ตอนที่ 6 เซิ่งอันหนิงผู้ไม่ยอมเสียเปรียบ
ท้ายที่สุดโจวสือซวินก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงกินข้าวอย่างเงียบ ๆ อาจจะเป็เพราะการเปลี่ยนแปลงของเซิ่งอันหนิงในวันนี้ หลังจากชายหนุ่มทานอาหารเสร็จจึงได้เอ่ยเตือนขึ้นมา “วันพรุ่งนี้เมืองข้าง ๆ จะมีตลาดนัดใหญ่ ตอนสิบโมงเช้าจะมีรถมารับที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านพักคนงานและพาทุกคนไปที่นั่น”
เมื่อพูดจบก็นึกขึ้นได้ว่าเซิ่งอันหนิงนั้นรังเกียจคนบ้านนอก จะไปสนใจตลาดนัดเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? ยังไม่รอให้เซิ่งอันหนิงตอบกลับ โจวสือซวินก็เก็บชามและตะเกียบไปล้างอย่างเงียบ ๆ
เซิ่งอันหนิงจึงนั่งว่าง ๆ อยู่ข้างเตาไฟ ท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่างมืดลงแล้ว เสียงตำหนิเด็กน้อยดังขึ้นมาอย่างชัดเจนจากบ้านข้าง ๆ
ท้องฟ้าที่มืดมิดและอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ทุกคนเก็บตัวอยู่ในบ้านเป็ปกติ
แต่นอกจากแสงหลอดไฟสลัวรางแล้ว ในบ้านก็ไม่มีโทรทัศน์ แม้กระทั่งเครื่องเล่นเทปสักเครื่องก็ยังไม่มี จะผ่านค่ำคืนที่ยาวนานเช่นนี้ไปได้เช่นไร?
เซิ่งอันหนิงมองดูโจวสือซวินที่ก้มตัวล้างจานอยู่บริเวณด้านหน้าเขียง เนื่องจากในห้องนั้นมีเตาไฟจึงทำให้อากาศในห้องอุ่นขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูป เผยให้เห็นไหล่กว้างและเอวสอบ
ในตอนที่ชายหนุ่มก้มตัวล้างจาน เพียงแค่ขยับร่างกายเล็กน้อย ก็สามารถเห็นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน
เมื่อมองดูแล้วก็รู้สึกว่าดูดีเป็อย่างมาก
เซิ่งอันหนิงคิดไปเรื่อยเปื่อย จนในหัวของเธอค่อย ๆ บังเกิดความคิดไม่ดีขึ้นมา หญิงสาวจึงรีบตบหน้าตนเองเรียกสติ ตอนนี้แม้แต่เื่ปากท้องก็ยังไม่สามารถจัดการได้ ยังจะคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อยอีก?
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากข้างนอก และตามมาด้วยเสียงเรียกของชายหนุ่ม “หัวหน้าอยู่บ้านหรือเปล่าครับ?
โจวสือซวินสะบัดน้ำออกจากมือแล้วเดินไปเปิดประตู เซิ่งอันหนิงเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน ที่เวลาแบบนี้ก็ยังมีคนมาหาที่บ้าน
นั่นก็คือหวังเหวินกังคนรักของจางอีเหมยที่พาภรรยาและลูกมา ข้างหลังยังมีหมอหญิงเซี่ยวเยี่ยนตามมาด้วย
เมื่อหวังเหวินกังเข้าประตูมา เขาก็เอ่ยขอบคุณโจวสือซวินอย่างไม่หยุดหย่อน “ขอบคุณหัวหน้ามาก ๆ ครับที่ช่วยซานจื่อเอาไว้ ผมไม่รู้ว่าจะขอบคุณอย่างไรดี แม่เสือสาวคนนี้แค่เด็กหนึ่งคนยังดูแลไม่ได้ และยังทำให้ลูกสำลักอีก”
จางอีเหมยที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขอบคุณตาม “หัวหน้า ขอบคุณคุณมาก ๆ ค่ะ”
โจวสือซวินขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย อย่างไรเสียผู้ที่ช่วยซานจื่อเอาไว้ก็คือเซิ่งอันหนิง ไม่ว่าโดยปกติหล่อนจะปฏิบัติต่อสังคมเช่นไร แต่วันนี้หญิงสาวได้ช่วยเด็กน้อยไว้จริง ๆ
เช่นนั้นแล้วคนที่ควรจะได้รับคำขอบคุณที่สุดก็คือเซิ่งอันหนิง
ยังไม่ทันรอให้โจวสือซวินเอ่ยอะไร เซี่ยวเยี่ยนก็รับ่ต่อ “ใช่ค่ะ เหตุการณ์วันนี้อันตรายมาก ถ้าหากว่าไม่ใช่เพราะพี่โจวอยู่ที่บ้าน ซานจื่อก็คงจะแย่ไปกว่านี้”
หลังจากนั้นหญิงสาวก็หันไปยิ้มให้กับจางอีเหมย “กล่าวได้ว่า พี่โจวนั้นเป็ผู้มีพระคุณของซานจื่อ ซานจื่อเองก็ควรจะรู้จักพี่โจวในฐานะพ่อบุญธรรมนะคะ”
เซิ่งอันหนิงที่อยู่ข้าง ๆ มองดูผู้คนที่เข้ามาราวกับว่ามองไม่เห็นเธออย่างไรอย่างนั้น โดยเฉพาะเซี่ยวเยี่ยนผู้นั้น ในวันที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้หล่อนกลับสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเพื่อความสวยงาม และตอนนี้ก็ใส่เสื้อไหมพรมสีพีชพร้อมกับถักเปียผม ทำให้เธอดูอ่อนโยนและอบอุ่น
กล่าวได้เลยว่ามารยาร้อยเล่มเกวียนนัก!
โจวสือซวินขมวดคิ้วแน่นและถอยออกไปหนึ่งก้าว ชายหนุ่มหันไปมองเชิ่งอันหนิ่ง “เซิ่งอันหนิงเป็คนช่วยชีวิตเด็กเอาไว้เมื่อตอนกลางวัน ถ้าพวกคุณจะขอบคุณ ก็ควรที่จะขอบคุณหล่อน”
เห็นได้ชัดว่าหวังเหวินกังไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้มาก่อน เมื่อได้ยินเช่นนี้จึงใเล็กน้อย เซิ่งอันหนิงจะช่วยคนได้เช่นไรกัน!
วัน ๆ เอาแต่ดุด่าว่าคน พวกเขาเองต่างก็เคยได้ยิน
แต่เมื่อโจวสือซวินเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ หวังเหวินกังจึงรีบหันไปเอ่ยกับเซิ่งอันหนิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ต้องขอบคุณพี่สะใภ้มาก ๆ ผมพึ่งจะกลับมา พอได้ยินเื่นี้ก็ใมาก ๆ เลยครับ”
เซิ่งอันหนิงหันไปมองจางอีเหมยและเซี่ยวเยี่ยนเบา ๆ “ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ จะว่าไปแล้วภรรยาคุณก็สมกับเป็แม่เสือสาวจริง ๆ เด็กตัวแค่นี้ถ้าไม่ระวังให้ดี ๆ จะสำลักอาหารได้ง่าย แต่หล่อนก็ยังให้เขากินพุทราแห้งเข้าไปทั้งลูก”
สีหน้าของจางอีเหมยเปลี่ยนไป แม้แต่หวังเหวินกังเองก็รู้สึกอึกอัด ชายหนุ่มตั้งใจจะมาขอบคุณอย่างจริงใจ ไม่ได้คาดคิดว่าเซิ่งอันหนิงจะเอ่ยออกมาเช่นนี้
จะให้เขาทำอย่างไรได้ ให้เขาหันกลับไปด่าภรรยาตัวเองหรือ?
เซี่ยวเยี่ยนมองดูโจวสือซวิน หญิงสาวขมวดคิ้วและเอ่ยขึ้น “นี่เธอ เธอเองก็พูดแบบนี้ไม่ได้นะ เธอยังไม่เคยมีลูก คงไม่รู้หรอกว่าการเลี้ยงลูกไม่สามารถเลี่ยงความประมาทเลินเล่อได้”
เซิ่งอันหนิงหัวเราะขึ้น “หมอเซี่ยวเคยมีลูกแล้วหรือคะ?”
เซี่ยวเยี่ยนโกรธจนหน้าแดงขึ้นมาทันที “เธอพูดจาเหลวไหลอะไรกัน!”
ในยุคสมัยนี้จะสามารถหยอกล้อกับสตรีที่มีวัยวุฒิเช่นนี้ได้อย่างไร?
โจวสือซวินจ้องมองเซิ่งอันหนิงอย่างลึกซึ้ง ในตอนกลางวันเขายังรู้สึกอยู่เลยว่าเซิ่งอันหนิงเปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าตนคงคิดไปเอง
ก่อนหน้านี้หล่อนเป็คนที่หยาบคายไร้เหตุผล แต่ตอนนี้กลับหยิบเหตุผลมาโต้เถียง คำพูดที่ออกมาก็คมกริบยิ่งกว่าคมมีดเสียอีก
เพียงแค่ครั้งนี้เซิ่งอันหนิงไม่ได้ทำสิ่งใดผิด!
โจวสือซวินขมวดคิ้ว และมองดูหวังเหวินกัง “ไม่เป็ไร เด็กไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว นี่ก็ค่ำมากแล้วพวกคุณกลับไปก่อนเถอะ”
จางอีเหมยรีบวางถุงวอลนัทและพุทราจีนไว้บนโต๊ะนั่งข้าง ๆ เนื่องเพราะสามีของหล่อนไม่กล้าเอ่ยออกมา
เซี่ยวเยี่ยนยื่นมือส่งกล่องข้าวให้กับโจวสือซวิน “พี่โจว เย็นนี้ฉันทำเกี๊ยวไว้พอดีน่ะค่ะ เลยเอามาแบ่งให้นิดหน่อย”
เพียงครู่เดียวเซิ่งอันหนิงก็สามารถมองออกว่าหมอหญิงเซี่ยวเยี่ยนนางนี้กำลังชอบโจวสือซวิน เมื่อรู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ลงรอยกัน จึงมีความคิดที่จะคอยจับผิดหาช่องโหว่ในคำพูดของผู้อื่น
ในยุคนี้ยังมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยมอยู่ไม่ใช่หรือ?
เมื่อมองดูเซี่ยวเยี่ยนนางนี้ ความคิดของหล่อนกลับค่อนข้างเปิดกว้าง
หน้าใหญ่ใจโตเสียจริง!
เซิ่งอันหนิงจ้องมองกล่องข้าวในมือของชายหนุ่ม ไม่นานนักก็เงยหน้าขึ้นมามองโจวสือซวินอย่างมีนัยยะและหัวเราะอย่างเ็า หลังจากนั้นจึงหันหลังปิดประตูอย่างรุนแรงกลับเข้าห้องไป
โจวสือซวินที่โดนเซิ่งอันหนิงจ้องมองเช่นนั้นก็รู้สึกประหม่า และรีบเอ่ยปฏิเสธเซี่ยวเยี่ยนทันที “ไม่เป็ไรครับ ผมกินข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว พวกคุณรีบกลับไปเถอะ”
เซี่ยวเยี่ยนที่หน้าด้านหน้าทนแค่ไหนก็ไม่กล้ายื่นกล่องข้าวกลับไปให้อีกครั้ง จึงจำจากไปพร้อมกับสองสามีภรรยาด้วยใบหน้าแดงเรื่อ
โจวสือซวินปิดประตูลง หันไปมองประตูห้องด้านในที่ปิดตายอีกครั้ง ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นและหันกลับไปล้างจานที่ล้างค้างเอาไว้ต่อ
……
เซิ่งอันหนิงไม่ได้โกรธ เพียงรู้สึกขยะแขยงเซี่ยวเยี่ยนเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรเธอเองก็ตั้งใจจะหย่ากับโจวสือซวินอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกคัดค้านเมื่อเห็นใครก็ตามมาปฏิบัติดีต่อโจวสือซวิน
แต่อย่าให้เป็ยัยเซี่ยวเยี่ยนนั่นเลย เพียงแค่มองก็รู้สึกขัดหูขัดตาแล้ว
เซิ่งอันหนิงคิดว่าค่ำคืนนี้คงจะนอนไม่หลับ เนื่องเพราะไม่สบายใจกับเื่ของที่บ้าน ต่อมาก็ต้องยอมรับกับความเป็จริง
หลังจากพลิกไปพลิกมาไม่กี่ครั้ง ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว
เสียงไก่ขันและการสนทนาของผู้คนทำให้หญิงสาวสับสนมึนงงอยู่สักครู่หนึ่งก่อนที่จะลุกขึ้นมา เธอได้ข้ามเวลามาแล้วจริง ๆ
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกมาจากห้อง ตอนนั้นเองโจวสือซวินก็ไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว ผ้าห่มบนเตียงเล็ก ๆ ถูกพับไว้อย่างเป็ระเบียบ
เตาไฟกำลังลุกโชน ข้างบนมีกาต้มน้ำวางอยู่ และมีกล่องอาหารวางเอาไว้บนฝาของกาต้มน้ำที่กำลังเดือดอีกที
เซิ่งอันหนิงมองดูไอร้อนที่เดือดพล่านด้วยความงวยงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเทน้ำเพื่อเตรียมล้างหน้าล้างตา
หลังจัดการตัวเองแล้วเสร็จ เธอจึงหยิบผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ มาและรองกล่องอาหารไปวางไว้บนโต๊ะ
หญิงสาวเปิดฝากล่องอาหารก็พบกับหมั่นโถวสีขาวและไข่ไก่ บริเวณข้าง ๆ ยังมีผักดองซอยบาง ๆ อยู่เล็กน้อย
เซิ่งอันหนิงเปิดดูชั้นวางของในครัวก็พบว่าบ้านหลังนี้ไม่มีไข่ไก่หรือหมั่นโถวเลย
ดังนั้นโจวสือซวินจึงไปที่หน่วยเพื่อไปนำอาหารกลับมา ส่วนเตาไฟในบ้านเป็เพราะเมื่อวานนี้หญิงสาวไม่สามารถจุดเตาไฟได้ ชายหนุ่มจึงจุดเตาไฟไว้ก่อนที่เขาจะจากไป
และโจวสือซวินก็กลัวว่าหมั่นโถวจะเย็นเกินไป จึงนำไปวางไว้บนเตาไฟ
เซิ่งอันหนิงไม่ใช่คนที่อ่อนไหว แต่เธอกลับรู้สึกซึ้งใจเล็กน้อย
ในโลกที่เธอเองก็ไม่ได้คุ้นเคยนี้ กลับยังมีคนคอยดูแลเอาใจใส่ นับว่าน่าประทับใจยิ่งนัก
หญิงสาวค่อย ๆ กินไข่ไก่ และวางแผนว่าหลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จ เธอจะเข้าไปดูมหรสพที่โจวสือซวินกล่าวไว้ เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของยุคนี้ให้เร็วที่สุด…
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
สมกับเป็เซิ่งอันหนิง ปากยังแจ๋วเหมือนเดิม
มารยานักนะยัยเซี่ยวเยี่ยน คนเขาดูออกจ้า
ไหหม่า(海馬)