"อ๊ะพวกเขาหายไปไหนแล้ว"
หลี่อวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบทั้งสองคน หรือบางทีอาจเป็นเพราะหน้ากากหลากสีสันทำให้นางแยกแยะไม่ออก
ฝูงชนเบียดเสียดจนหลี่อวิ๋นต้องขยับเข้าไปใกล้หลี่ไหวฺอวี้สัมผัสได้ถึงแผ่นหลังกว้างและร่างกายกำยำภายใต้เสื้อผ้า
"พวกเราออกจากขบวนก่อนดีหรือไม่"หลี่อวิ๋นแสร้งเอ่ยถาม แต่ภายในใจกลับเต้นระรัวในที่สุดนางก็มีโอกาสได้อยู่กับเขาตามลำพัง
คงต้องเป็นเช่นนั้นหลี่ไหวฺอวี้พยักหน้า ก่อนพาหลี่อวิ๋นออกจากฝูงชนที่คึกคัก
ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผันขณะหลี่ไหวฺอวี้หันหลังกลับมามอง หลี่อวิ๋นก็ถูกฝูงชนพัดพาไปเสียแล้ว เห็นแต่เพียงดวงตารูปผลซิ่งจ้องมองเขาอย่างร้อนรนริมฝีปากบางคล้ายกำลังเอื้อนเอ่ยบางอย่าง
แต่เสียงของนางก็ถูกกลืนหายไปกับความอึกทึกครึกโครม
หลี่ไหวฺอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ตามนางไป ตัดสินใจไปตามหาหมิงเป่าจูก่อน
ขบวนแห่ร้อยอสุราทอดยาวจากหัวถนนไปจนถึงท้ายถนน
ทุกคนสวมหน้ากากปีศาจแสดงท่าทางดุร้าย ที่สำคัญคือหน้ากากปีศาจส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือเหมือนกันทำให้ยากที่จะแยกแยะได้อย่างชัดเจนเมื่ออยู่ท่ามกลางฝูงชน
หมิงเป่าจูเองก็เดินงุ่นง่านราวกับแมลงวันหัวขาดเห็นใครสวมหน้ากากและรูปร่างใกล้เคียงกันก็จะเข้าไปถามไถ่แต่ถามไปห้าหกคนแล้วก็ไม่ใช่หมิงเป่าอวี้สักคน
เอ๊ะ นั่น... มีบุรุษรูปร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งยืนอยู่บริเวณเชิงสะพานข้ามคลอง สวมหน้ากากสีขาวนัยน์ตาสีแดงกำลังมองไปรอบๆ หลี่ไหวฺอวี้!
หาน้องชายไม่เจอแต่เจอเขาก่อนก็ยังดี อย่างน้อยก็เจอหนึ่งคนแล้ว หากทั้งสองมารวมตัวกันก่อนค่อยออกตามหาหมิงเป่าอวี้กับหลี่อวิ๋นด้วยกันก็น่าจะง่ายขึ้น
นางรีบตรงไปที่ข้างกายหลี่ไหวฺอวี้ทว่าทิศทางที่เขายืนอยู่นั้นกลับสวนทางกับขบวนแห่ จึงต้องฝ่าฝูงชนไปอย่างทุลักทุเลด้วยความกังวลว่าเขาจะจากไปเสียก่อนแม้จะรู้ว่าเขาอาจไม่ได้ยิน แต่นางก็ยังคงเดินไป พลางตะโกนเรียกชื่อของเขาไปด้วย
"หมิงเป่าจู?"
หลี่ไหวฺอวี้กระโดดขึ้นไปยืนบนม้านั่งหินข้างถนนสายตาคมกริบกวาดมองไปที่หน้ากากแต่ละอัน เขาเหมือนจะได้ยินเสียงหมิงเป่าจูเรียก
"เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่เห็นเป่าอวี้หรือไม่ ข้าหาเท่าไรก็หาไม่พบ"นางเหนื่อยแทบตายในที่สุดก็ฝ่าฝูงชนมาได้
หมิงเป่าจูหอบหายใจแรงรู้สึกคอแห้งผากจึงกลืนน้ำลายลงคอสองสามครั้ง ยกมือขึ้นตบไหล่ของหลี่ไหวฺอวี้ทีหนึ่งตั้งใจจะถามถึงน้องชายของตนเอง
คนผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่งก้มมองหน้ากากสิงโตบนใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง จากความเคลือบแคลงค่อยๆกลายเป็นความแน่ใจ เขาเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า "แม่นางหมิง"
เสียงนี้...หมิงเป่าจูหยุดหอบ คอไม่แห้งอีกต่อไป นางเองก็ตกตะลึงอยู่สักพัก ถึงเงยหน้าขึ้นแล้วถอดหน้ากากของตนเองออก"ซ่งอี้"
มือเรียวยาวของบุรุษผู้นั้นข้างหนึ่งเอื้อมไปคลำหลังศีรษะ ส่วนอีกข้างก็จับที่ด้านล่างของหน้ากากแล้วดันขึ้น
ชั่วขณะนั้นก็เผยให้เห็นคางเรียวสวย ริมฝีปากที่ค่อนข้างบาง จมูกโด่งได้รูป และดวงตาสดใสเป็นประกายที่นางคุ้นเคย
คนผู้นี้หากมิใช่ซ่งอี้แล้วจะเป็นใครได้อีก!
ช่างเป็นเรื่องเข้าใจผิดอันใหญ่หลวงไม่นึกว่านางถึงกับจำคนผิด ซ้ำยังพูดเองเออเองอยู่เป็นนานสองนาน!
เดิมทีนางไม่ได้สังเกตเหตุใดรูปร่างของคนผู้นี้จึงคล้ายคลึงหลี่ไหวฺอวี้นัก แม้แต่หน้ากากก็ยัง...
ไม่เหมือน...
หมิงเป่าจูก้มหน้าลงตอนที่อยู่ไกลๆ นางเห็นหน้ากากก่อนถึงสงสัยว่าจะเป็นหลี่ไหวฺอวี้จากนั้นจึงค่อยดูรูปร่าง
หากซ่งอี้ไม่ทักเพราะจำนางได้นางคงไม่ทันสังเกตเห็นว่าแม้หน้ากากในมือเขาจะเป็นสีขาวนัยน์ตาแดงแต่ปลายแหลมตรงหน้าผากกลับเป็นสีดำ ในขณะที่ของหลี่ไหวฺอวี้เป็นสีแดง
ด้วยความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเช่นนี้จึงไม่แปลกที่นางจะจำผิด
"แม่นางหมิงก็มาเที่ยวงานเทศกาลจงหยวนเหมือนกันหรือเที่ยวสนุกหรือไม่"
ซ่งอี้ยิ้มอย่างอ่อนโยนทว่าหมิงเป่าจูกลับนึกถึงเหตุการณ์ตอนพบเขาครั้งแรกที่หน้าหอหมื่นสมบัติ
น้ำเสียงดุดันเข้มงวดที่พูดกับจางซานจางซื่อแตกต่างจากตอนนี้ราวกับเป็นคนละคน
นางคิดมาตลอดว่าเขาเป็นคนรอบคอบเฉลียวฉลาด และมีเหตุผลจนน่ากลัว กระทั่งการประมูลต้นสือจือเฉ่าสิ้นสุดลงนางปฏิเสธอย่างเด็ดขาดที่จะเป็นสหายกับเขา และจับสังเกตแววตาผิดหวังของเขาได้
"วันนั้นข้าขอโทษ..." เขาปฏิบัติไปตามหน้าที่ของตนเอง นางไม่ควรไปต่อว่าเขา
ซ่งอี้ตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็เข้าใจความหมายของนางได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาจดจ้องไปที่ร่างเล็กตรงหน้า คำกล่าวเช่นนี้ยิ่งทำให้เขาอยากเข้าใกล้นางมากขึ้น...
"หากผู้แซ่ซ่งออกปากเชื้อเชิญอีกครั้งไม่ทราบว่าแม่นางหมิงจะให้เกียรติเป็นสหายกับผู้แซ่ซ่งหรือไม่" มุมปากของเขาประดับรอยยิ้มพลางเอียงคอนิดๆ ให้ความรู้สึกเฉกเช่นหนุ่มน้อยซึ่งนานๆ จะเผยออกมาให้เห็นสักที
ผู้ดูแลซ่งที่สุขุมเยือกเย็นมาตลอดก็มีมุมขี้เล่นเช่นนี้เหมือนกัน หมิงเป่าจูอดไม่ได้ หัวเราะพรืดออกมา"การมีสหายผู้รอบรู้และสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างผู้ดูแลซ่งนับว่าข้าได้เปรียบแล้ว"
"เรียกข้าว่าซ่งอี้เถิด"เขาไม่เคยรู้สึกว่าชื่อของตนเองไพเราะเสนาะหูเช่นนี้มาก่อนเลย
ทั้งสองยืนอยู่ที่เชิงสะพานพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
แม้รอบข้างจะมีผู้คนพลุกพล่านแต่คนทั้งสองไม่ได้สวมหน้ากากจึงสะดุดตาเป็นพิเศษ
"นี่ ดูสิชายหญิงข้างหน้านั่น ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก"
บทสนทนาของสตรีสองคนที่สวมหน้ากากไม่ไกลนักดึงดูดความสนใจของหลี่ไหวฺอวี้ เมื่อตั้งใจฟังดูก็พบว่าพวกนางกำลังพูดถึงหมิงเป่าจูกับบุรุษที่อยู่ข้างกายนาง
"ใช่ๆเหมาะสมกันจริงๆ แต่เสื้อผ้าของหญิงสาวผู้นั้นดูซอมซ่อไปหน่อย"
"เจ้าว่านี่จะเป็นนายน้อยสกุลไหนมาตกหลุมรักสาวชาวบ้านที่ยากจน ทั้งสองจึงนัดแนะกันมาเพื่อหนีตามกันไปในคืนเทศกาลจงหยวนหรือไม่"
"เจ้าช่างสรรหาเรื่องมาพูดแต่นั่นก็ดูมีแววว่าจะจริงอยู่" พูดจบ ทั้งสองก็หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
"อ่านนิยายมากไปหรือไม่มีพรสวรรค์เช่นนี้ เหตุใดไม่ไปร้องเพลงขับลำนำที่หอคณิกาเสียเลยเล่า"
หลี่ไหวฺอวี้ได้ยินเสียงหัวเราะก็รู้สึกขุ่นเคืองใจ พวกนางคิดว่าเหมาะสมกัน แต่เขากลับรู้สึกว่าเป็นภาพบาดตา จึงทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่งอย่างไม่แยแสก่อนจะเดินดุ่มๆ ตรงไปที่สะพาน
"เอ๊ะเจ้าคนนี้... มาพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร..."
หนึ่งในสองคนนั้นได้ยินก็จ้องขึงด้วยความโมโหและยังคงปากคอเราะร้าย ทว่าพอเห็นใบหน้าของหลี่ไหวฺอวี้อย่างชัดเจนเสียงของนางก็เบาหวิวไร้กำลังลงทันที
"นี่เทพเซียนจุติลงมาหรืออย่างไร"ส่วนอีกคนก็มองเขาตาหยาดเยิ้ม แข้งขาอ่อนระทวยจนแทบยืนไม่อยู่
"เจ้าว่าที่เขาให้ข้าไปร้องเพลงขับลำนำที่หอคณิกาใช่กำลังชมว่าข้างดงามหรือไม่"
...
หญิงสาวทั้งสองได้เห็นเขาเพียงแวบเดียวก็หลงใหลหัวปักหัวปำน่าเสียดายที่หลี่ไหวฺอวี้ไม่รับรู้เรื่องนี้ในใจของเขามีเพียงความหงุดหงิดเท่านั้น
"น้องชายหายไปยังเบิกบานได้ถึงเพียงนี้"ซ้ำยังมีอารมณ์พูดคุยหยอกล้อกับผู้อื่นอีก
หลี่ไหวฺอวี้มองด้วยสายตาเย็นชาอยู่สักพักในที่สุดก็เหลืออด จึงเดินเข้ามาหา
เสียงเย็นชาที่ดังขึ้นข้างหูทำเอาหมิงเป่าจูขนลุกเกรียว
"น้องชายเจ้าหายไปหรือข้าไปช่วยเจ้าตามหาเอง" ที่แท้นางก็ยังมีน้องชายอีกคน
คนมากกำลังก็ยิ่งมากหมิงเป่าจูย่อมไม่ปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หลี่ไหวฺอวี้ก็ตัดสินใจแทนเสียแล้ว
"ไม่จำเป็นกระมังคนไม่รู้จักมักคุ้นไปด้วยมีแต่จะเกะกะ" หลี่ไหวฺอวี้ถลึงตาใส่ซ่งอี้ ก่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย
ซ่งอี้เองก็มองหลี่ไหวฺอวี้เช่นกันทั้งสองดูเหมือนจะไม่ถูกชะตากันนัก เมื่อดวงตาประสานก็เกิดการเขม่นกันราวกับคมดาบที่จ้องจะดื่มเลือดประหัตถ์ประหารอีกฝ่าย
หมิงเป่าจูรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจนเมื่อครู่ยังคิดว่าทั้งสองมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน แต่ตอนนี้ยืนอยู่ด้วยกันกลับรู้สึกว่าไม่เหมือนกันเลยสักนิด เป็นนางตาฝาดไปเอง