“นี่หมายความว่าอย่างไร? ขออภัยหรือว่าเย้าหยอก?!”
ขณะส่งเจียนั่วเดินพ้นประตูห้องด้วยสายตา มิใช่เรื่องง่ายกว่าเก๋อจือจะดิ้นหลุดจากมือใหญ่ของลาถีเท่อ
“...เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้าโม่เจ๋อเอ่อร์สนใจเจียนั่วจริงๆ เสียแล้ว?!”
ลาถีเท่อเองก็ประหลาดใจมากเช่นกัน หลังระดมสมองอยู่ครู่หนึ่งตนพอจะเดาต้นเหตุได้แปดถึงเก้าส่วนแล้ว เมื่อเทียบกับจอมเวทที่ตื่นตระหนกตกใจ เด็กหนุ่มเผ่าหมานที่ได้สติกลับมาคล้ายจะสนใจการดูไฟข้ามฝั่ง [1] เสียมากกว่า
“จิ๊ๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ลาถีเท่อรู้สึกสนใจขึ้นมา “บทสนทนาระหว่างผู้แข็งแกร่ง ช่างน่าสนใจ...”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้อันใด? เจ้ายังรู้สิ่งใดอีก?” เก๋อจือเครื่องหมายคำถามเต็มหัว
“เก๋อจือ เจ้ารู้หรือไม่ ยามข้าตัดสินใจตามเจ้ากับโม่เจ๋อเอ่อร์ไปทำภารกิจจบการศึกษา สิ่งที่ข้ากลัวมากที่สุดคือสิ่งใด?”
ลาถีเท่อเคี้ยวกระดูกไก่อย่างมีความสุขพลางใช้ข้อศอกกระทุ้งเก๋อจือ
“อย่างไรก็ไม่มีทางเป็นเรื่องภารกิจ” เก๋อจือกลอกตาขาว
“ผู้แข็งแกร่งที่ข้าเคยพบ โดยทั่วไปล้วนแต่มิน่าสนใจ ยามนั้นข้าเป็นห่วงกลัวว่าเจ้าจะทนความลำบากจากการลี้ภัยมิไหว ดังนั้นข้าจึงจะไปกับเจ้าให้ได้”
ครั้นเห็นสีหน้ามิรู้เรื่องราวอันใดของเก๋อจือ ลาถีเท่อยกยิ้มอย่างมีความสุขยิ่งกว่าเก่าเสียแล้ว
“ทว่าดูจากยามนี้ สำหรับเจ้าแล้วมิใช่การ ‘ลี้ภัย’ สักนิด นับว่ามาเที่ยวเล่นเสียด้วยซ้ำ”
เก๋อจือหยิกเอวลาถีเท่ออย่างแรง “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากำลังจะกล่าวว่าข้ามิทำอันใดสักอย่าง!”
“ยังมิถึงเวลาที่เจ้าต้องทำ หรือจะกล่าวว่าโม่เจ๋อเอ่อร์กับข้าย่อมต้องปกป้องเจ้าอย่างแน่นอน”
ลาถีเท่อกดมือที่ปัดป่ายไปทั่วของเก๋อจือก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าประชิดใบหน้าของอีกฝ่าย
“นายน้อยอย่างข้าเป็นที่น่าเอ็นดูของผู้คนมิใช่หรืออย่างไร?” เก๋อจือผ่อนลมหายใจหนักดังฟึดฟัด
ลาถีเท่อหัวเราะ ปล่อยเก๋อจือและลุกขึ้นเตรียมเก็บจานชาม ทว่าหนึ่งประโยคที่เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันของคุณชายน้อยทำเอาลาถีเท่อแทบจะเสียหลักล้มเสียแล้ว
“เจ้าว่าระหว่างพวกเขาสองคน ผู้ใดอยู่ด้านล่าง? ให้ข้าไปถามสักหน่อยดีหรือไม่?”
ลาถีเท่อหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออก ทำการดึงหูเก๋อจืออีกครั้ง “เจ้ายังขาดทุนเพราะปากมิมากพออีกหรือ? หากยังพูดจาซี้ซั้วเช่นนี้อีก ระวังเจียนั่วจับเจ้าตอนทิ้ง”
เก๋อจือหนาวสั่นเมื่อนึกถึงหอกเงินทอประกายเย็นเยียบด้ามนั้น ถึงขั้นตบอกยืนยันว่าจะคุมปากตนเองเป็นอย่างดี
......
ม่านราตรีปกคลุมลงมา โม่จ้านก็ยังมิหลับ เจียนั่วเอนพิงอยู่บนเตียงพลางมองกระดาษบันทึกที่ลาถีเท่อส่งมา
“เนื้อและเขาของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง? ภารกิจนี้ไม่เหมาะกับพวกเรา กลับไปยกเลิกเถิด” เจียนั่วที่กลับมาเป็นปกติก็ยังคงเป็นบุรุษหน้าเย็นชาเช่นนั้น
ลาถีเท่อเผยสีหน้าใสซื่อไร้ความผิด “เพราะเหตุใด? ป่าทางเหนือของราชอาณาจักรก็มีถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ปีศาจประเภทกวาง”
เจียนั่วขมวดคิ้วเป็นปม จดจ้องเด็กหนุ่มเผ่าหมานที่ทำท่าทางไม่แยแสแม้แต่น้อย “อย่าแสร้งโง่ ด้วยพละกำลังในยามนี้ของพวกเรา หากพบเจอพวกมันมีแต่จะต้องหนีเท่านั้น”
ลาถีเท่อมองเจียนั่วด้วยสายตาฉายแววซับซ้อน “หากต่อสู้ด้วยกำลังรบของเจ้า การจับมันมาได้ย่อมมิเป็นปัญหา ใช่หรือไม่?”
เจียนั่วส่ายหน้า “หากมีข้าเพียงผู้เดียวย่อมได้ ทว่าหากเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มเล็กจะทำให้พวกเจ้าต้องตกอยู่ในอันตราย ไม่คุ้มค่าแต่อย่างใด”
เด็กหนุ่มเผ่าหมานถอนหายใจ “หากโม่เจ๋อเอ่อร์รู้ว่าเจ้าประเมินความสามารถของเขาต่ำเพียงนี้ เกรงว่าเขาคงจะมิอยากพูดกับเจ้าชั่วชีวิตเสียแล้ว”
ครั้นได้ยินชื่อโม่จ้าน หัวคิ้วของเจียนั่วกระตุกเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
“พรสวรรค์ด้านพลังเวทของเขาแข็งแกร่งยิ่งนัก เพียงแต่ยามนี้ยังเป็นเพียงนักรบ ไม่มีข้อได้เปรียบทางพลังเวทแต่อย่างใด”
“ยามอยู่ที่ป่ากวางอูฐ พวกเราเคยเผชิญหน้ากับกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งแล้ว” มือของลาถีเท่อกดขมับ หวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในยามนั้น “โม่เจ๋อเอ่อร์ต่อสู้กับมันเพียงลำพังจนมันหนีไป อีกทั้งยังเกือบทำให้เกราะน้ำแข็งของมันแตกละเอียด”
แววตาตื่นตระหนกของเจียนั่วทำให้ลาถีเท่อพึงพอใจอย่างมาก
“เจียนั่ว ข้าเพียงอยากเตือนเจ้าในฐานะสหายร่วมกลุ่มหนึ่งประโยค เจ้าหัวโบราณ อีกทั้งยังถือตนว่าดีเกินไป”
น้ำเสียงของลาถีเท่อเน้นหนักอย่างมาก หนำซ้ำสายตายังเอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง
“ศักยภาพของโม่เจ๋อเอ่อร์สูงกว่าที่เจ้าคิดเอาไว้มากนัก ทั้งยังมิยอมหยุดพัฒนา ความทระนงในศักดิ์ศรีของเขาก็มีมากมิต่างกัน มีเพียงเขาที่จะตั้งเงื่อนไขกับผู้อื่น ไม่มีทางปล่อยให้ผู้อื่นมาตั้งเงื่อนไขกับเขา”
แววตาของเจียนั่วเริ่มฉายแววเคร่งขรึม ลาถีเท่อกระแอมไอก่อนพูดจาฉะฉานต่อไป
“เชื่อว่าเจ้าเองก็สัมผัสได้ว่าโม่เจ๋อเอ่อร์มีกลิ่นอายน่าประหลาด สามารถทำให้ผู้อื่นชุมนุมรอบกายเขาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขาเป็นผู้นำโดยกำเนิด เชี่ยวชาญการวางกลยุทธ์และควบคุมสถานการณ์ หากเป็นเรื่องไม่สำคัญอันใดก็จะยอมตามใจผู้อื่นทั้งหมด ทว่าหากเป็นเรื่องที่ตนกำหนดชัดเจนก็จะมิยอมให้ตั้งข้อสงสัย นิสัยเผด็จการเช่นนี้ หากรู้ว่าเจ้าไม่รู้ถึงฝีมือที่แท้จริงของเขาแม้แต่น้อย ทั้งในใจนึกดูถูกเขา เขาจะต้องมีท่าทีตอบสนองอย่างไร?”
“ข้ามิได้ดูถูกเขา!” มิใช่เรื่องง่ายที่จะได้เห็นเจียนั่วจิตใจไม่สงบ “ข้าเพียง...”
“ขออภัย ข้าใช้คำผิดไป” ลาถีเท่อเกาหัว “ข้าลองเปลี่ยนวิธีพูด เจ้าเป็นผู้ที่มีศักยภาพแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ไม่รู้ถึงความสามารถในการต่อสู้ของคนอื่นๆ ในกลุ่มแม้แต่น้อย คิดใคร่ครวญโดยนึกถึงศักยภาพของตนเองเป็นหลัก ไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติงั้นหรือ?”
เจียนั่วพยักหน้า ตนใคร่ครวญเรื่องนี้อย่างไม่เหมาะสมจริงๆ
“ภารกิจนี้ โม่เจ๋อเอ่อร์เป็นผู้ยอมให้ข้ารับมาโดยนัย เจียนั่วเจ้าเป็นคนสุดท้ายที่รู้”
ลาถีเท่อจงใจเน้นน้ำเสียงและมองพิจารณาท่าทีตอบสนองของอัศวิน ครั้นเห็นแววตาฉายแวววังเวงของเจียนั่ว น้ำเสียงของลาถีเท่อพลันโอนอ่อนลง
“ข้ารู้ว่าเจ้าเองเคยเป็นผู้นำเช่นกัน เพียงแต่หากเจ้าคิดอยากหลอมรวมเข้ากับกลุ่มเล็ก เข้าใกล้โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าจำต้องทำความเข้าใจพวกเราเหมือนที่ทำความเข้าใจผู้ใต้บังคับบัญชาเสียก่อน มิใช่ทันทีที่ทำสิ่งใดก็เห็นตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง ใช่หรือไม่?”
เจียนั่วทำท่าทางคล้ายกำลังใคร่ครวญ จากนั้นลุกขึ้นทั้งสีหน้าเคร่งขรึมพร้อมกับก้มศีรษะเล็กน้อย “ท่านลาถีเท่อ ได้โปรดรับคำขออภัยจากเจียนั่ว”
“เอาล่ะ ผู้ที่อายุมากกว่าข้าเสียเจ็ดแปดปียอมฟังสิ่งที่ข้าชี้แนะ เพียงเท่านี้ข้าก็ประหลาดใจมากแล้ว”
ขณะมองเจียนั่วขอโทษอย่างประพฤติตัวดี ลาถีเท่อกลับถูกทำให้รู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง
“ข้าเพียงได้ยินเจ้าประเมินโม่เจ๋อเอ่อร์ต่ำเกินไปจึงมิพอใจเล็กน้อยเท่านั้น”
“เขาเป็นอาจารย์ของเจ้าหรือ?” ครั้นบรรยากาศผ่อนคลายลง เจียนั่วจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเช่นกัน
“อืม เขากำลังถ่ายทอดทักษะการต่อสู้ให้ข้า” ลาถีเท่อภาคภูมิใจอย่างยิ่ง “ข้าคือศิษย์เพียงผู้เดียวของเขา”
“ข้ามีหนึ่งคำถาม หวังว่าเจ้าจะช่วยตอบข้า” คำพูดของเจียนั่วเป็นทางการอย่างมาก ทว่าท่าทางกลับดูไม่เป็นตัวของตนเอง
“คำถามอันใด? ข้าจะพยายามสุดความสามารถ” ลาถีเท่อพยักหน้า หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับทักษะการต่อสู้เพียงให้เจียนั่วไปถามโม่เจ๋อเอ่อร์ด้วยตนเองเป็นพอ
“โม่เจ๋อเอ่อร์เขา...มีงานอดิเรกใด? อีกอย่าง...เขาชอบสิ่งใด?” น้ำเสียงสั่นเครือของเจียนั่วเจือความลำบากใจบางๆ
ลาถีเท่อนิ่งงัน แทบจะหลุดหัวเราะเสียงดังลั่นออกมาเสียแล้ว ตนหรืออุตส่าห์เฝ้ารอคำถามเป็นทางการจากอีกฝ่าย ผลคือ...
หัวคิ้วของอัศวินขมวดเป็นปม มิอาจควบคุมความเขินอายที่แล่นไปทั่วใบหน้า “เจ้าบอกให้ข้าทำความเข้าใจเขาให้มาก...”
“อุ๊บ...ฮ่าๆๆๆๆๆๆ .....”
ท้ายที่สุดเด็กหนุ่มเผ่าหมานยังคงอดกลั้นมิไหว หัวเราะลั่นอยู่ตรงหน้าเจียนั่วที่เผยสีหน้าลำบากใจไร้สิ่งใดเปรียบ มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะหยุดหัวเราะได้ ลาถีเท่อเช็ดหางตาพลางนึกย้อนถึงเรื่องของโม่เจ๋อเอ่อร์
“อืม...คล้ายกับว่านอกจากการฝึกฝนร่างกายกับการต่อสู้ก็ไม่มีงานอดิเรกอื่นอีก ครั้งก่อนเขายังบ่นกับข้าว่าไม่มีคู่ฝึก สู้ได้มิหนำใจ”
ดวงตาของเจียนั่วเป็นประกายทันใด หากเป็นเรื่องนี้ ตนทำได้อย่างไม่ติดขัด
ครั้นเห็นดวงตาเป็นประกายของเจียนั่ว ลาถีเท่อคลี่ยิ้มพลางยักไหล่ “ข้าเฝ้ารอวันที่อัศวินเวททั้งสองประลองกันยิ่งนัก”
แว่วเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังมาจากระเบียงทางเดิน ลาถีเท่อลุกขึ้นกล่าวลาเจียนั่ว จากนั้นเดินไปทางประตู
“ช้าก่อน เจ้ายังมิได้บอกข้าว่าโม่เจ๋อเอ่อร์ชื่นชอบสิ่งใด?” เจียนั่วเผยสีหน้าร้อนรนใจทว่ากลับมิกล้าเอ่ยเสียงดัง
ลาถีเท่อลังเลครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาเผยรอยยิ้มเย้าหยอก “เขาเคยกล่าวว่าชอบใบหน้าของเจ้า ขอท่านเจียนั่วโปรดแสดงข้อดีของตนเอง”
เชิงอรรถ
[1] ดูไฟข้ามฝั่ง 隔岸观火 การเห็นคนอื่นมีความทุกข์แล้วตนเองกลับมีความสุข