ตอนที่ 17 ไม่จำเป็
ตุบ ตุบ ตุบ!
“เฮ้ย! ดูนั่นเ้าตัวตลกนั่นเดินออกมาแล้วว่ะ”
“ข้าว่ามันไม่อยากยืนอับอายอยู่คนเดียว เลยอยากเดินออกมายอมรับความพ่ายแพ้”
“ฮ่าๆ”
ผู้ชมบนอัฒจรรย์ต่างหัวเราะกันอย่างครึกครื้น หลินเฟยทำเป็ไม่สนใจใบหน้าเรียบเฉยของเขากวาดมองไปรอบๆ ทางฝั่งทิศใต้และทิศตะวันตกยังคงดูเชิงอยู่เงียบๆทางฝั่งของตนเอง
“ข้าท้าเ้า”
หลินเฟยมองไปยังชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งทางฝั่งของทิศเหนือ มันยิ้มเหี้ยมเกรียมก้าวเดินออกมาทันที พวกมันที่เหลือต่างหัวเราะคิดคักกล่าวหยอกล้อกันอย่างสบายใจ
บางคนยังถึงกับทำหน้าเสียดายออกมาที่หลินเฟยไม่ได้เลือกตนเอง
“นับว่าเป็ตัวเลือกที่ดี”
“ผ้านกู่ เป็อันดับสองของฝั่งทิศเหนือ เ้านั้นคงอยากพ่ายแพ้ให้กับคนมีฝีมือจะได้มีข้ออ้าง ฮ่าๆ”
เสียงจอแจเต็มไปด้วยความขบขันดังไปทั่วบริเวณน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักผ้านกู่ที่มีพลังตบะอยู่ที่ขั้นเจ็ดระดับสูงของขั้นปราณกำเนิด
หากไม่มีเจิ้งฟงเย่ที่เป็อันดับหนึ่งแล้วนับว่าพลังตบะและวิชายุทธของผ้านกู่นั้นเป็อันดับหนึ่งของฝั่งทิศเหนืออย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งรูปร่างที่สูงใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้ามบางทีคู่ต่อสู้อาจหวาดกลัวจนไม่กล้าลงมือเลยก็เป็ได้
“อา เ้าคงอยากเจ็บตัวสินะถึงเลือกข้า” มันยิ้มเหี้ยมออกมาจ้องไปที่หลินเฟยเหมือนมองเหยื่ออันโอชะ
“ที่เลือกเ้าเพราะเ้าตัวใหญ่มองเห็นง่ายก็เท่านั้น” หลินเฟยตอบปัดๆ
“ฮ่าๆ เ้านี่มันตลกดีจริงๆ เอาแบบนี้ข้าจะต่อให้เ้าสิบกระบวนท่าเป็อย่างไร มาๆข้าจะไม่ป้องกันแม้สักนะ..นิ”
ยังพูดไม่ทันจบประโยคผ้านกู่ตาเหลือกด้วยความใมันมองไม่เห็นหลินเฟยขยับแม้แต่น้อยยังไม่ทันที่มันจะกระพริบตาเสียด้วยซ้ำ หลินเฟยก็มายืนอยู่เบื้องหน้ามันแล้ว พร้อมกับปล่อยหมัดเข้าใส่ใบหน้ามันด้วยความรุนแรง
ตู้มม!
อ้ากก!
บรรดาผู้ชมบนอัศจรรย์ต่างอ้าปากค้าง พวกมันกำลังขบขันกับคำพูดของผ้านกู่ที่กำลังเชื้อเชิญต่อให้หลินเฟยโจมตีก่อนสิบกระบวนท่า
แต่ว่ามันกลับยังไม่ทันได้พูดจบประโยคหลินเฟยก็ซัดมันด้วยความรุนแรงจนปลิวหายตกลานประลองสลบสไลไปทันที
จะว่าผ้านกู่ประมาทก็ย่อมได้ใครเล่าจะคาดคิดว่าหลินเฟยที่มีพลังปราณกำเนิดขั้นสามจะซัดผ้านกู่ที่มีพลังปราณขั้นเจ็ดจนกลายเป็ลูกขนุนแบบนี้
เงียบบ…
ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความนิ่งอึ้ง ผู้าุโที่ดูการประลองอยู่บางคนถึงกับลุกขึ้นยืนพวกเขามั่นใจว่าความเร็วระดับนี้ หากไม่ใช่ผู้ที่มีประสบการณ์การต่อสู้ในระดับนึงแล้วยากที่จะตามการเคลื่อนไหวนี้ได้ทัน
เจิ้งฟงเย่ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ สำหรับมันที่เป็ยอดอัจฉริยะแล้วยังลำบากไม่น้อยในการมองตามการเคลื่อนไหวของหลินเฟย
“ข้าท้าเ้า ทิศเหนือ”
หลินเฟยมองไปที่หญิงสาวคนเดียวของฝั่งทิศเหนือ ครั้งนี้ผู้ชมต่างไม่ยอมพลาดโอกาสการรับชมการประลองอีก เมื่อครู่ที่ผ่านมาเพียงแค่หันไปคุยกับสหายเพียงไม่กี่คำ
การประลองก็จบลงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้ผู้ชมบนอัฒจรรย์ต่างตั้งใจมองดูการเคลื่อนไหวของหลินเฟยที่พวกมันต่างพลาดไปในก่อนหน้านี้ พวกมันต่างกลืนคำหัวเราะก่อนหน้านี้เข้าไปด้วยความยากลำบาก
“ข้าซือเจียว ท่านคือหลินเฟยในข่าวลือนั่นรึ?” ซือเจียวถามด้วยท่าทีสดใส ใบหน้าเล็กๆของนางดูมีเสน่ห์ไม่น้อย
นางไม่ได้มีอคติใดๆต่อหลินเฟยเพียงแต่ก็ไม่เชื่อว่าคนผู้นี้จะเป็ปีศาจร้ายของทิศตะวันออกในข่าวลือนั่นจริงๆ
ดูยังไงหลินเฟยก็มีพลังตบะเพียงขั้นปราณกำเนิดขั้นที่สามเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นเมื่อเห็นสภาพของผ้านกู่ที่มีพลังตบะเกือบจะขั้นแปดของปราณกำเนิดแล้ว นางก็จำต้องคิดใหม่
"ข่าวลือไร้สาระ อย่าสนใจเลย เริ่มเถอะยังมีพวกเ้าอีกหลายคน.."
หลินเฟยกล่าวตอบเรียบๆคำพูดของเขาทำให้ซือเจียวคิ้วกระตุกไม่น้อย เขามีความมั่นใจขนาดนั้นได้ยังไงทั้งๆที่พลังตบะเพียงปราณกำเนิดขั้นสามเท่านั้น
เทียบกับนางแล้วที่มีพลังตบะอยู่ที่ขั้นเจ็ดยังไงก็ยังห่างกันมากอยู่ดีแต่คำพูดของหลินเฟยเหมือนมองไม่เห็นนางในสายตาแม้แต่น้อย
สำหรับนางแล้วที่หลินเฟยชนะผ้านกู่ได้นั้นหนึ่งเพราะผ้านกู่ประมาทสองคือความเร็วของหลินเฟยนั้นคงเป็จุดเด่นของเขาด้วยความเร็วขนาดนั้นหากโจมตีตอนที่คู่ต่อสู้ไม่ระวังตัวย่อมสร้างความเสียหายได้อย่างแน่นอน
"ย่อมได้ แต่ความเร็วของท่านใช้กับข้าไม่ได้ อย่าได้คิดว่าข้าจะประมาทเช่นผ้านกู่"
หลินเฟยไม่ตอบเขาเพียงขยับก้าวเดินเข้าหาซือเจียวด้วยความมั่นคง ซือเจียวะโถอยหลังไปเล็กน้อยสะบัดมือก็ปรากฎมีดสั้นสองเล่มสีฟ้าในมือของนาง
ซือเจียวกระตุ้นพลังปราณในร่างยกมีดสั้นสองเล่มไขว่กันก่อนจะสะบัดหมุนเป็วงกลมด้วยความรวดเร็ว
ครืนน!
พายุมีดน้ำแข็ง!
ฉับพลันพื้นที่รอบๆตัวของซือเจียวกว่าสิบเมตรกลับปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งแผ่ไอความเย็นออกมากดดันหลินเฟยอย่างต่อเนื่องพร้อมกับซือเจียวที่ดูเหมือนพายุน้ำแข็งลูกน้อยๆหมุนเข้าใส่หลินเฟยด้วยความรวดเร็ว
"เย็นดีจัง..."
ซือเจียวที่กำลังโจมตีหลินเฟยกลับขมวดคิ้วคู่งามของนางอีกครั้งก่อนหน้านี้ใครที่พลังตบะต่ำกว่านางเจอวิชานี้เข้าไปต่างก็ตัวสั่นขยับไม่ได้เพราะพลังความเย็นที่กดดันไปแล้ว แต่หลินเฟยกลับไม่มีท่าทีว่าได้รับผลกระทบเลยด้วยซ้ำ
"พายุ?...ข้าก็มีเช่นกัน"
พายุหมัดเมฆาคลั่ง!
แสงสีเขียวอ่อนๆพลันห่อหุ้มร่างกายของหลินเฟยก่อนจะต่อยหมัดออกไปด้วยความรวดเร็วเกิดเป็เงาหมัดขนาดใหญ่นับสิบเข้าปะทะกับพายุมีดน้ำแข็งของซือเจียว
บูมม!
ฝุ่นควันจากแรงะเิกลืนร่างของทั้งคู่เข้าไปผู้ชมต่างคิดว่าหลินเฟยไม่รอดแน่แล้วงานนี้ แต่ไม่นานก็พอจะมองเห็นผู้ที่อยู่ภายในได้
เงาเลือนลางที่ยืนอยู่เพียงผู้เดียวนั้นเบื้องหน้าเขามีหลุมกว้างเกือบสองเมตร ภายในหลุมเป็ร่างของสตรีที่พวกมันคิดว่านางต้องชนะอย่างแน่นอนสลบสไลไม่ได้สติอยู่
ชายชุดดำสองคนผู้รับหน้าที่จัดการความเรียบร้อยรีบพุ่งขึ้นมาทันทีพร้อมกลับเปลผ้านำร่างไร้สติของซือเจียวไปดูอาการทันที
เฮ!!!
ไม่รู้ว่าเสียงใครเป็คนเริ่มก่อนแต่ตอนนี้เสียงเฮดังสนั่น พวกมันต่างหันมาเชียร์หลินเฟยที่ทำให้พวกมันประหลาดใจถึงสองครั้งแล้วในวันนี้ หลายคนมั่นใจแล้วว่าหลินเฟยคือปีศาจร้ายในข่าวลือนั่นจริงๆ
"แต่ดูเขาก็ไม่ได้โหดร้ายเหมือนที่ได้ฟังมานะ?"
"ข้าได้ยินมาว่าเขาใช้ดาบด้วยล่ะ"
"ไหนบอกว่าเขาชอบเผาคนไงล่ะ? พวกนั้นคงอิจฉาพร์ของเขาแน่ๆ"
"ข่าวลือก็คือข่าวลือน่าแต่แน่นอนแล้วว่าเขามีฝีมืออยู่เหมือนกัน!"
"หลินเฟยสู้ๆ! หลินเฟยสู้ๆ!"
หลินเฟยหลับตายืนรับเสียงเชียร์ที่ดังขึ้น ในใจของเขาตอนนี้เต้นรัวด้วยความดีใจที่ได้แก้ข่าวเื่ปีศาจร้ายไปได้บ้าง แม้จะดูรุนแรงไปบ้างเมื่อสักครู่แต่ซือเจียวเพียงแค่สลบไปจากแรงกระแทกเท่านั้นไม่ได้มีาแอะไร
"เ้าออกมา.."
หลินเฟยไม่รอช้าท้าคนของฝั่งทิศเหนืออีกคนต่อทันทีตอนนี้เขาพึ่งจะใช้พลังปราณไปเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากที่พลังตบะเพิ่มขึ้นอย่างมากแม้เขาจะจำกัดพลังตบะไว้ที่ปราณกำเนิดขั้นสามระดับสูงเท่านั้น
แต่พลังปราณในร่างของเขาก็มีมากมายเกินกว่าคนปกติหลายเท่าไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้อย่างสบายๆ
และตอนนี้วิชาหมัดทะลวงเมฆากระบวนท่าที่สามพายุหมัดเมฆาคลั่งก็ไม่ได้กินแรงมากมายอะไรอีกแล้ว เพียงแต่เขายังไม่ได้ฝึกกระบวนท่านี้มากนักมันจึงดูจะขัดๆอยู่บ้าง
แต่ที่เขาเลือกใช้เพราะมันมีพลังโจมตีที่มากพอจะทำลายพายุมีดน้ำแข็งของซือเจียวได้ง่ายๆและประหยัดพลังกว่าวิชาอื่น
เจิ้งฟงเย่ตอนนี้มันเห็นสหายของมันโดนจัดการทีละคนๆ ใบหน้าราวเทพบุตรที่ประดับด้วยยิ้มของมันเริ่มบิดเบี้ยว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหลินเฟยจะเลียนแบบมันที่จัดการผู้เข้าร่วมฝั่งตะวันออกทีละคนและปล่อยให้หลินเฟยรอดอยู่เพียงคนเดียว
ความจริงมันก็ไม่ได้จงเกลียดจงชังหลินเฟยอะไรมากแต่ก่อนหน้านี้ได้มีคนของผู้าุโห้านำทรัพยากรจำนวนหนึ่งมามอบให้กับมันและรับปากว่าหากมันจัดการหลินเฟยให้อับอายหรือพิการได้จะรับมันเข้าเป็ศิษย์หลักของผู้าุโห้า
เดิมทีหากไม่ได้ทรัพยากรของผู้าุโห้าแม้มันเองจะได้ชื่อว่าเป็ยอดอัจฉริยะ แต่ก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาตบะขึ้นมาได้ถึงสามขั้นภายในระยะเวลาแค่สามเดือน
และตอนนี้คนที่มีตบะต่างกับมันมากมายหลายขั้นกลับหยามหน้าของมันอยู่ และดูเหมือนจะเหนือกว่าเสียด้วยมันเองต้องใช้พลังไปมากมายกว่าจะจัดการผู้เข้าร่วมของฝั่งตะวันออกได้ทั้งเก้าคน
แต่หลินเฟยกลับใช้เพียงกระบวนท่าเดียวและท่าทีของเขายังดูสบายๆไม่ได้มีอาการเหนื่อยหอบแม้แต่เล็กน้อย
"ทีนี้ก็เหลือแต่เ้าแล้ว..." หลินเฟยยกยิ้มขึ้นน้อยๆมองไปที่เจิ้งฟงเย่อย่างท้าทาย
ผู้ชมทั้งสองฟากของอัศจรรย์ต่างเงียบเสียงลงพวกมันรู้สึกแปลกประหลาดในใจอย่างมากแค่ปราณกำเนิดขั้นสามกลับจัดการผู้เข้าร่วมการประลองของฝั่งทิศเหนือทั้งเก้าคนได้อย่างง่ายดาย
ต่อให้เป็พวกมันบางคนที่ระดับพลังสูงกว่ายังไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เลยสายตาที่มองมาที่หลินเฟยตอนนี้ต่างเต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึก
"เ้าหนุ่มนี่ไม่เลวเลย สมแล้วที่ผู้าุโสองให้ความสนใจจิตสำนึกในการต่อสู้นั้นนับว่ายอดเยี่ยม การตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ ทำให้ความห่างชั้นของพลังตบะแทบจะไร้ความหมายเพียงขั้นปราณกำเนิดคงไม่มีใครสู้เขาได้แล้ว"
หัวหน้าผู้าุโฝ่ายคุมกฎเอ่ยเบาๆพร้อมกับรอยยิ้ม
"หึ อย่าคิดว่าจะเอาขนะข้าได้ ข้าจะให้เ้าพักก่อนไม่เช่นนั้นหากเ้าแพ้ขึ้นมาจะหาว่าข้าไม่ยุติธรรม"
เจิ้งฟงเย่กล่าวเสียงลอดไรฟันออกมาตอนนี้ไม่มีร่องรอยของรอยยิ้มสบายใจอีก มันได้เห็นหลินเฟยจัดการพวกมันทั้งเก้าได้ง่ายๆมันก็ไม่คิดจะประมาทหลินเฟยที่มีตบะด้อยกว่ามันหลายขั้นอีกแล้วอย่างในตอนแรก
"ไม่จำเป็"
หลินเฟยกล่าวด้วยท่าทีเฉยเมยเช่นเดิม ตอนนี้หญิงสาวหลายคนเริ่มเปลี่ยนใจเมื่อได้เห็นท่าทีองอาจของเขาแม้หลินเฟยจะไม่ได้สง่างามเท่าเจิ้งฟงเย่ แต่เขาก็นับว่าหล่อเหลาเกินบุรุษธรรมดาไปหลายขั้น
"ดี! หากเ้าพ่ายก็อย่าได้มีข้ออ้างล่ะ!"
ฟุบ!
เจิ้งฟงเย่ะโก้าวเดียวก็มาหยุดอยู่ที่กลางลานประลอง มันสะบัดมือฝักกระบี่ก็ลอยออกไปวางอยู่ที่พื้นด้วยความนิ่มนวล ก่อนจะชี้กระบี่ไปที่หลินเฟยพลังปราณสีฟ้าควบรวมไปที่ปลายกระบี่จนสั่นสะท้าน
วารีทะลวงชีพ!
ตู้มม!
.
.
.