บ้านของลุงวิชิต
จรัสได้รับข่าวสารจากมังค์จา โดยให้ดำเนินการลักลอบนำอาวุธเข้ามาและขนย้ายไปยังกลุ่มคนของมังค์จาก่อนกำหนด
เขาเองได้วางแผนที่จะให้ครอบครัวของลุงวิชิตที่รับเหมาก่อสร้างรีสอร์ทเป็นแพะกรณีเกิดข้อผิดพลาด
ตอนนี้ต้องเปลี่ยนกำหนดการงานหมั้นใหม่เป็นก่อนรีสอร์ทจะแล้วเสร็จ แต่ยังคงวางแผนกันตัวเองไว้เตรียมคนพร้อมของกลาง
และการโอนจ่ายเงินทางบัญชีและเงินสดจำนวนหนึ่งเรียกได้ว่าเตรียมการเป็นอย่างดีให้ครอบครัวลุงวิชิตเป็นผู้กระทำผิดหากถูกจับได้
ไม่เพียงกำหนดการแต่ยังต้องเปลี่ยนสถานที่ฝ่ายมังค์จาไม่แน่ใจว่าผู้เฒ่าอาร์ลูสารภาพหรือไม่ แต่หากยังไม่มีของกลาง
และการเคลื่อนย้ายทางตำรวจก็จะยังไม่สามารถทำอะไรได้มากและพวกเขาต้องการอาวุธสงครามเหล่านี้จึงไม่ยกเลิกแผนการ
จรัสได้เดินทางมาพบครอบครัวลุงวิชิตเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการจัดงานหมั้นกับฤดีและเขายังได้เตรียมกลุ่มคนให้พร้อมต่อการซื้อขาย
และขนย้ายอาวุธเถื่อนข้ามแดน โดยจะลักลอบเจรจากันที่โกดังวัสดุก่อสร้างของป้าลัดดา
ฤดีที่ไม่รู้เรื่องว่าภัยกำลังจะมาถึงครอบครัวเธอกำลังอกดีใจเป็นที่สุดที่จะได้จัดงานหมั้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
“ถ้าหากอีกสองอาทิตย์จะมีการจัดงานหมั้นเราจำเป็นต้องรีบเตรียมงานและจัดพิมพ์การ์ดเชิญ แล้วงานที่รีสอร์ทล่ะคะ?” ฤดีเอ่ยถามกับจรัส
“อันที่จริงก็เหลือเพียงตกแต่งอีกไม่มากรีสอร์ทก็จะแล้วเสร็จลูกไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ก็ได้” ป้าลัดดากล่าวกับฤดี
“ถ้าจัดงานเร็วก็ดีเหมือนกัน จะได้เตรียมสร้างคฤหาสน์ที่จะเป็นเรือนห่อต่อเลย”ลุงวิชิตให้ความเห็น และเขาก็คิดว่าบริษัทจะได้รับงาน
ต่อไปเลย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
จรัสเห็นว่าตนเองได้รับความไว้ใจจากครอบครัวนี้ก็ได้กล่าว “ใช่ครับ ผมก็เลยคิดว่าควรจัดงานหมั้นให้เร็วขึ้น”
“เอาเป็นว่ากำหนดวันจัดงานแน่นอนแล้วนะจะได้จัดพิมพ์การ์ดเชิญตามวันเวลานี้?” ป้าลัดดาถามกับจรัสและฤดี
“ครับ ตามนี้ครับ”
“ตอนนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมก็ดีแล้วพ่อมีเรื่องจะปรึกษาด้วย” ลุงวิชิตบอกกับทุกคน
ฤดีดูเหมือนจะงงเล็กน้อยจึงเอ่ยถามกับผู้เป็นพ่อ“คุณพ่อมีเรื่องอะไรหรือคะ?”
“พ่อเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากคนในกลุ่มธุรกิจหยดน้ำไพลินทาบทามให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างของเราเป็นส่วนหนึ่ง
ในการส่อสร้างโรงแรมที่มาศิตา”ลุงวิชิตบอกทุกคน
“จริงเหรอคะคุณ!แล้วทำไมไม่โทรไปที่หมายเลขของบริษัทแต่กลับโทรหาคุณ?” ป้าลัดดาสงสัย
ฤดียังสงสัยพร้อมกับกล่าว“กลุ่มธุรกิจหยดน้ำไพลิน! เขาเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ระดับประเทศไม่ใช่หรือคะ
ทำไมจะมาสร้างโรงแรมที่มาศิตา?”
“นั่นสิครับเรื่องนี้ผมก็ไม่เคยได้ข่าวทางธุรกิจมาก่อนเลยครับ” จรัสเองก็สงสัยเช่นกัน
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันและยังสงสัยว่าทำไมโทรเข้าหมายเลขนี้”
“โธ่...สงสัยจะเป็นพวกหลอกลวงหรือเปล่า?สมัยนี้มีเยอะมาก” ป้าลัดดาให้ความเห็น
“พ่อได้ตรวจสอบดูแล้วเป็นหมายเลขจากสำนักงานใหญ่ของกลุ่มหยดน้ำไพลิน ที่กรุงเทพฯพ่อได้บันทึกหมายเลขไว้แล้ว”
ทุกคนยังไม่รู้ว่าสองครอบครัวของลุงชาญและคุณเทวันตอนนี้กลายเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจในเครือหยดน้ำไพลินและยังไม่ทราบด้วย
ว่าคุณตาสินได้มีเงินจำนวนก้อนหนึ่งที่จะให้ต่อครอบครัวของตน
“นี่จริงเหรอ!?” ป้าลัดดารู้สึกแปลกใจก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่ก็ช่างเถอะ ถ้าคุณบันทึกหมายเลขไว้แล้วก็คงจะไม่เป็นไร อีกอย่างพวกเขาก็คงจะต้องโทรติดต่อมาอีก เรามาเตรียมที่จัดงานหมั้น
ให้ลูกก่อนเรื่องอื่นๆ ก็ค่อยว่ากัน”
“ถ้าพวกเขามาสร้างโรงแรมที่มาศิตาจะไม่ส่งผลกระทบกับรีสอร์ทของคุณจรัสเหรอคะ?” ฤดีเป็นห่วงในเรื่องนี้
“ผมว่าไม่นะครับ เพราะว่ารีสอร์ทกับโรงแรมในตัวเมืองนั้นคนละบรรยากาศกัน ถ้าคนที่เดินทางออกนอกเมืองส่วนใหญ่ยังเลือก
ที่จะพักรีสอร์ท ส่วนในเมืองจะเป็นโรงแรม ตรงนี้จึงไม่น่าจะเป็นไร” จรัสให้ความเห็น
ลุงวิชิตพอจะสรุปได้จึงกล่าว“ถ้าอย่างนั้นถ้าพวกเขาติดต่อมา พวกเราก็ควรจะรับเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมกับบริษัทก่อสร้างอื่นๆ”
“เอาล่ะ มาช่วยกันเตรียมงานหมั้นคุณก็เตรียมรายชื่อแขกของคุณมาด้วย” ป้าลัดดาบอกกับลุงวิชิต ทั้งสี่คนก็ได้วางแผนเตรียมการจัดงานหมั้นอีกสองอาทิตย์
จรัสแม้ยังแปลกใจกับการที่กลุ่มหยดน้ำไพลินจะมาสร้างโรงแรมที่มาศิตาแต่เขาเองมีเรื่องที่จะทำเพราะว่าถ้าหากทำไม่สำเร็จ
ตัวเองอาจจะถูกฆ่าตายได้
เขาอาศัยพวกคนกลุ่มหนึ่งของพวกมังค์งิงและมังค์จามาก่อนที่จะประสบความสำเร็จให้มีเงินทองแต่นี่เป็นการที่ต้องแลกเปลี่ยน
และเป็นความเสี่ยงกระทั่งมีทุกวันนี้จึงไม่อาจจะถอยหลังได้
ระหว่างที่ได้รับความไว้ใจจากครอบครัวลุงวิชิตก็ได้ทำบางอย่างที่คนครอบครัวนี้ไม่รู้ตัว แม้แต่เรื่องการหมุนเวียนเงินยังรวมไปถึง
สิ่งของที่มีลายนิ้วมือ และมีการสวมรอยของพวกคนงานอีกด้วย แต่สิ่งที่จรัสคิดไม่ถึงคือฝ่ายของเทวินและกลุ่มคนของผู้กองวศิน
ก็ได้เคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน