สะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล

    พญาหงส์ประวิงเวลา

            หลังจากที่กลับมาถึงโรงเตี๊ยมในค่ำคืนนั้น เซี่ยหยางก็ไม่ได้ออกไปไหนอีก เขานั่งอยู่ภายในห้องพักอันเงียบสงบ บนโต๊ะเบื้องหน้าของเขาวางไว้ด้วย "สมบัติ" สองชิ้นที่เพิ่งได้มาจากตรอกมืด...ก้อนหินสีดำสนิทอันหนักอึ้ง และกล่องไม้ที่บรรจุเมล็ดพืชหน้าตาประหลาด...

    ดวงตาของเขาทอประกายล้ำลึกขณะที่จ้องมองมันราวกับกำลังมองดูแผนที่แห่งอนาคต

    เสี่ยวชุ่ยที่เพิ่งจะยกน้ำชาเข้ามาเปลี่ยนให้ใหม่ เห็นคุณชายของตนนั่งจ้องมองของสองสิ่งนี้มานานแสนนานด้วยท่าทีแปลกประหลาด นางจึงอดที่จะเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยไม่ได้ “คุณชายเจ้าขา...ของสองสิ่งนี้...มันคืออะไรหรือเจ้าคะ? เหตุใดท่านจึงมองมันราวกับเป็นของล้ำค่าเช่นนั้น?”

    เซี่ยหยางตื่นจากภวังค์ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับบ่าวหญิงคนสนิท ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย

    นิ้วเรียวงามของเขาเคาะลงบนกล่องไม้เบาๆ “สิ่งนี้...คือ ‘เมล็ดกาแฟ’ มันเป็นเครื่องดื่มชั้นเลิศที่มาจากดินแดนทางทิศตะวันตกอันไกลโพ้น” เขาสร้างเรื่องราวขึ้นมาอย่างแนบเนียน “ข้าเคยอ่านเจอในตำราทัศนาจรของบัณฑิตผู้หนึ่งเมื่อนานมาแล้ว...เขาบรรยายถึงรสชาติอันเข้มข้นและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน...ว่ากันว่าหากนำไปคั่วแล้วบดชงกับน้ำร้อนดื่ม จะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและสมองปลอดโปร่งยิ่งนัก”

    “วิเศษถึงเพียงนั้นเชียวหรือเจ้าคะ!” เสี่ยวชุ่ยตาโตด้วยความทึ่ง

    “แล้วก้อนนี้เล่าเจ้าคะ?” นางหยิบก้อนโลหะหนักอึ้งนั้นขึ้นมาพิจารณาดู “มันคืออะไรกันแน่? คล้ายจะเป็นเหล็กกล้า...แต่กลับให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและเย็นเยียบกว่าเหล็กทั่วไปนัก”

    เซี่ยหยางยื่นมือไปรับอุกกาบาตก้อนนั้นมาถือไว้ในมือ ความรู้สึกเย็นเยียบและพลังงานที่แฝงเร้นอยู่ภายในนั้นทำให้นางพญาหงส์ในร่างเขารู้สึกยินดีอย่างยิ่ง “ก้อนนี้รึ...” เขากล่าวพลางยิ้มบางๆ “...มันคือโลหะ...ที่ตกลงมาจากนอกโลก”

    “นอกโลก!”

    สิ้นคำของคุณชาย เสี่ยวชุ่ยถึงกับอุทานออกมาอย่างตื่นตะลึง! นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว จ้องมองก้อนหินในมือเจ้านายด้วยนัยน์ตาเบิกโพลง อ้าปากค้างราวกับเห็นภูตผี!

    เซี่ยหยางเห็นอาการตกใจจนเกินงามของสาวใช้คนสนิทแล้วก็อดที่จะรู้สึกเอ็นดูระคนหมั่นเขี้ยวไม่ได้ เขาจึงยื่นมือไปดีดหน้าผากมนของนางเบาๆ หนึ่งที!

    “โอ๊ย! คุณชาย!” “ฮึๆๆ” เขาหัวเราะในลำคอ “ตกใจอะไรถึงเพียงนั้น” “ก็...ก็ท่านบอกว่ามันมาจากนอกโลกนี่เจ้าคะ! เหมือนในนิทานที่ท่านย่าเคยเล่าให้ฟังเลย!”

    “ข้าก็เพียงแค่คาดเดาเท่านั้น” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “แต่หากข้าเดาไม่ผิด...อาวุธเซียนหรืออาวุธวิเศษที่เหล่าแม่ทัพนายกองผู้มีชื่อเสียงในอดีตเคยใช้...ก็น่าจะถูกตีขึ้นมาจากโลหะสวรรค์เช่นนี้แหละ”

    เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “ในยุคสมัยนี้...กรรมวิธีการถลุงเหล็กคงยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะสกัดโลหะที่มีคุณภาพสูงและบริสุทธิ์ได้เท่ากับเจ้าก้อนนี้...ดังนั้น...มันจึงมีค่ามหาศาล”

    เมื่อได้รู้ว่าเจ้าก้อนเหล็กดำๆ นี่อาจจะเป็นต้นกำเนิดของ "อาวุธเทพ" ที่นางเคยได้ยินได้ฟังมาจากนิทานพื้นบ้าน...เสี่ยวชุ่ยก็ยิ่งตื่นตะลึงเข้าไปใหญ่!

    “ข้าเองก็ยังไม่มั่นใจว่าความคิดของข้าจะถูกต้องหรือไม่...มันต้องลองดู” เซี่ยหยางกล่าวพลางห่อวัตถุล้ำค่าทั้งสองชิ้นกลับเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวัง “สักวันหนึ่ง...ข้าอาจจะได้อาวุธดีๆ มาไว้ข้างกายก็ได้”

    เขาเก็บห่อผ้าเข้าที่ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับเสี่ยวชุ่ย “ไปพักผ่อนเถิด...พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่...เวลาของเรา...งวดเข้ามาทุกทีแล้ว”

    …..

    ขบวนเดินทางของเซี่ยหยางออกจากเมืองส่านโจวไปตั้งแต่ยามเหม่า (05.00-07.00 น.) การเดินทางในช่วงสามวันสุดท้ายนี้ราบรื่นกว่าที่คิด ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสงบและร่มรื่นของป่าเขา บรรยากาศที่เคยแข็งกร้าวและดุดันของด่านทหารได้เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยไอหมอกจางๆ และความรู้สึกสงบเย็นของสถานที่บำเพ็ญตน

    ในที่สุด...พวกเขาก็เดินทางมาถึงเชิงเขาซงซาน...จุดหมายปลายทางของการเดินทางอันยาวนาน

    เซี่ยหยางมองขึ้นไปบนยอดเขา เห็นหมู่เรือนและศาลาของสำนักศึกษาตั้งอยู่อย่างสงบงามท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีอยู่ไม่ไกล...ทว่า...สิ่งที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก็คือ...ภาพของเหล่าบัณฑิตในชุดหรูหราหลายคนที่กำลังทยอยเดินลงมาจากเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและทอดถอนใจ

    เมื่อรถม้าเดินทางมาถึงหน้าประตูทางเข้าสำนักศึกษา...พวกเขาก็ได้พบกับคำตอบ

    ณ หน้าประตูทางเข้าอันเรียบง่ายแต่ทรงภูมิ มีศิษย์ในชุดสีเทาผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างกระดานไม้ขนาดใหญ่ บนกระดานนั้น...เขียนไว้ด้วยปริศนาบางอย่าง...

    ศิษย์ผู้นั้นประสานมือคารวะคณะของเซี่ยหยางอย่างสุภาพ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คารวะคุณชายทุกท่าน...ท่านอาจารย์ใหญ่กำลังเข้าฌานบำเพ็ญตบะอยู่ ท่านได้ทิ้งโจทย์ปริศนานี้ไว้...และได้มีคำสั่งว่า...ท่านจะยอมออกมาพบ...ก็แต่เฉพาะผู้ที่สามารถไขปริศนาข้อนี้ได้เท่านั้น”

    เซี่ยหยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย...ในขณะที่ซูเหวินจื่อถึงกับอ้าปากค้าง!

    ‘ช่างสมกับเป็นปรมาจารย์หลินผู้แปลกประหลาดเสียจริง!’

    แต่สิ่งที่เซี่ยหยางและผู้ติดตามของเขาไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยก็คือ...โจทย์ปริศนาอันแสนยากเย็นข้อนี้...แท้จริงแล้วหาใช่สิ่งที่ปรมาจารย์หลินเป็นผู้ตั้งขึ้นมาโดยตรงไม่...แต่มันคืออุบายที่หลี่เจี๋ยได้ร้องขอความช่วยเหลือจากท่านอาเล็กของเขา...ซึ่งก็คือศิษย์คนหนึ่งของปรมาจารย์หลิน...ให้เป็นผู้ตั้งขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นและสร้างความอัปยศให้แก่เซี่ยหยางโดยเฉพาะ.!

    เซี่ยหยางก้าวลงจากรถม้า...เดินตรงไปยังกระดานไม้นั้น...ทอดสายตามองโจทย์ปริศนาที่ถูกเขียนไว้ด้วยลายมืออันทรงพลัง...แววตาของเขา...ยังคงสงบนิ่ง...จนไม่มีผู้ใดสามารถอ่านความรู้สึกที่แท้จริงของเขาออกได้เลย...

    ท่ามกลางความเงียบสงบของเชิงเขาซงซาน...โจทย์ปริศนาบนกระดานไม้เบื้องหน้ากลับแผ่บรรยากาศแห่งความกดดันออกมาอย่างมหาศาล

    ซูเหวินจื่อขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองตัวอักษรและตัวเลขที่เรียงรายอยู่บนนั้นด้วยความไม่เข้าใจ ในขณะที่ผู้ติดตามคนอื่นๆ ก็มีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน

    ทว่า...เซี่ยหยางกลับไม่ได้มองไปที่โจทย์ปริศนานั้นในทันที...แต่เขากลับหันไปเอ่ยถามศิษย์ผู้เฝ้าประตูด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ

    “พี่ชาย...ข้าอดสงสัยไม่ได้ว่า ป้ายประกาศนี้ได้ถูกนำมาติดตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? เพราะบิดาของข้าผู้เป็นศิษย์เก่าของที่นี่...มิเคยกล่าวถึงว่ามีธรรมเนียมเช่นนี้มาก่อน”

    คำถามนั้นดูเรียบง่าย แต่กลับเฉียบคมราวกับคมมีด ศิษย์ผู้นั้นมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามความจริง “ป้ายนี้...เพิ่งจะถูกนำมาติดตั้งไว้ก่อนที่พวกท่านจะเดินทางมาถึง...ประมาณสิบวันเห็นจะได้ขอรับ”

    สิบวัน..!

    ตัวเลขนั้นทำให้เสิ่นอี้ถึงกับต้องลอบหรี่ตาลงในทันที! นางคำนวณเวลาในใจอย่างรวดเร็ว...สิบวันที่แล้ว...ก็คือช่วงเวลาหลังจากที่บิดาอนุญาตให้นางเดินทางมาที่นี่ได้ไม่นาน...และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นางเพิ่งจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับหลี่เจี๋ย!

    ‘ช่างเป็นความบังเอิญที่พอดิบพอดีเกินไปแล้ว...’ นางนึกหยันในใจ ‘เรื่องนี้...ต้องมีลับลมคมในอย่างแน่นอน!’

    ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง...บัณฑิตวัยกลางคนผู้หนึ่งในอาภรณ์ศิษย์พี่ผู้ทรงภูมิก็เดินลงมาจากเนินเขาอย่างเชื่องช้า เขามีร่างกายผอมสูง ผิวขาว และมีหนวดแพะเล็กน้อยที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ท่วงทีการเดินนั้นดูสง่างามและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ

    เขาเดินตรงเข้ามาหาคณะของเซี่ยหยาง ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างมีมารยาท “ไม่ทราบว่าท่านคือคุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ยใช่หรือไม่?”

    “คารวะท่านอาวุโส” เซี่ยหยางรีบประสานมือคารวะตอบอย่างนอบน้อม

    “คารวะศิษย์พี่หลี่!” ศิษย์ผู้เฝ้าประตูรีบทำความเคารพชายผู้นั้นในทันที

    ‘หลี่?’ เสิ่นอี้ลอบคิด ‘แซ่เดียวกับเจ้าอันธพาลผู้นั้น...เห็นที...ข้าคงจะเดาไม่ผิดแล้วว่าคนผู้นี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับหลี่เจี๋ยไม่มากก็น้อย...และน่าจะมีส่วนร่วมกับป้ายปริศนาแผ่นนี้อย่างแน่นอน’

    “ข้าน้อยเซี่ยหยาง” เขาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ “ดั้นด้นเดินทางไกลมาจากเมืองหลวง ประการแรก...เพื่อเป็นตัวแทนของบิดา ท่านเสนาบดีเซี่ย มาเยี่ยมคารวะท่านปรมาจารย์หลิน ส่วนประการที่สอง...ก็เพื่อจะมาขอคำชี้แนะจากท่าน สำหรับใช้ในการเตรียมตัวสอบจองหงวนที่กำลังจะมาถึงในอนาคตขอรับ”

    บัณฑิตหลี่ลูบเคราน้อยๆ ของตนเอง แสร้งทำใบหน้าเศร้าสร้อยและเห็นใจ “โอ...น่าเสียดายยิ่งนักคุณชายเซี่ย...ข้าเองก็อยากจะให้ท่านได้เข้าพบท่านอาจารย์โดยเร็วเช่นกัน เพียงแต่...เมื่อสิบวันก่อน ท่านอาจารย์เกิดมีญาณทัศนะ ต้องการจะเข้าฌานบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ จึงได้ตั้งโจทย์ปริศนานี้ไว้หน้าสำนัก...ท่านมีคำสั่งว่าหากผู้ใดสามารถไขโจทย์นี้ได้...จึงจะยอมออกมาพบ”

    เขาถอนหายใจยาว “ข้าต้องขออภัยในความไม่สะดวกนี้ด้วย...ดูเหมือนว่าท่านคงจะต้องใช้ปัญญาและความสามารถของท่านในการแก้ไขโจทย์นี้เสียแล้ว...ความปรารถนาของท่านจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้”

    คำพูดของเขานั้นดูสุภาพและเปี่ยมด้วยเหตุผล...แต่ในสายตาของเสิ่นอี้นั้น...มันคือการแสดงละครฉากใหญ่ที่น่าสมเพชสิ้นดี!

    เซี่ยหยางประสานมือขอบคุณอย่างนุ่มนวล “ขอบคุณผู้อาวุโสหลี่ที่ชี้แนะ ข้าเข้าใจแล้ว”

    เขาหันไปมองป้ายปริศนานั้นอีกครั้ง...

    “ในกรงเดียวกัน มีไก่และกระต่ายอยู่รวมกัน นับหัวได้ 35 หัว นับขาได้ 94 ขา ถามว่าในกรงนั้นมีไก่อยู่กี่ตัว และกระต่ายอยู่กี่ตัว?”

    ‘โธ่เอ๊ย...’ เสิ่นอี้ถึงกับต้องแอบเบ้ปากมองบนอยู่ในใจ ‘โจทย์แค่นี้...เด็กนักเรียนมัธยมในโลกของข้าก็แก้ไขได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาด้วยซ้ำ!’

    ทว่า...นางรู้ดีว่านางไม่สามารถตอบคำถามนี้ออกไปในทันทีได้

    ‘การตอบเร็วเกินไป...คือการดูหมิ่นปรมาจารย์หลินว่าตั้งโจทย์ที่ง่ายดายเกินไป...ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงชื่อเสียงของท่านพ่อได้...อีกทั้งยังจะเป็นการเดินเข้าสู่กับดักของเจ้าพวกสกุลหลี่อย่างโง่เขลา...ไม่...ข้าจะยังไม่เดินหมากตานี้’

    เมื่อคิดได้ดังนั้น...นางจึงหันกลับไปหาผู้อาวุโสหลี่อีกครั้ง “ผู้อาวุโสหลี่...ดูเหมือนว่าปริศนานี้จะลึกซึ้งเกินกว่าสติปัญญาอันน้อยนิดของข้าจะสามารถขบคิดได้ในเวลาอันสั้น...ข้าคงต้องขออนุญาตตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่เชิงเขาแห่งนี้สักระยะ...เพื่อจะได้ใช้เวลาครุ่นคิดหาคำตอบอย่างเต็มที่”

    คำพูดนั้นทำให้ศิษย์พี่หลี่ถึงกับต้องแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ!

    ‘โง่ก็บอกว่าโง่เถอะ!’ เขาปรามาสเซี่ยหยางอยู่ภายใน ‘ทำเป็นพูดจาสวยหรูไปได้!’

    “ตามสบายเลยคุณชาย” เขาผายมือไปทางลานดินกว้างใต้ต้นเฟิงขนาดใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งมีใบหนาให้ร่มเงาเป็นอย่างดี “บริเวณนั้นน่าจะเหมาะสมสำหรับการพักค้างแรม”

    “ขอบคุณในความกรุณาของท่าน” เซี่ยหยางประสานมืออีกครั้ง ก่อนจะหันไปสั่งการผู้ติดตามของตน “อู๋อิ่ง อาหู่ อากัง...พวกเจ้าจงไปตั้งค่ายพักแรมที่นั่น...ดูเหมือนว่าคืนนี้...เราคงจะต้องค้างคืนกันที่นี่เสียแล้ว”

    ศิษย์พี่หลี่มองภาพนั้นด้วยความสมเพชระคนสะใจ...

    ‘หึ หึ...เชิญตามสบายเลย...อีกสักชาติหนึ่ง...ก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะมีปัญญาได้เข้าพบท่านอาจารย์ของข้าหรือไม่!’

    เขาคิดในใจ...ก่อนจะหมุนกายเดินกลับขึ้นเขาไปอย่างสบายอารมณ์...ทิ้งให้กลุ่มของเซี่ยหยางต้องเผชิญหน้ากับ “ปริศนาที่แก้ไม่ได้” อยู่เบื้องล่าง...โดยที่ไม่รู้เลยว่า...พญาหงส์ผู้นั้น...กำลังจ้องมองแผ่นหลังของเขา...ด้วยแววตาของผู้ล่าที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อเดินกลับเข้าไปในรังของตนเอง...

    คล้ายกับเรื่องสะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล ที่คุณอ่าน