ทริสตันหรี่ตาลงมองร่างเล็กจ้อยของเด็กสาววัยห้าขวบที่อยู่ตรงหน้า ทว่าในสายตาของเขา สิ่งที่เห็นคือิญญาของสตรีวัยสี่สิบสองผู้มีดีกรีเป็ถึงนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร... ฟันเฟืองสำคัญที่เคยขับเคลื่อนองค์กรระดับรัฐ ผู้กุมความรู้ เทคโนโลยี และศิลปะการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรในโลกเก่า
ช่างเป็โชคดีที่คาดไม่ถึง ชายหนุ่มลอบยิ้มในใจ การได้ผู้เชี่ยวชาญระดับนี้มาช่วยพลิกฟื้นผืนดินที่ตายซากนับว่าเป็จิ๊กซอว์ที่ลงตัวที่สุดในการวางรากฐานให้อาณาจักรของเขา
“เยว่ฉี... ไม่สิ ต่อไปนี้เราจะเรียกเ้าว่าเลนอร์” ทริสตันเว้นจังหวะพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหญิง “นับั้แ่นี้ไป เราจะยกภาระหน้าที่ในการดูแลการเกษตรทั้งหมดของดินแดนนี้ให้เ้าเป็ผู้ตัดสินใจ พรุ่งนี้จะออกประกาศแต่งตั้งให้เ้าและพ่อเป็ผู้ถือสิทธิ์ขาดในการสั่งการด้านเพาะปลูกแต่เพียงผู้เดียว”
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย น้ำเสียงจริงจังขึ้น “จงใช้ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เ้ามี ปฏิรูปดินแดนที่ตายซากแห่งนี้ให้กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง หากมีสิ่งใดติดขัด... ประตูห้องของเราเปิดต้อนรับเ้าเสมอ จำไว้ว่าเ้าคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาเมืองนี้ และเราคาดหวังในตัวเ้าไว้สูงมาก”
ทันใดนั้น บรรยากาศที่ตึงเครียดพลันมลายหายไป ทริสตันคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางชูนิ้วโป้งให้เด็กหญิงด้วยท่าทีที่เป็กันเอง “ขอเพียงมีผลงานเป็ที่ประจักษ์ เราสัญญาว่ารางวัลที่เ้าจะได้รับนั้นคุ้มค่าแน่นอน ทั้งเ้าและพ่อจะได้ใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างสุขสบายที่สุด เราให้คำมั่น”
“ฉัน... ไม่สิ ผู้น้อยเลนอร์ ยินดีน้อมรับคำบัญชาจากท่านทริสตัน”
เด็กสาวข่มความประหม่าก่อนจะก้มจังหวะเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสมกับสถานะใหม่ เธอโน้มตัวลงคำนับอย่างสง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นหนักแน่นและกังวานผิดกับร่างกายที่ยังเยาว์วัย “ผู้น้อยจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด... จะไม่ยอมให้ท่านต้องผิดหวังในตัวผู้น้อยเป็อันขาด”
ชายหนุ่มปรบมือชื่นชมด้วยรอยยิ้มที่พึงใจยิ่งนัก เลนอร์ฉลาดพอที่จะรู้ว่าควรวางตัวเช่นไรในสถานการณ์นี้ และควรปฏิบัติตนอย่างไรให้คู่ควรกับโอกาสที่ได้รับ... เขาชอบทำงานกับคนฉลาด เพราะมันช่วยประหยัดเวลาและหยิบยื่นผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายได้เสมอ ทริสตันโบกมืออนุญาตให้นางออกไปได้ด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้น
ทางด้านโดรโก เมื่อเห็นบุตรสาวก้าวพ้นประตูห้องออกมาเร็วกว่าที่คิดก็ให้รู้สึกประหลาดใจนัก เขาพินิจมองเด็กหญิงหัวจรดเท้าอยู่หลายรอบด้วยความห่วงใย ก่อนจะกุมมือพานางเดินกลับไปยังที่พักท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด
เมื่อสะสางภารกิจอันหนักอึ้งจนเสร็จสิ้น ทริสตันก็ทอดกายลงบนเตียงในห้องพักส่วนตัว ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันจู่โจมเขาทันทีที่ความเงียบเข้าปกคลุม เพียงเสี้ยวนาทีที่ศีรษะััหมอนนุ่ม เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราอันลึกซึ้งไปในชั่วพริบตา
แสงสว่างจางๆ ของรุ่งอรุณที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างปลุกทริสตันให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความปวดร้าวที่รุมเร้าไปทั่วกาย ชายหนุ่มขมวดคิ้วพลางขยับตัวอย่างยากลำบากก่อนจะคว้าเอานาฬิกาคู่ใจขึ้นมาดู เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาหกโมงสี่สิบแปดนาที... เวลาเริ่มงานของเขามาถึงแล้ว
เขาหยัดกายลุกขึ้นจัดแจงเครื่องแต่งกายให้เข้าที่จนดูเรียบร้อย ก่อนจะเปิดประตูเรียกทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด “ไปตามกิเซลล์และอาร์วินมาพบเราที่ห้องทำงาน... เดี๋ยวนี้”
ทริสตันนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสายตาคมกริบทอดมองไปยังกิเซลล์และอาร์วินที่ก้าวเข้ามาทำความเคารพอย่างนอบน้อม เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าทรงอำนาจ
“กิเซลล์... ภารกิจที่เรามอบหมายให้เ้าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ได้ข้อสรุปอย่างไรบ้าง?”
กิเซลล์ยืดตัวตรง สีหน้าของนางเคร่งเครียดและจริงจังขณะรายงาน “ผู้น้อยได้ส่งกำลังทหารออกไปรวบรวมข้อมูลจากชาวเมืองอย่างทั่วถึง เพื่อลากตัวผู้ที่ใช้อำนาจมืดข่มเหงผู้อื่นใน่เวลาที่ผ่านมาออกมาให้สิ้น... จากพยานหลักฐานทั้งหมด สรุปยอดผู้กระทำผิดได้ทั้งสิ้นสามสิบสี่ราย ขณะนี้ผู้น้อยได้สั่งควบคุมตัวคนเ่าั้ไว้ภายใต้การอารักขาอย่างแ่า เพื่อรอรับโทษปะาตามคำบัญชาของท่านแล้วค่ะ”
ทริสตันพยักหน้าพลางปรบมือเบาๆ เป็เชิงยกย่อง “เ้าจัดการได้ไร้ที่ติ กิเซลล์... ต่อจากนี้จงนำกำลังทหารส่วนหนึ่งไปจัดเตรียมลานปะาให้พร้อม อย่าให้ขาดตกบกพร่อง”
ก่อนที่เขาจะหันไปสบตากับอาร์วินด้วยแววตาที่เข้มขึ้นจนน่าเกรงขาม “ส่วนเ้า อาร์วิน... จงสั่งการให้ทหารที่เหลือกระจายกำลังไปแจ้งแก่ชาวเมืองทุกคน ว่ายามเก้าโมงสี่สิบห้าเช้าวันนี้ ณ ลานกว้างใจกลางเมือง เราจะกล่าวปราศรัยในฐานะผู้ปกครองคนใหม่ และเมื่อถึงเวลาสิบโมง... เราจะใช้โลหิตของผู้กระทำผิดทั้งสามสิบสี่คน เป็เครื่องยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายใหม่ในดินแดนแห่งนี้”
อาร์วินยืดตัวตรงพยักหน้าขานรับด้วยเสียงอันดังสนั่น “ผู้น้อยรับคำบัญชา!”
หลังจากสั่งงานอีกหลายเื่ ทริสตันก็ให้ทั้งสองออกไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่คนทั้งสองจะทันได้ออกจากประตู ทริสตันพลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้จึงเอ่ยทักขึ้นเสียก่อน
“กิเซลล์... ในบรรดาข้อมูลที่เ้าได้รับมา มีใครบ้างไหมที่ชาวบ้านเอ่ยถึงด้วยความยกย่อง หรือถูกชื่นชมในฐานะผู้มีคุณธรรม?” ชายหนุ่มเว้นจังหวะพลางจับจ้องไปที่ลูกน้องคนสนิท “หากมี... จงตามตัวพวกเขามาพบเราที่ห้องประชุม ทันทีที่การปะาเสร็จสิ้นลง”
กิเซลล์ชะงักฝีเท้า นางนิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังรื้อค้นความทรงจำ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “มีอยู่สองชื่อที่มักจะเข้าหูผู้น้อยอยู่บ่อยครั้งค่ะ คนแรกคือหญิงชรานามว่า เอลีเนีย ส่วนอีกคนคือชายที่ชื่อ ไซลัส...”
นางหยุดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง แววตาฉายแววเห็นใจ “แต่สำหรับไซลัสนั้น... บิดาของเขาเพิ่งถูกหนึ่งในนักโทษที่กำลังจะถูกปะา สังหารทิ้งอย่างทารุณเมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ”
ทริสตันยกมือขึ้นลูบคางพลางหรี่ตาลงสีหน้าครุ่นคิด "ถ้าเช่นนั้น... จงตามทั้งเอลีเนียและไซลัสมาพบเราที่ห้องประชุมทันทีหลังการปะาเสร็จสิ้น รวมถึงสองพ่อลูกจากโอคเฮเวนด้วย เรา้าให้พวกเขามาร่วมโต๊ะประชุมพร้อมกับพวกเ้าทั้งสอง"
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง "นี่จะเป็การประชุมหารือราชการครั้งแรกอย่างเป็ทางการของซิลเวอร์เรส เรา้าให้ทุกฝ่ายอยู่ที่นั่น"
เมื่อสั่งการจนครบถ้วน ชายหนุ่มจึงโบกมือเป็สัญญาณให้คนสนิททั้งสองออกไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย กิเซลล์และอาร์วินน้อมตัวคำนับอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะหมุนตัวก้าวพ้นห้องทำงานไป ทิ้งให้ห้องทำงานกว้างขวางเหลือเพียงชายหนุ่มผู้กำลังจะพลิกโฉมหน้าของดินแดนแห่งนี้ไปตลอดกาล
บรรยากาศยามสายที่ลานกลางเมืองถูกปกคลุมด้วยความเงียบอันชวนอึดอัด ชาวเมืองจำนวนมากยืนรวมตัวกันดุจกำแพงมนุษย์ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เวทียกสูงยี่สิบห้าเมตรที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน เสาไม้สิบต้นที่ตั้งเรียงอยู่ด้านหลังพร้อมบ่วงเชือกที่ห้อยระย้าลงมานั้น ไม่ต่างอะไรกับคมเคียวของยมทูตที่พร้อมจะปลิดิญญา
แววตาแห่งความหวังอันริบหรี่ปรากฏให้เห็นเพียงเบาบางท่ามกลางฝูงชน ช่างขัดกับสีหน้าเฉยชาและแววตาที่ไร้ชีวิตชีวาของคนส่วนใหญ่ที่ยืนอยู่นิ่งงัน ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะความสงบ แต่เป็เพราะพวกเขาตกอยู่ใต้เงาของการกดขี่มานานเกินกว่าจะกล้าฝันถึงความเปลี่ยนแปลง
ทริสตันก้าวเท้าเข้าสู่ลานกว้างด้วยท่วงท่าที่สง่างาม สายตาของเขาจับจ้องไปที่แท่นไม้ยกสูงและเสาปะาทั้งสิบต้นที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มุมปากของเขาหยักลึกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย ในโลกเดิม... เขาเคยผ่านการกล่าวปราศรัยต่อหน้าฝูงชนมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าไม่มีครั้งใดเลยที่จะมี ฉากหลัง อันสวยงามและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังดั่งบ่วงเชือกที่รอคอยการปลิดิญญาเช่นนี้ สำหรับเขาแล้ว นี่คือเวทีปราศรัยครั้งแรกในโลกใหม่ที่น่าประทับใจและแปลกใหม่เกินกว่าที่ใจจะจินตนาการได้
ทริสตันก้าวขึ้นสู่แท่นไม้ด้วยท่วงท่าที่มั่นคง โดยมีกิเซลล์ อาร์วิน และสองพ่อลูกเดินตามขึ้นมาเป็ดั่งคณะผู้ติดตามที่น่าเกรงขาม ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าทหารที่ยืนตระหง่านอยู่รอบลานกว้าง สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปยังคลื่นประชาชนที่มองมาที่ชายหนุ่มด้วยแววตาสงสัย
เสียงเซ็งแซ่ของฝูงชนดังระงมไปทั่วบริเวณ ทว่าชายหนุ่มเพียงยกยิ้มอย่างอ่อนโยนตอบกลับไป เขาวาดมือทั้งสองข้างขึ้นมาในระดับอกแล้วยื่นออกไปเบื้องหน้าเพียงเล็กน้อย ท่วงท่านั้นเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังที่สั่งให้ทุกสรรพสิ่งพลันสงบนิ่งลงในพริบตา ก่อนที่น้ำเสียงอันราบเรียบทว่าทรงพลังจะดังกังวานขึ้น...
“สวัสดีชาวซิลเวอร์เรสทุกท่าน... เรามีนามว่า ทริสตัน วินด์สเกล บุตรคนที่สี่ของาาวินด์สเกล และในวันนี้ เราขอยืนต่อหน้าพวกเ้าในฐานะผู้ปกครองคนใหม่ของดินแดนแห่งนี้”
ทริสตันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าแฝงด้วยความจริงใจ “เราควรจะพูดว่ายินดีที่ได้พบพวกเ้า... แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเหยียบผืนดินนี้ ความรู้สึกแรกที่ััได้กลับไม่ใช่ความยินดี แต่มันคือความปวดใจต่อความเสื่อมโทรมที่ปกคลุมไปทั่วทุกหัวระแหง”
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางทอดถอนใจยาว ราวกับแบกรับความเ็ปไว้แทนประชาชน ก่อนจะะเิเสียงกังวานออกไป “สายตาที่ไร้ชีวิตชีวาของพวกเ้า... ขยะที่เกลื่อนกลาดไปตามท้องถนน... นี่หรือคือสิ่งที่ประชาชนของเราควรได้รับ? ผู้ว่าการคนก่อนทำอะไรอยู่ถึงปล่อยให้ดินแดนนี้กลายเป็ขุมนรกบนดิน! เขาใช้สิ่งใดปกครอง พวกเ้าถึงต้องทุกข์ทนอยู่ในสภาพที่ไร้ซึ่งเกียรติเช่นนี้!”
สิ้นคำกล่าว เสียงโห่ร้องสนับสนุนลั่นทุ่งก็ดังขึ้น ทริสตันจ้องมองคลื่นมหาชนที่กำลังเดือดพล่านด้วยอารมณ์ร่วม เขาปล่อยให้ความโกรธแค้นของชาวเมืองระบายออกมาจนเริ่มสงบลง ก่อนจะเริ่มต้นเอ่ยประโยคต่อไปด้วยความสุขุม
“เราเห็นแล้วก็ไม่อาจทนนิ่งเฉยต่อความเน่าเฟะเช่นนี้ได้!” ทริสตันะโก้อง น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นพร่าด้วยความอัดอั้น “เราจึงสั่งให้ตรวจสอบความจริงภายใต้การปกครองของผู้ว่าการออสริค และสิ่งที่เราค้นพบมันช่าง...”
เขาชะงักคำพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า มือทั้งสองกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปนขยับขึ้นมาที่ระดับอก ราวกับพยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “...มันช่างเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้! ทั้งการข่มเหง การทำร้ายร่างกายอย่างไร้ความปรานี ไปจนถึงการพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์... แม้แต่หญิงสาวจำนวนมากก็ยังถูกฉุดคร่าไปย่ำยีโดยไม่อาจขัดขืน! นี่มันคือบ้านป่าเมืองเถื่อนประเภทไหนกัน!”
ประโยคสุดท้ายกึกก้องไปทั่วลานกว้างพร้อมกับสีหน้าที่โกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด ราวกับเขื่อนที่พังทลาย ชาวเมืองจำนวนมากพากันปล่อยโฮออกมาจนเสียงร้องไห้ระงมไปทั่วบริเวณ ความแค้นที่ถูกกดทับมาเนิ่นนานพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตา ทริสตันมองภาพความโศกเศร้าตรงหน้าพลางทอดถอนใจยาว เขาปล่อยให้เสียงสะอื้นนั้นเป็ตัวชะล้างความอัดอั้นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมและด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและเฉียบขาด
“เรา... ทริสตัน วินด์สเกล ในฐานะผู้ปกครองคนใหม่ของพวกเ้า ขอประกาศอย่างเป็ทางการว่าเราไม่อาจยอมก้มหัวให้กับการกระทำอันโสมมเหล่านี้ได้!” น้ำเสียงของเขาประกาศก้องอย่างเด็ดเดี่ยว “บัดนี้ คนสารเลวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความทุกข์เข็ญของพวกเ้าได้ถูกจับกุมตัวไว้ทั้งหมดแล้ว ขอให้ประชาชนทุกท่านจงวางใจ... เราขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพวกเ้าและฟ้าดินว่า ตราบเท่าที่เรายังปกครองดินแดนแห่งนี้ จะไม่มีวันเกิดการข่มเหงรังแกอันชั่วร้ายเช่นนี้ขึ้นอีกเป็อันขาด!”
เมื่อสิ้นคำปฏิญาณ ทริสตันโน้มตัวลงโค้งคำนับให้แก่กลุ่มมหาชนเบื้องหน้าอย่างสุขุม ท่วงท่าที่แสดงความเคารพต่อประชาชนอย่างไม่ถือตัวนั้น สร้างความสั่นคลอนในใจชาวเมืองจนความเงียบพลันเปลี่ยนเป็เสียงสะอื้นด้วยความซาบซึ้ง
"เฮ้! เฮ้! เฮ้!"
เสียงขานรับดังกึกก้องจนแผ่นดินสั่นะเืไปทั่วลานกลาง ประชาชนต่างชูมือขึ้นสุดหล้าพร้อมส่งเสียงไชโยโห่ร้องที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต บางกลุ่มกอดกันร้องไห้ด้วยความโล่งอกราวกับเพิ่งตื่นจากฝันร้ายอันยาวนาน หยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นในครานี้หาใช่ความเ็ป แต่คือการชะล้างความขมขื่นที่ฝังรากลึกมานานปี ความหวังที่เคยดับมอดถูกจุดขึ้นใหม่ด้วยคำมั่นสัญญาของผู้ปกครองหนุ่ม และบัดนี้ เสียงร่ำไห้อย่างเดียวดายได้ถูกแทนที่ด้วยเสียงแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่ดังไปถึงสุดขอบฟ้า