่ชีวิตในรั้วมัธยมผ่านพ้นไปอย่างที่ใจ้า น่านน้ำใช้เวลาอดทนกับการเรียนที่นี่นานนับสามปี หากย้อนไป่แรก ๆ ตอนที่เข้าเรียนใหม่ ๆ ยอมรับเลยว่าเป็่เวลาที่บั่นทอนตัวเองมาที่สุด เขาไม่ได้มีความสุขกับการไปโรงเรียนเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งเรียนจบมาแล้วคนที่สามารถเรียกว่าเพื่อนสักคนยังไม่มี แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้น่านน้ำรู้สึกขาดหายอะไร
สิ่งที่เขาอยากชื่นชมตัวเองก็คือความอดทน เขาเก่งที่สามารถผ่านความลำบากใจเ่าั้มาได้ และอีกอย่างที่เขาอยากยินดีกับตัวเองมาก ๆ ก็คือการที่เขาสามารถรักษาคนสำคัญที่เหลืออยู่ได้ครบทุกคน
เด็กหม่นหมองที่จากการผ่านเื่เ็ปในวันนั้น กลับมาสดใสได้อีกครั้งเพราะครอบครัววิรุฬห์โยธิน การได้เป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ทำให้น่านน้ำรู้สึกมีตัวตนขึ้นมาอีกครั้ง
นอกจากความเคารพที่มีต่อทุกคน ยังมีความรักเพิ่มเข้ามา น่านน้ำรักทุกคนที่นี่ รักในความดี และจิตใจเมตตาต่อเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรทุกคนก็ยิ่งทำให้น่านน้ำมั่นใจว่าได้กลายเป็คนในครอบครัวแล้วจริง ๆ
“น่านจะหยุดเรียนจริง ๆ เหรอ” รังสรรค์เเอ่ยถามเด็กหนุ่มที่เพิ่งบอกกับตนว่าจะขอหยุดเรียนสักปี ก่อนขึ้นมหา’ลัย
“ครับ น่านอยากลองหางานทำสักปี เผื่อว่าจะเจอสิ่งที่ตัวเองชอบจริง ๆ”
“จริง ๆ ป๊าก็แล้วแต่น่านนะ ส่วนเื่ทำงานน่านอยากไปลองทำงานที่บริษัทกับเฮียคินทร์ดูไหม ป๊าเห็นว่าน่านชอบวาดรูป ที่บริษัทมีแผนกออกแบบอยู่ ถ้าได้ลองไปศึกษาเผื่อว่าจะตัดสินใจได้ หรือถ้าน่านอยากทำงานอย่างอื่นป๊าก็ไม่ว่า”
“จริง ๆ น่านลองสมัครงานกับรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าไปแล้วครับ เป็สตูดิโอถ่ายแบบ อาจจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่อย่างน้อยเป็คนที่รู้จักกันน่าจะทำงานได้ไม่อึดอัด ป๊าโอเคหรือเปล่าครับ”
น่านน้ำอธิบายถึงงานที่ตัวเองอยากทำให้ชายวัยกลางคนฟัง สรรพนามที่เปลี่ยนไปไม่ได้ทำให้รู้สึกอึกอัก เพราะเรียกแบบนี้มาั้แ่เมื่อปีก่อน โดยที่คุณรังสรรค์เองเป็คนให้เขาเรียก
“ถ้าหนูน่านเขาอยากทำก็ให้เขาลองดูเถอะค่ะ ลองผิดลองถูกจะได้มีประสบการณ์ จริงไหมจ๊ะหนูน่าน”
“จริงครับม๊า” เมื่อมีคนเห็นด้วยเด็กหนุ่มก็มีหวังขึ้นมาทันที ยกยิ้มเต็มใบหน้า กระนั้นก็ยังใจเต้นไม่หายเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของคุณรังสรรค์
“รุ่นพี่คนนั้นผู้หญิงหรือผู้ชาย ไว้ใจได้แน่ใช่ไหม?”
พี่ชายคนโตของบ้านเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง เพราะหลังจากเหตุการณ์ตอนมอหกที่น่านน้ำโดนเพื่อนแกล้งสาดน้ำใส่ที่โรงเรียน ทั้งยังจับขังเอาไว้จนคินทร์ต้องเป็คนไปที่โรงเรยนคุยกับพ่อแม่ของอีกฝ่าย เนื่องจากรังสรรค์ไม่ว่าง
นับั้แ่นั้นคินทร์มักจะเป็ห่วงมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เช่นเดียวกับคีนที่อยู่โรงเรียนเดียวันแต่ไม่เคยรู้เื่มาก่อนก็โทษตัวเองที่ปกป้องน่าน้ำไม่ได้ เกือบมีเื่ชกต่อยกันครั้งหนึ่ง น่านน้ำขอเอาไว้ เพราะไม่อยากให้เป็เื่ใหญ่มากไปกว่านี้
ส่วนเคนหลังเรียนจบมอปลายเ้าตัวก็ย้ายไปอยู่หอกับเพื่อน นานครั้งจะหลับมาบ้าน แต่พอรู้เื่เขาคนนิ่ง ๆ อย่างนั้นเวลาโกรธใครก็ห้ามไม่อยู่ รู้อีกทีก็ตอนขึ้นโรงพักเพราะแอบพาเพื่อนไปดักต่อยคนที่แกล้งน่านน้ำ
ครั้งนี้คินทร์เลยเป็ห่วงกลัวว่าเด็กหัวอ่อนจะหลงเชื่อคนอื่นและไว้ใจมากเกินป หากรุ่นพี่คนนั้นไม่ได้หวังดีจริง ๆ อาจสร้างาแในใจให้น่านน้ำเพิ่ม ครั้งนี้เขาคงไม่ยอม
“รุ่นพี่คนนี้น่านรู้จักครับ ตอนอยู่โรงเรียนเก่าเคยอยู่ชมรมเดียวกัน เขาใจดีมาก ๆ เฮียคินทร์สบายใจได้” เอ่ยตอบเสียงดังฟังชัด หนักเน้อนไม่อ้อมแอ้ม พลางส่งสายตาให้อีกฝ่ายมั่นใจ
“แต่เฮียเป็ห่วง”
“เอาน่าคินทร์ ให้น้องได้ลองทำสิ่งที่อยากทำเถอะ ป๊าอนุญาต แต่มีข้อแม้ถ้าหากทำไปแล้วรู้สึกไม่สบายใจ หรือกดดันมากเกินไปน่านต้องลาออกจากที่นั้นทันที เข้าใจไหม”
“เข้าใจครับ ขอบคุณนะครับป๊า”
ร่างเล็กยกมือไหว้ขอบคุณคุณรังสรรค์ด้วยความดีใจ อย่างน้อยท่านก็เข้าใจและยอมให้เขาได้เลือกทำในสิ่งที่้า นี่คงเป็อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้น่านน้ำสบายใจที่จะอยู่กับครอบครัวนี้ เพราะถึงแม้ทุกคนจะเป็ห่วงเขามากแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยขัดขว้างความ้าของเขา เพียงแค่ปริปากพูดออกมา หากสิ่งใดสนับสนุนได้ก็พร้อมเสมอ
ทว่าเมื่อหันไปมองหน้าเฮียคินทร์ รอยยิ้มก็คอย ๆ เลือนหาย พร้อมแววตาเป็ประกายคล้ายกับกำลังอ้อน
หลังจากคุยกันเื่น่านน้ำเสร็จคุณรังสรรค์ กับคุณหญิงกนกอรต้องเดินทางไปร่วมงานแต่งของลูกชายเพื่อนที่ต่างจังหวัด คร้งนี้เลยให้คินทร์อยู่บ้านเป็เพื่อนน้อง ๆ แทนที่จะตามไปด้วยอย่างเช่นทุกครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ น่านน้ำลุกขึ้นมาเปิดประตูให้กับพี่ใหญ่ของบ้าน
คินทร์ไม่รอให้เ้าของห้องได้พูดอะไร ก็แทรกตัวเข้ามาให้ห้องพร้อมปิดประตูลงทันที
“เื่งานน่านลองคิดอีกทีไหม”
ร่างสูงรีบเข้าประเด็นที่ตนค้างคาใจั้แ่เมื่อตอนเย็น ปกติคินทร์เป็คนที่ตามใจน่านน้ำมากกว่าใครในบ้าน ทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไป เพราะเขาเป็ห่วงจนหยุดคิดไม่ได้
“แต่น่านคิดดีแล้วจริง ๆ นะ”
“เฮียเป็ห่วงน่านมากรู้ใช่ไหมครับ”
“น่านรู้..”
“ถ้ารุ่นพี่คนนั้นไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อนตอนที่น่านเรียนอยู่ล่ะ?”
“เฮียเป็คนคิดมากแบบนี้ั้แ่เมื่อไรเนี่ย” เฮียคินทร์ที่เขารู้จักเป็คนรอบคอบก็จริง ทว่าใช่จะคิดเล็กคิดน้อยมากขนาดนี้
“เป็เื่ของน่านไงครับเฮียถึงคิดมาก เฮียตั้งใจดูแลน่านมาอย่างดี ถ้ามีคนมาทำให้น่านเสียใจอีกเฮียคงปวดใจน่าดู”
“เฮียดูแลน่านมาดีขนาดนี้ ภูมิต้านทานดีขึ้นเยอะแล้ว ไม่เสียใจง่าย ๆ หรอก” เอ่ยยิ้ม ๆ ราวกับไม่จริงจังมากนัก
“ถึงอย่างนั้นเฮียก็เป็ห่วงอยู่ดี”
“ขอน่านลองทำก่อนเถอะนะ นะ.. นะครับเฮีย”
สองมือเล็กกระตุกชายเสื้อร่างสูง พลางช้อนตาขึ้นมา แสดงสีหน้าออดอ้อนเพื่อให้อีกคนใจอ่อน
และแน่นอนว่าได้ผล เฮียคินทร์ก็คือเฮียคินทร์ สามปีที่อยู่ด้วยกันมาเขาเรียนรู้เกี่ยวกับอีกคนมามากแล้ว แทบจะเห็นทุกด้านของเฮียคินททร์
“โอเคครับ ยอมก็ได้ ทำก็ทำ แต่มีข้อแม้”
“ถ้าน่านทำได้นะ”
“เฮียจะไปรับไปส่งน่านเอง ตงลงไหม”
“แต่เฮียต้องทำงาน”
“เื่นั้นไม่ใช่ปัญหาถ้าน่านตกลง”
“ก็ได้ครับ”
คนหน้าบึ้งเมื่อครู่ตอนนี้ยิ้มขึ้นมาได้บ้างแล้ว ฝ่ามือใหญ่โคลงศีรษะคนตัวเล็กไปมาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
น่านน้ำไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคินทร์ตอนนี้เรียกว่าอะไร จะบอกว่าเป็พี่น้องกันก็ไม่ผิด หรือมากกว่าพี่น้องอันนี้ก็คงไม่ผิดเช่นกัน มันดูก่ำกึ่งจนเขาเองก็ให้คำตอบตัวเองไม่ได้
เมื่อก่อนเขาคงตอบได้เต็มปากว่าเฮียคินทร์เป็พี่ชาย ความสัมพันธ์ระหว่างเขาสองคนคือพี่น้อง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความรู้สึกที่มีก็มากขึ้น จนเริ่มไม่แน่ใจว่าเขายังมองเฮียคินทร์เป็แค่พี่ชายได้อยู่หรือเปล่า
คินทร์เองก็คงเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าสิ่งที่ทำกับน่านน้ำมันมากกว่าสิ่งที่ทำกับน้องชายอีกสองคน เขามีเป็ห่วงเคนกับคีนเหมือนกันก็จริง แต่จะมีความคิดที่ว่าทั้งสองโตจนดูแลตัวเองและรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว
ทั้งที่น่านน้ำเองก็น่าจะโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว แต่เขากลับเป็ห่วงจนกระวนกระวายใจ ไม่รู้เพราะเื่ราวของน่านน้ำที่เจอมาถึงได้ทำให้เขาอยากทะนุถนอมเด็กคนนี้ให้มากที่สุด หรือเป็เพราะใจจริงเขาอยากทำอยู่แล้วต่อให้ไม่มีเื่พวกนั้นเขามาเกี่ยว
ทว่าบางทีอาจจะเป็เพราะอย่างหลังเสียมากกว่า...
...
สองเดือนต่อมา
“เป็ยังไงบ้าง วันนี้เหนื่อยไหมครับ”
คนอายุมากกว่าเอ่ยถามพลางยื่นมือคว้าเอากระเป๋าเป้ของคนน้องมาถือเอาไว้เอง ก่อนจะพากันเดินไปที่รถ เอ่ยถามสารทุกข์สุขดิบของวันนี้อย่างเช่นทุกวัน
ตลอดสองเดือนคินทร์ไปรับไปส่งน่านอย่างที่พูดไว้จริง ๆ ไม่มีขาดตกบกพร่องสักวัน
“นิดหน่อยครับ วันนี้พี่ดิวให้น่านลองใช้กล้องถ่ายรูปสนุกดีครับ”
“ชอบไหมครับ”
“อืม.. ก็ชอบนะครับ แต่รู้สึกว่ายังทำได้ไม่ดี น่านคงจะถนัดจับดินสอวาดรูปมากกว่าจับกล้อง”
เด็กหนุ่มตอบพลางหัวเราะเบา ๆ พอได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำก็สนุกดี แต่คงยังไม่ใช่แนวของเขาอยู่ดี เมื่อเทียบกับตอนได้ออกแบบชุดเพื่อสั่งตัดให้นายแบบใส่เขาชอบทางนั้นเสียมากกว่า
ยิ่งได้ลองทำอะไรแบบนี้ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าตัวเองชอบวาดรูป ฝีมือที่มีสามารถพัฒนาและต่อยอดได้อีกอย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นน่านอยากลองไปฝึกงานที่บริษัทเฮียดูไหม” คำถามนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คินทร์ถาม เพราะเห็นว่าที่บริษัทมีฝ่ายออกแบบ หากน่านได้ลองทำอาจจะชอบก็ได้
“เอาไว้ก่อนดีกว่าครับ น่านเพิ่งจะทำงานนี้ได้แค่สองเดือนเอง”
“ก็ได้ครับ เฮียตามใจน่านอยู่แล้ว” เอ่ยพร้อมยกยิ้มให้ “กลับบ้านกันเถอะ”
“ครับ”
ร่างสูงถือวิสาสะจับมือเล็กเดินไปที่รถ ไม่รู้ทุกอย่างที่เขาทำชัดมากพอหรือยัง คำถามที่คอยถามตัวเองซ้ำ ๆ ตอนนี้เขาคิดว่าเราทั้งคู่พอจะให้คำตอบกับตัวเองได้แล้ว ว่าความรู้สึกและการกระทำเล่านี้มันคืออะไร
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์