คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 149 เหล่าผู้สืบทอด

            

            หลังมื้อเย็น พวกเขาส่งช่างซ่อมที่ทำงานมาทั้งวันกลับออกไปจากสำนัก

            ในที่สุดซูฉางอันกับพวกก็มีเวลาว่างเสียที

            ในช่วงที่ผ่านมา ฝานหรูเยว่เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องหนังสือของสำนักราวกำลังหาอะไรบางอย่างซูฉางอันคิดว่าอย่างไรเสีย แทนที่จะเอาเวลาไปปรุงยาน้ำรสชาติประหลาดพวกนั้น สู้ให้นางไปอ่านตำราเก่าๆในห้องหนังสือจะดีกว่า

            ห้องหนังสือของสำนักเทียนหลานกว้างใหญ่มาก ตำราในนั้นครอบคลุมศาสตร์ทุกแขนงในโลกก็ว่าได้

            เมื่อหลายวันก่อนซูฉางอันยังพบว่ามีหนังสือกามาบทซ่อนอยู่ภายในตำราโบราณเลย ในตอนแรกเขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เมื่อเปิดอ่าน เขาก็หน้าแดงขึ้นมาทันที ใบหูร้อนไปหมดเดิมที เขาคิดจะลอบนำมันไปเผาในจุดลับตาคน แต่พอมาคิดอีกทีหากนั่นเป็นของที่ผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งในสำนักเก็บเอาไว้เล่า

            เอ่อ... ซูฉางอันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้อาวุโสทั้งหลายเก็บหนังสือแบบนี้เอาไว้เพื่อเหตุใดแต่หากจะนำไปทำลายทิ้ง ก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก เขาจึงจัดระเบียบมันอีกครั้งแล้วนำไปซ่อนเอาไว้ในจุดลับตามากขึ้นแทน

            คนทั่วไปคงหาไม่เจอหรอก

            ในเวลาเดียวกัน มู่กุยอวิ๋นกำลังนั่งทำสมาธิเพื่อดูดซับพลังจากธรรมชาติอยู่ภายในห้อง

            ส่วนซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินพวกเขากำลังฝึกกระบี่ที่ลานฝึกซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่

            เพราะในตอนเช้า พวกเขาต้องคอยไปคุมการก่อสร้างจึงไม่มีเวลาให้ฝึกพลังสักเท่าไรนัก เหตุนี้ พวกเขาจึงเปลี่ยนมาฝึกตอนกลางคืนแทน

            ทั้งสองประลองหนึ่งรุกหนึ่งรับจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปนานเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว

            ทั้งสองเก็บกระบี่ในมือเข้าที่พร้อมกันอย่างรู้ใจ มองหน้ากัน แล้วเผยประกายรอยยิ้มขึ้น

            แม้อวี้เหิงจะจากไปแล้ว ชิงหลุนก็ยังกลับหอดาราไปอีกทำให้ทั้งสองต้องฝึกโดยไม่มีอาจารย์คอยแนะนำ แต่จากการประลองในช่วงที่ผ่านมาพวกเขาลองมาคิดคำนวณดูแล้ว และพบว่าตนก้าวหน้าขึ้นมากเลยทีเดียว

            หิมะยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

            หิมะในเมืองฉางอันมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ แม้จะตกน้อย แต่ก็ตกนานช่างน่ารำคาญเสียจริง

            บัดนี้ ทั้งสองกำลังยืนเคียงข้างกัน และเงยหน้าเพื่อชมหิมะสีขาวที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศในยามค่ำคืนเวลานี้ ทั้งสองต่างเงียบเสียงลง ช่างสงบเหลือเกิน

            แน่นอนว่ากู่เซี่ยนจวินชอบชีวิตเช่นนี้มาก ฝึกกระบี่และชมหิมะกับชายหนุ่มข้างๆ... เรียกได้ว่า ขอแค่ได้อยู่กับเขา นางก็รู้สึกว่าจิตใจสงบได้อย่างอัศจรรย์

            นางเองก็มักจะคิดอยู่บ่อยๆว่าหากหิมะตรงหน้าเป็นหิมะของเมืองฉางเหมินก็คงจะดี หากคนข้างๆ จับมือนางด้วยก็ยิ่งดีไม่หยอก

            นางคิดไปพลาง รู้สึกหวั่นไหวขึ้นในหัวใจไปพลาง และในตอนที่นางกำลังจะแสดงความหวั่นไหวนี้ออกมาทางร่างกายอยู่นั้น...

            ก๊อกๆ

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างขัดจังหวะที่หน้าสำนัก

            มือที่เพิ่งจะยื่นออกไปของนาง ถูกดึงกลับมาอีกครั้งราวกับถูกฟ้าฝ่า ทันใดนั้นใบหน้าที่แสนงดงามก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ราวกับว่ามีใครไปล่วงรู้ความลับของนางเข้าแล้วเช่นนั้น

            ทว่าซูฉางอันกลับทำราวกับมองไม่เห็น

            เขาเพียงกล่าวพึมพำขึ้นเบาๆ “ดึกขนาดนี้แล้ว ใครมาเคาะประตูนะ?”

            จากนั้น เขาก็มุ่งตรงไปที่ประตูสำนักด้วยคิ้วขมวดมุ่น

            เมื่อได้เห็นท่าทางของซูฉางอัน จู่ๆกู่เซี่ยนจวินที่ถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลังก็โมโหขึ้นมาอย่างประหลาด นางแอบต่อว่าซูฉางอันจอมทึ่มในใจแต่ก็ยังเดินตามร่างนั้นไปที่ประตูสำนักอยู่ดี

            ช่วงที่ผ่านมา สำนักเทียนหลานมีผู้มาเยือนเยอะเหลือเกิน และส่วนมากก็มาเพราะมีแผนการแอบแฝงด้วยกันทั้งสิ้น

            ยกตัวอย่างเช่นช่วงหลายวันมานี้ มีสำนักที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับห้าสิบกว่าๆหลายแห่งเดินทางมาเยือนพร้อมกับศิษย์จากสำนักของตน เพื่อขอท้าประลองกับสำนักเทียนหลาน

            การประลองเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสำนักในเมืองฉางอันโดยคนส่วนมาก มักจะเรียกว่าการแลกเปลี่ยนความรู้นั่นเอง ซึ่งแท้จริงแล้ว ก็เป็นเพียงคำพูดที่ทำให้การท้าประลองเช่นนี้ฟังดูสูงค่าขึ้นเท่านั้น

            แน่นอนว่าการประลองเช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการยินยอมจากทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นเหมือนการประลองในงานหลอมดาว ที่จำเป็นต้องรับทุกคำท้า

            ซูฉางอันรู้สึกต่อต้านการประลองเช่นนี้มาก ยิ่งรวมกับเขาเองก็รู้ดีว่าสำนักเหล่านี้มีผู้บงการอยู่เบื้องหลังจึงปฏิเสธ และไม่ยอมพบคนจากสำนักเหล่านั้น

            แต่เรื่องกลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เขาคิดเอาไว้

            เพราะผู้ที่มาท้าประลองยังคงดื้อดึง ยืนรออยู่นอกสำนักเทียนหลานไม่ยอมกลับไปเสียที แถมยังตะโกนขึ้นเป็นระยะๆ ว่าสำนักเทียนหลานกลัวการประลองจึงไม่กล้าโผล่หน้าออกจากสำนัก...

            ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าซูฉางอันเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในสำนักเทียนหลานพวกเขาจึงหันมาก่อกวนช่างซ่อมที่เข้าออกสำนักแทนซึ่งนั่นก็ทำให้ซูฉางอันกับพวกระเบิดความโกรธขึ้นในที่สุด

            พวกเขามาทบทวนดูอีกที จึงพบว่าตนมีมู่กุยอวิ๋นที่เป็นอันดับหนึ่งของอันดับปฐพีมีซูฉางอันที่เป็นจอมดาราของอันดับมนุษย์ซึ่งแท้จริงแล้วก็มีพลังที่แข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่ามู่กุยอวิ๋น แถมยังมีโหวเยน้อยแห่งแผ่นดินทางเหนือกู่เซี่ยนจวินที่มีพลังอยู่ในระดับไท่ยีตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบอีก

            ด้วยสมาชิกที่มีจริงอยู่ที่พวกเขายังสู้ปรมาจารย์ที่ฝึกพลังมานานหลายปีอย่างอินซานโจ๋วไม่ได้แต่หากเป็นศิษย์ที่มีรุ่นราวคราวเดียวกันจากสำนักที่อยู่ในอันดับห้าสิบกว่าๆแบบพวกข้างนอก พวกเขาย่อมเอาชนะได้ง่ายดาย

            เหตุนี้ พวกเขาจึงลองรับคำท้าจากสำนักแห่งหนึ่งดู

            และผลก็เป็นดังคาด แม้สำนักแห่งนั้นจะพาศิษย์มากว่ายี่สิบคนแต่กลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถประลองกับทั้งสามได้เกินสิบกระบวนท่าซูฉางอันกับพวกจึงคิดว่า นี่ถือเป็นการแสดงอำนาจและความสามารถของสำนักเทียนหลานให้เห็นแล้วคาดว่าสำนักอื่นๆ คงได้ดูเป็นตัวอย่าง และเรื่องการประลองคงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

            แต่คาดไม่ถึง ว่าเมื่อเอาชนะสำนักได้แห่งหนึ่งแล้ว สำนักอื่นๆก็แห่มาท้าประลองไม่หยุด

            คนจากสำนักนับสิบมักจะเดินทางมายืนรออยู่ที่นอกสำนักเทียนหลานตั้งแต่เช้าตรู่และตะโกนท้าทายออกมาไม่หยุด

            แม้ความสามารถของสำนักเหล่านั้น รวมไปถึงความแข็งแกร่งของตัวศิษย์จะสู้ซูฉางอันกับพวกไม่ได้สักอย่างแต่พวกเขากลับมีดีกว่าที่จำนวนคน ซึ่งผลัดกันมาท้าประลองไม่หยุดซูฉางอันจึงไม่รู้ว่าตนควรจะสู้ต่อไป หรือหยุดสู้ดี ช่างน่ารำคาญเสียจริง

            ซูฉางอันเคยคิดเช่นกัน ว่าจุดประสงค์ของสำนักปาฮวงคงหนีไม่พ้นอยากยั่วโมโหซูฉางอัน หรือไม่ก็ทำให้ซูฉางอันวุ่นวายใจจนไม่เป็นอันทำอะไร เพื่อเป็นการปูทางให้แผนเล่นงานสำนักเทียนหลานในครั้งต่อไปของพวกเขานั่นเอง

            เมื่อคิดได้ดังนั้น พวกเขาจึงค่อยๆ ทำใจให้สงบลง เมื่อใดที่อารมณ์ดีค่อยออกไปประลองเล่นๆ ยืดเส้นยืดสาย หากอารมณ์ไม่ดีก็ไม่ต้องไปสนใจแต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องควบคุมแรงให้ดีเช่นกันเพราะต้องทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า แต่ก็ต้องระวังไม่ให้คู่ประลองเป็นอันตรายถึงชีวิต

            เป็นเช่นนี้อยู่นานหลายวัน จนในที่สุด ตอนนี้สำนักพวกนั้นก็เริ่มเพลาลงบ้างแล้ว

            ก็อย่างว่า พาศิษย์มาเป็นกระสอบทรายให้ซูฉางอันกับพวกทุกวัน ต่อให้ทางสำนักจะไม่รู้จักอายแต่ศิษย์พวกนั้นคงเสียหน้าจนทนไม่ไหวแล้ว

            แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าหมาป่าเจ้าเล่ห์ทั้งหลายจะหยุดลงเพียงแค่นั้นเกรงว่าต่อจากนี้ ยังมีแผนที่น่ากลัวยิ่งกว่ารอพวกเขาอยู่...

            เหตุนี้ กู่เซี่ยนจวินจึงรู้สึกระแวงขึ้นมาทันที ที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น

            ตอนนี้ก็เป็นเวลาไฮ่แล้ว ใครจะมาในเวลาเช่นนี้?ไม่แน่ นี่อาจเป็นแผนของซือหม่าสวี่กับสำนักปาฮวงก็ได้

            เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็เก็บความเขินอายกลับเข้าไปแล้วรีบวิ่งตามซูฉางอันไปทันที เมื่อตามจนทัน ทั้งสองจึงเดินไปที่ประตูสำนักพร้อมกันในที่สุด

            “นั้นใครน่ะ?” ซูฉางอันถามทั้งที่ยังไม่เปิดประตู

            ทว่าคนหลังประตูกลับไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับมา

            เขากับกู่เซี่ยนจวินมองตากันครู่หนึ่ง ต่างรู้สึกระแวงขึ้นมาทันที

            ซูฉางอันสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นเปิดประตูออกด้วยสายตาเย็นยะเยือกทางด้านของกู่เซี่ยนจวินก็จรดนิ้วเรียวลงบนกระบี่ของตนอย่างรู้ใจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับต่อสู้เช่นกัน

            แอด...

            เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่อประตูเก่าๆ ของสำนักเทียนหลานถูกดันให้เปิด

            ร่างของใครบางคนที่ซูฉางอันไม่เคยพบมาก่อนปรากฏอยู่ตรงหน้า

            มันเป็นร่างของคนสี่คน ที่มีความสูงแตกต่างกันออกไป

            ทั้งสี่อยู่ในชุดกันฝนซึ่งถักขึ้นด้วยฟาง ที่ศีรษะก็มีหมวกฟางสำหรับกันฝนสวมอยู่เช่นกันจึงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหญิงหรือชายกันแน่

            แต่ดูจากหิมะสีขาวที่ติดอยู่บนร่างของพวกเขา ดูเหมือนคนเหล่านี้จะเดินทางมาไกลและเร่งเดินทางกันมากเพื่อมายังที่แห่งนี้

            “พวกเจ้าเป็นใคร?” ซูฉางอันถามด้วยคิ้วขมวดมุ่น พลางเผยประกายแสงที่แสนเย็นยะเยือกขึ้นในดวงตาเป็นระยะเขารับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณอ่อนๆ ที่กระจายออกมาจากร่างของคนเหล่านี้มันเป็นพลังวิญญาณที่ผู้มีพลังแกร่งกล้ามักจะกระจายออกมาโดยไม่รู้ตัว...

            เหตุนี้ เขาจึงลอบขับเคลื่อนพลังวิญญาณขึ้น กล้ามเนื้อในกายก็ถูกเกร็งจนตึงขณะที่มือก็ถูกยกขึ้นมาวางที่บริเวณเอวด้วยเช่นกัน ด้วยกริยาเช่นนี้ เขาจึงจะชักดาบออกมาป้องกันตัวได้รวดเร็วที่สุดและเหวี่ยงดาบที่ทรงพลังที่สุดออกไปได้

            ทว่าคนทั้งสี่กลับไม่ให้ความสนใจกับท่าทีของเขาสักนิดหลังนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งร่างที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดจึงพูดขึ้นด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำเล็กน้อย

            “สวีรั่ง”

            และแล้ว ในคืนแห่งหิมะที่แสนธรรมดาของเมืองฉางอัน...

            หน้าสำนักเทียนหลานที่มีแสงส่องเพียงริบหรี่

            นามที่เคยทำให้คนทั้งแผ่นดินยอมศิโรราบดังขึ้นที่ข้างหูของเขาคนแล้วคนเล่า

            “หลัวอวี้เอ๋อร์”

            “โฮ่วหรูอี้”

            “ฮวาเฟยจั๋ว” 

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5.35M 1277
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577