ตอนที่ 29 ห้วงต้องสาป
“หมู่นกไม้ร่ำร้องคล้องสายลม
ผลส้มกลมยังเขียวเคี้ยวมิได้
ข้านั้นได้เดินทางผ่านไร่ส้ม
ยังอยู่จมกับหลักกวีที่ไร้จบ
พบคนบ้าบังคับข้าให้เป็ศิษย์
ครั้นจะคิดแยกจาก..ก็สายแล้ว”
“ใช้ไม่ได้!” ซุ่มเสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น ท่ามกลางสายลมที่ผ่านไร่ส้มในป่าเขา
บัดนี้กลุ่มจรจัดได้ออกเดินทางมาได้เป็ระยะหนึ่งวันเต็มแล้ว เป้าหมายของกลุ่มนี้แน่นอนว่าต้องเป็เมืองกวงิหากจะคำนวนจากความเร็วที่ใช้เดินทางอันเชื่องช้านี้ สมควรจะใช้เวลาเดินทางหนึ่งเดือนเป็อย่างต่ำถึงจะไปได้ครึ่งทาง
“ท่านให้อัญเชิญและสลายอยู่นั่น ปากก็กล่าวว่าใช้ไม่ได้อย่างเดียว ท่านจะให้ข้าทำอะไรกันแน่?!” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายไม่สบอารมณ์ ตลอดหนึ่งวันเต็มั้แ่ออกเดินทาง มันได้อัญเชิญห้วงกวีขั้นที่หกมาแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อยครั้ง
“มันจะทำให้ร่างกายเ้าคุ้นชิน ไม่สังเกตุหรือ ในตอนที่เ้าอัญเชิญห้วงกวีออกมา ร่างกายของเ้าคล้ายจะสูญเสียกำลังทีละน้อยทีละนิด” กังหยงกล่าวพลางเดินไปพลาง
หวังซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยต่างหัวเราะคิกคัก ส่วนเ้าเฝิ่นเฟิงบัดนี้ได้หายเข้าไปในไร่ส้มแล้ว ไม่ต้องสืบก็รู้ว่ามันกำลังไปเสาะหาผลส้มสุกเข้าปาก
“คุ้นชินแล้วอย่างไร การต่อสู้ใช่ว่าต้องเรียกห้วงกวีซ้ำๆเช่นนี้?” หยุนเสวี่นเฟิงกล่าวแล้วพ่นลมหายใจ จากนั้นจึงสั่งสลายห้วงกวี
“เ้าพูดถูก แต่ข้าเป็อาจารย์ ข้าย่อมสั่งเ้าได้ในตอนนี้” กังหยงท่าทียียวน มันเอามือไพ่หลังไว้ท่าเดินคล้ายกับผู้ชราภาพ
“แต่ข้านั้นเป็ศิษย์เลว ย่อมไม่เชื่อฟังอาจารย์ก็ได้เช่นกัน!” หยุนเสวี่ยเฟิงตะคอกเสียง จริงอยู่ที่ข้อแม้ของกังหยงคือเป็อาจารย์ของมัน แต่มิได้บอกกล่าวเลยว่าให้มันเป็ศิษย์แบบใด
“เฮ่อ.. อาจารย์ยอมเ้าก็ได้เ้าศิษย์ดื้อ มาๆให้อาจารย์ลูบหัวสักครา” กังหยงว่าแล้วยกฝ่ามือขึ้น หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็ถอยหนีเสียหลายก้าว หวังซิ่วอิงกับเซียวเฉิงเฟยก็หัวเราะคิกคักอีกครั้ง
่เวลาการเดินทางได้ล่วงเลยมาอีกหกวันอย่างรวดเร็ว หยุนเสวี่ยเฟิงในตอนนี้มันยังคงฝึกการอัญเชิญห้วงกวีเช้ายันเย็น แม้ว่ากังหยงจะไม่ได้ให้เหตุผลมากมายอันใด แต่ลึกๆแล้วชายหนุ่มกลับคิดว่า หน้าที่ของผู้เป็อาจารย์ย่อมต้องสั่งสอนศิษย์ด้วยวิธีของตน ซึ่งวิธีนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ชอบพอก็เท่านั้น
“ข้าเนื่อยใจใช่ว่าเหนื่อยกาย...” บ่ายวันนี้ก็เช่นกันที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้ท่องกวีซ้ำแล้วซ้ำเล่าในขณะเดินทาง แม้ว่ามันยังไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของกังหยง แต่ด้วยความที่มันอยู่กับการอัญเชิญเช้าเย็นแล้ว ตัวมันกลับเริ่มพบเห็นบางสิ่งบางอย่างในขั้นตอนการอัญเชิญ
“เป็อะไรไป?” กังหยงกล่าวถาม มันพบว่าหลังจากหยุนเสวี่ยเฟิงอัญเชิญห้วงกวีหกดวงออกมาแล้ว มันกลับเดินอย่างเงียบๆ คล้ายจะคิดทบทวนบางอย่าง
“ข้าเริ่มพบเจอบางอย่างแล้ว...” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวสั้นๆ คิ้วของมันขมวดเข้าหากันคล้ายว่ากำลังขบคิดไม่ตก
“หึ!” กังหยงยิ้มเยาะก่อนจะกวักมือเรียกอีกสามคนก้าวเดินนำขบวนไป หวังซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยก็มิได้เข้าหาเกะกะคล้ายกับว่า่นี้เป็่สำคัญที่หยุนเสวี่ยเฟิงกำลังจะตกผลึกความคิดบางอย่าง
เวลาผันผ่านไปราวสองชั่วยาม กลุ่มจรจัดก็ได้มาหยุดพักผ่อนบริเวณชะง่อนผาริมทะเลสาบ หนุ่มน้อยจากป่าเขานั้นมันได้เงียบงันไปั้แ่บ่ายแล้ว มีสิ่งใดกันที่มันกำลังขบคิดไม่ตก?
“ยังคิดไม่ตกอีกหรือ?” กังหยงเรียก
“....”
หยุนเสวี่ยเฟิงมิได้ตอบรับอันใดและมันมิได้สนใจเสียงรอบข้างด้วยซ้ำ มันนั่งนิ่งทอดสายตาไปยังผืนทะเลสาบอันสงบนิ่ง
‘ความรู้สึกนี้คือสิ่งใด?’ ั้แ่บ่ายแล้วที่คำๆนี้วนเวียนอยู่ในหัวของมัน ตลอดการเดินทางเจ็ดวันมานี้ มันได้อัญเชิญห้วงกวีมากมายหลายครา ในครั้งแรกๆวันแรกที่มันอัญเชิญนั้น มิได้มีความรู้สึกอันใดไปมากกว่าความเหนื่อยล้า ทว่าในวันที่สามนั้น มันกลับเริ่มจับัับางอย่างอันเลือนรางได้ ครั้นเมื่อถึงวันที่เจ็ด ่บ่ายที่ผ่านมา ัันี้คล้ายจะทวีความเข้มข้นขึ้นมาอีก
‘ราวกับว่า... มันเป็สิ่งที่ข้า.. ไม่ใช่! ราวกับว่ามันเป็ส่วนหนึ่งของข้า!’ หยุนเสวี่ยเฟิงเบิกตาโต หากผู้ใดได้ล่วงรู้ความคิดอ่านมันในตอนนี้ คงต้องคิดว่ามันกล่าวอย่างไร้เหตุผล
‘มันคือข้า มันคือห้วงอารมณ์ของข้า!’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งมายิ่งคล้ายคนบ้า มันลุกขึ้นยืนรับสายลมข้างทะเลสาบ ปากของมันค่อยๆขยับตามคำกล่าวบางอย่างในหัวของมัน แต่มิได้ออกเสียงให้ผู้ใดได้ยิน จากนั้นในประโยคสุดท้ายมันกลับเปล่งเสียงออกมา!
“.... ทะเลสาบไร้ห้วงอารมณ์!”
พรึบ!
ดวงแสงห้วงกวีสีครามพลันปรากฏขึ้นรอบกายชายหนุ่ม เรียกสายตาของคนในกลุ่มให้หันมามองมันเป็ตาเดียวแม้ว่าในสายตาของสหายในกลุ่มจะมองเป็เื่ธรรมดา ทว่ามีคนผู้เดียวเท่านั้นที่ได้มองมันทะลุปรุโปร่ง
‘ข้านึกไว้ไม่ผิดว่าเ้าต้องทำได้!’ กังหยงยกยิ้มมุมปาก
“ข้าทำสำเร็จแล้ว!” หยุนเสวี่ยเฟิงหันมายิ้มกล่าวกับกังหยง
“สำเร็จอันใด ความสำเร็จของเ้ามีเพียงการเงียบงันปล่อยให้ข้าตั้งที่พักแรมคนเดียวเท่านั้น” เซียวเฉิงเฟยท่าทางคล้ายหงุดหงิด ยามเย็นวันนี้เป็ตัวมันคนเดียวที่ก่อกองไฟและตั้งกระโจม ทั้งยังต้องทำอาหารอีก
“ฮ่าๆ ข้าจะช่วยเ้า มอบห้วงกวี!” หยุนเสวี่ยเฟิงหัวเราะคล้ายคนเสียสติ มันกล่าวมอบห้วงกวีให้กับเซียวเฉิงเฟย จากนั้นมันจึงะโลงจะชะง่อนหินเข้าช่วยเ้าหน้าแก่กว่าวัยก่อตั้งที่พักแรม ทว่าในขณะนั้นหวังซิ่วอิงคล้ายจะสังเหตุเห็นความผิดปกติบางอย่างแล้ว นางจึงหันไปสบตากับกังหยงพร้อมกับก้มหัวลงเป็เชิงว่า ‘ขอบคุณ’
(เล่าถึงตรงนี้คนอ่านคงคิดว่า “อิหยังฟร๊ะ?” - -)
สิ่งที่หวังซิ่วอิงได้สังเกตุเห็นนั้นมิใช่ว่ามีเพียงนางหรือผู้วิเศษอันใดจึงจะมองได้ หากแต่เป็เพียงจำนวนห้วงกวีที่หยุนเสวี่ยเฟิงมอบให้เซียวเฉิงเฟยนั้น..
“แบ่งให้เพียงสามดวง ข้าไม่เคยรู้เลยว่ามีผู้อัญเชิญกวีที่ทำเช่นนี้ได้” หวังซิ่วอิงกล่าวเลื่อนลอย นางมองหยุนเสวี่ยเฟิงที่กำลังร่าเริงช่วยเซียวเฉิงเฟยตั้งกระโจม
“แม่หนูน้อย เพียงแค่เ้าเคยเข้ากลุ่มประลองผู้เยาว์ ใช่ว่าเ้าจะได้พบเจอผู้อัญเชิญห้วงกวีเสียทุกแบบ” กังหยงกล่าวดวงตาของมันในขณะนี้คล้ายจะสะท้อนภาพอดีตของมันเมื่อนานมาแล้วคราหนึ่ง
“แท้จริงแล้วท่านก็เคยเข้าประลอง?” หวังซิ่วอิงอยู่ๆก็กล่าวถามขึ้น
ชายวัยกลางคนเมื่อได้ยินคำถาม ดวงตาของมันกลับสั่นไหวคราหนึ่ง “กล่าวตามตรงแม่หนูน้อย ข้าเพียงได้แต่อยู่ในแนวหลังคอยหนุนเสริมเท่านั้น ทั้งยังต้องคอยให้สหายเข้ามาช่วยเหลือเสียมากกว่า เพราะข้านั้นไร้ซึ่งพลังิญญา..”
หวังซิ่วอิงไม่ได้กล่าวถามคาดคั้นสิ่งใดอีก ในความรู้ของนางที่ได้ร่ำเรียนมานั้น ผู้อัญเชิญห้วงกวี จะถูกแบ่งออกเป็สองแบบ หนึ่งคือผู้ไร้พลังิญญาแต่สามารถอัญเชิญห้วงกวีออกมาได้ และสองก็คือผู้มีพลังิญญาและสามารถอัญเชิญห้วงกวีได้ บุคคลทั้งสองประเภทนี้จะถูกแบ่งแยกออกจากกัน
“กลุ่มของเ้าใช่ว่าขาดผู้ใช้บทเพลงใช่หรือไม่?” ครั้งนี้เป็กังหยงเป็ฝ่ายถาม
“พวกเรายังมิได้ตัดสินใจ แต่เมื่อมีเสวี่ยเฟิงที่สามารถอัญเชิญห้วงกวีขั้นที่หกเช่นนี้ ผู้ใช้บทเพลงคงไม่จำเป็ อีกทั้งยังยุ่งยากเมื่อต้องสร้างพันธะสัญญาบทกวี” หวังซิ่วอิงตอบ
“เช่นนั้นอาจารย์ผู้นี้จะสั่งสอนศิษย์หนุ่มให้เก่งกาจเอง ขอรับรองว่าการใช้ห้วงกวีที่ข้าสอนนั้นจะไม่เหมือนผู้อื่นใด!” กังหยงกล่าว
“แม๊ะห์!” เฝิ่นเฟิงที่นอนรับสายลมอยู่พลันร้องขึ้น คล้ายจะถามว่า ‘เ้าทั้งสองสนทนาอะไรกัน ข้าฟังไม่รู้ความ’
เวลาล่วงเลยอีกครั้งเข้าสู่ยามวิกาล ครั้นเมื่อกลุ่มจรจัดได้รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็เริ่มแยกย้ายกันไปตามอัธยาศัย เซียวเฉิงเฟยเป็ผู้แรกที่พุ่งเข้าไปนอนในกระโจม
ส่วนหวังซิ่วอิงนั้นยังคงเล่นกันเ้าอัลปาก้าสีชมพู ในระยะหลังคล้ายว่านางจะมีเ้าเฝิ่นเฟิงตามติดไม่ห่าง ครั้นเมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงถามไถ่ จึงได้รู้ความว่าพลังธาตุไฟของหญิงสาวอยู่ในขั้นกลางแล้ว เ้าหยางถัวนั้นก็มีพลังธาตุไฟเช่นกัน มันจึงชอบตามติดหญิงสาว ซึ่งในบางครั้งมันยังให้หญิงสาวนั่งบนหลังขณะเดินทาง
ส่วนทางด้านหยุนเสวี่ยเฟิงนั้นกำลังเริ่มวิเคราะห์ความรู้สึกของการอัญเชิญห้วงกวีอีกครั้ง โดยในครั้งนี้กังหยงได้เริ่มให้คำชี้แนะกับมันบ้างแล้ว
“ในตอนที่อัญเชิญ เ้ามิต้องกล่าวก็สามารถอัญเชิญห้วงกวีได้แล้วใช่หรือไม่?” กังหยงกล่าวถาม ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิงทำปากกำลังพึมพำ จากนั้นดวงแสงห้วงกวีก็พลันปรากฏหกดวงเช่นเดิม
“ตอนนี้ข้ารู้แล้ว มิใช่คำกล่าวจากปากที่อัญเชิญห้วงกวี แต่เป็จิตใจต่างหากที่เรียกมันออกมาตามสำนึก” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว แต่ถึงกระนั้นมันยังต้องใช้สมาธิกำหนดเป็ถ้อยคำขึ้นมาในใจ
“ถูกต้อง! ในตอนนี้ให้เ้าสลายห้วงกวีออกก่อน หลังจากนั้นให้อัญเชิญใหม่ แต่ขณะที่เ้ากำลังอัญเชิญ ให้คิดว่ามันไร้รูปร่างเหมือนตอนที่เ้าสั่งอำพรางห้วงกวี” กังหยงมิได้กล่าวปากเปล่า รอบตัวของมันกลับปรากฏดวงแสงห้วงกวีสี่ดวงขึ้นมาโดยไม่มีสิ่งใดบอกกล่าว
หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้รับคำชี้แนะดังนั้นมันก็เริ่มกระทำตามในทันที
‘คิดว่ามันไร้รูปร่าง ไร้แสง..และอำพราง’ หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อคิดได้ดังนั้นมันก็เริ่มหลับตาร่ายบทกวีขึ้นในใจ ความรู้สึกในตอนที่อัญเชิญห้วงกวีได้กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้รอบกายของมันมิได้มีสิ่งใดปรากฏลอยวนเวียนเช่นเดิม
“ข้าทำได้แล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสียงเรียบ แม้ว่าจะไม่มีห้วงกวีใดๆวนรอบร่างกาย แต่มันกลับรู้สึกได้ว่าระดับพลังิญญาที่ในตอนนี้มีระดับ32ได้เพิ่มขึ้นมาเป็38 อันเนื่องมาจากห้วงกวีขั้นที่6ที่มันอำพรางไว้ั้แ่แรกเริ่ม
“ดี! วิธีการนี้คือการปกปิดมิให้คู่ต่อสู่ล่วงรู้ว่าเ้ากำลังใช้ห้วงกวีขั้นที่เท่าใด ขอบอกไว้ก่อนว่าวิธีนี้และบทเรียนหลังจากนี้เ้าอย่าได้บอกใคร เพราะข้านั้นได้ศึกษาคิดค้นเอาเองทั้งหมด”
ได้ยินดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็อดที่แปลกใจไม่ได้ หากว่าเป็สิ่งที่ชายวัยกลางคนคิดค้นขึ้นเอง เหตุใดจึงสอนให้แก่มันอย่างง่ายดาย แม้ว่ามันจะยังไม่พบพานผู้อัญเชิญห้วงกวีคนอื่นว่าใช้ห้วงกวีเยี่ยงไรก็ตาม
“ผู้อื่นใช่ว่าไม่ใช้วิธีการเช่นนี้? แล้วเหตุใดท่านจึงสอนข้า?”
“ข้าจะตอบเพียงคำถามแรก.. ผู้อื่นนั้นเพียงอัญเชิญและใช้ดังเช่นที่เ้ากระทำก่อนหน้า อัญเชิญ อำพราง ส่งมอบ และสลาย นอกจากวิธีการอัญเชิญโดยไม่ออกปากแล้ว การอำพรางั้แ่แรกเริ่มเป็วิธีที่ข้าคิดค้นขึ้น” กังหยงไม่เพียงกล่าวปากเปล่า มันยังอัญเชิญห้วงกวีสี่ดวงออกมาแล้วควบคุมตามที่มันกล่าว ทว่าเมื่อกล่าวส่งมอบห้วงกวีไปให้หยุนเสวี่ยเฟิงแล้วดวงแสงกลับมิได้ถูกถ่ายโอนให้ตัวมัน
“ข้ากำลังสงสัยอยู่พอดี ผู้ที่มีห้วงกวีของตนอยู่แล้ว จะรับมอบห้วงกวีจากผู้อื่นไม่ได้อีก และอีกกรณีหนึ่ง.. ข้าได้ทำการลองส่งมอบห้วงกวีขั้นที่หกให้คนสองคน แล้วเรียกกลับคืน ข้ากลับพบว่ามันไม่สามารถมีเกินกว่าขั้นที่ข้าสามารถอัญเชิญได้”
หยุนเสวี่ยเฟิงเลือกใช้คำว่า ‘มีเกินกว่าขั้นที่สามารถอัญเชิญได้’ เนื่องจากกังหยงนั้นเข้าใจว่าตัวมันเพียงอัญเชิญห้วงกวีได้ถึงขั้นที่หกเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ที่มันได้อยู่กับเหว่ยซาน มันได้ทดลองมอบห้วงกวีขั้นที่สิบให้แก่นาง แล้วอัญเชิญของตนเองขึ้นมาอีก จากนั้นจึงเรียกกลับเข้าหาตัว มันกลับพบว่าห้วงกวีที่ส่งไปนั้นไม่สามารถถ่ายเทกลับคืนมาให้ตัวมันได้ ครั้นเมื่อทดลองให้ตนเองลดเหลือขั้นที่7 แล้วเรียกจากเหว่นซานที่มีขั้นที่10อยู่ก่อนหน้าแล้ว กลับกลายเป็ว่ามีเพียงสามขั้นเท่านั้นที่ถูกโอนถ่ายกลับมาเติมเต็มเป็ขั้นที่สิบให้แก่มัน ส่วนของเหว่ยซานแน่นอนว่าย่อมลดลงเหลือเพียงขั้นที่7แทน
“ที่เ้าเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว..” กังหยงกล่าวอย่างชื่นชมเป็ครั้งแรก ดูเหมือนว่าชายหนุ่มที่เป็ศิษย์ของมันในตอนนี้จะมิใช่ผู้ไร้การขวนขวายหาวิธีการใหม่เพื่อปรับปรุงตนเอง
แม้ว่าทั้งสองจะมิได้กล่าวอันใดมาก แต่เนื่องจากมื้อเย็นที่ผ่านมาของกลุ่มจรจัดนั้นเป็เนื้อย่างและข้าวเหนียว จึงทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มมีอาการง่วงเสียจนอดที่จะหาวออกมาไม่ได้
หาว...
“ท่านมีสิ่งใดชี้แนะอีกหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงหนังตาเริ่มหย่อน
“มี! นั่นก็คือ..ห้วงต้องสาป!” กังหยงกล่าวขึ้นเสียงดัง ภาพที่ชายวัยกลางคนได้ใช้วิชาอันแปลกประหลาดพลันปรากฏขึ้นมาในหัว หยุนเสวี่ยเฟิงดวงตากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง สิ่งนี้คือสิ่งที่มันแอบตั้งหน้าตั้งตารอตลอดเจ็ดวันมานี้
“มันเป็เช่นใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้ากลับกลายเป็จริงจัง
“ด้วยพื้นฐานของห้วงกวีนั้นคือการเสริมร่างกายและระดับพลังิญญา แต่ห้วงต้องสาปนั้นจะเป็อีกด้านหนึ่งของมัน” กังหยงหรี่ตากล่าวเสียงเย็น มันเว้น่ให้หยุนเสวี่ยเฟิงทำความเข้าใจเล็กน้อย แล้วจึงกล่าวต่อ
“การจะอัญเชิญห้วงกวีนั้น เ้าคิดเพียงว่ามันเป็สิ่งที่ช่วยเพิ่มระดับ แต่หากว่าเ้าคิดว่ามันลดระดับ สิ่งที่ปรากฏออกมาจะกลับกลายเป็ดวงแสงห้วงต้องสาป!”
กล่าวถึงตรงนี้ม่านตาหยุนเสวี่ยเฟิงพลันเบิกกว้าง หากว่าห้วงกวีของมันใช้เสริมระดับพลังิญญาได้ถึงสิบระดับ แล้วห้วงต้องสาปนั้นเล่า? ใช่ว่าจะลดระดับลง10ระดับเลยใช่หรือไม่? เพียงเส้นบางในความคิดที่กั้นกลางระหว่างเพิ่มหรือลดระดับเท่านั้น กลับสามารถเปลี่ยนผลของการอัญเชิญห้วงกวีให้กลายเป็ห้วงต้องสาปได้ สิ่งนี้มันไม่เคยนึกคาดฝันมาก่อน
กังหยงคล้ายจะเข้าใจสิ่งที่หยุนเสวี่ยเฟิงคิด มันพยักหน้าและกล่าวว่า “ใช่แล้ว หากเ้าสามารถอัญเชิญห้วงกวีให้เสริมระดับได้ ย่อมทำให้ลดระดับได้เช่นเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน เสมือนทั้งสองเป็ขั้วหยินและหยางของกันและกัน”
“เช่นนั้นแล้วเหตุใดตลอดทางที่ผ่านมา ข้าเพียงเอ่ยกล่าวไม่คิดสิ่งใด กลับทำได้เพียงอัญเชิญห้วงกวีเท่านั้น หาได้มีห้วงต้องสาปหลุดรอดออกมาไม่?” ยิ่งคิดยิ่งสับสน ใช่ว่าความคิดจะมีผลแน่นอน เพราะตลอดมาในหลายๆครั้ง มันกลับมิได้คิดอันใดเมื่ออัญเชิญห้วงกวี ไม่แม้แต่จะกล่าวให้เป็บทกวีเสียด้วยซ้ำ ก็ยังสามารถอัญเชิญห้วงกวีออกมาหาได้มีห้วงต้องสาปออกมาดังเช่นที่มันสงสัยแม้แต่ครั้งเดียว
“ข้าลืมกล่าวบางอย่างไป.. การจะอัญเชิญห้วงต้องสาปได้นั้น เ้าต้องมีจิตใจด้านหยิน(มืด)ที่เพียงพอ ทั้งยังต้องใช้ความตั้งใจและจงใจที่จะอัญเชิญมันออกมา”
“จิตใจด้านมืดที่เพียงพอ.. ตั้งใจและจงใจหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเลื่อนลอย กังหยงเห็นดังนั้นมันจึงลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า
“บทเรียนในวันนี้มีเพียงเท่านี้ ข้าเพียง้าให้เ้าเริ่มอัญเชิญห้วงต้องสาปออกมาให้ได้เสียก่อน แล้วหลังจากนั้นเ้าจะได้เรียนรู้สิ่งที่ข้าใช้เมื่อตอนนั้น..” กังหยงกล่าวทิ้งท้าย หลังจากนั้นมันก็เดินไปยังหลุมนอนของมัน.. ใช่แล้ว ชายวัยกลางคนผู้นี้ขุดหลุมนอนกลางทราย
หยุนเสวี่ยเฟิงนิ่งเงียบขบคิด ห้วงกวีนั้นมันได้ใช้ออกราวกับเป็ส่วนหนึ่งของมันแล้ว แต่กลับมิได้ล่วงรู้แม้แต่น้อยถึงความลับนี้ ห้วงกวีที่มันอัญเชิญนั้นเป็เพียงด้านหยาง(สว่าง)เท่านั้นหรือ? แล้วด้านหยิน(มืด)เล่า? มันเป็เช่นใด
“เฝ้ามองจันทร์อับแสงเคล้าน้ำตา” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเพียงประโยคเดียว พลันนั้นดวงแสงห้วงกวีก็ปรากฏขึ้นหนึ่งดวงบนฝ่ามือของมัน การกระทำเยี่ยงนี้มันเพิ่งจะค้นพบเมื่อหัวค่ำ ดวงแสงห้วงกวีใช่ว่าต้องวนเวียนรอบกายเสมอไปมันสามารถควบคุมให้ลอยไปส่วนใดรอบร่างกายก็ได้
“ด้านหยินหรือ?..” ชายหนุ่มเพ่งพินิจดวงแสงบนฝ่ามือ หากว่าต้องใช้จิตด้านมืดจริง ในตอนที่มันเผชิญกลุ่มโจรค้าทาสในคราแรกนั้น มันมั่นใจว่าจิตใจของมันต้องเข้าสู่ด้านมืดแน่แท้ แต่เหตุใดห้วงกวีนี้กลับยังคงเพิ่มระดับให้แก่มัน
เมื่อคิดไม่ตกหยุนเสวี่ยเฟิงก็ได้แต่ถอดถอนลมหายใจ ในวันนี้คล้ายว่าสมองของมันจะเหนื่อยล้าแล้ว “เฮ่อ...”
“เป็อย่างไรบ้าง?” หวังซิ่วอิงกล่าวทักพร้อมกับนั่งลงด้านข้าง ส่วนเ้าเฝิ่นเฟิงก็เข้ามานั่งด้านหลังพร้อมกับก้มหัวลงแนบคาง้าศีรษะงชายหนุ่ม
“การอัญเชิญห้วงกวีมีทั้งด้านมืดและสว่าง เ้าเคยเข้าประลอง เคยได้พบพานการถูกลดระดับหรือไม่?”
หวังซิ่วอิงนึกย้อนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “การประลองของผู้เยาว์นั้น ผู้ใช้กวีจะโยกย้ายหรือแบ่งห้วงกวีให้สมาชิกในกลุ่มตาม่เวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ขั้นสูงสุดที่ข้าเคยพบเจอคือขั้นที่ห้า.. คนผู้นั้นถูกกล่าวว่าเป็อัจฉริยะรุ่นเยาว์”
“แต่เ้าในคราแรกที่ข้าพบพาน เ้ากลับอัญเชิญห้วงกวีสองบทได้ นั่นคือความแตกต่างที่ได้เปรียบแล้ว ส่วนห้วงกวีด้านมืดนั้น ใช่ว่ามันทำร้ายผู้อัญเชิญหรือไม่ หากว่าเ้าอัญเชิญมาแล้วมันลดระดับเ้าในคราแรก มันจะทำให้เ้าลำบากและเป็โอกาสให้คู่ต่อสู้เข้ามาจัดการเ้า”
“เป็จริงดังที่เ้าว่า หากว่ามันลดระดับข้าแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้มัน”
“ข้าจะไปพักผ่อนเสียก่อน เ้าก็อย่าได้คร่ำเคร่งเสียจนเกินไป การเรียนรู้ย่อมต้องใช้เวลา” หญิงสาวว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปยังกระโจมของนาง
“แม๊ะห์”
“ด้านซ้ายหรือ.. ขอบคุณ” หยุนเสวี่ยเฟิงรับรู้สิ่งที่เ้าเฝิ่นเฟิงบอก เพื่อป้องกันมิให้มันเข้ากระโจมผิดดังเช่นคราแรกชายหนุ่มจึงได้ให้เ้าอัลปาก้าเป็ผู้บอกมัน
ค่ำคืนนี้ยังคงยาวนานไม่เปลี่ยนแปลง หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้ากองไฟ ในตอนนี้เข้าสู่ยามเที่ยงคืนแล้ว เ้าอัลปาก้าสีชมพูบัดนี้ได้นอนหลับอยู่ด้านข้าง ขนฟูที่ยืดหดได้ของมันแผ่ออกมาปกคลุมทั้งสองจนดูคล้ายกับก้อนกลมขยาดั์สีชมพู
หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงกลั่นกรองบทเรียนที่มันได้รับมาอย่างต่อเนื่อง มันเริ่มทบทวนและวิเคราะห์กระบวนการอัญเชิญห้วงกวีั้แ่แรก หากว่าห้วงกวีนั้นมีด้านมืดจริง มันต้องจับััได้บ้าง
‘ไม่มีสิ่งใดผิดแปลก’ ครั้นเมื่อได้ทดลองจนครบกระบวนการแล้ว แต่ดวงแสงห้วงกวีที่มันอัญเชิญมากลับยังคงเสริมระดับของมันเช่นเดิม
‘หรือข้าจะมาผิดทางกัน..หรือข้าได้รับคำสอนผิดั้แ่แรก?’ หยุนเสวี่ยเฟิงสีหน้าฉงน มันจ้องมองดวงแสงบนฝ่ามือตาไม่กระพริบ
ดวงแสงห้วงกวีสีแดงยังคงสุกใสไม่ต่างจากดวงก่อนหน้า สิ่งแตกต่างเดียวที่หยุนเสวี่ยเฟิงรับรู้ได้มีเพียงสีของดวงแสงเท่านั้น
“จะใช่เพราะรูปร่างหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเลื่อนลอย พร้อมกันนั้นมันก็กำหนดจินตนาการให้รูปร่างของดวงแสงเปลี่ยนแปลง ครั้นเมื่อเพ่งจิตได้ครู่หนึ่ง ดวงแสงทรงกลมก็เริ่มกลับกลายรูปร่างเป็ดอกไม้โปร่งแสงสีแดง ทว่าผลของมันยังคงส่งเสริมพลังิญญาเช่นเดิม
‘เปลี่ยนรูปร่างก็ได้หรือ ข้าเพียงคิดเล่นๆ’ หยุนเสวี่ยเฟิงยกยิ้ม ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันไม่เคยคิดทดลองเยี่ยงนี้มาก่อน“สมควรมอบให้ซิ่วอิง..”
แต่ในขณะที่มันกล่าวเบาๆคนเดียว พลันนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงกลับนึกบางอย่างได้ บางสิ่งบางอย่างที่มันได้มองข้ามไปการอัญเชิญห้วงกวีนั้น..
‘การอัญเชิญห้วงกวี ห้วงกวีย่อมไม่ทำร้ายผู้เป็นาย!’ คิดได้ดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็เบิกตากว้าง จิตด้านมืดก็ยังคงเป็จิตของผู้เป็นายของจิต เช่นนั้นแล้ว..
“หึหึ! ท่านหลอกให้ข้าไปผิดทาง” หยุนเสวี่ยเฟิงเผยรอบยิ้มชั่วร้าย มันมองไปยังกังหยงที่กำลังนอนกรนอยู่ไม่ไกลนักห้วงกวีแสงรูปดอกกุหลาบสีแดงพลันแปรเปลี่ยนรูปร่างกลับกลายเป็รูปร่างของยุงตัวใหญ่
“ห้วงต้องสาป” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสียงเย็น ยุงแสงสีแดงพลันค่อยๆลอยเข้าหากังหยงที่นอนหลับอย่างสบายอารมณ์อยู่
จบตอน.
ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตามมาถึงตอนนี้ครับ ผมสัญญาว่าจะพัฒนางานเขียนของตัวเองต่อไปครับ
พอเขียนมาถึงตอนนี้แล้วลองกลับไปอ่านตอนแรกๆ ก็เหมือนจะมีพัฒนาการขึ้นนะ(คิดเข้าข้างตัวเอง 555) ดังนั้นก็เลยคิดว่า คนเราหากได้ลองทำสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นต้องมีการพัฒนาปรับปรุงทีละเล็กทีละน้อยเสมอ เพียงแต่เราอาจจะไม่เห็นผลชัดเจนจนกว่ามันจะผ่านไประยะหนึ่ง กล่าวถึงตรงนี้แล้ว ผมเริ่มมีความคิดที่จะกลับไปเขียนตอนเก่าให้เข้ามือในตอนนี้นิดหน่อย แต่เนื้อหาจะไม่เปลี่ยนแปลงครับ แค่ปรับการใช้คำกับทำให้ตอนอ่านลื่นไหลขึ้นเฉยๆ