วเสียงก็เงียบไป


    คาเอลนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนานหลายวินาที


    “แค่นั้นเหรอ”


    ไม่มีคำตอบ


    เขาเกือบหัวเราะอีกครั้ง แต่เสียงฝีเท้าด้านนอกทำให้เขาหันไปมองประตูแทน


    ล็อกคลายออก


    กึก


    มิเลียเดินเข้ามาพร้อมถาดทำแผล เธอไม่ได้สวมเกราะแล้ว มีเพียงเสื้อสนามเปื้อนฝุ่นที่แขนเสื้อขาดเล็กน้อย ผมถูกมัดใหม่ลวก ๆ แต่ยังมีปอยหลุดลงมาข้างแก้ม ดวงตาเธอดูเหนื่อยมาก เหนื่อยแบบคนที่ใช้แรงทั้งหมดไปกับการไม่แตกสลายต่อหน้าคนอื่น


    ทหารนอกห้องทำท่าจะตามเข้ามา แต่เธอหันไปมองเพียงครั้งเดียว


    “ฉันจะทำแผล”


    “คำสั่งคือ—”


    “เขาเลือดออกบนหน้ามาสิบนาทีแล้ว ถ้าคำสั่งของคุณรวมถึงปล่อยให้แผลติดเชื้อ ก็ไปตามคนเซ็นคำสั่งมาพูดกับฉันเอง”


    ทหารคนนั้นเงียบไป


    แล้วประตูก็ปิดหลังเธอ


    คาเอลมองเธอ


    “เธอชนะทหารได้ด้วยผ้าก๊อซ”


    มิเลียวางถาดลงบนโต๊ะ เสียงโลหะเบา ๆ ดังในห้องที่ซับเสียงเกือบหมด


    “ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะกลัวเขา”


    เธอเดินเข้ามาใกล้ เตียงโลหะเตี้ยจนเมื่อเธอยืนตรงหน้า เขาต้องเงยหน้ามองเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่สั้นมาก แต่เธอยังไม่แตะเขาทันที เธอมองแผลบนแก้มเขาก่อน มองดวงตาเขา แล้วมองมือของเขาที่กำแน่นอยู่บนเข่า


    “ฉันขอดูแผล”


    คาเอลพยักหน้า


    เธอนั่งลงข้างเขา


    เตียงยุบเบา ๆ ใต้น้ำหนักของเธอ ความใกล้ชิดนั้นทำให้คาเอลรู้สึกเหมือนโลกที่เต็มไปด้วยเสียงแปลก ๆ ลดขนาดลงเหลือแค่กลิ่นยาฆ่าเชื้อบนถาด กลิ่นฝุ่นบนเสื้อเธอ และความอุ่นจากไหล่ของเธอที่อยู่ใกล้เกินจะไม่รับรู้


    เธอใช้สำลีชุบน้ำยาล้างแผล แตะลงบนรอยข่วน


    คาเอลสะดุ้งเล็กน้อย


    “เจ็บ?”


    “นิดหน่อย”


    “ดี”


    เขาหันมองเธอ


    “ดี?”


    มิเลียไม่ยิ้ม แต่ดวงตาอ่อนลงเพียงนิด


    “นายยังรู้ว่าเจ็บ”


    คำพูดนั้นเบามากจนเกือบแตกสลายกลางอากาศ


    คาเอลไม่ตอบ


    เธอล้างแผลอย่างระมัดระวัง สำลีเปลี่ยนเป็นสีแดงจาง ๆ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนขึ้นใกล้จมูก เขามองมือของเธอ มือที่เคยแตะเขาแล้วทำให้ค่าการเชื่อมโยงความจริงลดลง มือที่เคยดึงเขากลับจากเสียงระบบ มือที่ตอนนี้สั่นน้อยมากจนถ้าไม่มองใกล้คงไม่เห็น


    เขาเห็น


    “เธอกลัวฉันไหม”


    มือของมิเลียหยุดอยู่กลางอากาศ


    ไม่ถึงหนึ่งวินาที


    แต่พอให้คำตอบซ่อนอยู่ในช่องว่างนั้น


    เธอกลับมาเช็ดแผลต่อ


    “ฉันกลัวสิ่งที่เกิดกับนาย”


    “ไม่เหมือนกันเหรอ”


    เธอเงียบไปครู่หนึ่ง


    “ฉันยังอยากให้มันไม่เหมือนกัน”


    มิเลียมองเขาเงียบ ๆ


    แล้วภาพหนึ่งก็วาบกลับเข้ามาในหัวเธอโดยไม่ทันตั้งตัว


    เสียงฝนจำลองในล็อบบี้ของเกม Reality Sync


    แสงนีออนสีฟ้าสะท้อนบนพื้นกระจกเปียก ผู้เล่นส่วนใหญ่ออกจากระบบไปแล้วหลังภารกิจล้มเหลว แต่ชายคนหนึ่งกลับวิ่งย้อนเข้าไปในเขตที่กำลังปิดเพราะยังมีผู้เล่นติดอยู่ด้านใน


    ตอนนั้นทุกคนด่าเขาว่าโง่


    เสียเวลา


    เสียคะแนน


    เสี่ยงตายกับคนแปลกหน้า


    แต่สุดท้ายเขาก็พาผู้เล่นคนนั้นกลับออกมาได้จริง ๆ


    มิเลียยังจำเสียงหัวเราะเบา ๆ ผ่านระบบสื่อสารในคืนวันนั้นได้


    “ก็ยังมีคนอยู่ไม่ใช่เหรอ”


    หลังจากวันนั้น เธอเริ่มเห็นชื่อของเขาโผล่ในภารกิจเดิม ๆ ซ้ำไปเรื่อย ๆ


    ผู้เล่นที่ชอบช่วยคนช้าสุดออกจากพื้นที่เสมอ


    ผู้เล่นที่ยอมให้คะแนนตัวเองพังเพื่อพาใครอีกคนกลับมา


    คนที่คนอื่นเรียกว่าโง่


    แต่ไม่มีใครลืมได้จริง ๆ


    เธอเคยคิดว่าคงไม่มีวันลืมคนแบบนั้น


    และนั่นยิ่งทำให้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ดูเจ็บปวดกว่าเดิม


    ประโยคนั้นทำให้คาเอลเจ็บกว่าที่คิด


    เขาก้มหน้าลง


    “ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง”


    มิเลียติดแผ่นปิดแผลบนแก้มเขา นิ้วของเธอแตะผิวเขาเบามาก แต่ความอุ่นนั้นจริงเกินกว่าทุกอย่าง


    “อย่าโกหกฉันก็พอ”


    เขาหันมองเธอ


    เธอสบตาเขาตรง ๆ


    “ถ้านายได้ยินเสียง บอกฉัน ถ้านายเริ่มคิดเหมือนระบบ บอกฉัน ถ้านายอยากปิดประตูอีกบานเพราะคิดว่ามันช่วยคนส่วนใหญ่…บอกฉันก่อน”


    เสียงเธอสั่นในคำสุดท้าย


    คาเอลกลืนน้ำลาย


    “แล้วถ้าไม่มีเวลา?”


    มิเลียหลับตาลงครู่หนึ่ง


    คำถามนั้นโหดร้าย เพราะมันเป็นคำถามจริง


    ในสนามรบ ไม่มีเวลาสำหรับศีลธรรมที่อธิบายตัวเองครบถ้วนเสมอ ในห้องใต้ฐาน เมื่อโรชพุ่งมา ถ้าเขาลังเล ทุกคนตาย ในห้องคัดแยก ถ้าเขารออธิบาย มิเลียอาจถูกเศษคอนกรีตทับ


    แล้วถ้าวันหนึ่งตัวเลือกที่ไม่มีเวลานั้นต้องแลกกับคนมากกว่านี้


    เธอลืมตา


    “งั้นหลังจากนั้น บอกฉัน”


    คาเอลมองเธออยู่นาน


    นี่ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะช่วยเขาได้ทุกครั้ง


    ไม่ใช่คำพูดสวยงามว่าทุกอย่างจะดีขึ้น


    แต่มันเป็นเชือกเส้นเล็กมากที่เธอยื่นให้เขาในที่ที่เต็มไปด้วยเสียงและความมืด


    ถ้าบอกก่อนทันก็บอก


    ถ้าไม่ทัน หลังจากนั้นอย่าเก็บไว้คนเดียว


    เขาพยักหน้า


    “ฉันสัญญา”


    มิเลียถอนหายใจเบามาก ราวกับเธอกลั้นมันไว้นานเกินไป


    ประตูเปิดออกก่อนความเงียบระหว่างทั้งคู่จะกลายเป็นสิ่งอื่น


    แจ็กซ์โผล่หน้าเข้ามาก่อนตัว


    “โอ้ ดี ยังไม่มีใครยิงใคร”


    มิเลียหันไปมอง


    “นี่ห้องจำกัดพื้นที่”


    แจ็กซ์ยกมือสองข้าง


    “ผมมาด้วยเหตุผลทางเทคนิคที่น่าจะผิดกฎหลายข้อ แต่ถ้ารอให้คนมีอำนาจอนุมัติ เราอาจแก่ตายก่อน หรือถูกกินก่อน ซึ่งอย่างหลังดูเป็นไปได้มากกว่าในสัปดาห์นี้”


    ด้านหลังเขา เวลยืนอยู่พร้อมแท็บเล็ตข้อมูล สีหน้าไม่สบายใจชัดเจน และมีทหารหนึ่งนายตามประกบอยู่ รูคไม่ได้มาด้วย แต่คาเอลรู้ว่าเขาคงอยู่ไม่ไกล


    มิเลียลุกขึ้น


    “เกิดอะไรขึ้น”


    แจ็กซ์เดินเข้ามา ปิดประตูเท่าที่ทหารยอมให้ปิด แล้วลดเสียงลง


    “เราเจออะไรบางอย่างในระบบใต้ฐาน”


    คาเอลลุกจากเตียงทันที


    “โพรงอีก?”


    “ไม่ใช่โพรง” แจ็กซ์พูด 


    “แย่กว่านั้นในแบบเอกสารราชการ”


    เวลวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ ภาพแผนผังฐานปรากฏขึ้น พร้อมชั้นข้อมูลเก่าที่ซ้อนอยู่ด้านล่างเป็นสีเทาอ่อน


    “หลังจากผนังลับเปิด ระบบบางส่วนที่เคยถูกซ่อนไว้เริ่มตอบสนอง” เวลอธิบาย 


    “ไม่ใช่ตอบสนองต่อเราโดยตรง แต่เหมือนโครงสร้างฐานเดิมถูกปลุกขึ้นบางส่วน เราพบรายการห้องที่ไม่อยู่ในแผนผังหลัก”


    แจ็กซ์เสริมทันที


    “ห้องวิจัยเก่า ห้องเก็บตัวอย่าง ห้องบันทึกเสียง และห้องที่ชื่อถูกลบออกอย่างน่าเกลียดมาก เหมือนคนลบรีบแต่ไม่เก่งเท่าฉัน”


    มิเลียมองเขา


    “และนายเข้าไปดูแล้ว”


    แจ็กซ์ยิ้มแห้ง


    “ผมแค่ลื่นมือไปแตะสามสิบเจ็ดคำสั่ง”


    เวลถอนหายใจ


    “เขาแฮกระบบ”


    “ใช้คำว่าเจรจาทางเทคนิคเถอะ”


    คาเอลไม่ได้ยิ้ม


    เขามองแผนผังด้านล่าง จุดหนึ่งถูกวงไว้ใกล้พื้นที่ใต้ห้องคัดแยกชั้นใน ไม่ไกลจากผนังลับที่พวกเขาลงไป


    ชื่อห้องขึ้นเป็นตัวอักษรแตกพร่า


    ห้องบันทึกการทดลองการได้ยิน


    คาเอลอ่านคำนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรเย็น ๆ ไหลผ่านกระดูกสันหลัง


    การได้ยิน


    ไม่ใช่คำเปรียบเทียบ


    ไม่ใช่สิ่งที่เขากับนิกซ์พูดกันเพราะไม่มีคำอื่น


    มีคนเคยเรียกมันแบบนี้มาก่อน


    เวลสังเกตสีหน้าเขา


    “นายรู้จักคำนี้ไหม”


    คาเอลส่ายหน้า


    แต่เสียงในหัวเขาเงียบลงทันที


    เงียบผิดปกติ


    เหมือนคนที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ในห้องเดียวกัน จู่ ๆ ก็หยุดหายใจเพื่อไม่ให้ถูกพบ


    แจ็กซ์แตะแท็บเล็ต ภาพเปลี่ยนเป็นรายชื่อแฟ้มที่เสียหายจำนวนมาก ตัวอักษรหลายส่วนหายไป เหลือเพียงชิ้นส่วนคำ


    ผู้เข้ารับการทดสอบ


    สัญญาณฝูง


    การตอบสนองต่อเสียง


    อาการบังคับทางประสาท


    ภาวะได้ยินเกินขอบเขต


    มิเลียอ่านจนใบหน้าซีดลง


    “นี่มัน…”


    “มีการทดลองในฐานนี้ก่อนโลกจะเป็นแบบปัจจุบันนี้” เวลพูดเสียงต่ำ 


    “หรืออย่างน้อยในอดีต ก่อนฐานนี้จะถูกดัดแปลงเป็นศูนย์คัดแยกผู้รอดชีวิต”


    คาเอลมองคำว่า ภาวะได้ยินเกินขอบเขต


    คำนี้ติดอยู่ในสายตาเขา


    เหมือนมันอธิบายบางอย่างที่เขายังไม่อยากเข้าใจ


    แจ็กซ์เลื่อนต่อ


    “ไฟล์ส่วนใหญ่เสีย แต่มีบันทึกเสียงหนึ่งส่วนยังเปิดได้บางช่วง ผมยังไม่ได้ฟังเต็ม เพราะพอถึงชื่อเจ้าของไฟล์ ระบบก็ล็อก แล้วเวลก็ทำหน้าตาเหมือนผมกำลังขโมยลูกคนแรกของเขา”


    เวลพูดเรียบ


    “เพราะนายเกือบทำให้ระบบปิดตัวเองอีกครั้ง”


    “แต่ก็ไม่ได้ปิด นับเป็นความสำเร็จ”


    คาเอลหันไปหาแจ็กซ์


    “ชื่อเจ้าของไฟล์คืออะไร”


    แจ็กซ์ไม่ตอบทันที


    นั่นทำให้คาเอลรู้ก่อนคำพูดจะออกมา


    แจ็กซ์มองเขาด้วยสายตาที่ต่างจากปกติ ไม่มีมุก ไม่มีการหลบ ไม่มีเสียงหัวเราะกลบความกลัว เหลือเพียงเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่อยากเป็นคนส่งมีดให้เขา แต่ไม่มีใครอื่นทำได้


    “เวย์รอน”


    ห้องเงียบลง


    มิเลียหันมองคาเอลทันที


    คาเอลรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไปเล็กน้อย


    นามสกุลของเขา


    บนแฟ้มทดลองเก่าใต้ฐานที่ซ่อนอยู่


    การได้ยิน


    ฝูง


    เสียงในหัว


    เขาได้ยินเสียงเครื่องกรองอากาศดังขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่มันไม่ได้ดังขึ้นจริง


    “เปิด” เขาพูด


    มิเลียขยับทันที


    “คาเอล รอ—”


    “เปิด”


    เสียงเขานิ่งเกินไป


    เขารู้


    แต่ไม่สามารถทำให้มันสั่นได้


    แจ็กซ์มองมิเลียแวบหนึ่ง เธอไม่พยักหน้า แต่ก็ไม่ห้ามต่อ เขาจึงกดเปิดไฟล์


    เสียงแรกที่ดังออกมาจากแท็บเล็ตคือเสียงรบกวน


    ซ่า…


    ซ่า…


    เหมือนเทปเก่าถูกเปิดผ่านน้ำ


    จากนั้นมีเสียงผู้หญิงดังขึ้น


    เบา แตกพร่า และไกลมาก


    “…บันทึกการสังเกตครั้งที่สิบเจ็ด…ผู้เข้ารับการทดสอบตอบสนองต่อสัญญาณที่ไม่สามารถระบุต้นทางได้ภายในสามวินาที…”


    เสียงผู้หญิงหยุด เหมือนมีใครในห้องนั้นพูดแทรกแต่ถูกตัดหาย


    “…ไม่ใช่การได้ยินทางกายภาพ…ไม่ผ่านหูชั้นนอก…การตอบสนองเกิดขึ้นก่อนคลื่นเสียงปรากฏในเครื่องวัด…”


    คาเอลยืนตัวแข็ง


    มิเลียยกมือขึ้นแตะขอบโต๊ะช้า ๆ เหมือนต้องการยึดอะไรไว้


    เสียงผู้หญิงดังต่อ


    “…ถ้าเราเรียกมันว่าอาการป่วย เราจะรักษาผิดทาง…ถ้าเรียกมันว่าพลัง เราจะทำลายพวกเขาเร็วขึ้น…”


    เสียงรบกวนแทรก


    ซ่า—


    แล้วเสียงผู้ชายอีกคนดังขึ้น


    ต่ำกว่า หนักกว่า เหนื่อยกว่า


    “…คำถามไม่ใช่ว่ามนุษย์ควรได้ยินหรือไม่ คำถามคือถ้าโลกฝั่งนั้นตะโกนมาหาเราอยู่แล้ว เราจะปล่อยให้มนุษย์หูหนวกต่อไปได้อีกนานแค่ไหน…”


    คาเอลรู้สึกหนาวไปทั้งตัว


    ไม่ใช่เพราะคำพูด


    แต่เพราะน้ำเสียงนั้นคุ้น


    คุ้นในแบบที่ความทรงจำยังไม่ยอมให้ภาพตามมา


    เหมือนกลิ่นบ้านเก่าที่จำไม่ได้ว่าตั้งอยู่ที่ไหน


    แจ็กซ์กดหยุดชั่วคราว


    “ยังมีต่อ แต่สัญญาณเสียหนัก”


    คาเอลมองเขา


    “เปิดต่อ”


    เสียงของเขาเบาลง แต่ไม่มีใครค้าน


    ไฟล์เล่นต่อ


    เสียงผู้หญิงกลับมา คราวนี้ใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย และสั่นกว่าเดิม


    “…ถ้าเขาเริ่มได้ยินเร็วเกินไป เราจะเสียเขา…”


    หัวใจคาเอลหยุดไปชั่วจังหวะ


    เสียงผู้ชายตอบกลับทันที


    “…ถ้าเราไม่ทำ มนุษย์จะไม่มีวันได้ยินเลย”


    เสียงผู้หญิงเหมือนสะอื้น แต่พยายามกลืนมันไว้


    “…เขายังเด็กเกินไปนะ…”


    สัญญาณขาดหาย


    ซ่า—


    ซ่า—


    “…เขาไม่ใช่กุญแจ…”


    ไฟล์กระตุก


    แล้วหยุดเอง


    ไม่มีใครพูด


    แม้แต่แจ็กซ์


    คาเอลมองแท็บเล็ต แต่ไม่ได้เห็นมันแล้ว เขาเห็นเพียงคำว่า “เขายังเด็กเกินไปนะ” สะท้อนอยู่ในหัวซ้ำ ๆ


    เด็กคนไหน


    เขาหรือเปล่า


    ไม่


    อาจไม่ใช่


    โลกมีเด็กมากมาย


    เวย์รอนอาจเป็นญาติ อาจเป็นนักวิจัยคนอื่น อาจเป็นชื่อซ้ำ อาจเป็น—


    ความคิดหยุดลงเมื่อเวลเลื่อนข้อมูลอีกหน้า


    ชื่อเจ้าของบันทึกปรากฏขึ้น


    บางส่วนเสียหาย แต่ยังอ่านได้


    ดร. อีไลอัส เวย์รอน


    ดร. เซลีน เวย์รอน


    คาเอลไม่ขยับ


    ชื่อทั้งสองไม่ได้กระแทกเขาเหมือนระเบิด


    มันเงียบกว่า


    ลึกกว่า


    เหมือนน้ำเย็นจัดค่อย ๆ เทลงในปอดจนหายใจไม่ได้


    นั่นคือชื่อพ่อและแม่ของเขา


    สองคำนี้ไม่ปรากฏบนจอ แต่ปรากฏในตัวเขาอย่างรุนแรง


    มิเลียขยับเข้าใกล้ทันที


    “คาเอล…”


    เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าห้ามเธอ หรือห้ามตัวเองแตกสลายต่อหน้าใคร


    “ไม่เป็นไร”


    คำโกหกหลุดออกมาโดยอัตโนมัติ


    มิเลียมองเขา


    คราวนี้เธอไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียว


    แจ็กซ์ค่อย ๆ พูด


    “ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเกี่ยวข้องมากแค่ไหน ไฟล์เสียเยอะมาก อาจเป็นแค่ชื่อในระบบ อาจเป็นนักวิจัย อาจ—”


    “อย่าโกหกแทนฉัน!!” คาเอลพูดเบา ๆ


    แจ็กซ์เงียบ


    คาเอลมองชื่อบนจอ


    เขาพยายามนึกถึงพ่อแม่


    จำได้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น แสงจากห้องทำงานที่ลอดใต้ประตู กลิ่นกาแฟเย็น เสียงปากกาแตะโต๊ะ เสียงแม่เรียกชื่อเขาเบามากในคืนหนึ่งที่เขาตื่นเพราะฝันร้าย มือของพ่อที่วางบนหัวเขาสั้น ๆ แล้วรีบผละไปเหมือนมีงานด่วนรออยู่เสมอ


    ความทรงจำทั้งหมดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับคำว่าโครงการใต้ฐาน


    เล็กจนเจ็บ


    “มีอะไรอีก” เขาถาม


    เวลลังเล


    “มีแฟ้มหนึ่งถูกล็อกไว้ด้วยสิทธิ์ระดับสูงกว่า”


    แจ็กซ์หายใจเข้าลึก


    “ชื่อแฟ้มคือโครงการโปรเจกต์เทรชโฮลด์”


    มิเลียก้มมองจอ


    “โปรเจกต์เทรชโฮลด์…”


    คำนี้ทำให้คาเอลรู้สึกเหมือนยืนอยู่หน้าประตูอีกบาน


    ไม่ใช่ประตูบีเจ็ด


    แต่เป็นประตูที่ใครบางคนสร้างไว้ก่อนเขาจำความได้


    ประตูที่พ่อแม่ของเขาอาจเปิดไว้


    หรือปิดไว้ไม่ทัน


    เวลพูดต่อ


    “เราเปิดไม่ได้ ระบบต้องการสิทธิ์ที่ไม่มีอยู่ในบัญชีฐานปัจจุบัน”


    แจ็กซ์ยกนิ้ว


    “หรือพูดง่าย ๆ คือประตูดิจิทัลที่เขียนว่าอย่าแตะ ถ้าแตะอาจทำให้ทุกอย่างระเบิด ซึ่งแน่นอนว่าผมอยากแตะมาก แต่ยังไม่ใช่ตอนมีทหารยืนอยู่หลังประตู”


    คาเอลมองแท็บเล็ต


    คำว่าโครงการโปรเจกต์เทรชโฮลด์อยู่ใต้ชื่อพ่อแม่ของเขาเหมือนเงาที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน


    เสียงผู้หญิงในหัวเงียบเกินไป


    เขาถามในใจ


    คุณรู้จักพวกเขาไหม


    ไม่มีคำตอบ


    เขาถามอีกครั้ง


    คุณรู้ไหมว่าพวกเขาทำอะไรกับผม


    คราวนี้เสียงนั้นกลับมา


    เบามาก


    “อย่าเปิดทุกอย่างในคืนเดียว”


    คาเอลกำมือแน่น


    นั่นไม่ใช่คำตอบ


    แต่เป็นการยอมรับว่ามีคำตอบ


    เขาเงยหน้าขึ้น


    “ฉันต้องไปที่ห้องนั้น”


    มิเลียส่ายหน้าทันที


    “ตอนนี้ไม่ได้”


    “ฉันต้องรู้”


    “นายต้องยืนให้ไหวก่อน”


    คำพูดนั้นทำให้เขาหยุด


    มิเลียมองเขาอย่างไม่หลบ


    “เมื่อกี้นายได้ยินชื่อพ่อแม่ แล้วหน้านายเหมือนคนกำลังตกจากที่สูง คาเอล ถ้านายเดินเข้าไปในห้องนั้นตอนนี้ ไม่ใช่ระบบที่จะเปิดนาย แต่เป็นนายเองที่จะฉีกตัวเองออกเพื่อหาคำตอบ”


    เขาอยากเถียง


    แต่เถียงไม่ได้


    เพราะมือเขากำแน่นจนเลือดซึมจากรอยเล็บอีกแล้ว


    แจ็กซ์มองมือนั้นแล้วพูดเบาลง


    “ฉันจะขุดข้อมูลต่อ แต่ไม่เปิดอะไรใหญ่โดยไม่มีนายอยู่ด้วย”


    คาเอลมองเขา


    แจ็กซ์ยักไหล่ พยายามทำเหมือนไม่ซีเรียส แต่ตาแดงนิด ๆ จากความเหนื่อยและความกลัว


    “นายเป็นเพื่อนฉัน ไม่ใช่รหัสผ่านเดินได้ ถึงฉันจะยอมรับว่าช่วงนี้นายทำตัวเหมือนรหัสผ่านเดินได้มากก็ตาม”


    คาเอลเกือบยิ้ม


    ความรู้สึกนั้นเล็กมาก แต่จริง


    เวลเก็บแท็บเล็ต


    “เคดต้องรู้เรื่องนี้”


    “ฉันว่าเขารู้แล้วบางส่วน” แจ็กซ์พึมพำ 


    “หรือเดี๋ยวก็รู้ เพราะฐานนี้ไม่มีอะไรเก็บความลับได้นานเท่าไรนัก นอกจากห้องทดลองใต้พื้น อันนั้นเก็บเก่งจนน่าตบ”


    ประตูเปิดอีกครั้ง


    คราวนี้เคดเข้ามาเอง พร้อมรูคที่ยืนอยู่ด้านหลัง


    บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที


    เคดมองแท็บเล็ตในมือเวล แล้วมองคาเอล


    “เจอชื่อแล้วสินะ”


    คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบ


    คาเอลหันไปช้า ๆ


    “คุณรู้อยู่แล้ว”


    เคดไม่หลบ


    “ไม่ทั้งหมด”


    “แต่รู้ว่าพ่อแม่ผมเกี่ยวข้องกับฐานนี้”


    “ผมรู้ว่าชื่อเวย์รอนปรากฏในระบบเก่าของฐานหลังเกิดเหตุสิทธิ์การควบคุมระดับสูง”


    มิเลียก้าวเข้ามา


    “ทำไมไม่บอกเขา”


    เคดมองเธอ


    “เพราะบอกตอนที่เขาเพิ่งทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยทั้งชั้นหยุดทำงานอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด”


    “เขาไม่ได้ทำ”


    รูคพูดเบา ๆ จากด้านหลัง


    “เราไม่รู้ว่าเขาเป็นคนทำหรือไม่”


    มิเลียหันไปมองเขาทันที แต่คาเอลยกมือห้ามก่อน


    เขาไม่อยากให้เธอสู้ทุกคำแทนเขาอีกแล้ว


    “พาผมไปดูห้องบันทึก” คาเอลพูดกับเคด


    “ไม่ได้”


    “งั้นผมจะไม่ตอบอะไรอีกจนกว่าจะได้ดู”


    รูคขยับเล็กน้อย


    มิเลียมองคาเอลด้วยความตกใจเล็กน้อย แจ็กซ์เบิกตาเหมือนอยากบอกว่าเพื่อน นายกำลังต่อรองกับคนถือปืนอยู่


    เคดนิ่ง


    คาเอลรู้สึกถึงความเย็นในหัวอีกครั้ง


    ไม่ใช่เสียงผู้หญิง


    ไม่ใช่ระบบ


    เป็นเขาเอง


    หรือเขาหวังว่าเป็นเขาเอง


    “คุณต้องการรู้ว่าฝูงจะขึ้นตรงไหน ผมช่วยได้ คุณต้องการรู้ว่าระบบตอบสนองกับผมอย่างไร ผมเป็นคนเดียวที่บอกได้ คุณต้องการให้ผมไม่ตื่นตระหนกเวลาเจอคำว่าสิทธิ์การควบคุมระดับสูงอีก คุณต้องให้ผมรู้ก่อนว่าพ่อแม่ผมเกี่ยวข้องยังไง”


    เขาหยุดหายใจหนึ่งจังหวะ


    “ไม่ใช่เพื่อผมอย่างเดียว เพื่อฐานของคุณด้วย”


    ห้องเงียบ


    รูคมองเขาแปลกไปเล็กน้อย


    เคดมองเขานานมาก ก่อนพูด


    “นายกำลังเรียนรู้เร็ว”


    คาเอลตอบทันที


    “ผมก็กลัวเหมือนกัน”


    คำตอบนั้นหยุดบางอย่างในสายตาเคด


    อาจเป็นเพราะมันไม่ใช่คำขู่


    ไม่ใช่คำโกหก


    เป็นความจริงที่ยังมีเลือดติดอยู่


    สุดท้ายเคดหันไปหาเวล


    “เตรียมทีมเล็ก เราจะลงไปห้องบันทึก ไม่เปิดแฟ้มล็อก ไม่แตะโครงการโปรเจกต์เทรชโฮลด์ แค่ตรวจห้องและคัดลอกข้อมูลที่ปลอดภัย”


    แจ็กซ์ยกมือ


    “คำว่า ‘ปลอดภัย’ ในฐานนี้มีนิยามหลวมมากนะครับ”


    “นายจะเป็นคนบอกว่าปลอดภัยหรือไม่”


    “เยี่ยม ความรับผิดชอบที่ไม่มีใครขอ แต่โยนมาให้เรียบร้อย”


    มิเลียพูดทันที


    “ฉันไปด้วย”


    เคดมองเธอ


    คราวนี้เขาไม่ปฏิเสธทันที


    “เงื่อนไขเดียว อยู่หลังแนวรูคตลอดเวลา”


    มิเลียตอบ


    “ฉันอยู่ข้างคาเอล”


    “นั่นไม่ใช่เงื่อนไขที่ผมให้”


    “แต่มันคือเงื่อนไขของฉัน”


    รูคถอนหายใจเบามาก


    เคดมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดสั้น ๆ


    “ถ้าเกิดอะไรขึ้น เขาจะเป็นคนแรกที่คุณต้องดึงกลับมา”


    มิเลียไม่ลังเล


    “ฉันรู้”


    คาเอลมองเธอ


    เขาไม่แน่ใจว่าคำว่า “ดึงกลับมา” หมายถึงจากระบบ จากความกลัว จากพ่อแม่ หรือจากตัวเขาเอง


    บางทีทั้งหมด


    การลงไปยังห้องบันทึกใช้ทางเดินคนละเส้นกับโพรงหลัก แต่ก็ยังอยู่ใต้ฐานเช่นกัน ประตูเหล็กสองชั้นถูกปลดล็อกด้วยรหัสของเคด แสงไฟด้านในติดช้า ๆ ทีละดวง ราวกับทางเดินนี้ไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกหลังหลับมาหลายปี


    กลิ่นที่นี่ต่างจากโพรง


    ไม่ใช่ดินเน่า


    ไม่ใช่เลือดของฝูง


    แต่เป็นกลิ่นฝุ่นเก่า กระดาษชื้น โลหะปิดตาย และน้ำยาฆ่าเชื้อที่หมดอายุไปนานแล้ว อากาศเย็นและนิ่งเกินไป เหมือนห้องเหล่านี้ถูกปิดไว้พร้อมลมหายใจของคนที่เคยทำงานในนั้น


    ผนังสองข้างมีคราบป้ายเตือนที่ถูกขูดออกหลายจุด บางป้ายเหลือเพียงเศษคำ


    ห้ามเข้า


    ผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น


    ระดับการฟัง


    คาเอลหยุดหน้าป้ายสุดท้าย


    ระดับการฟัง


    คำนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีมือแตะหลังคอ


    มิเลียเห็นเขาหยุด


    “อะไร”


    “ป้ายนั้น”


    เธอมองตาม แล้วอ่านออกเสียงเบามาก


    “ระดับการฟัง…”


    แจ็กซ์เดินเข้ามาข้าง ๆ แล้วขมวดคิ้ว


    “ไม่ใช่คำที่ควรอยู่ในฐานทหารเลยนะ”


    เวลพูดจากด้านหลัง


    “ถ้าฟังจากบันทึก การได้ยินอาจเป็นระดับการรับรู้ ไม่ใช่การฟังเสียงจริง”


    รูคมองทางเดินมืดด้านหน้า


    “คนที่ฟังมากเกินไปเป็นยังไง”


    ไม่มีใครตอบ


    แต่คำตอบเหมือนอยู่ในห้องทดลองที่รออยู่ข้างหน้าแล้ว


    ประตูห้องบันทึกเป็นบานเหล็กสีขาวหม่น มีรอยข่วนด้านในหลายเส้น ราวกับครั้งหนึ่งมีใครพยายามออกมา ไม่ใช่เข้าไป เคดใช้รหัสเปิด ประตูส่งเสียงครางต่ำก่อนเลื่อนออก


    แสงไฟด้านในติดขึ้น


    ห้องไม่ใหญ่


    แต่ทุกอย่างในนั้นทำให้คนทั้งทีมเงียบลง


    โต๊ะทำงานล้มอยู่ด้านหนึ่ง เก้าอี้สองตัวหัก แผงกระจกสังเกตการณ์แตกร้าวเป็นใยแมงมุม เอกสารกระดาษเก่ากระจายบนพื้น แม้ส่วนใหญ่ถูกความชื้นกินจนอ่านไม่ออก ผนังด้านหนึ่งมีชั้นเก็บเทปบันทึกและหน่วยความจำเก่าจำนวนมาก บางช่องว่างเปล่า บางช่องถูกดึงออกอย่างรีบร้อน


    กลางห้องมีเก้าอี้ตรวจสภาพหนึ่งตัว


    สายรัดแขนขาเก่าห้อยลงมาข้าง ๆ


    แห้ง แข็ง และมีคราบสีน้ำตาลเข้มติดอยู่ตรงขอบ


    มิเลียหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง


    แจ็กซ์สบถเบามาก


    “ผมเกลียดห้องนี้ทันที”


    คาเอลเดินเข้าไปช้า ๆ


    พื้นใต้เท้ามีฝุ่นหนา แต่ตรงหน้าเก้าอี้ตรวจสภาพมีรอยลากยาว เหมือนของหนักเคยถูกลากออกไปนานมาแล้ว บนกระจกแตกมีเงาสะท้อนของเขาเป็นเสี้ยว ๆ ใบหน้าของเขาแตกออกเป็นหลายชิ้นในรอยร้าว แต่ละชิ้นมองกลับมาด้วยสีหน้าไม่เหมือนกัน


    เด็ก


    ผู้รอดชีวิต


    ผู้บัญชาการ


    สัตว์ทดลอง


    เขาไม่ชอบคำสุดท้าย


    แต่ห้องนี้ทำให้คำนั้นดังขึ้นเอง


    เสียงผู้หญิงในหัวเงียบ


    เงียบจนเหมือนเธอไม่อยากเข้ามาในห้องนี้กับเขา


    แจ็กซ์กับเวลเริ่มตรวจแผงบันทึก เคดกับรูคยืนคุมประตู มิเลียเดินตามคาเอลเข้ามาใกล้เก้าอี้ แต่ไม่แตะอะไร เธอเพียงยืนอยู่ข้างเขา ระยะห่างน้อยกว่าครึ่งก้าว


    คาเอลมองสายรัดเก่า


    ภาพวาบขึ้นมาในหัว


    ไม่ชัด


    แค่แสงขาว


    กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ


    เสียงผู้หญิงร้องเรียกชื่อเขา


    คาเอล


    มองแม่


    เขาถอยหลังทันที


    มิเลียจับแขนเขาไว้


    คราวนี้เธอไม่หยุดมือกลางอากาศ


    นิ้วของเธอสัมผัสผิวเขาแน่นพอให้รู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น


    “คาเอล”


    เขาหายใจแรง


    “ฉันเห็น…”


    “เห็นอะไร”


    เขามองเก้าอี้


    ภาพหายไปแล้ว เหลือเพียงห้องเก่า คราบฝุ่น และสายรัดที่ไม่ควรมีความทรงจำ


    “ไม่รู้”


    แจ็กซ์เรียกจากแผงบันทึก


    “เจออีกไฟล์หนึ่ง”


    ทุกคนหันไป


    หน้าจอเก่าที่แจ็กซ์ต่อไฟสำรองขึ้นมาแสดงภาพวิดีโอพร่ามัว สีซีดจนแทบแยกหน้าไม่ได้ เสียงขาดหายเป็นช่วง ๆ แต่ยังพอเห็นห้องสีขาวอีกห้องหนึ่ง


    ห้องนั้นคล้ายห้องคัดแยก


    แต่เล็กกว่า


    กลางห้องมีเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น หันหลังให้กล้อง


    ผมสีเข้ม


    ตัวเล็กมาก


    หญิงคนหนึ่งในเสื้อกาวน์ยืนอยู่นอกกระจก มือแตะผิวกระจกเหมือนอยากผ่านเข้าไปแต่ทำไม่ได้ ชายอีกคนยืนข้างหลังเธอ สีหน้าไม่ชัดเพราะภาพเสีย แต่ท่าทางของเขาเหมือนคนถูกแบ่งครึ่งระหว่างหน้าที่กับความรัก


    เสียงผู้หญิงในวิดีโอดังขึ้น


    “คาเอล…มองแม่”


    มิเลียกำแขนคาเอลแน่นขึ้นทันที


    แจ็กซ์หยุดหายใจ


    เวลหน้าซีด


    คาเอลไม่ได้ขยับ


    เขาเหมือนถูกตรึงไว้กับภาพนั้น


    เด็กในวิดีโอค่อย ๆ หันหน้า


    ภาพกระตุกก่อนเห็นใบหน้าชัด


    เสียงผู้ชายพูดเร็วและเครียด


    “อย่าเรียกเขาดังเกินไป ถ้าเขาหันตามเสียงทั้งหมดพร้อมกัน เราจะดึงเขากลับไม่ได้”


    ผู้หญิงหันไปหาเขา


    แม้ภาพจะพร่า แต่ความเจ็บในท่าทางชัดเจนมาก


    “เขาเป็นลูกเรา ไม่ใช่ตัวรับสัญญาณนะที่รัก…”


    ภาพค้าง


    แล้วดับ


    ห้องทั้งห้องเงียบสนิท


    คาเอลรู้สึกเหมือนตัวเองถูกดึงออกจากร่างไปชั่วครู่


    เขาไม่หายใจ


    หรือหายใจแล้วแต่ไม่รู้ตัว


    ทุกอย่างเบลอไปหมด ยกเว้นคำเดียว


    ลูกเรา


    มิเลียแตะไหล่เขาด้วยมืออีกข้าง


    “คาเอล หายใจเข้าลึก ๆ”


    เขาสูดลมหายใจเข้าทันที เหมือนเพิ่งโผล่ขึ้นจากน้ำลึก อากาศเย็นจัดแทงปอด เขาไอหนึ่งครั้ง มือจับขอบโต๊ะใกล้ตัวแน่นจนฝุ่นฟุ้งขึ้น กลิ่นฝุ่นเก่ากับสนิมตีขึ้นจมูก


    แจ็กซ์เดินเข้ามาใกล้


    “ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้ว่ามันจะ—”


    “เปิดอีก”


    เสียงคาเอลต่ำมาก


    มิเลียส่ายหน้า


    “ไม่ พอแล้ว”


    เขาหันมองเธอ


    “ฉันต้องดูให้จบ”


    “นายเพิ่งหยุดหายใจเองนะ”


    “มิเลีย”


    “ไม่” เธอพูดหนักขึ้น 


    “นายบอกว่าจะไม่โกหกฉัน งั้นฉันก็จะไม่โกหกนายเหมือนกัน ตอนนี้นายไม่ไหวแล้วที่จะรับเรื่องราวพวกนี้เพิ่ม เข้าใจไหม”


    เขานิ่ง


    ความโกรธพุ่งขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง


    ไม่ใช่โกรธเธอ


    โกรธที่เธอพูดถูก


    โกรธที่ร่างกายเขากำลังสั่น


    โกรธที่พ่อแม่ของเขาอยู่บนจอเก่าในฐานใต้ดิน


    โกรธที่ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขาอาจถูกวางแผนมาก่อนที่เขาจะมีสิทธิ์เลือกเอง


    เสียงผู้หญิงในหัวดังขึ้นเบามาก


    “ถอยออกมาหนึ่งก้าว”


    คาเอลหลับตา


    คราวนี้เขาฟัง


    เขาถอยจากหน้าจอหนึ่งก้าว


    มิเลียยังจับแขนเขาอยู่


    ไม่ปล่อย


    เคดพูดจากด้านหลัง


    “คัดลอกไฟล์ทั้งหมด แล้วออกจากห้องนี้”


    แจ็กซ์พยักหน้าเร็ว ๆ


    “เห็นด้วยอย่างแรง ห้องนี้ควรถูกล็อกแล้วโยนกุญแจลงมหาสมุทร แต่เนื่องจากมหาสมุทรอาจมีโพรงนรกอีก ผมขอแค่ล็อกก่อน”


    เวลรีบคัดลอกข้อมูลลงอุปกรณ์สำรอง ขณะเดียวกันจอเก่าอีกบานกลับติดขึ้นเอง


    ไม่มีใครแตะ


    ทุกคนหยุดทันที


    บนจอมีข้อความสีขาวซีดปรากฏขึ้น


    สิทธิ์สายเลือดตรวจพบ


    กำลังเรียกคืนแฟ้มระดับปิดผนึก


    แจ็กซ์ยกมือออกจากแผงทันที


    “ผมไม่ได้ทำ”


    รูคยกปืนขึ้น


    เคดสั่งเสียงต่ำ


    “ถอยออกจากจอ”


    คาเอลไม่ขยับ


    ข้อความเปลี่ยน


    โครงการโปรเจกต์เทรชโฮลด์


    สถานะ: ยังไม่สิ้นสุด


    จากนั้นมีอีกบรรทัดปรากฏใต้ชื่อโครงการ


    ผู้สืบทอดยังมีชีวิต


    เสียงระบบเก่าดังขึ้นจากลำโพงแตกพร่าในห้อง


    ไม่ใช่เสียงปัญญาประดิษฐ์ของฐานปัจจุบัน


    เสียงนี้เก่า


    แห้ง


    และเหมือนถูกเก็บไว้ในห้องที่ไม่มีใครเปิดมานาน


    “ยืนยันตัวตนเบื้องต้น…”


    “คาเอล เวย์รอน…”


    “ระดับการได้ยิน…ไม่เสถียร…”


    “สถานะสิทธิ์การควบคุมระดับสูง…รอการปลุกขั้นถัดไป…”


    มิเลียจับแขนเขาแน่นขึ้น


    คาเอลมองจอราวกับมันกำลังมองกลับมา


    เขาอยากถามว่าพ่อแม่เขาทำอะไร


    อยากถามว่าทำไมต้องเป็นเขา


    อยากถามว่าเสียงผู้หญิงในหัวคือใคร


    อยากถามว่าทั้งหมดนี้เริ่มตั้งแต่เมื่อไร


    แต่ก่อนเขาจะพูด เสียงลึกจากใต้พื้นก็ดังขึ้น


    ครืด…


    ห้องสั่นเล็กน้อย


    ฝุ่นร่วงจากเพดานเป็นเส้นบาง ๆ


    รูคหันไปทางประตูทันที


    เวลมองอุปกรณ์


    “มีการเคลื่อนไหวใต้เรา”


    แจ็กซ์หน้าซีด


    “ใต้เรานี่หมายถึงใต้ห้องนี้ใช่ไหม เพราะผมหวังมากว่าจะหมายถึงใต้ประเทศ”


    พื้นสั่นอีกครั้ง


    ครืด…


    คราวนี้ใกล้กว่าเดิม


    นิกซ์ไม่ได้อยู่ในห้อง แต่คาเอลได้ยินเสียงของฝูงชัดขึ้นเอง


    ไม่ใช่คำพูด


    เป็นแรงกด


    เหมือนสิ่งใต้ฐานเพิ่งรับรู้ว่าเขาอยู่ในห้องนี้


    ห้องที่เคยใช้สอนมนุษย์ให้ได้ยิน


    คาเอลหันไปทางพื้นด้านใต้เก้าอี้ตรวจสภาพ


    เขารู้ทันที


    “มันไม่ได้มาทางโพรงเดิม”


    รูคมองเขา


    “ทางไหน”


    คาเอลชี้ลงพื้น


    “ใต้ห้องนี้”


    เคดสั่งทันที


    “ไปที่ทางออก!”


    ยังไม่ทันทุกคนขยับ พื้นตรงมุมห้องก็แตกออก เศษคอนกรีตพุ่งขึ้นพร้อมกลิ่นดินเน่าและไอร้อนชื้น เซิร์กลิงตัวหนึ่งทะลุขึ้นมาในระยะไม่ถึงสามเมตรจากแจ็กซ์


    แจ็กซ์ถอยทันทีแต่สะดุดสายไฟเก่า ล้มลงกับพื้น


    สัตว์ตัวนั้นพุ่งเข้าหาเขา


    คาเอลขยับก่อนเสียงใครจะเตือน


    เขาคว้าเก้าอี้เหล็กที่ล้มอยู่ข้างผนัง เหวี่ยงเข้าใส่ด้านข้างของเซิร์กลิงเต็มแรง เก้าอี้แตกกระแทกหัวมันเสียจังหวะ แต่มันยังหมุนกลับมาเร็วเกินไป กรงเล็บฟาดเฉี่ยวต้นแขนเขาจนผ้าขาดและเลือดซึม


    มิเลียตะโกนชื่อเขา


    รูคยิงหนึ่งนัด กระสุนเจาะไหล่ของมัน แต่ในห้องแคบ เขายิงต่อไม่ได้เพราะคาเอลกับแจ็กซ์อยู่ใกล้เกินไป


    โวร่าไม่ได้อยู่ในห้อง


    ไม่มีใครเคลื่อนเร็วพอจะเข้ามาแทน


    คาเอลเห็นเส้นทางมัน


    มันจะไม่กัดเขา


    มันจะข้ามเขาไปหาแท็บเล็ตกับอุปกรณ์บันทึกบนโต๊ะ


    ไม่ใช่โจมตีคนก่อน


    โจมตีข้อมูล


    ความคิดนั้นทำให้เขาเย็นวาบ


    “มันจะทำลายไฟล์!”


    แจ็กซ์ที่ยังอยู่บนพื้นเบิกตา


    เซิร์กลิงพุ่งขึ้นโต๊ะจริง ๆ กรงเล็บฟาดใส่เครื่องบันทึกเก่า เสียงโลหะฉีกดังแหลม คาเอลพุ่งตามไปคว้าสายรัดจากเก้าอี้ตรวจสภาพ ฟาดพันขาหน้าของมันแล้วดึงสุดแรง สิ่งมีชีวิตเสียหลักตกจากโต๊ะ แต่แรงของมันลากคาเอลล้มไปด้วย เขากระแทกพื้น ไหล่เจ็บเหมือนกระดูกจะแตก


    มิเลียคว้าแท็บเล็ตข้อมูลแล้วถอยไปด้านหลังทันที


    รูคก้าวเข้ามา ใช้ปืนกระแทกหัวเซิร์กลิงลงกับพื้นแทนยิง ก่อนกดลำกล้องเข้าข้างคอและลั่นไกหนึ่งนัด เสียงปืนในห้องปิดทำให้หูอื้อทันที เลือดดำสาดกระจายบนพื้นและขาเก้าอี้ตรวจสภาพ


    เซิร์กลิงแน่นิ่ง


    แต่พื้นอีกจุดเริ่มร้าว


    เคดตะโกน


    “ถอยเดี๋ยวนี้!”


    ทุกคนวิ่งออกจากห้องบันทึก แจ็กซ์คว้าอุปกรณ์สำรองเกือบหลุดมือ เวลปิดประตูตามหลัง แต่ก่อนประตูจะเลื่อนปิด คาเอลหันกลับไปมองจอที่ยังติดอยู่ท่ามกลางฝุ่นและเลือดดำ


    ข้อความสุดท้ายปรากฏขึ้น


    เส้นทางล่างของนครเน็กซัส: กุญแจสำรอง


    แล้วประตูก็ปิดลง


    เสียงล็อกดัง


    กึก


    คราวนี้ไม่ใช่เสียงประตูบีเจ็ด


    แต่ใกล้เคียงพอจะทำให้คาเอลหยุดหายใจไปหนึ่งวินาที


    พวกเขาถอยกลับสู่ทางเดินหลัก ขณะที่ทีมทหารอีกชุดวิ่งสวนลงมาพร้อมอาวุธหนัก เสียงประกาศเตือนดังทั่วฐานอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงไร้อารมณ์ของระบบ แต่เป็นเสียงคนจริงจากศูนย์ควบคุมที่พยายามไม่ให้ตื่นตระหนก


    “ทุกหน่วยโปรดทราบ ตรวจพบการเคลื่อนไหวใต้ฐานเพิ่มเติม ปิดกั้นโซนวิจัยเก่า ย้ำ ปิดกั้นโซนวิจัยเก่า”


    แจ็กซ์หอบหนัก พิงผนังแล้วกอดอุปกรณ์สำรองไว้แน่นเหมือนมันเป็นเด็กทารก


    “ได้ไฟล์มาไหม” คาเอลถาม


    แจ็กซ์ยกอุปกรณ์ขึ้น


    “ได้บางส่วน ก่อนเพื่อนใต้ดินจะพยายามกินหลักฐาน”


    เวลมองเขา


    “มันตั้งใจทำลายข้อมูลจริง”


    “เห็นด้วยไหมล่ะ ผมไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม” แจ็กซ์พูด 


    “สัตว์ประหลาดบ้าอะไรเห็นฮาร์ดแวร์แล้วเลือกตบก่อนคน”


    เคดมองคาเอล


    “มันรู้ว่าห้องนั้นสำคัญ”


    คาเอลตอบเบา ๆ


    “หรือรู้ว่าผมกำลังดูอะไร”


    ไม่มีใครพูดต่อ


    เพราะนั่นเป็นความเป็นไปได้ที่แย่กว่า


    มิเลียยืนอยู่ข้างเขา มือยังถือแท็บเล็ตที่เก็บได้ สีหน้าของเธอซีดแต่มั่นคง เธอยื่นแท็บเล็ตให้แจ็กซ์โดยไม่มองจออีก


    “อย่าทำไฟล์นี้หาย”


    แจ็กซ์รับด้วยสองมือทันที


    “ผมจะกอดมันนอน ถ้าเรายังมีเตียงให้กอด”


    รูคเดินเข้ามาหาคาเอล


    “เส้นทางล่างของนครเน็กซัสคืออะไร”


    “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” คาเอลส่ายหน้า


    แจ็กซ์เงียบไป


    ทุกคนหันมามองเขาแทบพร้อมกัน


    เขามองพื้นก่อนถอนหายใจ


    “เอ่อ ฉันรู้น่ะ”


    คาเอลหันไป


    “แจ็กซ์?”


    เพื่อนของเขายิ้มบางมาก แบบที่ไม่มีความตลกอยู่เลย


    “มันเป็นที่ที่ฉันเคยอยู่ ก่อนมาเจอพวกนาย ก่อนทำตัวเป็นช่างซ่อมโลกพังแบบมีเสน่ห์”


    โวร่าที่เพิ่งตามมาจากอีกทาง หยุดยืนฟังเงียบ ๆ


    แจ็กซ์กอดอุปกรณ์ข้อมูลแน่นขึ้น


    “เส้นทางล่างไม่ใช่แค่ท่อใต้เมือง มันเป็นเมืองอีกชั้นของคนที่ไม่มีใครอยากจำ พวกคนไร้ทะเบียน คนหนีหนี้ คนถูกลบชื่อ คนที่ระบบด้านบนไม่อยากนับเป็นประชากร”


    เขาหันมองคาเอล


    “และถ้าไฟล์ของพ่อแม่นายบอกว่ามีกุญแจอยู่ที่นั่น แปลว่าพวกเขาเคยซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในที่ที่รัฐบาลไม่กล้าค้นละเอียด”


    มิเลียพูดเบา ๆ


    “นายเคยอยู่ที่นั่นนานแค่ไหน”


    แจ็กซ์หลบตา


    “นานพอจะรู้ว่าถ้าต้องลงไปจริง ๆ เราต้องเตรียมตัวมากกว่านี้”


    เคดพูดทันที


    “ตอนนี้เราไม่มีเวลามาก ฐานนี้ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิดแล้ว ถ้าฝูงรู้เส้นทางใต้ฐาน พวกมันจะกลับมา”


    รูคมองคาเอล


    “และถ้ามันตามสิ่งที่อยู่ในหัวนาย…”


    มิเลียหันไปมองเขา แต่คราวนี้ไม่เถียงทันที


    เพราะทุกคนคิดเหมือนกัน


    คาเอลก้มมองเลือดที่ซึมจากต้นแขนตัวเอง รอยใหม่ซ้อนบนรอยเก่า แผลเล็กเมื่อเทียบกับสิ่งที่เพิ่งรู้ แต่แสบพอให้เขายังอยู่กับปัจจุบัน


    พ่อแม่ของเขา


    โครงการโปรเจกต์เทรชโฮลด์


    การได้ยิน


    กุญแจสำรองในเส้นทางล่างของนครเน็กซัส


    ฝูงที่พยายามทำลายข้อมูลก่อนเขาอ่านมัน


    ทั้งหมดเรียงตัวเหมือนเส้นทางบังคับ


    เขาไม่อยากเดิน


    แต่ข้างหลังเขามีฐานที่กำลังถูกขุดจากใต้ดิน มีคนเจ็บ มีนิกซ์ที่ได้ยินฝูงมากขึ้นทุกชั่วโมง มีมิเลียที่ยังจับแขนเขาแม้กลัว มีแจ็กซ์ที่อดีตใต้เมืองกำลังจะถูกลากกลับมา มีโวร่าที่มองความลับของคนอื่นด้วยสายตาของคนที่รู้ว่าความลับจากห้องทดลองไม่เคยเป็นของใครคนเดียว


    เสียงผู้หญิงในหัวเงียบ


    แต่คาเอลรู้สึกว่าเธอยังอยู่


    รอดูว่าเขาจะเลือกอะไร


    เคดถาม


    “นายจะไปไหม”


    มิเลียหันมามองเขาทันที


    ไม่ใช่ห้าม


    ไม่ใช่อนุญาต


    แค่รอ


    คาเอลหลับตา


    ได้ยินเสียงประตูบีเจ็ด


    ได้ยินเสียงฝูงใต้ฐาน


    ได้ยินเสียงแม่ในวิดีโอเรียกชื่อเขา


    คาเอล…มองแม่


    เขาลืมตา


    “ผมไป”


    เสียงเขาเบา แต่ชัด


    “แต่เราไม่ไปเพราะระบบบอก ไม่ไปเพราะพ่อแม่ผมทิ้งกุญแจไว้ และไม่ไปเพราะผมเป็นอะไรก็ตามที่จอนั่นเรียก”


    เขามองเคด รูค เวล แจ็กซ์ โวร่า และสุดท้ายหยุดที่มิเลีย


    “เราไปเพราะถ้าไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรไว้ ใครบางคนจะใช้มันกับคนอื่นอีก”


    มิเลียมองเขานานมาก


    แล้วพยักหน้าเบา ๆ


    แจ็กซ์ถอนหายใจยาว


    “งั้นก็กลับบ้านเก่าของราชาหนูสินะ”


    โวร่าเอียงคอ


    “ราชาหนู?”


    แจ็กซ์ยิ้มฝืน


    “เรื่องยาว และน่าอายกว่าที่ควรจะเล่าขณะมีกลิ่นสัตว์ประหลาดไหม้อยู่ในอากาศ”


    รูคมองเขาแวบหนึ่ง


    “นายจะเล่า”


    “ผมเกรงว่าคุณใช้เสียงแบบนั้นแล้วผมไม่มีสิทธิ์เลือกเท่าไร”


    เคดสั่งผ่านวิทยุให้เตรียมทีมเคลื่อนย้ายข้อมูลและจัดแผนออกจากฐานบางส่วน เสียงตอบรับแตกพร่าดังจากปลายสาย ทหารวิ่งสวนไปมาในทางเดิน แสงไฟฉุกเฉินกระพริบเป็นจังหวะช้า ๆ บนผนังคอนกรีตที่เริ่มมีรอยร้าวใหม่เล็ก ๆ จากแรงสั่นใต้ฐาน


    คาเอลยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางเสียงคน เสียงเครื่องจักร และเสียงใต้พื้น


    เขาไม่รู้ว่าตอนต่อไปจะเจออะไร


    ไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเขาเป็นคนช่วยโลกหรือคนเปิดประตูให้นรก


    ไม่รู้ว่าเสียงผู้หญิงในหัวเป็นผู้คุ้มกันหรือโซ่อีกเส้น


    ไม่รู้ว่าทุกครั้งที่เขาเดาถูก เขากำลังช่วยคนหรือเข้าใกล้สิ่งที่ทุกคนกลัว


    แต่เขารู้สิ่งหนึ่ง


    คำว่าสิทธิ์การควบคุมระดับสูงไม่ได้หายไปหลังจอดับ


    มันยังอยู่


    ไม่ใช่บนหน้าจอ


    แต่อยู่ตรงขอบความคิดของเขา


    เหมือนประตูอีกบานที่เปิดแง้มไว้ในความมืด


    และจากที่ลึกลงไปใต้ฐาน เสียงฝูงยังคงขยับ


    ครืด…


    ครืด…


    ราวกับมันเองก็รู้แล้วว่าเส้นทางต่อไปของเขาไม่ได้อยู่ในฐานนี้


    แต่อยู่ลึกลงไปใต้เมืองที่เคยตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง


    นครเน็กซัสด้านล่างกำลังรอเขาอยู่


    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320