กงจื้อหมิงกินตงกวาทัง[1] เข้าไปคำหนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองสตรีที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นพักๆแววตาของเขาฉายรอยยิ้มขึ้นมาครู่หนึ่ง และเขาก็พูดชมออกมาอย่างหาได้ยากว่า“ตงกวาทังนี้รสชาติไม่เลวเลย”
ในปากติงเหว่ยเต็มไปด้วยข้าวนางจึงพูดอย่างอู้อี้ว่า “น่าจะเป็นเพราะฟักเพิ่งเก็บมาจากด้านหน้าและด้านหลังของเรือนแล้วยังเติมกุ้งแห้งด้วยอีกนิดหน่อยทำให้ไม่เพียงแต่จะได้ความสดใหม่ทั้งยังดีต่อร่างกายอีกด้วยแค่ว่านายน้อยท่านอย่ากินเยอะเกินไปเดี๋ยวอีกครู่หนึ่งท่านยังต้องนอนคว่ำตอนนวดอีกระวังพอถึงตอนนั้นจะอาเจียนออกมาได้”
อาเจียนออกมาอย่างนั้นหรือ?
เมื่อกงจื้อหมิงคิดว่าน้ำแกงที่ย่อยไปได้ครึ่งหนึ่งจะออกมาจากปากของเขาใบหน้าของเขาก็แข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัดไปครู่หนึ่ง แล้วก็ดึงช้อนที่กำลังจะตักน้ำแกงกลับคืนมา
ในที่สุดดวงตาที่สะลึมสะลือของติงเหว่ยก็มีความสุขเพิ่มขึ้นถึงสามส่วนนางอดกลั้นรอยยิ้มที่มุมปากและจิบน้ำแกงคำใหญ่...
……
เมื่อข้าวโพดในนาถูกเก็บเกี่ยวจนหมดก็จะถูกลากกลับไปที่บ้านจากนั้นก็เอาไปวางกองรวมกันไว้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ลมจากทิศเหนือก็หนาวขึ้นทุกๆวัน
ในช่วงแรกที่ลานในจวนสกุลอวิ๋นกำลังจะก่อสร้างก็ได้ถูกคิดเอาไว้อย่างรอบคอบหมดแล้วทำให้แทบทุกเรือนต่างก็มีหั่วคั่งกับตี้หรง [2] อยู่แล้ววันนี้ท่านป้าหลี่พาเซียงเซียงไปช่วยกันลองจุดไฟในตี้หรงของเรือนเล็กดูตั้งแต่เช้าหากว่ามีตรงไหนรั่วขึ้นมาจะได้ซ่อมเสียก่อนเลย ดีกว่ารอให้หิมะตกและค่อยมาเจอ พอถึงตอนนั้นจะเคลื่อนย้ายดินโคลนมาซ่อมแซมก็คงจะไม่สะดวกเท่าไรนัก
ดังนั้นติงเหว่ยจึงขอให้พี่เฉิงอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปที่ห้องทางทิศตะวันออกของพวกนางสองแม่ลูกก่อนพอดีกับในเวลานี้แสงแดดยังมีเพียงพอและเอ้อร์หวาก็อายุมากกว่าอันเกอเอ๋อร์ไม่เท่าไร หากพวกเขาเล่นอยู่ด้วยกันก็จะกลายเป็นเพื่อนกัน
พี่เฉิงรู้สึกตื่นเต้นมากก่อนที่จะอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปนางจึงรีบกลับไปทำความสะอาดที่ห้องอีกรอบหนึ่งทั้งยังปูผ้าห่มหนาๆ ไว้บนเตียงอีกด้วย จากนั้นค่อยกลับมาอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไป ต้าหวารู้สึกประหลาดใจว่าคุณชายน้อยที่แม่ของเขาพูดถึงทั้งวันหน้าตาท่าทางเป็นอย่างไรในที่สุดวันนี้เขาก็ได้เจอตัวเป็นๆ แล้วเขาจึงอยากจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อดูว่าคุณชายน้อยกับน้องชายของเขามีอะไรที่แตกต่างกัน
ผลปรากฏว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวเข้าไปก็ถูกแม่ของเขาตีไปที่ก้นสองทีส่วนอวิ๋นอิ่งถึงแม้จะพูดไม่เก่งแต่นางใจดีและก็เอาใจใส่เป็นอย่างมากนางยกจานใส่ขนมมาให้ เมื่อเห็นดังนั้นนางจึงลากต้าหวาไปกินขนมอยู่ข้างๆ ตัว
เมื่อเห็นดังนั้นพี่เฉิงก็รู้สึกขอบคุณนางคิดไปคิดมาแล้วก็นั่งลงข้างเตียงเตาที่มีคุณชายน้อยกำลังกัดนิ้วของตนเล่นอยู่ และลูกชายคนเล็กของนางก็กำลังเล่นมือเล่นเท้าไปมาติงเหว่ยก็เย็บผ้าไปด้วย
อวิ๋นอิ่งมองดูผ้าในมือของติงเหว่ยที่วันก่อนเพิ่งได้รับเป็นรางวัลมาลวดลายที่ปักอยู่ก็เป็นอู่ฝู [3] เน่าชุน [4] นางจึงเดาได้ว่าคงให้แก่อันเกอเอ๋อร์จึงยิ้มออกมาและช่วยติงเหว่ยแบ่งเส้นด้ายไปด้วย
……
พี่เฉิงถามเกี่ยวกับความชอบของนายหญิงของนางอย่างระมัดระวังอวิ๋นอิ่งเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร และดูจากช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ถือว่านางเป็นคนขี้กลัวคนหนึ่งดังนั้นอวิ๋นอิ่งจึงเล่าเรื่องของครอบครัวสกุลติงไม่กี่ประโยคและแน่นอนว่านั่นก็รวมไปถึงเรื่องที่ติงเหว่ยคลอดลูกทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงานด้วย
เมื่อพี่เฉิงได้ยินดังนั้นนางก็ตกใจจนพูดไม่ออกและเกือบจะสูดอากาศหนาวเย็นเข้าไปคำใหญ่บ้านเกิดของนางอยู่ทางทิศใต้ คนมีการศึกษาค่อนข้างเยอะหากว่าลูกสาวครอบครัวไหนถูกชายแปลกหน้าแตะเนื้อต้องตัวก็จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหากไม่พูดถึงการลงโทษถ่วงน้ำอย่างน้อยก็ต้องออกบวชไปตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตามในฐานะคนเป็นแม่เช่นกัน นางนึกถึงครอบครัวของตนเองสมัยก่อนที่ต้องเร่ร่อนอยู่ข้างถนน ตอนที่ลูกชายของนางดึงแขนเสื้อและร้องว่าหิว ในใจของนางรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกมีดเฉือนอย่างไรอย่างนั้นแทบจะไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้อีกและยามนี้ก็ลองคิดขึ้นมาว่านายหญิงของนางต้องอดทนต่อสายตาดูถูกและความเสี่ยงมากมายขนาดไหนในการให้กำเนิดคุณชายน้อยออกมา
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงจับมือซุกซนของคุณชายน้อยที่กำลังง่วงนอนไปไว้ใต้ผ้าห่มนึกไม่ถึงว่าอันเกอเอ๋อร์ที่กำลังสะลึมสะลือจู่ๆก็เบิกตากว้างขึ้นมาแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น
พี่เฉิงโยนเข็มกับด้ายในมือทิ้งไปจากนั้นก็ยกเขาขึ้นมาอุ้มทันทีนางตบก้นเขาเบาๆ และโยกไปมาอย่างช้าๆ ทว่าวิธีการที่เคยใช้ได้ที่ดีที่สุดเมื่อก่อนวันนี้กลับไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไม่มีประโยชน์เลย
อวิ๋นอิ่งฟังแล้วก็รู้สึกสงสารนางคิดถึงทุกครั้งเวลาที่เจอพ่อบุญธรรม นางเองก็เรียกเขาไม่หยุดเช่นกัน ดังนั้นนางจึงพูดว่า“พี่ไปปลอบเอ้อร์หวาก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปหาแม่ของเขาเอง”
“ทำอย่างนั้นได้หรือ?หากไปทำให้ธุระของนายหญิงต้องล่าช้าแล้วหากว่าทำให้ครอบครัวของนายหญิงไม่มีความสุข…”พี่เฉิงกังวลเล็กน้อยว่านายหญิงจะตำหนินางว่าไร้ประโยชน์และใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความลังเล
อวิ๋นอิ่งกลับยิ้มออกมาน้อยๆขยับมือไปเอาผ้าห่มนุ่มๆ มาห่อรอบตัวอันเกอเอ๋อร์ แล้วสวมหมวกเสือใบน้อยให้จากนั้นก็เดินออกจากประตูไป
……
ที่เรือนหลังติงเหว่ยกำลังนวดแขนให้กับกงจื้อหมิง และให้เขาขยับนิ้วไปมานางก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าวิธีการง่ายๆ เหล่านี้จะมีผลดีขนาดนี้มือซ้ายของกงจื้อหมิงก็ฟื้นตัวและมีแรงขยับได้มากกว่าครึ่ง
หากติงเหว่ยอดทนทำอย่างนี้ต่อไปเป็นเวลานานแม้ว่านางอาจไม่สามารถทำให้เขาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งแต่อย่างน้อยก็จะช่วยยืดเวลาที่พิษจะลุกลามไปได้และถ้าเป็นแบบนั้นนางก็คู่ควรกับบ้านและร้านค้าทั้งสองแห่งแล้ว
เมื่อพูดถึงบ้านและร้านค้านางก็อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าไปในเมืองเพื่อไปดูสักหน่อยอย่างไรนางก็เป็นเจ้าของบ้าน หากแม้แต่ตำแหน่งของบ้านยังก็ไม่รู้คงจะดูไม่สมเหตุสมผลเกินไปสักหน่อยยังมีเฉิงต้าโหยวที่มีอาการเจ็บคอเรื้อรังอยู่ซึ่งนอกจากจะตกงานแล้วยังถูกตัดขาดญาติมิตรอีกด้วยจึงดูเหมือนจะอันตรายอยู่บ้าง ถึงตอนนี้ก็พักฟื้นตัวมากว่าครึ่งเดือนแล้ว เท่าที่เห็นก็ถือว่าฟื้นตัวมาได้มากกว่าครึ่งผ่านไปอีกสักระยะหนึ่งคงจะได้เจอหน้ากัน หากว่านิสัยเขาดีจริงๆ ก็ค่อยพาเขาไปเดินดูที่ร้านวันหน้าค่อยทำกิจการอาหารผ่านเขา…
ติงเหว่ยตกอยู่ในภวังค์ความคิดเช่นนี้จนลืมไปว่านางกำลังยุ่งอยู่กับการทำงานในบางครั้งมืออ้วนๆ ขาวๆ ของนางอ่อนช้อยราวกับไม่มีกระดูกและบางครั้งก็ลูบที่หลังมือของกงจื้อหมิงโดยไม่หยุดเหมือนนางกำลังแกล้งจับเท้าของลูกชายของนางอย่างไรอย่างนั้น
กงจื้อหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยจากการที่ถูกลูบหลังมือไปมาดวงตาทั้งสองข้างของเขาจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังเหม่อลอย และเขาก็สงสัยว่านางกำลังวางแผนอะไรอยู่ในใจกันนะหรือเขาจะแสร้งทำเป็นโง่เขลาและหยอกล้อกับนางทว่าสัมผัสที่นุ่มนวลและอบอุ่นเช่นนี้กลับให้ความรู้สึกสบายแววตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็พลิกฝ่ามือกลับแล้วจับมือน้อยๆของติงเหว่ยไว้ในมือของเขาแทน…
ทันใดนั้นจู่ๆติงเหว่ยก็ได้สติกลับมาและรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ในขณะที่นางกำลังจะก้มลงไปดูอวิ๋นอิ่งก็มาถึงที่ด้านนอกประตู “แม่นาง อันเกอเอ๋อร์จู่ๆ ก็ร้องไห้งอแงข้าเลยไปอุ้มเขามาที่นี่”
“อ้าวอันเกอเอ๋อร์เป็นอะไรไป?” ทันทีที่ติงเหว่ยได้ยินว่าลูกชายของนางร้องไห้งอแงก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปนางลุกขึ้นและเปิดประตูให้อวิ๋นอิ่งเข้ามาทันที
กงจื้อหมิงค่อยๆดึงมือกลับไป ในใจไม่รู้ว่าเขารู้สึกผิดหวังหรือมีความสุขกันแน่แต่เมื่อเขาหันกลับไปมองผ้าห่มในอ้อมแขนของติงเหว่ยหัวใจของเขาก็เริ่มเต้นแรงขึ้นมาราวฟ้าร้อง
ติงเหว่ยกอดลูกชายของนางเอาไว้นางเห็นว่าใบหน้าเล็กๆของเขาแดงก่ำจากการร้องไห้และยังมีน้ำตาที่ไหลออกมาจากหางตาของเขาในใจของนางก็เจ็บปวดจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร นางจึงรีบตบเบาๆแล้วก็ก้มไปหอมที่หน้าผากของใบหน้าเล็กๆ
“โธ่ลูกรักของแม่ ทำไมเจ้าถึงได้โมโหขึ้นมาอีกล่ะ? หิวเข้าแล้วหรือว่าฝันร้ายกันแน่?”
อวิ๋นอิ่งแอบเหลือบมองไปยังนายน้อยที่แสร้งทำเป็นไม่สนใจแต่จริงๆ แล้วมุมตาและคิ้วของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนา และนางก็ตอบว่า “เขาเพิ่งกินนมเสร็จแล้วหลับไปบางทีอาจฝันร้ายขึ้นมา”
อันเกอเอ๋อร์อาจรู้ว่าเขาถูกอุ้มไว้ในอ้อมแขนของมารดาเขาจึงหยุดสะอึกสะอื้นและเม้มปากขึ้นเล็กน้อย และจู่ๆ ก็หลับไปอีกครั้งหนึ่ง
ติงเหว่ยเห็นแล้วก็หัวเราะออกมานางกำลังคิดจะบ่นสองสามประโยคแต่ก็นึกขึ้นได้ว่านางยังอยู่ในห้องของนายน้อยดังนั้นจึงรีบหันกลับไปมองกงจื้อหมิงแล้วขอโทษด้วยเสียงแผ่วเบาว่า“ให้นายน้อยเห็นเรื่องน่าอายเสียแล้ว ข้าจะพาเด็กคนนี้ส่งกลับไปทันที”
ขณะที่นางพูดอยู่ก็คิดจะขอตัวออกไปแต่คิดไม่ถึงว่ากงจื้อหมิงจะพูดออกมาว่า “เอาเด็กมานอนข้างๆ ข้าเถอะอีกอย่างห้องนี้ก็ไม่หนาวด้วย”
“เอ๋หากว่าเด็กคนนี้งอแงเสียงดังจะรบกวนความสงบสุขของคุณชายได้”ติงเหว่ยปฏิเสธออกไปโดยจิตสำนึกทันทีทว่าอวิ๋นอิ่งกลับทำเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่ติงเหว่ยพูดอย่างไรอย่างนั้นนางไปหยิบผ้าห่มมาจากเตียงข้างๆ จากนั้นก็เอาไปปูไว้ข้างๆ กงจื้อหมิง
ติงเหว่ยถลึงตามองไปที่อวิ๋นอิ่งและอยากจะถามนางสักคำว่าใครเป็นเจ้านายกันแน่แต่น่าเสียดายที่ความเป็นจริงกลับทำให้นางทำอะไรไม่ได้เลยเนื่องจากหากจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมากงจื้อหมิงต่างหากที่เป็นเจ้านายที่แท้จริง
ติงเหว่ยวางลูกชายที่กำลังหลับอยู่บนผ้าห่มอย่างไม่เต็มใจจากนั้นนิ้วของนางก็นวดกงจื้อหมิงต่อและนางก็แอบคิดชั่วร้ายในใจว่าให้ลูกชายของนางรีบๆ ทำให้ ‘น้ำท่วม’ ขึ้นมาจะให้ดีที่สุดก็คือไล่ให้กงจื้อหมิงหนีออกไป
เมื่อนึกถึงท่าทางที่แสนเย็นชาและจริงจังของกงจื้อหมิงแล้วนึกถึงยามที่เขาเปียกโชกไปด้วยปัสสาวะของลูกชายนางและร้องขอความช่วยเหลือติงเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคักออกมา
ต่อให้กงจื้อหมิงจะรู้ว่าติงเหว่ยแอบมีความคิดชั่วร้ายแต่เขาก็ไม่มีเวลามาสนใจ เพราะยามนี้ในสายตาและในใจของเขาต่างมีแค่เด็กน้อยตัวอ้วนที่กำลังนอนหลับฝันหวานอยู่ข้างเขาเท่านั้น
หน้าผากของเด็กน้อยมีความอิ่มเต็มคิ้วเล็กๆ เหล่านั้นยังไม่ทันที่จะขยายออกมาก็เห็นความหล่อเหลาถึงสามส่วนใบหน้าอิ่มเอมและเนียนใส ปากเล็กๆ สีชมพูที่กระตุกขึ้นเป็นครั้งคราวช่างน่ารักน่าชังเสียจริง ต่อให้จะเป็นคนที่โหดเหี้ยมสักแค่ไหน แต่เมื่อได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่ราวกับเทวดาตัวน้อยๆไม่ว่าจะใจแข็งสักแค่ไหนก็ต้องถูกละลายกลายเป็นแอ่งน้ำผึ้ง
กงจื้อหมิงอดไม่ได้ที่จะยกมือซ้ายขึ้นมาเพื่อสัมผัสใบหน้าของเด็กน้อยอันเกอเอ๋อร์อาจกำลังเล่นอยู่ในความฝัน คาดไม่ถึงว่าจู่ๆ มือเล็กๆ ของเขาก็คว้านิ้วของพ่อเอาไว้ ความอบอุ่นเบาบางที่สัมผัสเปรียบเสมือนแสงที่สวยงามที่สุดและทันใดนั้นก็ส่องสว่างไปทั่วโลกอันมืดหม่นของกงจื้อหมิง
นี่คือลูกชายของเขาซึ่งเป็นทายาทรุ่นต่อไปของสกุลกงจื้อ สายเลือดของเขา…
น้ำตาหยดลงบนหลังมือของเด็กโดยไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนใดๆทำให้เขาตกใจและรีบปล่อยมือเล็กๆ นั้นทันที
หัวใจของกงจื้อหมิงรู้สึกว่างเปล่าจากนั้นเขาก็ค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาออก แม้ว่าเขาจะไม่มีบิดาหรือมารดามาตั้งแต่เด็กไม่ว่าการเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้และการอ่านเขียนหนังสือจะยากสักแค่ไหนไม่ว่าสถานการณ์ความเป็นความตายในสนามรบจะเป็นอย่างไรแม้ว่าพี่น้องและเพื่อนสนิทของเขาต่างทรยศเขา เขาก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอแต่ในเวลานี้จู่ๆ เขาก็หลั่งน้ำตาออกมาข้างๆ ลูกชายที่กำลังนอนหลับอยู่
เขาอยากจะเอาสมบัติที่ดีที่สุดในโลกออกมาวางไว้ในมือลูกชายของเขาเขาอยากจะฆ่าคนชั่วร้ายทั้งโลกเพียงเพราะหวังให้ลูกชายของเขาได้เจอแต่สิ่งดีๆเขาอยากจะกันลมกันฝนทั้งหมดเพื่อให้ภรรยาและลูกของเขาได้เพลิดเพลินไปกับท้องฟ้าที่แจ่มใส...
ท่านลุงอวิ๋นถือตะกร้าใส่ลูกแพร์สีเหลืองอมส้มมายืนอยู่ที่หน้าประตูเพื่อมองดูเจ้านายของเขาที่กำลังมองเด็กน้อยอย่างปรารถนาอย่างไรก็ไม่อาจอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป ท่ามกลางภาพพร่าเบลอเขาก็หันไปมองหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังตั้งใจทำงานจนมีเหงื่อปกคลุมอยู่บนหน้าผากของนางในใจของท่านลุงอวิ๋นรู้สึกซาบซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกหญิงสาวคนนี้กล้าหาญและยืนหยัดต่อการดูถูกของทุกคนบนโลกนี้เพื่อให้กำเนิดทายาทของสกุลกงจื้อต่อให้เขาวางแผนให้นางมากกว่านี้ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
ติงเหว่ยยุ่งมาได้สักพักหนึ่งแล้วและข้อมือของนางก็เริ่มเจ็บมากนางจึงสะบัดมือและนวดขาทั้งสองข้างของกงจื้อหมิงต่อไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าท่านลุงอวิ๋นกำลังวางแผนที่จะผลักนางไปข้างหน้าเบาๆโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เลย
……
ลมเหนือส่งเสียงครวญครางตลอดทั้งคืนในขณะที่ตื่นเช้าขึ้นมาป่าก็ดูเหมือนจะเหี่ยวเฉาขึ้นมาอีกสามส่วนต้นพลับและต้นหอมหมื่นลี้แต่ละต้นในลานของจวนสกุลอวิ๋นต่างผลัดใบไปจนเกือบหมดแล้วเช่นกันถนนลูกรังที่ทอดยาวจากบริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาเพื่อไปยังอำเภอชิงผิงไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนักอู๋ต้าเชิ่งพาทุกครัวเรือนในหมู่บ้านไปส่งภาษีผลผลิตทางการเกษตรให้กับอำเภอเดิมทีกำหนดอัตราภาษีไว้ที่หกส่วน แต่เนื่องจากการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่เมื่อคราวก่อนจู่ๆก็ถูกปรับขึ้นเป็นเจ็ดส่วน
แต่เดิมชาวนากำลังมีความสุขกลับโกรธมากจนพากันก่นด่าสาปแช่งอยู่ที่บ้านแต่อย่างไรโคนแขนสู้โคนขาไม่ได้ [5] และไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้านทางการอย่างเปิดเผยและยอมเสี่ยงที่จะถูกจำคุกและตัดศีรษะในท้ายที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับการสูญเสียชีวิตการกินข้าวต้มสองมื้อและการอดอาหารก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
ทว่าความกลัวก็ส่วนความกลัวไม่มีใครที่จะไม่บ่นออกมาในชั่วพริบตาเดียวกลุ่มคนที่ต้องไปส่งผลผลิตทางการเกษตรก็พากันส่งเสียงร้องเรียนขึ้นมาผู้อาวุโสติงและลูกชายของเขาก็อยู่ในกลุ่มนั้นเช่นกันแต่พวกเขาไม่เหมือนกับครอบครัวอื่นเนื่องจากพวกเขามีเกวียนและรถลาก เมื่อไม่กี่วันก่อนพี่รองสกุลติงเพิ่งจะไปหารถม้ามาอีกหนึ่งคันถึงแม้จะราคาแพงไปสักหน่อยแต่แม่นางหลิวก็ไม่ได้บ่นอะไรลับหลังแต่คราวนี้เห็นประโยชน์ของการมีรถจริงๆ ช่วยประหยัดทั้งแรงและเวลา
-----------------------------------------
[1] ตงกวาทัง 冬瓜汤 หมายถึงต้มจืดฟัก
[2] หั่วคั่งและตี้หรง 火炕和地龙 หมายถึงเตียงเตาและปล่องไฟใต้พื้นดินซึ่งเตียงเตาจะเชื่อมต่อกับเตาไฟในบ้านโดยใช้ความร้อนเหลือทิ้งให้ความร้อนไหลผ่านไปตามช่องไฟที่เตรียมไว้ความร้อนจะค่อยๆ อุ่นกระเบื้องทำให้ห้องอุ่นขึ้นและเพื่อให้การไหลเวียนของความร้อนไม่ติดขัดมักมีช่องระบายควันที่ปลายทางหรือตามทางเดิน
[3] อู่ฝู 五福หมายถึงความสุข 5 ประการ หรือที่เรียกกันว่า ‘โหงวฮก’ ประกอบไปด้วย 寿(อายุยื่น), 富(ความมั่งมี), 康宁(สุขภาพแข็งแรง), 攸好德(มีคุณธรรม)และ 善终福(มีชีวิตบั้นปลายที่ดี)
[4] อู่ฝูเน่าชุน 五福闹春หมายถึงชีวิตจะเต็มไปด้วยสีสันและเจริญรุ่งเรืองเหมือนฤดูใบไม้ผลิ
[5] โคนแขนสู้โคนขาไม่ได้ 胳膊扭不过大腿หมายถึงไม้ซีกไม่อาจงัดไม้ซุง เป็นสำนวนอุปมาอุปไมย หมายถึงกำลังแขนสู้กำลังขาไม่ได้เปรียบเทียบระหว่างแขน(胳膊) อุปมาถึงฝ่ายที่มีกำลังน้อยกับ ขา(大腿)อุปมาถึงฝ่ายที่มีกำลังมาก ใช้เป็นคำตักเตือนว่าฝ่ายที่มีกำลังน้อยย่อมแพ้ฝ่ายที่มีกำลังหรืออิทธิพลมากกว่าจึงไม่ควรไปต่อสู้ให้เสียเวลา