บทที่ 31 ฉีโม่
อู๋เซียงหนานขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ยามได้ยินคำตอบของหลินชีเยี่ย
ในขณะที่เขากำลังจะถามอะไรบางอย่าง หงอิงก็ลุกขึ้นในทันใด ดวงตาแดงก่ำจ้องไปที่อู๋เซียงหนาน พร้ะโกนด้วยความโกรธ
“อู๋เซียงหนาน! นายหมายความว่ายังไงกัน!”
“จ้าวคงเฉิงตายแล้ว! สมาชิกในทีมของเราตายแล้ว! แต่นายยังจ้องจับผิดเื่ของเขาอีกหรือ!”
“ในใจของนาย ไม่มีความเศร้าโศกบ้างเลยเหรอ?!”
อู๋เซียงหนานอ้าปากค้าง พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผมก็เสียใจที่อาจ้าวตาย แต่ความจริงก็สำคัญเช่นกัน”
หงอิงจ้องตาเขม็ง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เธอหัวเราะเยาะก่อนจะโยนกล่องดำในมือลงกับพื้นอย่างแรง แล้วหันหลังเดินไปยังทางออกของห้องใต้ดิน
เวินฉีโม่ที่อยู่ด้านข้าง้าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับรู้สึกถึงแรงดึงตรงแขนเสื้อเบา ๆ จึงผินหน้าไปมองด้วยความสงสัย
ซือเสี่ยวหนานยืนอยู่ข้าง ๆ เขา พลางส่ายหน้า
“เพราะอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น...”
“เซียงหนาน พอได้แล้ว!”
อู๋เซียงหนานกำลังจะซักไซ้หลินชีเยี่ยต่อ ทว่าเฉินมู่เหยี่ยหัวหน้าทีมที่ยืนอยู่ริมห้องมาตลอด กลับเอ่ยขึ้นขัดจังหวะคำพูดของเขา
“หลินชีเยี่ยอธิบายชัดเจนแล้ว ส่วนรายละเอียด... ไม่จำเป็ต้องถามต่อ ปล่อยเื่นี้ไปเถอะ” เฉินมู่เหยี่ยล้วงมือในกระเป๋า เดินไปด้านหลังของอู๋เซียงหนาน แล้วตบไหล่เบา ๆ
อู๋เซียงหนานหันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นสายตาที่ไม่อาจโต้แย้งของเฉินมู่เหยี่ย เขาก็ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำใจ
เฉินมู่เหยี่ยเดินไปนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามหลินชีเยี่ยอย่างช้า ๆ
“เื่ของจ้าวคงเฉิงจบลงแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องมาคุยกัน หลินชีเยี่ย”
“คุยเื่อะไร?”
“จากที่ฉันทราบมา จ้าวคงเฉิงเคยชวนนายเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรี แต่นายปฏิเสธ ภายหลังเขาถึงกับบอกเราว่าตามหานายไม่เจอ หากนายไม่ได้แบกศพของจ้าวคงเฉิงออกมา พวกเราอาจจะไม่มีวันหาตัวนายเจอ...”
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น ทำไมตอนนี้นายถึงอยากเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีล่ะ?”
เฉินมู่เหยี่ยจ้องตาของหลินชีเยี่ย ดวงตาของอีกฝ่ายล้ำลึกอย่างบอกไม่ถูก
“เพื่อตอบแทนบุญคุณ” หลินชีเยี่ยกล่าวอย่างสงบนิ่ง
เฉินมู่เหยี่ยชะงัก “บุญคุณ?”
“ผมเคยให้สัญญากับเขาว่าจะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรี” หลินชีเยี่ยหยุดไปครู่หนึ่ง “แต่ผมมีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
“เงื่อนไขอะไร?”
“ผมจะอยู่กับหน่วยพิทักษ์ราตรีแค่สิบปีเท่านั้น หลังจากสิบปี ผมก็จะออกไป”
เมื่อได้ยินวาทะของหลินชีเยี่ย ทุกคนต่างก็ตกตะลึง ล้วนเผยสีหน้าแปลกประหลาดออกมา
“หน่วยพิทักษ์ราตรีไม่ใช่อาสาสมัครชุมชน เมื่อเข้าร่วมแล้วก็ไม่สามารถออกไปได้ ดังนั้นสิบปีที่นายพูดถึง... ฉันไม่สามารถตกลงตามนั้นได้ แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรีก็ไม่มีใครให้คำมั่นสัญญานี้กับนายได้”
หลินชีเยี่ยกำลังจะกล่าว ทว่าเฉินมู่เหยี่ยพลันเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“อย่างไรก็ตาม หากสิบปีต่อจากนี้นายมีความสามารถที่จะออกจากหน่วยพิทักษ์ราตรีได้ด้วยตนเอง และทำให้ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรีไม่สามารถทำอะไรนายได้ นั่นก็เป็อีกเื่หนึ่ง”
“กล่าวโดยสรุป หากจะออกจากหน่วยพิทักษ์ราตรีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย... ก็ไม่มีทาง!”
“ตกลง” หลินชีเยี่ยพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “สิบปีต่อจากนี้ ถ้าผมออกไปไม่ได้ นั่นก็เป็ปัญหาของผมเอง”
ยามได้ยินคำตอบที่ค่อนข้างจะไร้กฎเกณฑ์ของหลินชีเยี่ย ซือเสี่ยวหนานและเวินฉีโม่ต่างก็อ้าปากค้าง แม้แต่เหลิ่งเซวียนที่เ็าดุจธารน้ำแข็งยังเปลือกตากระตุก มองหลินชีเยี่ยขึ้นลงอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะยื่นใบสมัครเข้าร่วมของนายไปยังเบื้องบนทันที แต่ก่อนที่จะผ่านค่ายฝึกอบรม นายยังไม่ถือว่าเป็สมาชิกอย่างเป็ทางการ”
“ค่ายฝึกอบรม?”
“หน่วยพิทักษ์ราตรีเป็องค์กรแบบกึ่งทหาร สมาชิกใหม่ทุกคนจะต้องเข้าร่วมค่ายฝึกอบรมเป็เวลาหนึ่งปี ก่อนที่จะเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีอย่างเป็ทางการ เพื่อเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ อาวุธปืน กลยุทธ์การต่อสู้ และการใช้ผนึกต้องห้าม”
“เริ่มเมื่อไหร่ครับ?”
“เดือนกันยายนของทุกปี นั่นคืออีกหนึ่งเดือนข้างหน้า และก่อนที่นายจะเสร็จสิ้นการเข้าค่ายฝึกอบรม นายจะถือว่าเป็เพียงสมาชิกชั่วคราวของทีมเรา” พูดถึงตรงนี้ เฉินมู่เหยี่ยก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงเตือนอย่างจริงจังว่า “สมาชิกชั่วคราว เราไม่รวมค่าอาหารและที่พักให้นะ”
หลินชีเยี่ย “......”
ไม่รวมค่าอาหารและที่พัก?
ไม่ใช่ว่าสวัสดิการของหน่วยพิทักษ์ราตรีดีมากเหรอ? ทำไมถึงขี้เหนียวขนาดนี้?!!
“แล้ว… แล้วเดือนนี้ผมจะพักที่ไหน?” หลินชีเยี่ยตื่นตระหนก
กลับไปบ้านคุณป้าเหรอ? ไม่ ไม่ ไม่ ถ้ากลับไป เขามีโอกาสเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่จะไม่ได้ออกมาอีก ไม่แน่ว่าอาจจะพาครอบครัวหนีไปด้วยกัน...
แต่แน่นอนว่าเขาต้องแจ้งให้คุณป้าทราบ อย่างน้อยก็บอกว่าปลอดภัยดี ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะเขียนจดหมายกลับไป บอกว่าตัวเองไปเข้ากองทัพ ซึ่งจะทำให้เธอเบาใจขึ้นบ้าง
ทว่าตอนนี้ปัญหาก็คือ หน่วยพิทักษ์ราตรีไม่ให้เขาพักค้างคืน เขาต้องไปนอนข้างถนนอย่างนั้นเหรอ?
“ไม่เป็ไร นายมาพักที่บ้านฉันก็ได้”
ในขณะนั้นเอง หงอิงที่แอบอยู่หลังประตูก็โผล่หน้าออกมา “บ้านฉันค่อนข้างใหญ่ ให้นายอยู่ห้องหนึ่งคงไม่มีปัญหาหรอก”
“หงอิง เธอไม่ได้โกรธจนเดินหนีไปแล้วเหรอ?” เวินฉีโม่เบิกตากว้าง
“ฉัน ฉัน... ฉันนึกขึ้นได้ว่าลืมของเลยกลับมาเอาน่ะ ไม่ได้เหรอไง?!” หงอิงจ้องเขม็งพลางก้าวเข้าไปในห้อง หยิบกล่องสีดำที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วหันไปจ้องอู๋เซียงหนานอีกที
อู๋เซียงหนาน “...”
ภายใต้สายตาที่ไร้คำพูดของอู๋เซียงหนาน หงอิงเดินไปหาหลินชีเยี่ย พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “น้องชีเยี่ยวางใจได้ ในเมื่อเป็สมาชิกทีมเดียวกันแล้ว พี่สาวจะดูแลนายเอง!”
“ชั่วคราว เขาเป็สมาชิกชั่วคราว” เฉินหมู่เหยียนแก้ไขอย่างจริงจัง “อีกอย่าง พวกเธอสองคนยังไม่รู้เลยว่าใครอายุมากกว่า เธอจะเรียกเขาว่าน้องชายแบบนี้ไม่ได้”
“หัวหน้า คุณเคร่งเกินไปแล้ว!” หงอิงแลบลิ้นใส่เฉินหมู่เหยียน ก่อนจะฉีกกระดาษโน้ตจากบนโต๊ะ แล้วเขียนที่อยู่ลงไป พร้อมส่งให้หลินชีเยี่ย
“น้องชีเยี่ย พี่สาวต้องไปฝึกยิงปืนต่อ ถ้าเสร็จธุระแล้วหาพี่ไม่เจอก็กลับไปก่อนเลยนะ”
ใบหน้าของหงอิงอยู่ใกล้กับหลินชีเยี่ยมาก ใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยมาจากกายของเธอ และยังเห็นแพขนตาสั่นไหวเบา ๆ...
ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นจ้องมองหลินชีเยี่ยพร้อมกับรอยยิ้ม ราวแอ่งน้ำใสในป่าใบเมเปิ้ลสีทอง ใสสะอาดน่าหลงใหล และเปี่ยมล้นด้วยความอบอุ่น
ต้องยอมรับว่า หงอิงเป็ผู้หญิงที่สวยมาก
ผิวขาวเนียน ปลายจมูกเล็ก เรียวปากแดงระเรื่อ รูปหน้าแกะสลักงดงาม อกอวบอิ่ม...
หลินชีเยี่ยละสายตากลับมาทันกาล
ใบหน้าปรากฏริ้วแดงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขาโตมาขนาดนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงในระยะประชิด โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็ธรรมชาติและสดใสอย่างหงอิง
“ขอ… ขอบคุณพี่หงอิง”
“อ่ะฮ่าฮ่าฮ่า!” หงอิงลุกขึ้นในทันใด หัวเราะลั่นอย่างตื่นเต้น ทำให้อู๋เซียงหนานที่อยู่ข้างหลังใเป็อย่างมาก
“เป็อะไรของเธอเนี่ย! ทำตัวประหลาด!” อู๋เซียงหนานพูดอย่างไม่พอใจ
“เื่ของฉัน!” หงอิงเบ้ปาก “ก็เพราะน้องใหม่ของเราเรียกชื่อฉันได้ไพเราะขนาดนั้นนี่นา...”
หลินชีเยี่ยเม้มปากเล็กน้อย ผินหน้าหนีไปด้านข้างโดยไม่รู้ตัว
ในยามนั้น เวินฉีโม่ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “หงอิง อย่ารังแกน้องใหม่สิ ชีเยี่ย ไปกันเถอะ ฉันจะพานายไปดูรอบ ๆ แล้วเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ของหน่วยพิทักษ์ราตรีให้ฟัง”
หลินชีเยี่ยรู้สึกเหมือนได้รับการอภัยโทษ เดินตามเวินฉีโม่ออกจากประตู ลงบันไดไปยังชั้นล่าง
“ชีเยี่ย” ในโถงทางเดิน เวินฉีโม่พลันเอ่ยขึ้น
“มีอะไรหรือครับ รุ่นพี่เวินฉีโม่”
“แค่กแค่ก… อย่าเรียกฉันว่ารุ่นพี่เลย มันดูห่างเหินเกินไป อีกอย่างฉันก็น่าจะแก่กว่านายแค่สองสามปีเท่านั้นเอง” เวินฉีโม่เกาหัวอย่างเก้อเขิน “เรียกชื่อฉันก็พอ หรือไม่ก็เรียกฉันว่าฉีโม่เหมือนคนอื่นก็ได้”
“ได้ครับ”
“จริง ๆ แล้ว ฉันมีเื่จะขอร้องนิดหน่อย” เวินฉีโม่หยุดฝีเท้า จ้องตาหลินชีเยี่ยอย่างจริงจัง
“เื่อะไรครับ?”
“คืนนี้... ฉันขอไปพักที่บ้านของหงอิงกับนายได้ไหม? ฉันอยากไปมานานแล้ว”
หลินชีเยี่ย “......”