บทที่ 5 ทะลึ่งทะเล้น
ผู้จัดการนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพื่อคำนวณมูลค่า ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยราคาออกมา
"สี่แสนหยวนต่อเม็ดครับ"
"ขอราคาสูงกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ?" หลิวอวี่ลองหยั่งเชิงดู
อันที่จริง ราคาห้าแสนหยวนคือตัวเลขสูงสุดในใจที่เขาคาดหวังไว้ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะใช้ทักษะการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุด
"ถ้าอย่างนั้นผมให้ราคาตายตัวที่ห้าแสนหยวนต่อเม็ดครับ แต่ผมมีข้อแม้ว่าคุณต้องขายไข่มุกทั้งหกเม็ดนี้ให้ทางเรา และในอนาคตหากคุณมีไข่มุกคุณภาพระดับนี้อีก คุณต้องนำมาเสนอขายให้ร้านจินอวี้เซวียนของเราเป็ลำดับแรก" ผู้จัดการครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเสนอเงื่อนไขที่เขาคิดว่าคุ้มค่าที่สุด
"เื่นี้ไม่มีปัญหาครับ งั้นก็ตกลงตามนี้" หลิวอวี่ตอบรับอย่างรวดเร็ว สำหรับเขาแล้วตราบใดที่ราคาถึงเกณฑ์ ส่วนเงื่อนไขอื่นเขาก็ไม่ได้ติดขัดอะไร
หลังจากได้รับเงินโอนเข้าบัญชีจากผู้จัดการเรียบร้อยแล้ว หลิวอวี่ก็ทิ้งช่องทางการติดต่อไว้ให้
ในขณะเดียวกัน ผู้จัดการก็ได้มอบนามบัตรส่วนตัวให้แก่หลิวอวี่
และนั่นทำให้หลิวอวี่ได้รู้ว่าผู้จัดการคนนี้มีชื่อว่า สวี่หัว
"ผู้จัดการสวี่ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ หากมีของดีอะไรอีก ผมจะนึกถึงจินอวี้เซวียนเป็ที่แรกแน่นอน" ทันทีที่เห็นตัวเลขสามล้านหยวนปรากฏในบัญชี ความตื่นเต้นในใจของหลิวอวี่ก็พุ่งทะยานจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่
"คุณหลิวครับ ให้ผมเดินไปส่งนะครับ" สวี่หัวกล่าวด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ หลังจากจัดการเก็บไข่มุกล้ำค่าลงในตู้เซฟอย่างระมัดระวัง
เมื่อก้าวพ้นจากร้านจินอวี้เซวียน หลิวอวี่แทบอยากจะะโโลดเต้นไปตามถนน เมื่อนึกถึงทรัพย์สินกว่าสามล้านหยวนที่เขามีในตอนนี้
‘สามล้านหยวน! ฉันกลายเป็เศรษฐีเงินล้านไปแล้วจริง ๆ เหรอเนี่ย’
โชคดีที่เขายังมีสติพอที่จะยับยั้งแรงกระตุ้นนั้นไว้ได้ทัน
จากนั้น หลิวอวี่มุ่งหน้าไปยังร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เขาตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดรวดเดียวห้าเครื่อง
เครื่องหนึ่งสำหรับตัวเขาเอง ส่วนอีกสี่เครื่องที่เหลือนั้นเขาตั้งใจจะเอากลับไปฝากคนที่บ้าน
‘ในเมื่อตอนนี้ฉันมีเงินแล้ว ก็ควรจะกลับไปหาพวกท่านบ้าง ไม่อย่างนั้นคนในครอบครัวคงจะเป็ห่วงฉันแย่’
ในตอนที่เขากำลังจ่ายเงิน หลิวอวี่สังเกตเห็นว่าสายตาของพนักงานหญิงที่มองมายังเขานั้นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากความเฉยชาเปลี่ยนเป็ความเลื่อมใสในความป๋าของเขา
ทว่าหลิวอวี่กลับไม่ได้ใส่ใจสายตาเ่าั้เลยแม้แต่นิดเดียว
อาจเป็เพราะเพิ่งถูกผู้หญิงทิ้งมาหมาด ๆ ทำให้ความรู้สึกดี ๆ ที่เขามีต่อผู้หญิงที่มองเพียงเปลือกนอกและเงินทองเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น
เมื่อกลับถึงห้องเช่าและเห็นไข่มุกที่เหลือซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่ในกล่องรองเท้าเก่า ๆ หลิวอวี่ก็ตระหนักได้ว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องย้ายที่อยู่เสียที
‘ไม่อย่างนั้นถ้าไข่มุกพวกนี้ถูกขโมยไป ฉันคงไม่มีที่ให้ไปนั่งร้องไห้แน่ ๆ’
‘ดูเหมือนว่าฉันต้องหาเงินเพิ่มอีกสักหน่อยแล้วสิ’ เขาคิดในใจ
แม้เงินสามล้านหยวนจะเพียงพอสำหรับการซื้อบ้านสักหลังในเซียงซาน แต่เป้าหมายที่หลิวอวี่มองไว้นั้นคือ ‘วิลล่า’ สุดหรู ซึ่งเงินจำนวนนี้ยังห่างไกลจากความ้าของเขาอยู่มาก
...
เช้าวันถัดมา หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย หลิวอวี่ก็กลับมายังชายหาดเพื่อเช่าเรือสำปั้นเล็ก ๆ ออกทะเลเหมือนเช่นเคย
แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ ครั้งนี้กลับไม่มีเ้าของเรือคนไหนยอมให้เขาเช่าเรือเลยแม้แต่ลำเดียว
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" หลิวอวี่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาหารู้ไม่ว่านี่คือแผนการกลั่นแกล้งลับหลังของเติ้งเจียหรง
ในขณะที่หลิวอวี่กำลังมองหาทำเลเปลี่ยว ๆ เพื่อจะแอบลงทะเลไปเงียบ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงคุ้นหูเรียกชื่อเขาขึ้นมา
"หลิวอวี่... คุณหลิวใช่ไหมคะ?"
หลิวอวี่หันกลับไปมองตามเสียง และพบว่าเป็หลี่รั่วหลาน หญิงสาวที่ซื้อกุ้งัสีครามจากเขาเมื่อวานนั่นเอง
"รั่วหลานเหรอ? มาเจอกันที่นี่อีกแล้ว บังเอิญจริง ๆ เลยนะครับ" หลิวอวี่เผยยิ้มทักทาย
"ใช่ค่ะ ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณหลิวอวี่ที่นี่เหมือนกัน" น้ำเสียงของหลี่รั่วหลานแฝงไปด้วยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
"ผมกำลังตั้งใจจะเช่าเรือออกทะเลน่ะครับ แต่แปลกมากที่จู่ ๆ ทุกคนก็พร้อมใจกันบอกว่าไม่ให้ผมเช่า" หลิวอวี่บอกเล่าด้วยความรู้สึกจนปัญญา
"คุณจะออกทะเลเหรอคะ? พอดีฉันเองก็กำลังจะออกไปตกปลาเหมือนกัน ถ้าคุณไม่รังเกียจ เราออกไปพร้อมกันเลยไหมคะ?" หลี่รั่วหลานเสนอตัวอย่างมีน้ำใจ
"เป็ข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมมากเลยครับ ขอบคุณมากนะ" การได้ออกทะเลฟรี ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า มีหรือที่หลิวอวี่จะปฏิเสธ
เมื่อเห็นว่าหลิวอวี่ตอบตกลง หลี่รั่วหลานก็พาเขาไปยังเรือตกปลาส่วนตัวของเธอ
หลังจากเรือเริ่มเคลื่อนตัวออกจากท่า มันก็มุ่งหน้าฝ่าคลื่นลมไปสู่ท้องทะเลกว้าง
การมีสาวสวยร่วมเดินทางทำให้หลิวอวี่ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งเขายังใช้โอกาสนี้เรียนรู้วิธีการบังคับเรือไปในตัว
นับั้แ่ได้รับพลังพิเศษมา หลิวอวี่รู้สึกได้ว่าสมองของเขามีการพัฒนาไปอย่างก้าวะโ เขาสามารถจดจำสิ่งที่เห็นเพียงครั้งเดียวได้แม่นยำ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้รวดเร็วอย่างน่ามหัศจรรย์
สองชั่วโมงผ่านไป หลังจากแล่นเรือออกมาไกลหลายร้อยไมล์ทะเล หลี่รั่วหลานก็ทำการจอดเรือนิ่งสนิท
"หลิวอวี่ คุณตกปลาเป็ไหมคะ?"
หลังจากถามจบ หลี่รั่วหลานก็แอบรู้สึกว่าคำถามของตัวเองดูขัด ๆ ไปหน่อย ใบหน้าของเธอพลันขึ้นสีแดงระเรื่อ เพราะเห็นว่าหลิวอวี่มีทักษะการว่ายน้ำที่เหนือชั้นขนาดนั้น จะเป็ไปได้ยังไงที่เขาจะตกปลาไม่เป็
"ผมเคยตกแต่ปลาในลำธารแถวบ้านน่ะครับ แต่สำหรับปลาทะเล... นี่ถือเป็ครั้งแรกของผมเลย"
แม้จะใช้ชีวิตอยู่ในเซียงซานมาสี่ปี แต่นี่คือครั้งแรกจริง ๆ ที่หลิวอวี่ได้ลองตกปลาในทะเล
"คุณไม่ใช่คนท้องถิ่นเหรอคะ?" หลี่รั่วหลานถามด้วยความใคร่รู้
เมื่อวานเธอเห็นเขาสามารถดำน้ำได้นานผิดปกติ จึงปักใจเชื่อไปแล้วว่าเขาต้องเป็ลูกทะเลขนานแท้ พอรู้ว่าไม่ใช่จึงรู้สึกแปลกใจ
"ใช่ครับ ผมเป็คนอำเภอไป๋ ถึงที่นั่นจะไม่มีทะเลแต่ก็มีแม่น้ำสายใหญ่ผ่าน ผมเลยพอจะมีทักษะการว่ายน้ำติดตัวมาบ้าง" หลิวอวี่อธิบายเพื่อคลายข้อสงสัย
"อืม... อย่างนี้นี่เอง" หลี่รั่วหลานพยักหน้าเข้าใจ
นั่นสินะ ทักษะการว่ายน้ำไม่จำเป็ต้องฝึกฝนจากน้ำทะเลเสมอไป
"รั่วหลาน คุณยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจอีกเหรอครับ? ความจริงด้วยฐานะของคุณ คุณสามารถหาซื้อปลาปากเหลืองได้ไม่ยากเลยนะ ถึงมันจะหายากแต่นักสะสมในตลาดก็ยังมีอยู่" หลิวอวี่ถามออกไปตามตรง
ด้วยความมั่งคั่งของเธอ การควักเงินซื้อปลามาประดับบารมีสักกี่ตัวก็ย่อมทำได้ ไม่จำเป็ต้องมาตรากตรำตกเองให้เสียเวลา
"ฉันทราบค่ะ แต่มันมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ฉันต้องทำแบบนี้..." ในขณะที่พูด แววตาของหลี่รั่วหลานก็สั่นไหวด้วยความเศร้าสร้อย
แม้เธอจะไม่ได้ขยายความต่อ แต่หลิวอวี่ก็ััได้ว่าเหตุผลนั้นคงไม่ใช่เื่ที่น่ายินดีนัก
"อ้อ... ถ้าอย่างนั้น ให้ผมช่วยดูไหมครับ? ่นี้ผมดวงดีมากนะ ไม่แน่ว่าผมอาจจะตกปลาตัวที่คุณ้าได้ก็ได้" หลิวอวี่ยิ้มให้กำลังใจ
"ขอบคุณนะคะ" หลี่รั่วหลานรับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของเขา เธอจึงส่งยิ้มบาง ๆ ตอบกลับมา
หลังจากหลี่รั่วหลานสอนเทคนิคการใช้คันเบ็ดมืออาชีพให้แก่เขา ก็ถึงเวลาที่หลิวอวี่จะได้พิสูจน์ฝีมือ
ทันทีที่หลิวอวี่หย่อนเบ็ดลงสู่ผืนน้ำ ก็มีปลาเข้ามากินเหยื่อทันที ราวกับว่าพวกมันมาเฝ้ารอคอยที่จะติดเบ็ดของเขาอยู่ก่อนแล้ว
เวลาผ่านไปเพียงห้านาที ถังพักปลาด้านหลังของหลิวอวี่ก็เต็มไปด้วยปลาทะเลหลากชนิดจนแทบไม่มีที่ว่าง ทำเอาหลี่รั่วหลานที่มองดูอยู่ถึงกับยืนอ้าปากค้างด้วยความตะลึง
"คุณ... คุณทำได้ยังไงคะเนี่ย?" เธอถึงกับพูดติดอ่างด้วยความเหลือเชื่อ
"ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ สงสัยปลาพวกนี้คงอยากติดเบ็ดผมเองล่ะมั้ง... หรือไม่ก็อาจจะเป็เพราะผมหน้าตาดีเกินไปหน่อย" หลิวอวี่แกล้งปล่อยมุกตลก
พูดตามตรง หลิวอวี่ไม่ได้ใช้พลังพิเศษเข้าแทรกแซงเลยแม้แต่น้อย แต่ปลาเ่าั้กลับแย่งกันมากินเหยื่อของเขาเอง ซึ่งเขาสันนิษฐานว่ามันอาจจะเป็ผลพลอยได้จากพลังัในตัวเขา
‘ถ้ามีเวลา ฉันต้องลองศึกษาพลังในตัวอย่างจริงจังดูบ้างแล้วว่ามันทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม’
หลี่รั่วหลานไม่ได้หัวเราะในตอนแรก เธอจ้องมองใบหน้าของหลิวอวี่อย่างจริงจังครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย "อืม... ก็จริงอย่างที่คุณว่านั่นแหละค่ะ ดูเหมือนคุณจะหล่อเกินไปจริง ๆ"
หลังจากคำพูดนั้น ทั้งคู่ก็สบตากันเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หลิวอวี่สังเกตเห็นว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหลี่รั่วหลานในครั้งนี้มันดูจริงใจและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง
"นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายวันเลยนะ ที่ฉันยิ้มและหัวเราะได้อย่างมีความสุขขนาดนี้" หลี่รั่วหลานเอ่ยเสียงเบาหลังจากหยุดหัวเราะ
"รั่วหลาน คุณสวยมากเลยนะ ถ้ายิ้มบ่อย ๆ จะยิ่งดูดีขึ้นไปอีกนะครับ" หลิวอวี่รู้สึกว่ากำแพงระหว่างเขากับเธอกำลังพังทลายลง และบทสนทนาก็ดูเป็ธรรมชาติมากขึ้น
หลี่รั่วหลานช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความรู้สึกขี้เล่น "เห็นหน้าตาซื่อ ๆ ไม่คิดเลยว่าคุณจะทะลึ่งทะเล้นแบบนี้เหมือนกัน"