Chapter 2
“นี่ คุณปู่ครับ”
“มีอะไรรึหลานต้องดูดีๆนะ น้ำมันใสดูปลาง่ายด้วย โชคดีไม่เบาเลย ถ้ามันมาใกล้ๆต้องมารอเลยเดี๋ยวมันจะกินเบ็ดไปเฉยๆเเล้วต้องใส่เบ็ดใหม่นะ”
“เปล่าครับคุณปู่ผมไม่ได้จะถามเรี่องนั้น” ไมเคิลกล่าวตอบ หลังจากที่ตกปลาไปได้สักพักเเละเริ่มมีปลาว่ายเข้ามาเเต่ยังไม่มีตัวไหนมากินเบ็ดเลยสักตัวมีเเต่ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่ว่ายเข้ามา ใช้ปากเเตะๆตรงเบ็ดเเล้วว่ายหนีเนื่องจากสถานที่นี้เด็กชายไม่เคยเห็นมาก่อนเขาจึงเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ระหว่างรอจนไม่รู้สึกเบื่อเท่าไหร่นักเเต่เพราะเลยทักคุณปู่เพื่อหาเื่คุย
“เเถวนี้มีปลาอะไรบ้างเหรอคัรบ”
“ก็มีเยอะนะ ปลาดุกปลาเทราต์ ก็นี้น้ำจืดนี่นะปลาที่หลานจะเจอจะไม่ค่อยเหมือนกับเวลาไปกินอาหารทะเลหรอก” ปู่คริสพูดตอบเเละมองปลายเบ็ดของเขาเเละไมเคิลเมื่อพินิจดีๆก็พบว่าปลายเบ็ดเริ่มมีการสั่นไหวเขาจึงเปลี่ยนเื่สนทนาให้หลานชายของตนคอยสังเกตุตรงปลายของคันเบ็ดที่มีปลาว่ายล้อมรอบเเละใกล้จะถึงเวลงต้องดึงเบ็ดเเทน
"หลานๆ ดูสิปลามันจะกินเบ็ดเเล้วเห็นไหม"
"เห็นครับผมดึงเลยนะ"
"อย่าพึ่งรอก่อน…รอ" คุณปู่พูดเเล้วจ้องเบ็ดตกปลาของไมเคิลเขม็งปลายเบ็ดเริ่มขยับมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็เริ่มสั่นเเรงในจังหวะที่พอดีคุณปู่จึงจับคันเบ็ดช่วยเเละบอกให้ไมเคิลดึง
"ดึงเลยตอนนี้ล่ะ" เเน่นอนว่าเมื่อไมเคิลได้ยินดังนั้นเด็กชายก็ใช้เเรงทั้งหมดของตนเองดึงเบ็ดขึ้นมาจากน้ำราวกับเเข่งชักเย่อ
เนื่องจากไม่เคยตกปลามาก่อนเลยกะเเรงไม่ค่อยถูกนัก โชคดีที่คุณปู่ช่วยดึงเอาไว้อยู่ด้วยไม่อย่างนั้นไมเคิลคงจะตกน้ำด้วยความที่กะสมดุลไม่ได้เป็เเน่เเท้เด็กชายยื้อเเย่งกับปลาในน้ำสักพัก เเละในที่สุดก็สำเร็จปลาลอยขึ้นมาจากน้ำตามเเรงเหวี่ยงเเละดิ้นเเด่วๆอยู่บนบกเพราะขาดน้ำ
ปู่คริสที่มาตกปลาบ่อยๆรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรต่อเขาบอกให้ไมเคิลตามมาดู ก่อนจะเอาปลาออกมาจากตะขอเเล้ววางลงบนมือ
"ให้หลานลองทายดูว่าจะทำยังไงต่อดีกว่ารู้ไหมจะต้องทำยังไง"
"อืม...เทน้ำลงในถังเเล้วใส่ปลาลงในถังอีกทีหรือเปล่าครับ"ไมเคิลเดาสุ่ม เขาคิดว่าการตกปลาจะต้องเอาไปกินเเต่กลับไม่ถูกเสียทีเดียว
" เกือบถูกล่ะนะถ้าเราเอาปลาไปกิน เเต่ถ้ามันตัวไม่ใหญ่มากก็ปล่อยไปเถอะยังไงซาร่าก็คงจะซื้อปลาจากตลาดมาให้หลานกินอยู่เเล้วนั่นเเหละ"
"จริงด้วยครับคุณปู่"ไมเคิลร้องอ๋อ คุณปู่เล่าให้ฟังว่าการตกปลานั้นมันเป็เหมือนกีฬาเสียมากกว่าส่วนใหญ่จะไม่เอาไปกินเพราะปกติก็ซื้อตามตลาดอยู่เเล้วส่วนใหญ่จะตกปลาเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น ปู่คริสกล่าวอธิบาย
"เเล้วของปู่ปลาจะติดเบ็ดเมื่อไหร่เหรอครับ"
"ไม่รู้สิคงต้องรอนั่นเเหละ หลานคิดว่าวันนี้จะเอาสักกี่ตัวดีล่ะ ปู่ไม่ซีเรียสหรอกวันนี้พาหลานมาตกปลาให้เป็นี่นา" ปู่คริสพูดเเล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนให้
"เดี๋ยวเที่ยงๆเราค่อยกลับก็ได้ครับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านผมขออีกสักตัวเเล้วกัน" ไมเคิลตอบ ส่วนคุณปู่คริสก็พยักหน้าพลางมองด้วยความเอ็นดู ระหว่างนั้นก็เปลี่ยนเหยื่อให้ไมเคิลใหม่อีกครั้งเเล้วเริ่มตกปลาพลางพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
จนเวลาผ่านไปสักพักปู่คริสก็เริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างที่ผิดปกติขึ้นมา
"ไมเคิลหลานได้ยินเสียงน้ำไหม" สีหน้าของปู่คริสนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากที่คุยเมื่อครู่
"หืม...เสียงน้ำเหรอครับถ้าน้ำปกติก็ได้ยินเรื่อยๆนะ" ไมเคิลพูดตอบเเล้วเงี่ยหูฟังเสียงน้ำจากเเม่น้ำมันค่อนข้างที่จะดังเรื่อยๆอยู่เเล้วจึงไม่เห็นความผิดปกติอะไรนักในความคิดของเขา
เเต่ปู่คริสกลับเห็นถึงความผิดปกตินั้น
"หลานคิดว่าเสียงน้ำมันเเรงขึ้นหรือเปล่าเหมือนเสียงคลื่นน่ะ" พอคุณปู่พูดจบไมเคิลก็พยายามฟังเสียงตาม จึงรับรู้ได้ว่าเป็อย่างที่คุณปู่ของตนพูดจริงๆ
"จะว่าไปก็จริงนะครับเเล้วมันมีอะไรหรือเปล่า"
"เปล่าหรอกๆช่างมันเถอะ" ปู่คริสกล่าวก่อนจะชวนให้ไมเคิลนั่งตกปลาต่อตามเดิม
เเต่พอผ่านไปอีกสักพัก เสียงคลื่นนั่นก็ดังขึ้นเรื่อยๆจนปู่คริสเริ่มใจคอไม่ดีครั้งล่าสุดที่มาตกปลาที่นี่นั้นก็ไม่เคยมีเสียงนี้มาก่อน
"รีบเก็บของเถอะ ปู่ว่าเสียงมันดังขึ้นเเล้วล่ะ เรากลับก่อนดีกว่า"
ใบหน้าจริงจังของปู่คริสทำให้ไมเคิลทำตามเเต่โดยดีอันที่จริงเขาก็เริ่มกลัวเหมือนกัน เสียงเริ่มดังขึ้นเหมือนเดิมเข้าไปใกล้เขื่อนที่กำลังปล่อยน้ำชวนให้ความรู้สึกไม่ดีมากกว่าเย็นสบาย
เเต่เสียงกลับดังขึ้นเรื่อยๆเเบบไม่มีท่าทีจะเบาลงมาพร้อมกับน้ำสีโคลนซึ่งไหลเชี่ยวมาตรงช่องเเคบจากทางน้ำที่ผ่านมาพุ่งเข้ามาทางพวกเขาอย่างรวดเร็วในตอนที่พวกเขากำลังจะรีบออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัวชายชราเบิกตากว้าง
ด้วยสัญชาตญาณทำให้เขาเลือกที่จะสะพายกระเป๋าตกปลาของตนไว้ตรงไหล่เเล้วใช้สองมือโอบร่างของไมเคิลเเละเกาะต้นไม้เอาไว้ในขณะที่น้ำกำลังไหลเชี่ยวมาอย่างรุนเเรง
"กลั้นหายใจไว้หลาน!ห้ามขยับเด็ดขาดเลยนะ!"
จากสถาณการ์ณในตอนนี้ทำให้สมองของเด็กชายประมวลผลออกมาว่าจะต้องทำตามคำสั่งของผู้เป็ปู่ไมเคิลกลั้นหายใจเเละขัดตัวเเน่นอยู่ใต้วงเเขนของปู่คริสก่อนที่น้ำจะไหลเชี่ยวผ่านร่างของทั้งสองน้ำเย็นๆที่พัดมาพร้อมเศษดินทำให้ไมเคิลหลับตาเเละหยีตาเเน่นโดยอัตโนมัติ วงเเขนที่ขยับเข้ามาเเน่นโดยไม่รู้ตัวรัดเเน่นอย่างรวดเร็วจนรู้สึกเจ็บ
เเต่เทียบอะไรไม่ได้เลยกับหินก้อนเล็กบางจุดที่พัดมากระเเทกกับตัวของเขาโชคดีที่ไม่มีหินเเหลมทำให้เขาไม่ได้มีเเผลหนักหน่วงอะไร
‘เจ็บจัง...หนาวด้วย’
ไมเคิลคิดในใจเเละพยายามใช้เท้าเกาะต้นไม้เหมือนที่ปู่ของตนใช้เเขนเกาะต้นไม้เเน่นเพื่อไม่ให้น้ำพัดร่างของทั้งคู่ให้หายไปพลางวิงวอนขอให้น้ำที่เชี่ยวกราดไหลผ่านไปเร็วๆอันที่จริงเขาก็ไม่รู้ว่าปู่ของตนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ท่าไหนเเค่ไม่ร้องเจ็บออกมาก็เต็มกลืน
เเต่ทางด้านของปู่คริสก็เริ่มจะไม่ไหวถึงเเม้จะเเรงเยอะเพียงใดร่างกายก็ไม่ได้เเข็งเเรงถึงจะต้านทานเเรงดันน้ำจากธรรมชาติโดยมีร่างของเด็กชายขดอยู่มือที่เกาะตรงต้นไม้กำลังจะหลุดออกปู่คริสใช้เเรงที่เหลือน้อยนิดจับร่างของไมเคิลขึ้นเหนือน้ำช้าๆเพื่อปล่อยให้หายใจจากนั้นพยายามปีนขึ้นต้นไม้ที่โคลงเคลงเหมือนกำลังจะไหลไปพร้อมกับน้ำเเต่เเรงกลับใกล้หมดเเขนเริ่มสั่นจากการที่เกร็งข้อมืออุ้มเด็กชายให้ร่างโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
ไมเคิลพยายามที่จะไม่ขยับตัวเพียงเเต่หายใจเอาอากาศไปให้มากที่สุดจากที่กลั้นหายใจอยู่ถึงจะเผลอสุดน้ำที่เกาะบนใบหน้าเข้าไปด้วยเเต่ก็ยังดีกว่าสำลักน้ำเเละไม่มีอากาศหายใจ
ไมเคิลไม่เคยรู้สึกเเสบจมูกเเสบตาเเละเจ็บเท่านี้มาก่อน น้ำเย็นทำให้เเผลรู้สึกเจ็บเป็ทวีคูณเขาเอามือกอดตัวเองเอาไว้เเน่นๆก่อนจะหรี่ตามองปู่คริสที่มือกำลังจะหลุดออกมาจากต้นไม้ที่เขาสองคนเอาไว้นยึดก่อนจะถูกน้ำซัดไป
‘หยุด หยุดนะบอกให้หยุดไง!’
ไมเคิลวิงวินทั้งที่เตรียมใจไว้เเล้วว่าจะไม่เป็ผลเเต่กระนั้น เสียงบางอย่างที่ไม่ใข่เสียงน้ำก็ดังขึ้น
ค...ครืด…ครืดด
เสียงนั้นดังขึ้นหลังจากที่ไมเคิลรู้สึกเหมือนสติจะหลุดลอยไปก็เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่ร้อนผ่าวออกมาจากในอกเหมือนกับตอนที่กินอะไรอุ่นๆเข้าไปเเล้วรู้สึกอุ่นจากข้างในความร้อนนั้นช่วยให้ไมเคิลไม่หนาว
เเต่ก็ไม่นานนักความร้อนปริศนานั้นเหมือนกับว่าลอยออกจากตัวของไมเคิลช้าๆ ทั้งที่หลับตาอยู่เเต่กลับเห็นถึงเเสงสีน้ำเงินเข้มลอยละล่องไปมาอย่างชัดเจนเสียงแปลกๆดังขึ้นไปทั่ว ในหัวของเด็กชายเต็มไปด้วยปริศนาเเต่ด้วยร่างกายของเด็กนั้นทำให้ไมเคิลไม่สามารถประมวลผลอะไรได้อีกหนังตาที่หนักอึ้งเปิดขึ้นกำลังจะมองรอบๆก็ปิดลงไป ก่อนจะเเสงสีฟ้าจะหายไปพร้อมกับสติของเด็กชายที่พร่าเลือน..
"ไมเคิล...ไมเคิล!"
"อะ... อา...คุณปู่ครับ"
ไมเคิลลืมตาขึ้นมาช้าๆกลังจากที่สติดับไปราวกับโทรศัพท์ที่เเบตเตอรี่หมดเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบกับร่างของปู่คริสที่พยายามปลุกเขาเวียงดังลั่นเนื้อตัวของผู้เป็ปู่นั้นเปียกไปหมด เเต่พอคิดดีๆ เขาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นักพอนึกดูดีๆก็จำได้ว่าก่อนหน้านี้นั้นเกิดอะไรขึ้น
“เเล้วน้ำป่าที่ไหลออกมาเมื่อตอนนั้นล่ะครับเเล้วนี่เราอยู่ที่ไหน?”
เด็กชายลุกขึ้นพลางขยี้ตาเพื่อให้เห็นทัศนียภาพทั้งหลายได้ชัดเจนขึ้นพอมองไปทางปู่ของเขาก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังส่งเเววตาเป็ห่วงเเละเศร้าเสียใจมาให้
ไมเคิลกอดร่างของคุณปู่ช้าๆจากเเผ่นหลังที่ผึ่งผ่ายมากกว่าคนหนุ่มสาวบางคนบัดนี้กลับห่อเหี่ยวเหมือนกับคุณปู่ที่เป็ห่วงหลานด้วยใจจริงไม่มีผิดเด็กชายกอดเบาๆหวังจะปลอบ พอเห็นเเววตาเป็ห่วงของไมเคิลที่มองกลับมาคุณปู่เลยกอดกลับช้าๆ
ทำให้หลานเป็ห่วงเสียได้พึ่งเกิดเื่เเบบนี้มา เ้าหนูก็คงจิตตกไม่ต่างกันหรอก
ปู่คริสคิดในใจเเล้วพูดปลอบไมเคิลอีกครั้งหนึ่งทั้งคู่ฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กันเเละกันจนกลับเป็ปกติ เเล้วจึงมองสภาพรอบๆ
“เเล้วนี่คุณปู่พาผมมาที่ไหนเหรอครับ”
“ไม่รู้สิน้ำมันพัดมาน่ะ น่าจะในป่า เเถมไกลจากเเม่น้ำพอควรอีก” ปู่คริสกล่าวก่อนจะเอาสิ่งที่ผิดปกติมากกว่านี้ให้ดูเช่นเนื้อตัวที่ควรจะมีรอยเเผลฟกช้ำกลับไม่มีรอยเเผลอุปกรณ์ตกปลาที่ควรจะหายไปกับน้ำเเต่ยังอยู่ดีเเละไม่เปียกด้วย
ที่สำคัญ กลิ่นดินที่มาพร้อมน้ำป่าก็หายไปพร้อมเสียงน้ำไหลเชี่ยวโดยสิ้นเชิง
“ยังไงเราลองกลับไปดูก่อนไหมครับผมไม่ได้ยินเสียงน้ำเเล้วด้วย” ไมเคิลเสนอ
“ก็ได้นะ เเต่ระวังล่ะหาทางออกหน่อยก็ดีเหมือนกัน ปู่ว่าเรารีบดูรีบไปดีกว่า เดี๋ยวเกิดเื่ทำนองนี้อีก”ปู่คริสพูดเเล้วตรงไปตามลมที่พัดมาเเละสัญชาตญานของตนด้วยเสียงน้ำที่หายไปจนผิดปกติทำให้ไม่สามารถบอกได้ถึงเเหล่งน้ำอย่างชัดเจนนัก
เเต่เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงก็ได้เเต่อึ้งอ้าปากค้าง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือเเม่น้ำที่อยู่นิ่งราวกับถูกเเช่เเข็งไว้เเต่กลับไม่ได้เย็นเเละเหมือนกับน้ำเเข็งเลยเเม้เเต่นิดเดียวสร้างความใให้กับทั้งคู่อย่างมาก
ราวกับว่า…น้ำมันปั้นตัวหยุดนิ่งเอาไว้
“นี่มันอะไรครับคุณปู่”
“ปู่ก็ไม่รู้……เเต่เหมือนจะคุ้นนะขอปู่นึกแปปนึง” ปู่คริสทำท่าครุ่นคิดก่อนจะมองไปทางเเม่น้ำที่หยุดไหลราวกับโมเสกเหมือนมีคนหยุดเวลาเฉพาะเเม่น้ำเอาไว้ระหว่างที่เด็กชายกำลังอึ้งอยู่กับสภาพเเวดล้อมโดยรอบเเละพลันไปนึกถึงตอนที่เขาเห็นเเสงสีน้ำเงินในตอนนี้เขาหลับตาลง
"หลาน หลาน!"
"อะ… ครับ"ไมเคิลที่เหม่อลอยไปสักพักถุงปลุกด้วยเสียงของปู่คริสที่พูดอย่างไม่มั่นใจนักเขาบอกให้ไมเคิลยืนตรงพื้นใกล้ๆลำธารให้มากที่สุดก่อนจะพูดด้วยเสียงสบายๆด้วยเนื้อความตามที่ตนได้ยินมาเเต่ก็ไม่ค่อยเเน่ใจเกี่ยวกับความจริงในนั้นสักเท่าไหร่
"ทำใจให้สบายนะเเละหลับตาลง…. ทีนี้หลานเห็นอะไรไหม"
ตอนเเรกที่เด็กชายหลับตานั้นพบเเต่ความมืดเเต่ราวกับหิ้งห้อยบินผ่านเข้ามา เขาพบกับเเสงสีน้ำเงินเล็กๆ เหมือนก่อนกน้านี้จึงรีบตอบโดยที่ยังไม่ได้ลืมตา
"ผมเห็นเเสงครับ…เหมือนหิ่งห้อย สีน้ำเงิน"
"ดี...ดีน่าจะใช่" ปู่คริสพึมพำ
"ทีนี้ลองจินตนาการถึงเเม่น้ำดูนะ เเล้วหลานลองคิดถึงวิธีการจะให้มันกลับเป็เหมือนเดิม"
"อะไรนะครับ""ปู่ก็ไม่เเน่ใจ เเต่หลานลองทำดูก่อน" ปู่คริสกล่าวตอบไมเคิลที่ยังไม่ลืมตาด้วยน้ำเสียงเชิงขอร้อง
เเววตาของเขาในตอนนี้เหมือนกำลังคิดถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งอยู่
เหตุการณ์ที่ชายเเก่คนนี้ไม่ได้พบมานานโขเื่ตอนที่เขามาที่นี่กับปู่ของเขาในตอนเด็ก เเละเจอเหตุการณ์คล้ายๆกัน
คำพูดจากปู่ของคริสเเจ่มชัดในความทรงจำของตาเเก่คนนี้มาตลอดถึงจะไม่ต่างกันนักเเต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ลอง ปู่คริสคิด
‘ทำให้กลับไปเป็เหมือนเดิม…’
ต้องทำอย่างไรกันล่ะ ไมเคิลคิดเขาพยายามคิดถึงการใช้ไฟละลายน้ำเเข็ง เเต่ตรงหน้าไม่ใช่น้ำเเข็ง คงทำไม่ได้
‘เเล้วถ้าเพิ่มน้ำลงไปล่ะ’
‘เเบบนั้นน้ำก็คงล้นเเละเกิดน้ำท่วมอีกไม่ๆ วิธีนี้ไม่ได้ผล’
ไมเคิลพยายามคิดตามที่ปู่ของตนบอก จนสุดท้ายก็อับจนวิธีการจึงลองคิดไปเล่นๆ
‘เเล้วถ้าเอาละอองพวกนี้ลงไปในน้ำล่ะ’
ไมเคิลจินตนาการถึงละอองสีฟ้าพวกนี้เคลื่อนตัวไหลผ่านเข้าไปในกระเเสน้ำเเละทุกอย่างก็กลับไปเป็เหมือนเดิม
ในตอนนั้นไมเคิลเเค่คิดเล่นๆ เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสร้างความตื่นตระหนกให้ปู่คริสเป็อย่างมาก
ละอองสีน้ำเงินประกายในความคิดของไมเคิลพุ่งผ่านลงไปในน้ำช้าๆน้ำค่อยๆเคลื่อนไหวก่อนจะกลับเป็ตามเดิมราวกับปาฏิหาริย์ปู่คริสรีบลุกขึ้นก่อนจะเตรียมตัววิ่งหนี เพราะคิดว่าน้ำป่าจะไหลซัดอีกครั้งหนึ่งเเต่น้ำกลับไหลเอื่อยเหมือนเดิม ทุกอย่างกลับกลายเป็ปกติราวกับเื่โกหก
เมื่อความร้อนในอกเเละละอองสีฟ้าหายไปอีกครั้ง ไมเคิลก็ลืมตาขึ้นเเละมองไปรอบๆด้วยความใเช่นกันละอองสีฟ้าคืออะไรกันเเน่ เเละทำไมเื่ประหลาดมากมายถึงได้เกิดขึ้นมามากมายขนาดนี้
ถึงทั้งคู่จะไม่คิดว่าเป็เื่จริงเเต่ทุกสิ่งทุกอย่างได้เกิดไปหมดเเล้วความจริงที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งคู่ผุดยิ้มขึ้นเเทนที่ควรจะเป็ความโศกเศร้าจากเหตุการ์ณอันกระทันหันที่พึ่งเกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้เเสดงให้ทั้งคู่ในรู้ว่า
ตระกูลลีมีผู้ใช้เวทมนตร์คนใหม่ในรอบร้อยกว่าปีเเล้ว!!
“เเล้วหลานจะทำยังไงต่อล่ะ? ปู่ไม่ซีเรียสหรอกนะถ้าหลานไม่บอกเื่นี้กับซาร่าเเละเจมส์ไว้โตกว่านี้ค่อยบอกก็ยังได้ ไม่สายไปหรอก เอาตามที่หลาน้าดีกว่า”
“ผมคิดว่าจะบอกครับ”ไมเคิลพูดกับคุณปู่ด้วยเเววตามุ่งมั่น
“คงจะดีกว่าหากมีคนรับรู้เื่นี้ถ้าได้ฝึกอย่างเต็มที่ตั้งเเต่เนิ่นๆอาจจะดีกว่าด้วย" ไมเคิลอธิบายโดยที่ปู่คริสที่ตัวเปียกพอๆกับเด็กชายพยักหน้าให้เขาเคารพการตัดสินใจของหลานชายตัวน้อยเสมอความคิดของเด็กคนนี้เป็ผู่ใหญ่มากกว่าที่เห็นหลายเท่านักปู่คริสพูดเเล้วมองหลานชายของตนอย่างเอ็นดู
“งั้นเรากลับบ้านเลยเเล้วกันนะเเค่นี้รถก็เปียกไปหมดเเล้ว”
เนื่องจากต้องรีบกลับบ้านดูจากพระอาทิตย์ที่คล้อยต่ำจนเเสงเริ่มกลายเป็สีส้มอ่อนบวกกับที่ทั้งคู่ไม่มีผ้าเช็ดตัวหรืออุปกรณ์ที่ทำให้ตัวเเห้งพวกเขาจึงต้องรีบกลับกันทั้งเปียกๆแบบนั้น
จนพวกเขามาถึงก็เห็นซาร่าที่นั่งทำงานด้วยไอเเพดอยู่ ตรงห้องนั่งเล่นพอเห็นสภาพของพวกเขาทั้งสามคนเธอก็เผลออุทานอกมาอย่างใก่อนจะเข้ามาดูสภาพของไมเคิลด้วยความใ
“ตายเเล้ว!ทำไมเปียกมาอย่างนั้นล่ะคะ ทั้งลูกทั้งคุณพ่อเลย ไปทำอะไรมากันคะเนี่ย ไปๆรีบไปอาบน้ำเลย อากาศเย็นนะ เดี๋ยวจะเป็หวัดเอา”
ยังไม่ทันที่ไมเคิลเเละปู่คริสจะอธิบายทั้งคู่ก็ถูกไล่ไปอาบน้ำทันทีหลังจากที่ซาร่าผู้เป็เเม่สำรวจร่างกายของทั้งคู่ว่าไม่มีแผลหรืออะไรที่ผิดปกติไปมากกว่าสภาพที่เปียกโชก
พออาบน้ำเสร็จเมื่อไมเคิลเดินลงมาก็พบกับสายตาจ้องมองมาจากผู้เป็เเม่ราวกับ้าฟังเื่ที่เกิดขึ้น
ปู่คริสที่อาบน้ำเสร็จเเล้วเช่นกันเดินมาตบบ่าเด็กชายช้าๆก่อนที่ทั้งคู่จะไปนั่งตรงโซฟาตรงข้ามกับที่ซาร่านั่งอยู่
โดยมีลิซ่าปู่ชินเเละเจมส์ผู้เป็พ่อของไมเคิลมองมาเช่นกันดูเหมือนทุกคนจะรู้เื่หมดเเล้วว่าพวกเขาทั้งสองคนกลับมาด้วยสภาพอย่างไรเมื่อครู่นี้
“คงต้องเล่าสินะหลาน”ปู่คริสพูดเหมือนกับว่าไม่อยากเล่าเเต่ไมเคิลรู้ดีว่านั้นเป็การเเกล้งคนอื่นๆที่พยายามคาดคั้นคำตอบจากทั้งสองคน
“คงงั้นล่ะครับปู่จะเล่าหรือจะให้ผมเล่าดีกว่า” ผมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนวางเเผนอะไรบางอย่างกับปู่คริสอยู่สองคน
จนซาร่าเริ่มทนไม่ไหวกับการลีลาของทั้งคู่เธอจึงใช้ไม้เเข็งออกไปเล็กน้อย เเละนั้นก็ทำให้ปู่คริสยอมเล่าเเต่โดยดี
ถ้าจะพูดให้ถูกก็เป็ไมเคิลที่เล่าส่วนปู่คริสเป็คนเพิ่มความโอเวอร์ที่ไม่ได้เกินจริงจากเื่ที่เกิดขึ้นลงไปพอเล่าจบสีหน้าของทุกคนยกเว้นลิซ่าก็เปลี่ยนเป็หลายอารมณ์ ทั้งเป็ห่วง ทั้งใทั้งอึ้ง ชะงักค้าง เเต่อารมณ์สุดท้ายที่หยุดทั้งสามคนเอาไว้ก็คือความยินดี เพราะถึงยังไงก็ตาม ความจริงที่ว่าตระกูลลีมีผู้ใช้เวทมนตร์คนใหม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนเเปลงไป
เริ่มจากคุณตาชินก็ลุกขึ้นไปอุ้มไมเคิลขึ้นก่อนจะหมุนวนรอบเเล้วหัวเราะลั่นบ้านอย่างอารมณ์ดีจนซาร่าต้องปรามให้สงบสติอารมณ์ลงเเต่ถึงอย่างนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของซาร่าเเละเจมส์ผู้เป็สามีของเธอก็ยังประทับอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ห่างหายไปไหน
“เบาๆหน่อยสิคะคุณพ่อ”
“เอาน่ายอมให้สักวันคงไม่เป็ไรหรอกมั้งซาร่า” ผู้เป็พ่อกล่าวจากนั้นยีผมของไมเคิลที่ถูกเหวี่ยงเเละวางลงโดยคุณตาของเขาซึ่งในตอนนี้กำลังทะเลาะกับปู่คริส โทษฐานได้ใจเกินไป
ไมเคิลยิ้มแหยๆเื่การทะเลาะของคู่นี้เขาไม่ขอเข้าไปยุ่งเเล้วกัน
“ฉลอง!อย่างนี้ต้องฉลอง!”
“ฉลองอะไรเล่านี่มันไม่ดึกเกินฉลองรึไง หนึ่งทุ่มเเล้วนะพรุ่งนี้ไมเคิลต้องไปโรงเรียนด้วยไม่ใช่หรือไงหัดนึกถึงเื่ของคนอื่นให้มากกว่านี่หน่อยได้ไหมตาเเก่เอ้ย”
“ถ้าฉันเเก่เเกเองก็เเก่เหมือนกันนั่นล่ะ” ตาชินเตรียมเปิดศึกประชันฝีปากกับปู่คริสอีกครั้งหนึ่ง
“พอได้เเล้วล่ะค่ะยังไงเื่น่ายินดีขนาดนี้ก็ต้องฉลองอยู่ฃเเล้ว เเต่เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่านะคะ”ซาร่าพูดสงบศึกเเกมบังคับบทสนทนาจึงจบลงด้วยดีเเละทุกคนก็เเยกย้ายกันไปนอนตามปกติ
ดังนั้นงานเลี้ยงฉลองจึงถูกเลื่อนจัดออกไปในตอนหลังเลิกเรียนของไมเคิลในวันรุ่งขึ้น
“เอ้า..ชน!เเด่นักเวทคนใหม่ของเรา!” เสียงของตาชินดังขึ้นท่ามกลางวงดินเนอร์ที่มีอาหารเต็มโต๊ะไปหมดเสียงเพลงที่เปิดคลอไปด้วยความครื้นเครง เป็งานฉลองเล็กๆที่อยู่กันพร้อมหน้าเเต่ดูเหมือนว่าตาชินที่ะโลั่นด้วยความยินดีจะได้ใจเกินไปจึงโดนซาร่าปราม
“เบาๆหน่อยสิคะคุณพ่อเดี๋ยวก็ล้มลงไปหรอกค่ะ!”
"ไม่อ่อนเเอขนาดน้ันหรอกน่าเเล้วนี่เ้าของงานไปไหนเสียเเล้วล่ะ" คุณตาพูดก่อนจะหันซ้ายหันขวามองหาการปรากฏตัวของไมเคิลที่ตอนนี้กำลังลุกไปเอาน้ำ ถึงจะบอกว่าเป็งานฉลอง
เเต่คนที่คิดว่ามันเป็งานฉลองก็มีเเค่คุณตาชินเเละลิซ่าซึ่งคล้อยตามคุณตาเท่านั้นหากเรียกให้ถูกคงต้องเรียกว่าเป็โต๊ะอาหารที่หรูหรากว่าปกติ
"อยู่นี่ครับๆผมเเค่ไปเอาน้ำมาให้" ไมเคิลบอกเเล้ววางเเก้วน้ำผลไม้ไว้ข้างๆน้ำเปล่าเรียงกันจนครบเเล้วจึงเริ่มทานอาหารกัน ไมเคิลเริ่มจากไก่งวงอบเเละมันบดส่วนตาชินกำลังราดต้มยำกุ้งร้อนๆลงบนข้าวสวยพลางชวนทุกคนพูดคุยอย่างสนุกสนานทุกคนพูดคุยกันอย่างมีความสุขโดยที่มีรอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้าเสียงพูดอย่างสนุกสนานเฮอานั้นดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนอาหารบนโต๊ะตกลงไปอยู่ในกระเพาะของสมาชิกในครอบครัวทุกคนจนอิ่มเเปล้เเล้วทั้งหมดจึงย้ายไปใช้่เวลากับครอบครัวอย่างอุ่นที่ห้องรับเเขกเเทน
จนเวลาได้ดำเนินผ่านเเละล่วงเลยไปจนถึงสองทุ่มเป็เวลาที่เรียกได้ไม่เต็มปากว่าดึกเเต่สำหรับไมเคิลเเละลิซ่าในวัยนั้นถือว่าดึกเเล้วเเละเป็เวลาเดียวกันกับที่ทั้งหมดเล่นบอร์ดเกมจบในรอบนั้นพอดี
เสียงหาวดังขึ้นจากลิซ่าที่กำลังขยี้ตาด้วยความเพลียเธอไม่ได้เล่นเกมด้วย เพียงเเค่นั่งดูอยู่ข้างๆกับคุณตาเท่านั้น
"ลิซ่าคงจะง่วงนอนเเล้วล่ะค่ะพอเเค่นี้เเล้วกัน" ซาร่ากล่าวก่อนจะลุกไปอุ้มลิซ่าเข้ามากอดไว้เด็กสาวหลับตาลงช้าๆ จากนั้นสะลืมสะลืออยู่ในอ้อมกอดก่อนที่ผู้เป็เเม่จะอุ้มออกไปเเต่ไม่ทันจะได้อุัมไปไหน เสียงของเจมส์ก็รั้งสติของทุกคนเอาไว้อีกครั้ง
"อย่าพึ่งสิ…เราควรจะมอบ 'สิ่งนั้น' ให้ลูกด้วยไม่ใช่เหรอ"เจมส์พูดก่อนจะจับบ่าของไมเคิลเบาๆ ตาชินเเละคนอื่นๆนั้นเห็นด้วยโดยเฉพาะปู่คริสที่ทำท่าทีสนอกสนใจมีเพียงซาร่าผู้เป็เเม่ที่ไม่เห็นด้วยเเละพยายามปฏิเสธ
" เดี๋ยวค่ะถึงลูกจะมีพลัง เเต่มันอันตรายสำหรับลูก..เเล้วฉันก็ไม่เเน่ใจว่าลูกจะใช้มันได้ไหม"
"เื่นั้นผมคิดว่าลูกต้องเป็คนตัดสินใจเองซาร่า กฏระเบียบของตระกูลก็บอกมาเเบบนั้นเเล้วผมก็คิดว่าเขาพร้อมที่จะดูเเลเเละใช้งานมันบางทีเขาก็ดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าที่คิดเสียอีก" เจมส์กล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจังกว่าเดิมเเววตาเเน่วเเน่เเสดงให้ซาร่าเห็นว่ายังไงเขาก็จะไม่มีทางเปลี่ยนใจ
ซาร่าถอนหายใจออก อันที่จริงเธอก็เพียงเเค่้าไม่ให้ลูกเกิดอันตรายนั้นตั้งเเต่เเรกเเต่หากทุกคนไม่คิดเหมือนเธอเเละคิดว่าไมเคิลนั้นพร้อมเธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะขัดขวางคนอื่นๆ
ซาร่ามองไปยังไมเคิลที่หันหน้ามองสลับระหว่างเธอเเละเจมส์สลับกันไปก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนที่จะพยักหน้าเป็เชิงเห็นด้วย
"งั้นฉันจะไปหยิบมา…ฝากพาลิซ่าไปนอนเเล้วกันนะคะ" ซาร่าบอกออกมาเเต่กลับโดนขัดไว้ โดยให้เหตุผลว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ของที่จะพบเห็นได้ทั่วไปเธอคงไม่มีโอกาสบ่อยๆที่จะได้ชม
ตรงจุดนี้ซาร่านั้นเห็นด้วยจึงไม่ต้องถกเถียงกันนานนักเธอหายไปจากสายตาหลังเดินออกจากห้องรับเเขกทิ้งไมเคิลที่ยังมีสีหน้างุนงงไว้กับทุกคนที่มีสีหน้าตื่นเต้น
ทั้งที่ไม่รู้ว่าคืออะไรด้วยซ้ำเเต่มุมปากกลับยกขึ้นเเละมีความตื่นเต้นไม่ต่างจากสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว