ความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมลานประลองหินอ่อนแห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยนั้นหนักอึ้งและเย็นเยียบจนแทบจะจับตัวเป็ก้อนน้ำแข็ง ภาพของอู๋เทียน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เย่อหยิ่งและได้รับการยกย่องว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่ง นอนจมกองเืและเศษซากปรักหักพังของกำแพงอัฒจันทร์ในสภาพที่เส้นชีพจรแหลกเหลว เป็ภาพที่ท้าทายสามัญสำนึกของผู้ฝึกยตนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสูดลมหายใจแรงๆ สายตานับหมื่นคู่ต่างจับจ้องไปที่ร่างของเด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านสีเทามอซอ ผู้ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานประลองที่ถูกผ่าครึ่ง รังสีอำมหิตสีเืที่เคยะเิออกมาราวกับพายุคลั่งได้จางหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความตายจางๆ และความกดดันที่มองไม่เห็นซึ่งกดทับจิตใจของผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก หลินเฟยเก็บซ่อนดาบปราณไร้ลักษณ์กลับเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างแเี แววตาของเขายังคงสงบนิ่งและลึกล้ำดุจก้นมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง ราวกับว่าการบดขยี้ยอดฝีมือระดับรวมปราณขั้นที่เก้าเป็เพียงการปัดแมลงวันตัวหนึ่งให้พ้นทางเท่านั้น
บนอัฒจันทร์ระดับวีไอพี ผู้าุโจ้าวหน้าซีดสลับเขียว ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้นและความอัปยศที่ถูกฉีกหน้าอย่างรุนแรงต่อหน้าศิษย์ทั้งสำนัก เขาเพิ่งถูกพลังศักดิ์สิทธิ์ของจ้าวสำนักกระแทกจนต้องถอยร่นกลับมา การยื่นมือเข้ามาแทรกแซงของจ้าวสำนักผู้ซึ่งเก็บตัวปิดด่านฝึกตนมานับสิบปี เป็สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด และมันได้ทำลายแผนการชั่วร้ายของผู้าุโจ้าวลงจนย่อยยับ เขาทำได้เพียงกัดฟันแน่นจนเืซิบ จ้องมองหลินเฟยด้วยสายตาที่อาฆาตมาดร้ายประดุจอสรพิษที่รอวันเอาคืน ทว่าในวินาทีนี้ เขาไม่อาจทำสิ่งใดได้อีกต่อไป เพราะคำสั่งของจ้าวสำนักถือเป็ประกาศิตสูงสุดที่ไม่มีผู้ใดในหุบเขาเมฆาคล้อยกล้าขัดขืน
ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคุกรุ่น เสียงอันทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของจ้าวสำนักก็ดังก้องกังวานลงมาจากยอดเขาศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง เสียงนั้นไม่ได้ดังจนแสบแก้วหู แต่มันกลับกังวานเข้าไปในส่วนลึกของจิติญญาของผู้ฟังทุกคนโดยตรง ราวกับเสียงของเทพเ้าที่ลงมาโปรดสัตว์ "หลินเฟย... การแสดงออกของเ้าในวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงเจตจำนงที่แข็งแกร่งและพร์ที่ซ่อนเร้น การเอาชนะอู๋เทียนผู้ใช้ยาต้องห้ามได้ด้วยพลังของตนเอง ถือเป็ความสำเร็จที่น่าชื่นชม จงขึ้นมาหาข้าบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ข้ามีเื่ที่จะต้องสนทนากับเ้าเป็การส่วนตัว ส่วนเื่การลงโทษอู๋เทียนที่ลักลอบใช้ยาเม็ดโลหิตคลั่งและการสอบสวนหาผู้บงการอยู่เื้ั ให้เป็หน้าที่ของหอคุมกฎที่จะต้องจัดการอย่างโปร่งใสที่สุด"
ประโยคสุดท้ายของจ้าวสำนักแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งและพุ่งเป้าไปที่ผู้าุโจ้าวโดยตรง ผู้าุโจ้าวสะดุ้งเฮือก เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมเต็มแผ่นหลัง เขารู้ดีว่าหากจ้าวสำนักเอาจริงกับการสืบสวนครั้งนี้ ตำแหน่งของเขาจะต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน บรรดาศิษย์รอบลานประลองต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์คือสถานที่ต้องห้ามสูงสุดของสำนัก แม้แต่ผู้าุโระดับสูงหากไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ การที่จ้าวสำนักเอ่ยปากเรียกศิษย์รับใช้ปลายแถวให้ขึ้นไปพบเป็การส่วนตัว ถือเป็เกียรติยศและวาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปี
หลินเฟยประสานมือคารวะไปยังทิศทางของยอดเขาศักดิ์สิทธิ์อย่างนอบน้อม แม้ในใจของเขาจะยังคงมีความระแวดระวังและสงสัยในเจตนาของจ้าวสำนัก แต่เขาก็รู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การปฏิเสธไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด เขาหมุนตัวเดินลงจากลานประลองที่พังทลาย ฝูงชนรีบแหวกทางให้เขาราวกับคลื่นน้ำที่แยกออกจากกัน ไม่มีใครกล้าสบตาเขาตรงๆ หลินเฟยก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งหน้าไปยังเส้นทางลับที่ทอดยาวขึ้นสู่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ทิ้งเื่ราววุ่นวายเื้ัให้กลายเป็เพียงฝุ่นควันที่รอวันจางหาย
เส้นทางสู่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ทางเดินธรรมดา แต่มันคือ 'บันไดเมฆาพันขั้น' ซึ่งเป็ค่ายกลทดสอบจิติญญาและพลังปราณที่สืบทอดมาั้แ่ยุคก่อตั้งสำนัก บันไดหินสีขาวบริสุทธิ์ทอดยาวคดเคี้ยวขึ้นไปตามหน้าผาสูงชัน หายลับเข้าไปในหมู่เมฆหมอกที่หนาทึบ ทันทีที่หลินเฟยก้าวเท้าเหยียบลงบนบันไดขั้นแรก เขาก็ััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาบนบ่าราวกับมีูเาทั้งลูกหล่นทับ มันไม่ใช่แรงกดดันทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็แรงกดดันทางจิติญญาที่พยายามจะบดขยี้ความมุ่งมั่นและเจตจำนงของผู้ที่ก้าวเดินให้แหลกสลาย หากเป็ศิษย์ระดับรวมปราณขั้นต้นทั่วไป คงกระอักเืและทรุดตัวลงั้แ่สามขั้นแรกแล้ว
ทว่าหลินเฟยหาใช่คนธรรมดา เขาผ่านความเ็ปจากการถูกตัดเส้นชีพจรและทนทุกข์ทรมานมานับสิบปี จิตใจของเขาถูกตีรั้งและหล่อหลอมด้วยเปลวไฟแห่งความแค้นจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แรงกดดันเพียงแค่นี้ไม่อาจทำให้เขาย่อท้อได้ เขาโคจรพลังปราณสีทองแดงในจุดตันเถียนให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง ปราณแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ส่งเสียงคำรามในใจ แผ่ซ่านกลิ่นอายความดุดันออกมาต่อต้านแรงกดดันของบันไดเมฆาอย่างไม่ลดละ หลินเฟยก้าวเดินขึ้นไปทีละขั้น ทีละขั้น อย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามหน้าผาก แต่แววตาของเขากลับยิ่งทอประกายเจิดจ้าและมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น
เมื่อก้าวขึ้นมาถึงขั้นที่สามร้อย แรงกดดันก็เพิ่มสูงขึ้นเป็ทวีคูณ บรรยากาศรอบด้านเริ่มเปลี่ยนไป เมฆหมอกที่เคยเงียบสงบเริ่มก่อตัวเป็ภาพลวงตา ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต ภาพของบิดามารดาที่ถูกสังหาร ภาพของคฤหาสน์ที่ถูกเผาทำลาย และภาพของใบหน้าที่เหยียดหยามของศัตรู ปรากฏขึ้นมารายล้อมตัวเขา ค่ายกลลวงตากำลังดึงเอาความหวาดกลัวและความแค้นที่ฝังลึกที่สุดในจิตใจของเขาออกมาใช้เป็อาวุธโจมตีจิติญญา เสียงกรีดร้องและเสียงหัวเราะเยาะดังก้องอยู่ในโสตประสาท พยายามจะทำให้เขาสติแตกและก้าวพลาดตกลงไปในเหวลึก
"ภาพลวงตาอันไร้สาระ!" หลินเฟยแค่นเสียงเ็า เขารู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้เป็เพียงภาพมายาที่ค่ายกลสร้างขึ้น เขาหลับตาลง ไม่สนใจภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน เขาใช้จิติญญาแห่งศาสตราไร้ลักษณ์เป็ดั่งดาบที่คมกริบ ฟาดฟันตัดขาดจากความวุ่นวายทางอารมณ์ทั้งหมด เจตจำนงกระบี่ที่เพิ่งตื่นรู้ของเขาแผ่ซ่านออกมาเป็ออร่าสีเืบางๆ คลุมรอบตัว ทำลายภาพลวงตาเ่าั้ให้แตกสลายกลายเป็ละอองควัน เขาลืมตาขึ้นอีกครั้งและก้าวเดินต่อไปด้วยความรวดเร็วที่เพิ่มมากขึ้น ความพยายามของบันไดเมฆาที่จะหยุดยั้งเขากลับกลายเป็หินรองลับมีดที่ทำให้เจตจำนงของเขาคมกริบยิ่งขึ้นไปอีก
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ในที่สุดหลินเฟยก็ก้าวเท้าเหยียบลงบนบันไดขั้นที่หนึ่งพัน ร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง กล้ามเนื้อทุกมัดปวดร้าวราวกับจะฉีกขาด แต่ความรู้สึกในจิตใจกลับปลอดโปร่งและโล่งสบายอย่างประหลาด การผ่านบททดสอบนี้ทำให้พลังปราณของเขาเสถียรและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เขายืนอยู่บนลานหินกว้างขวางที่ตั้งอยู่บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ สถานที่แห่งนี้อยู่เหนือชั้นเมฆ ท้องฟ้าเบื้องบนเป็สีครามสดใส อากาศบริสุทธิ์และอัดแน่นไปด้วยพลังิญญาฟ้าดินที่หนาแน่นกว่าเบื้องล่างถึงสิบเท่า เบื้องหน้าของเขาคือศาลาไม้ไผ่ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ
ภายในศาลาไม้ไผ่ ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิชงชาอยู่บนโต๊ะไม้ ชายชราผู้นี้มีเรือนผมและหนวดเครายาวสีขาวบริสุทธิ์ประดุจหิมะ สวมชุดคลุมสีเทาอ่อนที่ดูเรียบง่าย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่แววตากลับกระจ่างใสและลึกล้ำราวกับดวงดาวในจักรวาล รังสีพลังของเขาถูกเก็บงำไว้อย่างมิดชิดจนดูเหมือนชายชราธรรมดาๆ ที่ไร้ซึ่งวรยุทธ์ แต่นั่นคือจุดสูงสุดของการคืนสู่สามัญที่แท้จริง ชายผู้นี้คือจ้าวสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ตัวตนที่ทรงอำนาจที่สุดในหุบเขาแห่งนี้
"เข้ามาสิ เด็กน้อย" เสียงของจ้าวสำนักดังขึ้นอย่างนุ่มนวลและอบอุ่น "การที่เ้าสามารถก้าวข้ามบันไดเมฆาพันขั้นมาได้ด้วยระดับพลังเพียงรวมปราณขั้นที่สาม ถือเป็ปาฏิหาริย์ที่ข้าไม่ได้เห็นมานานหลายสิบปีแล้ว มานั่งดื่มชากับข้าสักจอกก่อนเถอะ"
หลินเฟยเดินเข้าไปในศาลาอย่างระมัดระวัง เขานั่งลงบนเบาะรองนั่งฝั่งตรงข้ามกับจ้าวสำนัก ประสานมือคารวะอีกครั้ง "ศิษย์สายนอก หลินเฟย คารวะท่านจ้าวสำนัก ขอบพระคุณที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยเหลือข้าจากการลอบทำร้ายของผู้าุโจ้าว"
จ้าวสำนักยิ้มบางๆ พลางรินชาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีขาวและเลื่อนไปตรงหน้าหลินเฟย "ข้าไม่ได้ช่วยเหลือเ้า ข้าเพียงแต่รักษากฎของสำนักที่ถูกละเมิดอย่างร้ายแรงต่างหาก ดื่มชาสิ ชานี้คือชาใบหลิวหยกพันปี มันจะช่วยฟื้นฟูพลังปราณและบรรเทาอาการาเ็ภายในจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดของเ้าได้"
หลินเฟยรับจอกชามาจิบเพียงเล็กน้อย ความอบอุ่นและพลังิญญาบริสุทธิ์ไหลซ่านลงสู่กระเพาะอาหารและกระจายไปทั่วเส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว ความเหนื่อยล้าจากการปะทะกับอู๋เทียนและการปีนบันไดมลายหายไปเป็ปลิดทิ้ง เขาวางจอกชาลงและมองลึกเข้าไปในดวงตาของจ้าวสำนัก "ท่านเรียกข้ามาพบที่นี่ คงไม่ได้มีเพียงแค่เื่การดื่มชาและชื่นชมข้ากระมัง ท่าน้าสิ่งใดจากข้า หรือท่านล่วงรู้ความลับบางอย่างของข้า" หลินเฟยเลือกที่จะถามอย่างตรงไปตรงมา เพราะการเล่นลิ้นกับยอดฝีมือระดับนี้ย่อมไม่มีประโยชน์อันใด
จ้าวสำนักหัวเราะเบาๆ แววตาของเขาฉายแววชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่ม "เ้าเป็คนฉลาดและตรงไปตรงมาดี ข้าชอบคนเช่นนี้ หลินเฟย... เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่เ้าถูกนำตัวมาทิ้งไว้ที่สำนักแห่งนี้ ข้าเป็คนลงไปตรวจดูอาการของเ้าด้วยตนเอง ข้าเห็นกับตาว่าเส้นชีพจรของเ้าถูกทำลายจนแหลกละเอียด ไม่มีทางที่จะฟื้นฟูได้ด้วยวิธีการใดๆ ในโลกนี้ ทว่าวันนี้ เ้าไม่เพียงแต่กลับมามีเส้นชีพจรที่สมบูรณ์แบบ แต่พลังปราณของเ้ายังแปรเปลี่ยนเป็ปราณสีเืที่ดุดันและทรงอำนาจจนสามารถเอาชนะผู้ที่ใช้ยาต้องห้ามในระดับที่สูงกว่าเ้าถึงหกขั้นได้ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าไปพบเจอวาสนาหรือปาฏิหาริย์อันใดมา และข้าก็ไม่คิดที่จะเค้นถามความลับของเ้า เพราะวาสนาของผู้ใดก็ย่อมเป็ของผู้นั้น ์ได้ประทานเส้นทางใหม่ให้กับเ้าแล้ว"
หลินเฟยรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่จ้าวสำนักไม่คิดจะ่ชิงความลับของศาสตราไร้ลักษณ์ไปจากเขา "แล้วเหตุใดท่านจึงเรียกข้ามา?"
"เพราะข้ามองเห็นศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดในตัวเ้า" จ้าวสำนักตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "สำนักกระบี่เมฆาคล้อยของเราเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรในอดีต แต่บัดนี้กลับตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ผู้าุโบางคนมัวเมาในอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจนละเลยการบ่มเพาะศิษย์รุ่นใหม่ที่แท้จริง เหตุการณ์ในวันนี้เป็เครื่องพิสูจน์แล้วว่า ความเน่าเฟะได้หยั่งรากลึกลงไปในสำนักเพียงใด ข้า้าใครสักคนที่จะมาเป็สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ใครสักคนที่มีเจตจำนงที่แน่วแน่และไม่ยอมสยบต่อความอยุติธรรม และเ้า หลินเฟย เ้าคือความหวังนั้น"
หลินเฟยขมวดคิ้ว "ท่าน้าให้ข้าเป็เครื่องมือในการกำจัดเสี้ยนหนามของท่านงั้นรึ? ท่านประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว ข้าเป็เพียงเด็กหนุ่มที่มีความแค้นส่วนตัว ข้าไม่ได้มีความจงรักภักดีต่อสำนักแห่งนี้มากพอที่จะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของมัน"
"ข้าไม่ได้ขอให้เ้าจงรักภักดีต่อสำนัก" จ้าวสำนักส่ายหน้า "ข้าเพียงแต่เสนอผลประโยชน์ร่วมกัน เ้า้าความแข็งแกร่งเพื่อชำระแค้น และข้า้าผู้สืบทอดที่แข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดท้าทายพายุร้ายในยุทธภพ หากเ้ายอมรับข้อเสนอของข้า ข้าจะมอบสถานะ 'ศิษย์สายหลัก' ให้กับเ้าโดยตรง ไม่ต้องผ่านการเป็ศิษย์สายใน และข้าจะมอบป้ายหยกบัญชาการที่อนุญาตให้เ้าเข้าถึงชั้นสูงสุดของหอคัมภีร์ยุทธ์และถ้ำัเร้นกาย สถานที่ฝึกตนที่ดีที่สุดของสำนัก ซึ่งมีพลังิญญาหนาแน่นกว่าภายนอกถึงยี่สิบเท่า ที่นั่น เ้าจะสามารถทะลวงขอบเขตพลังได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีผู้ใดกล้ามารบกวน"
ข้อเสนอของจ้าวสำนักเป็สิ่งที่เย้ายวนใจอย่างยิ่ง การเป็ศิษย์สายหลักหมายถึงการมีสถานะที่แทบจะเทียบเท่ากับผู้าุโ ไม่มีศิษย์คนใดกล้ามาหาเื่ และการได้สิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรระดับสูงสุดของสำนักคือสิ่งที่หลินเฟย้าอย่างเร่งด่วนเพื่อยกระดับพลังของตนเองให้พร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับศัตรูที่แท้จริง
"แล้วท่าน้าสิ่งใดเป็การตอบแทน?" หลินเฟยถามอย่างรอบคอบ
"เมื่อถึงเวลาที่สำนักกระบี่เมฆาคล้อยต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ หรือเมื่อมีการประลองระหว่างเจ็ดสำนักใหญ่แห่งทวีป ข้าขอเพียงให้เ้าในฐานะตัวแทนของสำนัก ยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของพวกเรา และ... หากเป็ไปได้ ข้าอยากให้เ้าช่วยตรวจสอบการทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของผู้าุโจ้าวกับขุมกำลังภายนอกอย่างลับๆ ข้ามีหลักฐานบางอย่างที่บ่งชี้ว่าเขากำลังติดต่อกับพรรคมารเพื่อทรยศสำนัก แต่ข้ายังไม่สามารถลงมือได้อย่างเปิดเผยเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก"
หลินเฟยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การรับปากจ้าวสำนักเท่ากับเป็การผูกมัดตัวเองเข้ากับความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าเดิม แต่มันก็เป็โอกาสทองที่จะได้เข้าถึงทรัพยากรมหาศาลและได้รับความคุ้มครองชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการกับผู้าุโจ้าวก็เป็เป้าหมายของเขาอยู่แล้ว "ตกลง ข้ายอมรับข้อเสนอของท่าน ข้าจะเป็ศิษย์สายหลักของท่าน แต่จำไว้ ข้าทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายของข้าเอง หากสำนักแห่งนี้ขวางทางข้า ข้าก็จะทำลายมันด้วยมือของข้าเช่นกัน"
จ้าวสำนักหัวเราะเสียงดังด้วยความถูกใจ "ประเสริฐ! ช่างเป็เจตจำนงที่ดุดันและโอหังสมกับผู้ปราณสีเื นำป้ายหยกบัญชาการนี้ไป และั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป เ้าคือศิษย์สายหลักเพียงคนเดียวของข้า หากมีผู้ใดกล้าตั้งคำถามหรือหาเื่เ้า จงใช้ดาบของเ้าสั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึก ข้าจะคอยดูการเติบโตของเ้า หลินเฟย"
จ้าวสำนักโยนป้ายหยกสีเขียวมรกตที่สลักลวดลายัพาดเมฆาให้กับหลินเฟย หลินเฟยรับมันไว้และประสานมือคารวะอีกครั้งก่อนจะขอตัวลากลับ เขาเดินลงจากยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บัดนี้เขาไม่ใช่เศษสวะที่ไร้ค่าอีกต่อไป แต่เป็ศิษย์สายหลักผู้มีอำนาจล้นมือ การเดินทางกลับลงมานั้นง่ายดายกว่าตอนขึ้นมาก เขารู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ พลังปราณในร่างไหลเวียนอย่างสมบูรณ์แบบพร้อมสำหรับการทะลวงสู่ขอบเขตที่สูงขึ้น
ในขณะเดียวกัน ณ มุมมืดของเรือนพักผู้าุโคุมกฎ ผู้าุโจ้าวกำลังทุบทำลายข้าวของในห้องจนแหลกละเอียดด้วยความคลุ้มคลั่งและแค้นเคือง แผนการที่เขาวางไว้อย่างแยบยลกลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ อู๋เทียนกลายเป็คนพิการ ส่วนหลินเฟยกลับได้รับการเชิดชูจากจ้าวสำนัก นี่คือความอัปยศที่เขาไม่อาจยอมรับได้ เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้หลินเฟยเติบโตไปมากกว่านี้ ภัยพิบัติจะต้องมาถึงตัวเขาอย่างแน่นอน
เขาเดินไปที่มุมห้องที่เป็กำแพงหินทึบ เอื้อมมือไปกดกลไกสลับซับซ้อนที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาด กำแพงหินเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นทางเดินลับที่นำไปสู่ห้องใต้ดินอันมืดมิด ภายในห้องนั้นมีแท่นบูชาที่สลักลวดลายสยดสยองและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื ผู้าุโจ้าวหยิบยันต์สื่อสารสีดำสนิทออกมาจากอกเสื้อ กัดนิ้วตัวเองและหยดเืลงบนยันต์นั้น ปากก็พึมพำคาถาลี้ลับ
ยันต์สีดำลุกไหม้เป็เปลวไฟสีเขียว ควันไฟลอยขึ้นและก่อตัวเป็ใบหน้าของอสูรที่ดูดุร้ายและน่าเกรงขาม เสียงแหบพร่าและเ็าดังก้องออกมาจากควันไฟนั้น "มีเื่อันใด จ้าวเทียนหรง เหตุใดจึงกล้าติดต่อข้ามาในเวลานี้ เ้ารู้หรือไม่ว่าการใช้ยันต์สื่อสารข้ามมิติมีความเสี่ยงสูงเพียงใด"
"ข้าน้อยขอประทานอภัยท่านทูตซ้ายแห่งหอสังหารโลหิต" ผู้าุโจ้าวคุกเข่าลงด้วยความสั่นกลัว "ข้าน้อยมีเื่ฉุกเฉินที่จะต้องรายงาน สิบปีก่อน ตอนที่พวกท่านกวาดล้างตระกูลหลินแห่งเมืองเมฆา มีเด็กคนหนึ่งรอดชีวิตมาได้และถูกนำมาทิ้งไว้ที่สำนักของข้า ตอนนี้มันฟื้นฟูเส้นชีพจรได้แล้วและมีพลังมารที่น่าสะพรึงกลัว ซ้ำยังได้รับการสนับสนุนจากจ้าวสำนัก ข้าน้อยเกรงว่าหากปล่อยมันไว้ มันจะกลายเป็หอกข้างแคร่ของพวกท่านในอนาคต ข้าน้อย้าให้พวกท่านส่งยอดฝีมือระดับสูงมาจัดการลอบสังหารมันให้สิ้นซาก"
ใบหน้าอสูรในควันไฟเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มอำมหิต "ตระกูลหลินงั้นรึ... ช่างดวงแข็งเสียนี่กระไร ไม่คิดว่าจะยังมีมดปลวกรอดชีวิตมาได้และเติบโตขึ้นมาแว้งกัด ตกลง ข้าจะส่ง 'เงาสังหารคู่' ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นต้นไปจัดการมันให้เ้า แต่จำไว้ จ้าวเทียนหรง หากแผนการนี้ล้มเหลว หรือทำให้เื่ราวบานปลายจนหอสังหารโลหิตต้องเดือดร้อน หัวของเ้าจะเป็สิ่งแรกที่ถูกตัดมาเซ่นไหว้!"
เปลวไฟสีเขียวดับวูบลง ทิ้งผู้าุโจ้าวให้นั่งคุกเข่าอยู่ในความมืดพร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและโรคจิต "ฮ่าๆๆ หลินเฟย... แกคิดว่าได้เป็ศิษย์ของจ้าวสำนักแล้วจะปลอดภัยงั้นรึ? เงาสังหารคู่คือฝันร้ายของยอดฝีมือระดับแก่นแท้ แม้แต่จ้าวสำนักก็ไม่อาจปกป้องแกได้ตลอดเวลา จงเตรียมตัวลงนรกไปพบกับครอบครัวของแกได้เลย!"
อีกด้านหนึ่ง หลินเฟยเดินมาถึงบริเวณด้านหน้าของ 'ถ้ำัเร้นกาย' ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาด้านหลังของสำนัก มันถูกคุ้มครองด้วยค่ายกลระดับสูง ผู้พิทักษ์ถ้ำซึ่งเป็ผู้าุโระดับแก่นแท้มองดูหลินเฟยด้วยความประหลาดใจและดูแคลน แต่เมื่อหลินเฟยชูป้ายหยกบัญชาการสีเขียวมรกตขึ้น ผู้าุโผู้นั้นก็เบิกตากว้างและรีบโค้งคำนับเปิดทางให้ทันทีโดยไม่กล้าเอ่ยปากถามสิ่งใด
หลินเฟยเดินก้าวเข้าไปในถ้ำัเร้นกาย ทันทีที่ก้าวพ้นประตูหินบรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พลังิญญาฟ้าดินที่นี่หนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็หยดน้ำ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพริญญาที่ปลูกอยู่ตามผนังถ้ำ พื้นที่ภายในกว้างขวางและมีห้องฝึกตนส่วนตัวที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา หลินเฟยเดินเข้าไปในห้องที่อยู่ลึกที่สุด ปิดประตูศิลาหนักอึ้งลง ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์
เขานั่งขัดสมาธิลงบนเตียงหยกเย็นกลางห้อง นำแก่นอสูรทั้งหมดที่หามาได้และขวดโอสถฟื้นฟูที่จ้าวสำนักแถมมาให้ออกมาวางเรียงราย แววตาของเขาทอประกายความมุ่งมั่นที่ลุกโชนดุจเปลวเพลิง เขารู้ดีว่าพายุลูกใหม่กำลังจะมาเยือน การท้าทายผู้าุโจ้าวและการรับตำแหน่งศิษย์สายหลักทำให้เขากลายเป็เป้าหมายหลักของการลอบสังหาร เวลาของการพักผ่อนหมดลงแล้ว เขาต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้และพลังิญญาที่หนาแน่นของถ้ำัเร้นกาย เพื่อผลักดันระดับพลังของตนเองให้ทะลวงผ่านขอบเขตรวมปราณ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหม่ให้จงได้
"เงาของอดีตกำลังไล่ล่าข้า แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า... ข้าต่างหากที่เป็ผู้ออกล่าพวกมัน" หลินเฟยพึมพำเบาๆ ก่อนจะหลับตาลง โคจรพลังปราณสีทองแดงอย่างบ้าคลั่ง จิติญญาแห่งศาสตราไร้ลักษณ์สั่นพ้องประสานกับจิตใจของเขา การฝึกด่านมรณะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับาเืครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในความมืดมิดของถ้ำัเร้นกาย!