“สวัสดีค่ะ เที่ยวบินนี้ มีผู้โดยสารท่านใดที่เป็บุคลากรทางการแพทย์ คุณหมอหรือคุณพยาบาลบ้างไหมนะคะ
โปรดแสดงตนที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของเราที่ใกล้ท่านที่สุดด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ”
เสียงตามสายจากพนักงานบนเครื่องบินดังขึ้นครั้งที่สอง ทำให้หยางซินซินที่กำลังสะลืมสะลือตาปรือจะหลับมิหลับแหล่ สะดุ้งตัวขึ้น มือสองข้างตบหน้าเพื่อเรียกความตื่นตัว แล้วรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที
“ชั้นเป็พยาบาลค่ะ มีอะไรที่พอให้ช่วยเหลือได้บ้างคะ” เสียงใสเอ่ยกับแอร์โฮสเตสที่ยืนอยู่ด้านหน้าถัดไปเล็กน้อย ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ผิดปกติ ทางเครื่องบินคงไม่ประกาศขอความช่วยเหลือ แม้เธอจะไม่มีประสบการณ์กับเหตุการณ์บนเครื่องบิน แต่อาจจะพอมีอะไรที่เธอพอจะช่วยเหลือได้บ้าง ก็คงดี
แอร์โฮสเตสดูมีอายุมากกว่าเธอไม่มากนัก แต่ความสุขุมรอบคอบสำหรับการรับมือกับสถานการณ์เร่งด่วนบนเครื่องน่าจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี หันหลังมาเจอกันหยางซินซิน “ขอบคุณค่ะ รบกวนคุณทางด้านนี้เลยค่ะ”
ผู้ป่วยเป็ชายวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย นอนราบอยู่ที่พื้นบริเวณโซนเลานจ์ของเฟิร์สคลาส สีหน้าซีดเล็กน้อย โดยรวมเหมือนเพียงคนที่หลับไปเท่านั้น
“คุณประกาศเรียกต่อนะคะ เผื่อมีคุณหมออยู่บนเครื่องลำนี้ด้วย” หยางซินซินหันไปบอกกับพนักงานที่นำเธอมา แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างตัวผู้ป่วย
มือของหยางซินซินเขย่าลงบนตัวของผู้ชายคนนั้นเรียกเพื่อประเมินความรู้สึกตัว พร้อมกับมือจับเป็ััชีพจรที่อยู่บริเวณลำคอ สายตามองประเมินดูการหายใจของเขาไปพร้อม ๆ กัน
“มีใครเป็ญาติที่รู้ประวัติผู้ป่วยไหมนะคะ” ระหว่างปากพูด มือเธอก็เคลื่อนย้ายไปยังกระเป๋าปฐมพยาบาลที่ทางเ้าหน้าที่นำมาวางไว้ข้างตัว
มือหยิบเครื่องวัดความดันมาประกอบแล้วเปิดเครื่องให้ทำงาน ระหว่างนั้นก็ใช้อุปกรณ์เปิดเส้นเืเพื่อเตรียมไว้ก่อน หยิบแผ่นตรวจน้ำตาลในเืมาหยดเืและเสียบเข้าเครื่อง
“ผมเป็หมอครับ เกิดอะไรขึ้น” ความตึงตัง ดังพร้อมกับน้ำเสียงรีบร้อนของชายหนุ่มคนหนึ่งแทรกเข้ามา นั่งลงข้างตัวเธอ
มือและสายตาของหยางซินซินยังอยู่ที่อุปกรณ์ต่าง ๆ เ่าั้ แต่ก็ปากก็รายงานอาการคนไข้ไปพร้อมกันด้วย
“คุณหมอคะ ผู้ป่วยเรียกไม่รู้สึกตัว ยังจับชีพจรได้ หายใจไม่ลำบาก ตัวเย็น” เธอหมุนหน้าจอแสดงผลเครื่องวัดความดัน ให้กับคุณหมอที่อยู่ด้านข้างโดยยังไม่ได้สนใจหันไปมอง เพราะสายตาอยู่ที่ผลตรวจระดับน้ำตาลที่เครื่อง ส่วนผลระดับน้ำตาลในเื Low ยังไม่ทราบประวัติโรคประจำตัวของคนไข้ค่ะ”
“คุณพ่อ คุณพ่อของฉันเองค่ะ” เสียงละล่ำลำลักรีบร้อน ะโข้ามมาจากทางเดิน” หยางซินซินมองเห็นหญิงสาวสวยสง่าในชุดเดรสเรียบหรูเดินมาอย่างรวดเร็ว
“ท่านมีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กับภูมิแพ้ค่ะ รักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลกลางของประเทศ A ค่ะ”
“รบกวนคุณพยาบาลช่วยฉีดน้ำตาลกลูโคสเข้าเส้นให้คนไข้ด้วยครับ”
“ได้ค่ะ” ขณะกำลังหยิบยา มือบางเล็ก ๆ สั่นเล็กน้อย มือของคนข้างตัวเอื้อมมาจับมือที่สั่นของเธอไว้ พร้อมกับกระซิบเสียงทุ้มนุ่มที่ข้างหูของเธอได้ยินกันเพียงแค่สองคน
“ใจเย็น ๆ ครับ ผมก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ขึ้นเครื่องบินมาไม่น้อย แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย ผมเชื่อว่าเมื่อคนไข้ได้รับการฉีดยาแล้วอาการน้ำตาลต่ำดีขึ้นก็จะรู้สึกตัวแล้วครับ คุณทำได้ดีมาก ๆ ครับ”
หลังได้ยินเสียงกระซิบและคำพูดปลอบประโลมใจ มือที่ได้รับความอบอุ่นอยู่ก็หยุดสั่น เธอรีบเตรียมน้ำตาลกลูโคสจากขวดแก้วเข้าสู่เข็มและฉีดให้ผู้ป่วยอย่างถูกวิธีตามชนิดยานั้น ๆ
ก่อนที่น้ำตาลกลูโคสกำลังจะเข้าสู่ตัวคนไข้จนหมดนั้น ชายคนนั้นก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
“ประสานงานไปที่ภาคพื้นดิน ให้เรียกรถพยาบาลของโรงพยาบาลกลางประเทศ A ที่คนไข้รักษาประจำมารอรับด้วยนะครับ อาจจะต้องไปสังเกตอาการต่อ หาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ อาจต้องปรับยา หรือปรับพฤติกรรมและตรวจละเอียดอีกครั้ง” เมื่อเห็นคนไข้เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว จึงหันไปกล่าวกับเ้าหน้าที่บนเครื่องบินและญาติคนไข้
หลังจากที่เ้าหน้าที่ขอบคุณทั้งสองคนหมอและพยาบาลแล้ว จึงได้จัดคนไข้ให้ไปยังพื้นที่พักผ่อนให้เป็ส่วนตัวขึ้นโดยมีบุตรสาวคอยช่วยดูแลต่อ จึงทำให้ทั้งสองคนมีโอกาสที่จะได้หันหน้ามาคุยกันจริง ๆ อีกครั้ง
“ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ” หยางซินซินโค้งตัวลงแสดงความขอบคุณ
“ขอบคุณคุณเช่นกันครับ เพราะคุณทำให้การดูแลคนไข้เป็ไปอย่างราบรื่นทีเดียว” คุณหมอหนุ่มโค้งตัวลงให้เช่นกัน
เมื่อทั้งสองคนยกตัวขึ้นมาจากการแสดงความเคารพ แล้วได้สบสายตากัน ต่างคนต่างก็แสดงสีหน้าใอย่างถึงที่สุดพร้อมกับต่างชี้นิ้วใส่กัน
“นาย ไอ้โรคจิต”
“เธอ ยัยตายด้าน”
หลังจากที่ทั้งสองต่างสบถคำต่อว่ากันออกมาแล้ว ก็นิ่งไปทั้งคู่ แล้วก็หัวเราะกันงอหงายเสียงดังอย่างหยุดไม่อยู่ จนแอร์โฮสเตสที่เดินผ่านมาต้องขอให้ลดเสียงลงเพื่อไม่ให้เป็การรบกวนผู้โดยสารบนเครื่องบินท่านอื่น
เมื่อถูกเตือนหยางซินซินก็ทำท่าปิดปากตนเองด้วยมือทั้งสองข้าง แต่ตัวยังสั่นคลอนด้วยอาการกลั้นขำ ด้วยเขานั้นก็ไม่ต่างกัน
“ผมมู่หรงสือ ไอ้โรคจิต เป็แพทย์ประจำบ้านแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลกลางประเทศ A ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการครับ” มู่หรงสือแนะนำตัวพร้อมกับยื่นมือของตนเองไปข้างหน้า
“หยางซินซิน ยัยตายด้าน เป็พยาบาลประจำแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลกลางประเทศ B ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการเช่นกันค่ะ” หยางซินซินส่งมือของเธอไปจับกับมือของเขาที่ยื่นออกมาก่อนหน้านี้
ทั้งสองมือกระชับกับเบา ๆ ด้วยความสุภาพเรียบร้อยแล้วค่อยถอนมือกลับมา แล้วส่งยิ้มให้แก่กันอย่างจริงใจ
ส่วนมากสำหรับคนที่อยู่สายวิชาชีพเดียวกัน แม้จะไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่ก็มีความรู้สึกที่เป็พวกเดียวกัน ดังนั้นทั้งหยางซินซิน และคุณหมอมู่หรงสือที่อยู่สายงานทางด้านสาธารณสุขอย่างเดียวกัน เมื่อได้มารู้จักกันอย่างเป็ทางการก็มีความรู้สึกเหมือนเพื่อนเป็พวกเดียวกันขึ้นมา
“ยัยตายด้านนี่ คุณหมอเรียกฉันแบบนี้หรือคะ” หยางซินซินทำตาค้อนควักเหมือนจะโกรธแต่ไม่โกรธ เพราะจริง ๆ เธอไม่ได้โกรธ แต่รู้สึกขำกับคุณหมอตรงหน้าที่การกระทำก่อนหน้าไม่ค่อยจะเหมือนคุณหมอจริง ๆ คนนี้มากกว่า
“แหม คุณเรียกผมว่า ไอ้โรคจิต นี่ดีมากใช่ไหมครับ” สายตาของมู่หรงสือกลับเป็ชายหนุ่มคนก่อนหน้าที่เธอเจอที่สนามบินประเทศ B
เหมือนว่าเขาจะอ่านสายตาสงสัยที่เธอมองมาออก
“สำหรับผม แยกความรับผิดชอบเื่งาน ออกจากเื่ส่วนตัว รวมทั้งแยกบุญคุณ และความแค้นชัดเจนนะครับ”
“แล้วตอนนี้ ฉันกับคุณหมอตอนนี้บุญคุณยังไม่ชัดเจน แต่ความแค้นนี่มีหรือเปล่านะคะ จะได้คอยระวังตัวไว้ก่อน” หยางซินซินคล้ายยิ้มก็ไม่ยิ้ม แต่กลับมองตรงลึกเข้าไปยังสายตาคู่นั้นของเขา
“555 เอาเป็ว่าจะมีหรือไม่มี ผมว่าเรามาล้าง ลบมันทิ้งให้หมด แล้วมาเริ่มใหม่ Set Zero ตอนนี้ดีไหมครับ เื่ที่ผ่านมาต่างก็ให้เลิกแล้วต่อกัน”
“ค่ะ งั้นเริ่มที่เป็คนรู้จักที่ดี ดีไหมคะ”
“ผมว่าเราเริ่มจากการเป็เพื่อนที่ดีแล้วนะครับ เพราะรู้จักกันแล้ว ตกลงไหมครับ การมีเพื่อนเพิ่มสักคน คงดีกว่าจะสร้างคนที่ไม่เป็มิตรเพิ่มขึ้น”
“ค่ะ คุณหมอเป็เพื่อนลำดับที่หนึ่งของการเดินทางโดยเครื่องบินครั้งนี้” ชายหนุ่มส่งยิ้มเป็ประกายอันอบอุ่นออกมาทำให้หยางซินซินไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองเื่เดิมที่ผ่านไปแล้วตอนนี้
เธอเชื่อว่าอีกด้านหนึ่งของมู่หรงสือนั้นเป็คนที่มีจิตใจดีคนหนึ่ง เพราะการเอาใจใส่ รู้จักสังเกตความรู้สึกที่ตื่นเต้น เต็มไปด้วยความกังวล จนออกอาการมือไม้สั่นของเธอนั้นเป็ความจริง ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำเพราะพลังและกำลังใจที่สื่อออกมานั้นทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและสบายใจขึ้นจริง
“คุณซินซิน เป็พยาบาลอยู่ประเทศ B แล้วจะย้ายงานมาที่ประเทศ A หรือครับ”