หลังมื้อเย็น พวกเขาส่งช่างซ่อมที่ทำงานมาทั้งวันกลับออกไปจากสำนัก
ในที่สุดซูฉางอันกับพวกก็มีเวลาว่างเสียที
ในช่วงที่ผ่านมา ฝานหรูเยว่เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องหนังสือของสำนักราวกำลังหาอะไรบางอย่างซูฉางอันคิดว่าอย่างไรเสีย แทนที่จะเอาเวลาไปปรุงยาน้ำรสชาติประหลาดพวกนั้น สู้ให้นางไปอ่านตำราเก่าๆในห้องหนังสือจะดีกว่า
ห้องหนังสือของสำนักเทียนหลานกว้างใหญ่มาก ตำราในนั้นครอบคลุมศาสตร์ทุกแขนงในโลกก็ว่าได้
เมื่อหลายวันก่อนซูฉางอันยังพบว่ามีหนังสือกามาบทซ่อนอยู่ภายในตำราโบราณเลย ในตอนแรกเขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เมื่อเปิดอ่าน เขาก็หน้าแดงขึ้นมาทันที ใบหูร้อนไปหมดเดิมที เขาคิดจะลอบนำมันไปเผาในจุดลับตาคน แต่พอมาคิดอีกทีหากนั่นเป็นของที่ผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งในสำนักเก็บเอาไว้เล่า
เอ่อ... ซูฉางอันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้อาวุโสทั้งหลายเก็บหนังสือแบบนี้เอาไว้เพื่อเหตุใดแต่หากจะนำไปทำลายทิ้ง ก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก เขาจึงจัดระเบียบมันอีกครั้งแล้วนำไปซ่อนเอาไว้ในจุดลับตามากขึ้นแทน
คนทั่วไปคงหาไม่เจอหรอก
ในเวลาเดียวกัน มู่กุยอวิ๋นกำลังนั่งทำสมาธิเพื่อดูดซับพลังจากธรรมชาติอยู่ภายในห้อง
ส่วนซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินพวกเขากำลังฝึกกระบี่ที่ลานฝึกซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่
เพราะในตอนเช้า พวกเขาต้องคอยไปคุมการก่อสร้างจึงไม่มีเวลาให้ฝึกพลังสักเท่าไรนัก เหตุนี้ พวกเขาจึงเปลี่ยนมาฝึกตอนกลางคืนแทน
ทั้งสองประลองหนึ่งรุกหนึ่งรับจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปนานเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว
ทั้งสองเก็บกระบี่ในมือเข้าที่พร้อมกันอย่างรู้ใจ มองหน้ากัน แล้วเผยประกายรอยยิ้มขึ้น
แม้อวี้เหิงจะจากไปแล้ว ชิงหลุนก็ยังกลับหอดาราไปอีกทำให้ทั้งสองต้องฝึกโดยไม่มีอาจารย์คอยแนะนำ แต่จากการประลองในช่วงที่ผ่านมาพวกเขาลองมาคิดคำนวณดูแล้ว และพบว่าตนก้าวหน้าขึ้นมากเลยทีเดียว
หิมะยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
หิมะในเมืองฉางอันมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ แม้จะตกน้อย แต่ก็ตกนานช่างน่ารำคาญเสียจริง
บัดนี้ ทั้งสองกำลังยืนเคียงข้างกัน และเงยหน้าเพื่อชมหิมะสีขาวที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศในยามค่ำคืนเวลานี้ ทั้งสองต่างเงียบเสียงลง ช่างสงบเหลือเกิน
แน่นอนว่ากู่เซี่ยนจวินชอบชีวิตเช่นนี้มาก ฝึกกระบี่และชมหิมะกับชายหนุ่มข้างๆ... เรียกได้ว่า ขอแค่ได้อยู่กับเขา นางก็รู้สึกว่าจิตใจสงบได้อย่างอัศจรรย์
นางเองก็มักจะคิดอยู่บ่อยๆว่าหากหิมะตรงหน้าเป็นหิมะของเมืองฉางเหมินก็คงจะดี หากคนข้างๆ จับมือนางด้วยก็ยิ่งดีไม่หยอก
นางคิดไปพลาง รู้สึกหวั่นไหวขึ้นในหัวใจไปพลาง และในตอนที่นางกำลังจะแสดงความหวั่นไหวนี้ออกมาทางร่างกายอยู่นั้น...
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างขัดจังหวะที่หน้าสำนัก
มือที่เพิ่งจะยื่นออกไปของนาง ถูกดึงกลับมาอีกครั้งราวกับถูกฟ้าฝ่า ทันใดนั้นใบหน้าที่แสนงดงามก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ราวกับว่ามีใครไปล่วงรู้ความลับของนางเข้าแล้วเช่นนั้น
ทว่าซูฉางอันกลับทำราวกับมองไม่เห็น
เขาเพียงกล่าวพึมพำขึ้นเบาๆ “ดึกขนาดนี้แล้ว ใครมาเคาะประตูนะ?”
จากนั้น เขาก็มุ่งตรงไปที่ประตูสำนักด้วยคิ้วขมวดมุ่น
เมื่อได้เห็นท่าทางของซูฉางอัน จู่ๆกู่เซี่ยนจวินที่ถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลังก็โมโหขึ้นมาอย่างประหลาด นางแอบต่อว่าซูฉางอันจอมทึ่มในใจแต่ก็ยังเดินตามร่างนั้นไปที่ประตูสำนักอยู่ดี
ช่วงที่ผ่านมา สำนักเทียนหลานมีผู้มาเยือนเยอะเหลือเกิน และส่วนมากก็มาเพราะมีแผนการแอบแฝงด้วยกันทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างเช่นช่วงหลายวันมานี้ มีสำนักที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับห้าสิบกว่าๆหลายแห่งเดินทางมาเยือนพร้อมกับศิษย์จากสำนักของตน เพื่อขอท้าประลองกับสำนักเทียนหลาน
การประลองเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสำนักในเมืองฉางอันโดยคนส่วนมาก มักจะเรียกว่าการแลกเปลี่ยนความรู้นั่นเอง ซึ่งแท้จริงแล้ว ก็เป็นเพียงคำพูดที่ทำให้การท้าประลองเช่นนี้ฟังดูสูงค่าขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่าการประลองเช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการยินยอมจากทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นเหมือนการประลองในงานหลอมดาว ที่จำเป็นต้องรับทุกคำท้า
ซูฉางอันรู้สึกต่อต้านการประลองเช่นนี้มาก ยิ่งรวมกับเขาเองก็รู้ดีว่าสำนักเหล่านี้มีผู้บงการอยู่เบื้องหลังจึงปฏิเสธ และไม่ยอมพบคนจากสำนักเหล่านั้น
แต่เรื่องกลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เขาคิดเอาไว้
เพราะผู้ที่มาท้าประลองยังคงดื้อดึง ยืนรออยู่นอกสำนักเทียนหลานไม่ยอมกลับไปเสียที แถมยังตะโกนขึ้นเป็นระยะๆ ว่าสำนักเทียนหลานกลัวการประลองจึงไม่กล้าโผล่หน้าออกจากสำนัก...
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าซูฉางอันเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในสำนักเทียนหลานพวกเขาจึงหันมาก่อกวนช่างซ่อมที่เข้าออกสำนักแทนซึ่งนั่นก็ทำให้ซูฉางอันกับพวกระเบิดความโกรธขึ้นในที่สุด
พวกเขามาทบทวนดูอีกที จึงพบว่าตนมีมู่กุยอวิ๋นที่เป็นอันดับหนึ่งของอันดับปฐพีมีซูฉางอันที่เป็นจอมดาราของอันดับมนุษย์ซึ่งแท้จริงแล้วก็มีพลังที่แข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่ามู่กุยอวิ๋น แถมยังมีโหวเยน้อยแห่งแผ่นดินทางเหนือกู่เซี่ยนจวินที่มีพลังอยู่ในระดับไท่ยีตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบอีก
ด้วยสมาชิกที่มีจริงอยู่ที่พวกเขายังสู้ปรมาจารย์ที่ฝึกพลังมานานหลายปีอย่างอินซานโจ๋วไม่ได้แต่หากเป็นศิษย์ที่มีรุ่นราวคราวเดียวกันจากสำนักที่อยู่ในอันดับห้าสิบกว่าๆแบบพวกข้างนอก พวกเขาย่อมเอาชนะได้ง่ายดาย
เหตุนี้ พวกเขาจึงลองรับคำท้าจากสำนักแห่งหนึ่งดู
และผลก็เป็นดังคาด แม้สำนักแห่งนั้นจะพาศิษย์มากว่ายี่สิบคนแต่กลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถประลองกับทั้งสามได้เกินสิบกระบวนท่าซูฉางอันกับพวกจึงคิดว่า นี่ถือเป็นการแสดงอำนาจและความสามารถของสำนักเทียนหลานให้เห็นแล้วคาดว่าสำนักอื่นๆ คงได้ดูเป็นตัวอย่าง และเรื่องการประลองคงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
แต่คาดไม่ถึง ว่าเมื่อเอาชนะสำนักได้แห่งหนึ่งแล้ว สำนักอื่นๆก็แห่มาท้าประลองไม่หยุด
คนจากสำนักนับสิบมักจะเดินทางมายืนรออยู่ที่นอกสำนักเทียนหลานตั้งแต่เช้าตรู่และตะโกนท้าทายออกมาไม่หยุด
แม้ความสามารถของสำนักเหล่านั้น รวมไปถึงความแข็งแกร่งของตัวศิษย์จะสู้ซูฉางอันกับพวกไม่ได้สักอย่างแต่พวกเขากลับมีดีกว่าที่จำนวนคน ซึ่งผลัดกันมาท้าประลองไม่หยุดซูฉางอันจึงไม่รู้ว่าตนควรจะสู้ต่อไป หรือหยุดสู้ดี ช่างน่ารำคาญเสียจริง
ซูฉางอันเคยคิดเช่นกัน ว่าจุดประสงค์ของสำนักปาฮวงคงหนีไม่พ้นอยากยั่วโมโหซูฉางอัน หรือไม่ก็ทำให้ซูฉางอันวุ่นวายใจจนไม่เป็นอันทำอะไร เพื่อเป็นการปูทางให้แผนเล่นงานสำนักเทียนหลานในครั้งต่อไปของพวกเขานั่นเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น พวกเขาจึงค่อยๆ ทำใจให้สงบลง เมื่อใดที่อารมณ์ดีค่อยออกไปประลองเล่นๆ ยืดเส้นยืดสาย หากอารมณ์ไม่ดีก็ไม่ต้องไปสนใจแต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องควบคุมแรงให้ดีเช่นกันเพราะต้องทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า แต่ก็ต้องระวังไม่ให้คู่ประลองเป็นอันตรายถึงชีวิต
เป็นเช่นนี้อยู่นานหลายวัน จนในที่สุด ตอนนี้สำนักพวกนั้นก็เริ่มเพลาลงบ้างแล้ว
ก็อย่างว่า พาศิษย์มาเป็นกระสอบทรายให้ซูฉางอันกับพวกทุกวัน ต่อให้ทางสำนักจะไม่รู้จักอายแต่ศิษย์พวกนั้นคงเสียหน้าจนทนไม่ไหวแล้ว
แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าหมาป่าเจ้าเล่ห์ทั้งหลายจะหยุดลงเพียงแค่นั้นเกรงว่าต่อจากนี้ ยังมีแผนที่น่ากลัวยิ่งกว่ารอพวกเขาอยู่...
เหตุนี้ กู่เซี่ยนจวินจึงรู้สึกระแวงขึ้นมาทันที ที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ตอนนี้ก็เป็นเวลาไฮ่แล้ว ใครจะมาในเวลาเช่นนี้?ไม่แน่ นี่อาจเป็นแผนของซือหม่าสวี่กับสำนักปาฮวงก็ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็เก็บความเขินอายกลับเข้าไปแล้วรีบวิ่งตามซูฉางอันไปทันที เมื่อตามจนทัน ทั้งสองจึงเดินไปที่ประตูสำนักพร้อมกันในที่สุด
“นั้นใครน่ะ?” ซูฉางอันถามทั้งที่ยังไม่เปิดประตู
ทว่าคนหลังประตูกลับไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับมา
เขากับกู่เซี่ยนจวินมองตากันครู่หนึ่ง ต่างรู้สึกระแวงขึ้นมาทันที
ซูฉางอันสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นเปิดประตูออกด้วยสายตาเย็นยะเยือกทางด้านของกู่เซี่ยนจวินก็จรดนิ้วเรียวลงบนกระบี่ของตนอย่างรู้ใจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับต่อสู้เช่นกัน
แอด...
เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่อประตูเก่าๆ ของสำนักเทียนหลานถูกดันให้เปิด
ร่างของใครบางคนที่ซูฉางอันไม่เคยพบมาก่อนปรากฏอยู่ตรงหน้า
มันเป็นร่างของคนสี่คน ที่มีความสูงแตกต่างกันออกไป
ทั้งสี่อยู่ในชุดกันฝนซึ่งถักขึ้นด้วยฟาง ที่ศีรษะก็มีหมวกฟางสำหรับกันฝนสวมอยู่เช่นกันจึงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหญิงหรือชายกันแน่
แต่ดูจากหิมะสีขาวที่ติดอยู่บนร่างของพวกเขา ดูเหมือนคนเหล่านี้จะเดินทางมาไกลและเร่งเดินทางกันมากเพื่อมายังที่แห่งนี้
“พวกเจ้าเป็นใคร?” ซูฉางอันถามด้วยคิ้วขมวดมุ่น พลางเผยประกายแสงที่แสนเย็นยะเยือกขึ้นในดวงตาเป็นระยะเขารับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณอ่อนๆ ที่กระจายออกมาจากร่างของคนเหล่านี้มันเป็นพลังวิญญาณที่ผู้มีพลังแกร่งกล้ามักจะกระจายออกมาโดยไม่รู้ตัว...
เหตุนี้ เขาจึงลอบขับเคลื่อนพลังวิญญาณขึ้น กล้ามเนื้อในกายก็ถูกเกร็งจนตึงขณะที่มือก็ถูกยกขึ้นมาวางที่บริเวณเอวด้วยเช่นกัน ด้วยกริยาเช่นนี้ เขาจึงจะชักดาบออกมาป้องกันตัวได้รวดเร็วที่สุดและเหวี่ยงดาบที่ทรงพลังที่สุดออกไปได้
ทว่าคนทั้งสี่กลับไม่ให้ความสนใจกับท่าทีของเขาสักนิดหลังนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งร่างที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดจึงพูดขึ้นด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำเล็กน้อย
“สวีรั่ง”
และแล้ว ในคืนแห่งหิมะที่แสนธรรมดาของเมืองฉางอัน...
หน้าสำนักเทียนหลานที่มีแสงส่องเพียงริบหรี่
นามที่เคยทำให้คนทั้งแผ่นดินยอมศิโรราบดังขึ้นที่ข้างหูของเขาคนแล้วคนเล่า
“หลัวอวี้เอ๋อร์”
“โฮ่วหรูอี้”
“ฮวาเฟยจั๋ว”