“หรือเพราะจูบนั่น” เขมกรพูดเสียงเข้ม
“ไปกันใหญ่แล้วค่ะ คุณเขม ฉันไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น ที่เห็นว่าตาช้ำ ก็เพราะแมลงมันเข้าตา ฉันขยี้อยู่ตั้งนานกว่ามันจะออก” ดารินพูดจาฉะฉานแล้วยิ้มหวานให้เขา
“คุณเขมอย่าสนใจเลยค่ะ ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะทำงานให้คุณไม่ได้ ไม่ต้องกลัวว่าจูบนั้นจะทำอะไรฉันได้ ตอนฉันเมาครั้งก่อนแล้วทำมิดีมิร้ายคุณหนักกว่านี้อีก เรื่องจูบนั่นเล็กน้อยค่ะ ฉันลืมไปหมดแล้ว” ดารินพูดปัดทำไม่ใส่ใจ
“ลืมหมดแล้ว” เขมกรพูดย้ำ แววตาเข้มมองหญิงสาวที่กำลังยิ้มหน้าบานอย่างแน่วแน่ ก่อนเดินมาทิ้งตัวลงนั่งที่เตียงนอนสีหวาน เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ แล้วหันมายิ้มกับดาริน
“จริงสิ เรื่องแค่นี้เองทำไมผมต้องรีบมาหาคุณด้วยก็ไม่รู้” เขมกรพูดพร้อมกับยิ้มให้กับความตื่นตระหนกของตัวเอง ก่อนจะหันมองรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยรูปของผู้ชายไม่คุ้นหน้าคนหนึ่ง
“หมอนี่ใคร” เขมกรชี้ไปยังรูปภาพดาราเกาหลีที่ดารินแอบปลื้ม โดยหันมาถามหญิงสาวอย่าง งงๆ
“คนที่ฉันปลื้มไงคะ” ดารินตอบเสียงหวาน แล้วเหลือบมองรูปภาพพวกนั้นอย่างภูมิใจ ชายหนุ่มปล่อยยิ้มออกมาแล้วส่ายศีรษะอย่างเอ็นดู
“ผู้ชายที่คุณชอบละเมอเป็นชื่อเขาอ่ะนะ หน้าตาแบบนี้เหรอ”
“หล่อไหมคะ” หญิงสาวเดินมานั่งข้างๆ เขมกร แล้วมองตรงไปยังรูปภาพพวกนั้นด้วยสายตาชื่นชม
“น้อยกว่าผมนะ”
“หืม...ไม่จริงอ่ะค่ะ ลีจงซอก หล่อกว่าเจ้านายเยอะค่ะ”
“พูดไม่เข้าหูแบบนี้ แสดงว่าอยากลดเงินเดือนสินะ”
“เอ้า! พาลแล้วนะคะ” ดารินมุ่ยหน้า
“ให้โอกาสพูดใหม่ ว่าใครหล่อกว่ากัน” ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวที่ทำท่าหนักใจ เธอแสดงอาการอึดอัดออกมาได้อย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติ จนชายหนุ่มไม่อาจละสายตาได้ ความรู้สึกหวั่นไหวก่อตัวเกิดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่เขามองเธอด้วยเช่นเดียวกัน
“อย่างนี้บังคับกันชัดๆ”
“ถ้าไม่ตอบก็หักเงินเหมือนกัน” ดารินตีไปที่แขนเขาพลางหัวเราะ เพราะความเจ้าเล่ห์เอาแต่ใจ แต่นั่นก็ทำให้ดารินลืมความรู้สึกที่ไม่สบายใจไปได้
“คิดนานแบบนี้ ผมขอค้างที่นี่เลยแล้วกัน พรุ่งนี้จะได้ตื่นมาเอาคำตอบทีเดียว” ชายหนุ่มเอนตัวลงบนที่นอนแสนนุ่ม ในขณะที่หญิงสาวพยายามรั้งตัวเขาให้ลุกขึ้น เสียงหัวเราะคิกคักดังเล็ดลอดออกมาจากห้องของลูกสาว ผู้เป็นมารดาแอบเปิดประตู มองตรงมาแล้วรอบยิ้มอย่างยินดี ลูกสาวตัวน้อยไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรัก อย่างน้อยเธอจะได้ค่อยๆ เรียนรู้ชีวิตอย่างที่คนปกติควรจะเป็น
ดารินใช้โบสีขาวผูกที่ผม ก่อนจะจัดทรงเป็นครั้งสุดท้าย ผิวหน้าขาวละเอียดตรวจสอบความเรียบร้อยผ่านกระจกบานใสเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหันไปคว้ากระเป๋าใบเล็กก่อนออกจากห้องมา
“รินไปทำงานก่อนนะคะแม่” ร่างบางที่สวมชุดกระโปรงยาว เดินเข้ามาโอบกอดมารดาแล้วรุดไปทำงาน ระหว่างทางความคิดของหญิงสาวยังคงมีเพียงใบหน้าของเขมกรตามติดไปทุกที่ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร้านขนมไทยเจ้าเดิม เธอยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าจนสุดเพื่อเพิ่มความมั่นใจ แล้วตัดสินใจเดินเข้ามาในร้าน
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า ไม่ทราบรับอะไรดีคะ” พนักงานสาวเดินเข้ามาต้อนรับเหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่าดารินหยุดนิ่งเล็กน้อยสายตากลมเลื่อนมองหาผู้เป็นเจ้าของร้าน
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” พนักงานหันมองตามสายตาของหญิงสาวอย่างแปลกใจ
“พอดีเมื่อวานฉันมาซื้อขนมที่ร้าน แล้วพบว่าขนมอร่อยมาก จะเป็นไรไหมคะ ถ้าฉันอยากพบกับเจ้าของร้าน”
“เอ่อ...คือ...” คำพูดของดารินทำให้พนักงานชะงัก ก่อนจะอ้ำอึ้ง
“ฉันขอเวลาไม่นานค่ะ ดิฉันขอนั่งรอเจ้าของร้านตรงนี้ได้ไหมคะ” ดารินยิ้มส่งยิ้มหวาน แล้วหันไปนั่งยังโต๊ะว่างอย่างเรียบร้อย เมื่อพนักงานเห็นดังนั้น จึงเดินหายลับเข้าไปในร้าน ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“ผมเป็นเจ้าของร้านครับ อยากพบผมใช่ไหมครับ” เขาถามอย่างอ่อนน้อม สมกับเป็นเจ้าของร้านมีชื่อ ดารินรีบลุกขึ้นยืน แล้วยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมพร้อมกับรอยยิ้มหวาน เธอมองเขาด้วยความชื่นชมก่อนทั้งคู่จะนั่งสนทนากันอย่างเปิดเผย
“ขอบคุณมากนะครับที่ชอบขนมร้านผม คุณเป็นคนแรกที่อยากเจอผม” รานิตย์พูดคุยอย่างเป็นกันเอง บางมุมเขามีใบหน้าละม้ายคล้ายกับคุณรัตนาไม่มีผิด
“ขนมที่ร้านนี้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์มาก ดิฉันชอบค่ะ”
“ผมได้สูตรมาจากคุณแม่ครับ ท่านเป็นคนสอน” ชายกลางคนพูดแฝงนัยน์ตาเศร้า
“กำลังหมายถึงคุณรัตนาใช่ไหมคะ”
“คุณหมายความว่าไงครับ” ชายกลางคนทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย ดารินหันมองไปยังรูปของหญิงชราที่ติดอยู่หน้าร้าน พร้อมกับรอยยิ้มอ่อน ก่อนจะหันกลับมาหาชายเจ้าของร้าน
“คุณรัตนาจำสูตรขนมของท่านได้ เมื่อวานฉันแวะเอาขนมไปให้ท่านทานค่ะ” รานิตย์นิ่งเงียบ ดวงตาฉายแววอย่างมีความหมาย ตั้งแต่เขาเปิดร้านขนมมารดายังไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรส เพราะทุกครั้งที่กลับไปยังบ้านหลังใหญ่ หญิงชรามักอาละวาดพูดจาขัดหู ไม่เคยได้รับคำชมอะไร นอกจากคำที่บั่นทอนจิตใจ
“ดูจากท่าทางของคุณรัตนา ท่านภูมิใจมากนะคะ ที่รู้ว่าคุณนำสูตรขนมท่านมาเปิดร้าน” รานิตย์นิ่งเงียบ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาโดยไม่พูดอะไร
“ดิฉันเป็นคนของ บริษัทวีพีกรุ๊ป ได้เข้าไปเจรจาเรื่องที่ผืนนั้นกับคุณรัตนาอยู่บ่อยครั้ง สิ่งที่ฉันได้เห็นถึงปัญหา คือคุณรัตนาท่านเหงามากนะคะ”
“คุณไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้กับผม ไม่ใช่ว่าผมทิ้งท่าน แต่เราสองแม่ลูกเจอกันไม่ได้”
“เพราะอะไรคะ”
“....” ชายกลางคนนิ่งเงียบ ทว่าดารินรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของเขาที่กำลังแผ่ออกมาทางแววตา
“คุณเป็นคนนอก ไม่มีวันเข้าใจปัญหา กลับไปเถอะครับ หรือถ้าคุณต้องการให้ผมไปคุยกับคุณแม่ เรื่องขายที่ผืนนั้น ผมบอกตรงนี้เลย ผมเคยบอกท่านหลายครั้งแล้ว แต่สุดท้ายผมก็โดนคุณแม่ไล่ออกมาทุกครั้ง” รานิตย์เตรียมตัวลุกขึ้นเดินออก ก่อนที่มือบางจะเอื้อมมารั้งเขาไว้
“แต่คุณรัตนาต้องการลูกหลานนะคะ ดิฉันมาในวันนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องที่ผืนนั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องธุรกิจใดๆ แต่เพราะฉันสงสารคุณรัตนา”
“คุณพ่อคะ ต้นข้าวไปรอทางนั้นนะคะ” เด็กหญิงวิ่งถือตุ๊กตาเข้ามาแล้ววิ่งเข้าไปหลบในร้าน คล้ายๆ กำลังชวนคุณพ่อเล่น เป็นเด็กหญิงวัยน่ารัก ดูสดใสร่าเริงสมวัย ดารินมองตามเด็กหญิงไปจนสุดสายตา
“กรุณานั่งลงแล้วฟังดิฉันหน่อยนะคะ” รานิตย์ย่อตัวลงนั่งแต่โดยดี
“ฉันเคยสงสัย ว่าทำไมการคุยเรื่องซื้อขายที่กับคุณรัตนา ถึงได้กินเวลานานแสนนาน ท่านมีเรื่องให้เราได้ทำทุกครั้งที่ไปหา ท่านหาเรื่องให้เราอยู่กับท่านทั้งวันจนท่านพอใจ แล้วจึงปล่อยกลับ พอถามเรื่องขายที่ท่านก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา คุณรู้ไหมคะว่าทำไม” รานิตย์ส่ายศีรษะ
“ความจริงท่านอยากขายที่ผืนนั้นมากๆ แต่ที่ท่านไม่ยอมขาย เพราะท่านต้องการให้มีคนไปหาท่านทุกวัน หญิงชราที่อยู่ห่างลูกหลาน จะต้องเหงาเพียงไหนคะ ถึงทำสิ่งนี้ได้" รานิตย์ยกมือปาดน้ำตา ก้มหน้าไม่สบตาดาริน
“เราทุกคนต่างมีทิฐิ ฉันเองก็เคยพลาดมาก่อน ตอนนี้มันสายไปแล้วสำหรับฉัน แต่สำหรับคุณรานิตย์ คุณยังมีโอกาสมอบความสุขให้ท่านในบั้นปลายชีวิตนะคะ คุณรัตนาคงดีใจหากได้เห็นหลานตัวน้อยๆ วิ่งเล่นในบ้านหลังใหญ่ทุกวัน” รานิตย์ปล่อยน้ำตาออกมาอย่างไม่อาย คำพูดของดารินตอกย้ำความรู้สึกจนไม่อาจกลั้นได้