“ไป๋หยินเ้าออกไปรอข้างนอกเถอะ” หลิว ฉางอี้เอ่ย
ไป๋หยินได้ยินผู้เป็นายสั่งจึงได้เดินออกไปทั้งกล่าว
“หาก้าสิ่งใดข้าจะอยู่หน้าเรือนนะขอรับ”
“คนสนิทท่านนี่เป็ห่วงท่านจริงๆ นะ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวเมื่อเห็นท่าทางของทั้งสอง
“ไป๋หยินเติบโตมากับข้าตอนนี้ข้าเป็เช่นนี้เขาก็เลยไม่วางใจ ขอแม่นางโปรดอภัย”
“ข้าเองจริงๆ แล้วก็ชอบคนเช่นเขาคิดสิ่งใดกระทำเช่นนั้นจริงใจดี” นางกล่าวอย่างแฝงความนัย
“หากท่านสงสัยว่าดวงตาข้ามองไม่เห็นจริงหรือไม่ ท่านจะให้ท่านหมอมาตรวจดูก็ได้” เขาตอบอย่างไม่ลังเล
มู่เฉิน อันเฉียนเองก็รู้สึกได้ว่าคำพูดเขานั้นเชื่อได้ไม่มากก็น้อยจึงได้คิดเปลี่ยนเื่
“จริงสิท่านเรียกข้าว่าอันเฉียนก็พอไม่ต้องเรียกแม่นาง” นางเอ่ยก่อนเทเหล้าแล้วยกให้เขา
แต่ก็ลืมไปว่าเขานั้นมองไม่เห็นจึงได้ยื่นมือไปจับมือของหลิว ฉางอี้เพื่อรับจอกเหล้า ตัวเขาใเล็กน้อยที่นางยื่นมือมาจับแต่ไม่ได้ปัดป้องอะไร เขาเพียงยิ้มและรับจอกเหล้ามาก่อนกล่าว
“เช่นนั้นท่านก็เรียกข้าว่าฉางอี้เถิด”
“ก็ดี” มู่เฉิน อันเฉียนเองก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วจึงยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม ก่อนลังเลที่จะถามบางเื่กับเขา
หลิว ฉางอี้รู้สึกได้จึงได้เอ่ยถาม
“ท่านอยากกล่าวสิ่งใดใช่หรือไม่ ถามออกมาเถิด”
“เป็ท่านเอ่ยก่อนเช่นนั้นข้าไม่เกรงใจ”
“สมรสพระราชทานนี้ท่านเต็มใจหรือไม่” นางเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
“ท่านแม่ทัพ ไม่สิอันเฉียนช่างตรงไปตรงมาจริงๆ ”
“เช่นนั้นข้าก็จะตอบตรงๆ ข้าเองก็เหมือนท่านกระมังแม้ไม่เต็มใจก็ทัดทานไม่ได้” เขาเอ่ยขึ้นใบหน้าดูกังวลขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงกล่าวต่อ
“อันที่จริงตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลข้าเองก็ไม่ดีนัก ปีก่อนมีคนปล่อยข่าวลือว่าท่านพ่อรวบรวมกำลังคิดฏ ขุนนางน้อยใหญ่ถวายฎีกาให้ฮ่องเต้ตรวจสอบหากแต่เมื่อตรวจสอบกลับไม่พบสิ่งใดจึงได้ตกไป แต่ผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าความหวาดระแวงของฮ่องเต้นั้นมีมากเพียงใด”
มู่เฉิน อันเฉียนได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา
“ความหวาดระแวงของบุตรแห่ง์นั้นยากแท้หยั่งถึงจริงๆ ”
“แล้วดวงตาท่านเป็เช่นนี้มาแต่เกิดหรือ” นางกล่าวถามต่อก่อนคีบอาหารมากิน
“ดวงตาข้า ไม่ใช่แต่แรกเกิดหรอกเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั่นแหละ ข้าถูกวางยาพิษโชคดีมีชีวิตรอดแต่ดวงตานั้นกลับมองไม่เห็น” หลิว ฉางอี้มีสีหน้าสลดลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงดวงตา
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกเวทนาต่อหลิว ฉางอี้ขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้กล่าวเสนอขึ้นมา
“หรูโจวแม้เป็ชายแดนหากแต่ก็มีคนมีฝีมือไม่น้อย”
“อย่างไรให้ข้าหาหมอสักท่านมาช่วยดูดีหรือไม่”
หลิว ฉางอี้ได้ยินมู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างใจดีขึ้นมาเช่นนั้นจึงได้เผยยิ้มที่อ่อนโยนออกมาอีกครั้ง สองมือคลำหาบางอย่างมู่เฉิน อันเฉียนเห็นว่ามือของเขากำลังจะชนโดนแก้วชาจึงได้รีบยื่นมือไปจับไว้
“หาสิ่งใดข้าจะหยิบให้” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวถาม
หลิว ฉางอี้ไม่ได้ตอบเพียงจับมือนางขึ้นมาแน่นและััฝ่ามือนางอย่างอ่อนโยน มู่เฉิน อันเฉียนไม่ได้ปัดป้องหรือดึงกลับเพียงมองด้วยสายตาสงสัยแล้วจึงถามออกมา
“ท่านกำลังทำอะไรหรือ”
“ท่านอย่าเข้าใจผิดข้าแค่อยากจะขอบคุณที่ท่านใส่ใจ” เขาเอ่ยตอบเผยยิ้มออกมาเล็กน้อยทั้งกล่าวต่อ
“นิ้วเรียวไม่สั้นไม่ยาวฝ่ามือไม่กว้างมากนักผิวค่อนข้างหยาบกร้าน ดวงตาข้ามืดหมนมานานข้าเพียงอยากจำััจากมือท่านต่อไปจะได้รู้ว่าผู้ที่ข้าจับมืออยู่นั้นคือท่าน”
มู่เฉิน อันเฉียนมองเขาอยู่นานก่อนดึงมือกลับ
“มือข้ามักเปื้อนไปด้วยฝุ่นทรายและคราบเืที่แห้งกรังท่านไม่รังเกียจหรือ” นางกล่าวอย่างเรียบเฉยทั้งยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม
“มือที่เปื้อนเืหาได้น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือจิตใจของคนต่างหาก” เขาเอ่ยตอบ มือหยิบตะเกียบขึ้นคีบอาหารให้นางได้อย่างแม่นยำ
มู่เฉิน อันเฉียนแปลกใจไม่น้อยที่เขาสามารถรู้ได้ถึงตำแหน่งจานอาหารและจานของตัวนาง แต่ก็คิดขึ้นได้ผู้ที่ดวงตามืดมนส่วนใหญ่มักจะทำให้ประสาทััอื่นดีขึ้นมากกว่าปกติ
“ท่านคงฝึกจนชินถึงได้รู้อย่างแม่นยำเช่นนี้”
“ั้แ่ข้ามองไม่เห็นข้าก็พยายามใช้ััอื่นให้มากเพื่อที่จะสามารถดูแลตัวเองได้”
“กินข้าวเถอะคุยเสียานอาหารที่ท่านอุตส่าห์จัดหาจะเย็นชืดเสียหมด” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวเสร็จก็ได้คีบอาหารให้ตัวเขาเองเช่นกัน
พวกเขาทานอาหารกันอย่างเงียบๆ หลังจากจบบทสนทนานั้นไปทั้งสองต่างไม่รู้ว่าจะคุยอะไรต่อ ไป๋หยินและม่านตงที่ยืนอยู่ข้างนอกจึงได้เริ่มนินทาผู้เป็นาย ม่านตงได้เอ่ยขึ้นก่อนอย่างสนใจ
“ไป๋หยินเ้าว่าท่านแม่ทัพดูเป็อย่างไร”
ไป๋หยินหันไปมองนางเล็กน้อยก่อนหันออกมากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“ก็งั้นๆ ดูไปก็แค่เด็กสาวผู้หนึ่งมีอะไรพิเศษให้กล่าวถึง”
“แต่ข้าว่าท่านแม่ทัพดูน่าสนใจดีนะ อายุเท่านี้รูปร่างนางเองก็ผอมบางทั้งไม่ได้สูงนักกลับจับดาบนำทัพคนนับแสนเข้าสนามรบได้” ม่านตงกล่าวพรางยิ้ม ในใจตอนนี้คิดภาพมู่เฉิน อันเฉียนแต่งชุดเกาะในสนามรบ
“ไม่เคยเห็นกับตาเสียหน่อย ที่นางได้เป็แม่ทัพใหญ่คงเป็บารมีเก่าตระกูลกระมัง” ไป๋หยินกล่าว
“ข้าว่าไม่ถูกนะ เ้าไม่เคยได้ยินที่ผู้คนมักกล่าวถึงนางหรือ ไม่ว่าศึกใดไม่เคยแพ้ทำให้คนติดตามได้ขนาดนี้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว เ้านะมีทิฐิต่อนางมากกว่า” ม่านตงกล่าวพร้อมกระแทกไหล่ของตนเองกับไป๋หยิน
“อย่างไรข้าก็ไม่ชอบนางอยู่ดีท่าทีโอหังไม่ไว้หน้าใครเช่นนั้น” กล่าวเสร็จไป๋หยินจึงเดินไปอย่างอารมณ์เสีย
ม่านตงเห็นเช่นนั้นเพียงยิ้มและส่ายหน้าต่อท่าทีของเขา
ด้านมู่เฉิน อันเฉียนและหลิว ฉางอี้เองก็ทานอาหารเสร็จ
“จริงสิั้แ่พรุ่งนี้ไปข้าอาจไม่อยู่จวนหลายวัน ท่านก็อยู่ที่นี้ให้สบายเถอะ้าสิ่งใดหากไม่รู้ก็ให้เด็กที่จวนช่วยพวกเขาอยู่กับข้ามานาน” นางกล่าวขึ้นขณะที่วางถ้วยข้าวลง
หลิว ฉางอ้ได้ยินว่านางจะไม่อยู่หลายวันจึงได้กล่าวถามอย่างสงสัย
“ท่านจะไปที่ใดหรือ หรือหากเป็เพราะข้าทำให้ท่านไม่สบายใจที่จะอยู่”
“ไม่ใช่หรอกอีกสองวันจะเป็วันเกิดอาจารย์ข้า ข้าจะไปคำนับเขาไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นั่นกี่วัน” นางกล่าวตอบ
“เช่นนั้นข้าไปด้วยได้หรือไม่ อีกหน่อยข้าและท่านก็เปรียบเสมือนคนคนเดียวกัน อาจารย์ท่านก็เหมือนอาจารย์ข้า”
“ข้าเองอยากไปคำนับท่านเช่นกัน” เขาเอยขออย่างสนใจ
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเช่นนั้นถึงกลับไร้คำพูด ทั้งยังไม่แน่ใจว่าคนผู้นี้เชื่อใจได้หรือไม่การที่จะพาไปพบอาจารย์ก็เกรงว่าจะนำภัยไปให้ท่าน นางจึงลังเลอยู่นาน หลิว ฉางอี้ที่ไม่เห็นนางเอ่ยตอบจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อย
“หากท่านไม่สะดวกเช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้ท่านลำบากใจ”
มู่เฉิน อันเฉียนเพียงถอนหายใจที่เห็นท่าทางของเขาเช่นนั้นจึงได้กล่าวตกลงไป
“เช่นนั้นท่านก็ตามข้าไปก็ได้ เพียงแต่นำคนสนิทไปด้วยสักสองสามคน”
“อาจารย์ไม่ชอบคนมาก ข้าเองก็ไม่ชอบเอิกเกริก”
“ได้ ข้าพรุ่งนี้เดินทางเมื่อใด” เขารีบเอ่ยตอบอย่างดีใจ
“ยามเหม่า ท่านลุกไหวหรือไม่ข้าไม่อยากให้ล่าช้า” นางเอ่ยถามก่อนลุกขึ้น
“ได้ข้าจะเตรียมตัวให้พร้อม” หลิว ฉางอี้เอ่ยตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“งั้นก็ดี ข้าอิ่มแล้วจะเข้าเรือนพักท่านเองก็รีบพักผ่อนเถิดเดินทางมาหลายวันยังจะติดตามไปกับข้าอีก” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวเสร็จก็เดินจากไป
ระหว่างทางเดินไปเรือนพักของตนในใจก็พิจารณาถึงท่าทางที่นางสังเกตในตัวของหลิว ฉางอี้มาตลอดั้แ่ทานอาหารด้วยกันแม้การมาของเขาจะดูน่าสงสัย แต่ตัวหลิว ฉางอี้นั้นก็ดูไม่มีพิษภัยท่าทางมารยาทก็แค่บุตรชายตระกูลสูงศักดิ์ทั่วไป ผิวขาวอ่อนนุ่มฝ่ามือดูไม่เหมือนผู้ที่ฝึกวรยุทธ์เป็ประจำตอนที่นางยื่นมือไปจับตัวเขาเพียงแสดงท่าทางใ หากรู้วรยุทธ์การที่จู่ๆ ก็มีคนยื่นมือไปจับเช่นนั้นควรมีปฏิกิริยาตอบโต้บ้างแต่ตัวเขานั้นกลับไม่มีเลย
เมื่อเข้าไปในห้องของตัวเองนางก็เอนหลังลงบนเตียงในใจยังคงคิดถึง สิ่งที่พูดคุยและท่าทางของหลิว ฉางอี้ก่อนพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง
“หรือการมาของเขาจะเป็ฮ่องเต้คิดเพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับตัวเขา”
ด้านหลิว ฉางอี้เองเมื่อบอกให้ไป๋หยินเตรียมตัวเดินทางอีกครั้งไป๋หยินก็บ่นออกมา
“ข้าไม่เห็นว่าเราจำเป็ต้องไป ท่านเองยังไม่ทันหักจะไปอีกแล้วหรือ”
“อย่างไรอีกห้าเดือนข้าก็แต่งกับนางไปกราบอาจารย์นางมีสิ่งใดไม่ดี เช่นนี้นางจะได้เชื่อในตัวข้ามากขึ้นด้วย” หลิว ฉางอี้กล่าวขณะถอดเสียออก
“แต่ท่านชาย” ไป๋หยินกล่าวไม่ทันจบหลิว ฉางอี้ก็กล่าวสวนขึ้นมา
“หากเ้าไม่ไปก็อยู่ที่นี่แหละให้ท่านตงติดตามไป”
“โถ่ท่านชาย ท่านก็รู้ว่าข้าไม่วางใจหากนางเกิดอยากฆ่าท่านขึ้นมาเล่า”
“ท่านไม่เห็นสีหน้าท่าทางของนางตอนรับราชโองการ ได้แต่งกับท่านนับว่าเป็วาสนาของนางแล้วแท้” ไป๋หยินกล่าว ขณะที่กำลังเตรียมของเดินทางในวันพรุ่งนี้
“ตาข้าบอดลืมแล้วหรือข้าจะเห็นได้อย่างไร” หลิว ฉางอี้กล่าวยั่วไป๋หยินที่กำลังโมโหเล่น
“อีกอย่างข้าว่าเนื้อแท้นางก็ไม่เลว เพียงแต่อดีตของนางนั้นผลักดันตัวนางให้เป็เช่นนี้เ้าก็อย่าได้มีทิฐิกับนางเลย”
“ท่านชายข้าไม่ได้มีทิฐิต่อนาง เพียงแค่ไม่ชอบที่นางนั้นดูยกตนเหนือผู้อื่น” ไป๋หยินกล่าวตอบ
“นางยกตนเหนือผู้อื่นหรือ นางเป็แม่ทัพหากไม่วางตนเป็นายผู้ใดจะเคารพนางกันล่ะ” หลิว ฉางอี้กล่าว
ไป๋หยินจนปัญญาเถียงต่อเขาจึงได้ลากลับห้องปล่อยให้หลิว ฉางอี้นั้นได้พักผ่อน
ยามเหม่าวันรุ่งขึ้นมู่เฉิน อันเฉียนและซื่อหยวนได้ยืนรอหลิว ฉางอี้และคนติดตามอยู่หน้าจวน
“เ้าคิดดีแล้วหรือให้ท่านชายเช่นเขาติดตามไป คนตระกูลหลิวจะไม่พากันตามไปหรือ” ซื่อหยวนกล่าวถามนาง
“ข้าบอกแล้วให้นำผู้ติดตามเพียงสองสามคน หากยังยกไปทั้งกองทัพก็ทิ้งเขาไว้ที่นี่แหละ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวเสร็จจึงขึ้นมา แล้วกล่าวต่อ
“ใกล้เลยยามเหม่าแล้วขึ้นม้าเถอะหากยังไม่มาข้าจะไม่รอ”
ซื่อหยวนที่กำลังขึ้นมาหลิว ฉางอี้และคนติดตามได้เดินออกมา เวลาเดียวกันนั้นม่านตงก็ได้นำรถม้ามาถึงหน้าจวนพอดี ซื่อหยวนเห็นเช่นนั้นได้เอนกายเข้าใกล้มู่เฉิน อันเฉียนที่หันหลังไปมองรถม้าแล้วกล่าวอย่างขบขัน
“จริงของเ้าเพียงคนติดตามสองสามคนแต่เ้าคงลืมไปว่าเขาตาบอดขี่ม้าไม่ได้”
มู่เฉิน อันเฉียนหันไปศอกเข้าที่ท้องของซื่อหยวนทั้งมองหน้าอย่างต่อว่าไป ซื่อหยวนได้แต่อมยิ้มต่อท่าทีของนาง
“รถม้าคงไม่ทำให้ช้าลงใช่หรือไม่ท่านแม่ทัพมู่เฉิน” ม่านตงกล่าวถามเมื่อเห็นนางมองด้วยสายตาเช่นนั้น
“คงไม่ช้าเท่าใดแต่ข้ากลัวว่าเมื่อไปถึงตีนเขาเราคงได้ลงเดิน ขึ้นไปถึงที่พักอาจารย์คงใช้เวลาสี่วันเห็นจะได้” ซื่อหยวนกล่าวทั้งยังอดกลั้นยิ้มไว้
“ทางขึ้นเขากั๋วซานเป็ทางแคบมีเพียงเดินและม้าที่ขึ้นได้”
“ช่างเถอะเมื่อไปถึงปลดรถม้าออกเหลือเพียงม้าสองตัวพวกเ้าขี่กันคนละตัว เดี๋ยวท่านชายก็มาขึ้นม้าตัวเดียวกับข้า น้ำหนักข้าน้อยที่สุดเช่นนี้ม้าจะได้ไม่ลำบากนัก” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวเสร็จก็ขี่ม้าออกไป
“พวกท่านขึ้นม้าแล้วตามมาเถอะก่อนนางเปลี่ยนใจ” ซื่อหยวนหันมากล่าวแล้วขี่ม้าออกไปเช่นกัน
หลังจากเดินทางได้มาได้ครึ่งวัน พวกเขาได้หยุดพักม้าอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินทางต่อไปจนถึงโรงเตี้ยมเกอเย่ว ซึ่งเป็แหล่งโรงเตี้ยมสุดท้ายก่อนที่สุดทางไปเขากั๋วซานนั้นจะเป็ป่าทึบไร้บ้านเรือนและแหล่งพัก โรงเตี้ยมเกอเย่วนั้นค่อนข้างเก่า ทั้งผู้คนในโรงเตี้ยมนั้นล้วนดูท่าทางไม่ใช่คนดีเท่าใดนัก บ้างเหมือนโจร บ้างเหมือนคนเร่ร่อน บ้างก็เหมือนขอทาน
“นี่พวกเราจะพักที่นี่จริงหรือ” ไป๋หยินกล่าวถามเมื่อเห็นผู้คนในโรงเตี้ยมเกอเย่ว
“หากไม่พักที่นี่ก็ต้องนอนกลางป่าท่านเลือกเอาเถิด” ซื่อหยวนกล่าวตอบทั้งเผยยิ้มมุมปากกวนโทสะไป๋หยินออกมา
“แม่นางท่าน้ากินดื่มหรือห้องพักดีล่ะ” เถ้าแก่เนี้ยอายุราวสามสิบเศษเดินมาต้อนรับกลุ่มของมู่เฉิน อันเฉียน
“ข้า้าห้องพักสามห้อง ทั้งยังอาหารหนึ่งมื้อ” มู่เฉิน อันเฉียนเอ่ยตอบ
“ได้เลยๆ เชิญๆ มานั่งก่อน” เถ้าแก่เนี้ยเดินนำมานั่งยังโต๊ะที่ว่าง แล้วกล่าวต่อ
“เดี๋ยวข้าจะให้คนจัดอาหารที่ดีที่สุดของเรามา และเตรียมห้องให้พวกท่านก็รอสักครู่นะ”
มู่เฉิน อันเฉียนพยักหน้าตอบทั้งยิ้มให้เถ้าแก่เนี้ยเล็กน้อย ไป๋หยินเห็นเถ้าแก่เดินจากไปจึงได้ถามในสิ่งที่เขาข้องใจ
“สามห้องหรือท่านใจแคบไปหน่อยล่ะมั้งท่านแม่ทัพมู่เฉิน”
“เรียกข้าว่าอันเฉียนก็พอ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวตอบหลังจากมองซ้ายขวา แล้วเอ่ยต่อ
“สามห้อง ข้าและศิษย์พี่หนึ่งห้อง ท่านชายเ้าหนึ่งห้อง เ้าและม่านตงหนึ่งห้องไม่พอหรือ”
“ท่านและศิษย์พี่ของท่านจะนอนด้วยกันหรือ” ม่านตงถามอย่างสงสัย
“ข้าและศิษย์น้องนอนห้องเดียวกันมาตลอดมีสิ่งใดข้องใจหรือ” ซื่อหยวนกล่าวถาม
“ข้าเพียงเห็นว่าท่านเป็ชายหญิง เลยคิดว่าไม่เหมาะหรือไม่” ม่านตงกล่าวอย่างประหม่าออกไป
“สิ่งใดบนกายที่ศิษย์พี่ไม่เคยเห็นบ้าง” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างเรียบเฉย
ไป๋หยินและม่านตงได้ยินเช่นนั้นได้เพียงมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ซื่อหยวนกลัวทั้งสองและหลิว ฉางอี้เข้าใจความหมายของมู่เฉิน อันเฉียนผิดจึงรีบอธิบาย
“นางหมายถึงเราเติบโตมาด้วยกันกินนอนมาด้วยกัน เื่เหล่านี้จึงเป็ธรรมดาอย่าได้เข้าใจผิด”
หลิว ฉางอี้ได้ยินซื่อหยวนรีบอธิบายเช่นนี้จึงได้ยิ้มออกมา และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองว่าแม้สนิทสนมกันเพียงใดหากแต่ยังคงให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็อย่างดี
ไม่นานอาหารก็ได้ยกมาโดยเสี่ยวเอ้อของร้าน
“นี่เป็อาหารที่ดีที่สุดหากพวกท่านขาดเหลืออะไรก็เรียกข้านะ” กล่าวเสร็จเขาก็เดินจากไป
“นี่ดีสุดแล้วเหรอ อาหารเด็กรับใช้จวนสกุลหลิวยังดีกว่านี้อีกมั้ง” ไป๋หยินกล่าวเมื่อเห็นอาหารตรงหน้า
ม่านตงเพียงยิ้มออกมาอย่างเห็นด้วยหลิว ฉางอี้ไม่อยากให้คนของตนเสียมารยาทเลยได้เอ่ยปรามขึ้น
“ที่นี่ไม่ใช่จวนสกุลหลิว รู้จักให้เกียรติผู้อื่นบ้างไป๋หยิน”
ไป๋หยินและม่านตงได้ยินจึงได้เผยหน้านิ่งออกมา มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเช่นนั้นก็ได้ยิ้มออกมาอย่างพอใจก่อนยกตะเกียบคีบอาหารกิน
“กินสิไม่กินหรือ พ้นโรงเตี้ยมนี้ไปแล้วเหลือเพียงต้นไม้ใบหญ้าหากไม่กินก็อดนะ” ซื่อหยวนกล่าวและคีบอาหารขึ้นกินเช่นกัน
ไป๋หยินได้อธิบายถึงอาหารและจำนวนจานอาหาร ดังนั้นหลิว ฉางอี้จึงสามารถคีบอาหารกินเองได้ ขณะที่กำลังกินอาหารกันอยู่นั้นก็ได้มีกลุ่มคนจ้องมองมาทางพวกเขา มู่เฉิน อันเฉียนรู้สึกได้จึงได้สะกิดบอกต่อซื่อหยวน เขาเพียงพยักหน้ารับเบาๆ กลุ่มคนเ่าั้จะได้ไม่ไหวตัวเสียก่อน
“พอได้ชิมแล้วจริงๆ รสชาติไม่เลวเลยนะข้าว่า” ม่านตงกล่าวหลังจากได้ชิม
“ข้าก็ว่ายังงั้น ยังงั้นแหละ” ไป๋หยินยังคงไม่ชอบต่อหน้าตาอาหาร หากแต่มือที่ถือตะเกียบกับยังคีบอาหารใส่ปากไม่หยุด
มู่เฉิน อันเฉียนเห็นท่าทางเช่นนั้นเพียงยิ้มและส่ายหน้าเบา
เพียงครู่นึ่งกลุ่มคนเมื่อครู่ได้เดินมาใกล้กับหลิว ฉางอี้ ทำท่าทางเหมือนคุยกันหากแต่สายตากลับจ้องมองกระเป๋าเงินที่เอวขวาของเขาอย่างไม่วางตา เมื่อใกล้พอชายคนหนึ่งจะเอื้อมมือมาหยิบมู่เฉิน อันเฉียนใช้ตะเกียบในมือฟาดลงไปอย่างแรง ชายคนนั้นถึงกับร้องเสียงดังพรรคพวกของเขาคิดจะรุมเข้ามา หากแต่ซื่อหยวนชักดาบยาวในมือจ่อที่คอของชายมือเร็วคนนั้นเสียก่อน คนอื่นในจึงได้เพียงหันมองหน้ากัน
“พวกเ้าใจกล้าดีนะ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าว พรางยกจอกชาขึ้นดื่ม
“พวกเ้าดูท่าทางก็รู้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่ๆ มีเงินก็รู้จักแบ่งคนอื่นใช้ซี้” หนึ่งในกลุ่มนักเลงกล่าวขึ้น
“เงินก็ของเขาไม่ใช่ของเ้าเขาอยากให้ก็ให้เอง ทำเช่นนี้รู้หรือไม่มีโทษเช่นไร” ซื่อหยวนกล่าวด้วยท่าทางขึงขัง
“พวกข้าไม่กลัวหรอกคนของราชการงั้นหรือมาที่นี่คิดผิดแล้วมั้งท่าน” นักเลงอีกคนได้กล่าวอย่างไม่เกรงกลัว
มู่เฉิน อันเฉียนเผยยิ้มมุมปากสายตาเยือกเย็นก่อนลุกขึ้นหันไปกล่าว
“ข้าไม่ใช่คนของทางการแต่แผ่นดินหัวเมืองใต้เป็ข้าดูแล ไม่กลัวตายเช่นนั้นสินะ”
กลุ่มนักเลงเมื่อเห็นของมู่เฉิน อันเฉียนเพียงสงสัยว่านางเป็ใคร หากแต่หัวหน้ากลุ่มโจรที่โดนฟาดด้วยตะเกียบเมื่อครู่เมื่อเห็นป้ายหยกของนาง ถึงกับคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วตัวสั่นเทา
“ท่านแม่ทัพมู่เฉินพวกข้าโง่งมไม่รู้ว่าเป็ท่าน ยกโทษให้พวกข้าด้วย” หัวหน้าโจรโขกศีรษะขอโทษ เหล่าลูกน้องเห็นได้ยินจึงรีบคุกเข่าโขกศีรษะตามหัวหน้า
ซื่อหยวนมองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างสังเวช ม่านตงและไป๋หยินที่เห็นกลุ่มโจรเกิดกลัวขนาดนั้นเมื่อรู้ว่านางเป็ใครถึงกับแปลกใจ
“ไม่รู้ว่าเป็ข้าหากวันนี้ไม่ใช่ข้าเ้าคงไม่สำนึกงั้นสินะ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวอย่างเรียบเฉย หากแต่น้ำเสียงกลับสร้างความหวาดกลัวให้กลุ่มโจรมากขึ้น
“ท่านแม่ทัพพวกเราเองก็จนปัญญา หมดหนทางจึงได้ทำเช่นนี้” หัวหน้าโจรกล่าวตอบ
“หลายปีก่อนหมู่บ้านเราติดโรคระบาดเหลือพวกเราไม่กี่คนรอดมาได้ แต่พอไปของานทำที่ไหนก็ไล่เราอย่างกับหมูกับหมากลัวว่าเราจะเอาโรคไปติดพวกเราหางานไม่ได้จริงๆ นะท่าน” ลูกน้องในกลุ่มเอ่ยเสริม
มู่เฉิน อันเฉียนนิ่งฟังอยู่พักหนึ่งแล้วนั่งลงเทเหล้าลงจอกยื่นไปให้หัวหน้าโจร
“พวกเ้ายินดีเข้าร่วมกองทัพข้าหรือไม่ หากยินดีก็รับเหล้าจอกนี้ไปหากไม่ก็หนีไปเสียข้าให้เวลาพวกเ้าสามวันหลังจากนั้นหากข้าจับพวกเ้าได้แม้แต่คนเดียว จงอย่าหาว่าข้ามู่เฉิน อันเฉียนใจอำมหิต”
“ท่านจะให้โจรอย่างเราเข้าร่วมกองทัพท่านจริงหรือ” หัวหน้าโจรกล่าวอย่างสงสัยในใจลังเลที่จะรับเหล้าจากนาง
“บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมืองทหารข้าล้วนอยู่ในกฎหากเ้าทำได้ เป็ทหารข้าอาจไม่ร่ำรวยแต่ก็มีข้าวให้กินมีบ้านให้อยู่มีหมอรักษาเ้าเลือกเอง” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
หัวหน้าโจรรับเหล้ามาแล้วดื่มจนหมดก่อนโขกศีรษะขอบคุณนาง เหล่าลูกน้องก็ทำตามเมื่อเห็นเช่นนั้น
“ท่านแม่ทัพขอบคุณที่ให้ชีวิต” หัวหน้าโจรกล่าวหลังจากโขกศีรษะให้นางเสร็จ
ซื่อหยวนเดินไปยืมภู่กันจากเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี้ยมเขียนจดหมายขึ้นแล้วนำมามอบแก่หัวหน้าโจร
“พวกเ้าเดินทางไปที่ค่ายมอบจดหมายนี้ให้แก่ฟู่ จื่ออิงเขาจะรู้เองว่าต้องทำอย่างไร”
กลุ่มโจรนั้นลุกขึ้นก่อนพากันกล่าวขอบคุณต่อมู่เฉิน อันเฉียน แล้วเดินออกไปอย่างดีใจก่อนพ้นโรงเตี้ยมมู่เฉิน อันเฉียนได้เรียกเขาไว้
“เดี๋ยวเ้าชื่ออะไร” นางเอ่ยถาม
“ข้าชื่อจั่ว เซี่ยถิง” หัวหน้าโจรหันมาตอบแล้วพาพรรคพวกเดินจากไป
“นี่ท่านรับโจรเป็ทหารจะดีหรือ” ไป๋หยินถามอย่างไม่เกรงใจ
มู่เฉิน อันเฉียนนั่งลงเทเหล้าดื่มก่อนตอบ
“ชีวิตคนเลือกไม่ได้หากข้าให้เขาเลือกได้ทำไมข้าจะไม่ทำ อีกทั้งคนเหล่านี้มักไม่กลัวตายเมื่อเข้าสนามรบข้ารังเกียจผู้ที่ฝักใฝ่อำนาจหากแต่กลัวตาย” นางพูดเสร็จหันไปมองไป๋หยินด้วยสายตาจริงจัง ก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เช่นนี้นี้เองทหารของท่านจึงได้เคารพและยำเกรงท่านนัก” หลิว ฉางอี้กล่าวขึ้น
“ข้าเพียงเข้าใจผู้ที่ไม่มีที่ไป หากใช่ทำไปเพื่อให้คนยำเกรงหรือสรรเสริญ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าว
หลิว ฉางอี้ยิ้มออกมากับคำตอบของนาง ม่านตงเองก็เริ่มเข้าใจในความคิดและรู้สึกว่ามู่เฉิน อันเฉียนนั้นเป็คนดีคนหนึ่งต่างจากสิ่งที่คนเมืองหลวงมักกล่าวถึงนาง
“กินต่อเถอะ” ซื่อหยวนกล่าวขึ้น
หลังจากทานอาหารจนเสร็จทุกคนต่างแยกย้ายไปพักผ่อนเพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น