ท่ามกลางความเงียบงันที่คืบคลานเข้ามาปกคลุมโรงเตี๊ยมสนธยาหลังจากขบวนมือปราบจากไป พายุฝนระลอกใหม่ที่ดูจะเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิมก็โหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สายฝนเม็ดหนาหนักพุ่งทะลวงฝ่าม่านหมอก กระแทกเข้ากับหลังคาไม้เก่าจนเกิดเสียงดังสะท้อนประดุจเสียงรัวกลองรบ ลมกรรโชกแรงพัดเอาโคมไฟกระดาษสีแดงหน้าชายคาให้แกว่งไกวอย่างบ้าคลั่ง สาดแสงสีแดงสลัวสลับกับความมืดมิดในโถงล่าง
ใบไผ่ที่ถูกลมพัดมาจากป่าลึกกระจัดกระจายไปทั่วลานหน้าโรงเตี๊ยม เสียงใบไม้แห้งเสียดสีกับพื้นดินเปียกชื้นดังเศร้าเศร้า เหมือนเสียงกระซิบของวิญญาณที่หลงทางในคืนมืดมิด ฟ้าร้องดังสนั่นเป็นระยะ ส่องแสงฟ้าแลบสีขาวจ้าผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่มีรอยแตกเล็กๆ ทำให้เงาในโถงเต้นระบำอย่างน่าขนลุก
อาหลาง ยืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ มือของเขาเช็ดจอกสุราดินเผาอย่างแผ่วเบา ทว่าโสตประสาทของเขากลับตื่นตัวถึงขีดสุด เขาเพิ่งจะเก็บเกี่ยว "หยาดน้ำตาแห่งอาญาสิทธิ์" มาได้ไม่นาน พลังมารที่ไหลเวียนอยู่ในกายยังคงเดือดพล่าน ความรู้สึกแห่งชัยชนะจากการปราบฉินเยี่ยนให้ยอมจำนนยังคงหวานชื่นอยู่ในใจ ทว่าในวินาทีนั้นเอง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ "ว่างเปล่า" อย่างประหลาดที่กำลังมุ่งตรงมายังโรงเตี๊ยม
กลิ่นอายนั้นแตกต่างจากทุกสิ่งที่เขาเคยพบมา มันไม่ใช่กลิ่นอายของนักสู้ระดับสูง ไม่ใช่กลิ่นอายของผู้ใช้อาญาสิทธิ์ หรือแม้แต่กลิ่นอายของปีศาจร้าย มันคือความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์ ราวกับเป็นช่องว่างในโลกใบนี้ที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่
ภายในโรงเตี๊ยมที่เคยคึกคัก บัดนี้กลับตกอยู่ในความเงียบที่ชวนให้ขนลุก เถ้าแก่ร่างอ้วนท้วม ที่กำลังดีดลูกคิดอยู่ถึงกับชะงักมือข้างหนึ่งไว้กลางอากาศ สายตาที่เคยเฉื่อยชาขยับมองไปยังประตูไม้หนาหนักที่ถูกปิดสนิท ใบหน้าอ้วนพีของเขาเริ่มมีเหงื่อผุดขึ้นเล็กน้อย แม้จะอยู่ในอากาศที่เย็นชื่นจากสายฝน
ขณะที่ในครัว เสียงสับเนื้อของ เถ้าแก่ร่างผอม เงียบกริบลงราวกับเขากำลังกลั้นหายใจเพื่อฟังบางสิ่ง มีดสับในมือของเขาค้างอยู่กลางอากาศ หยดเลือดจากเนื้อสัตว์ป่าหยดลงบนเขียงไม้ดัง หยด... หยด... เป็นจังหวะช้าๆ ที่ทำให้บรรยากาศยิ่งน่าขนลุกขึ้นไปอีก
แม้แต่ เสี่ยวเอ้อหญิง ที่กำลังจัดระเบียบโต๊ะเก้าอี้ก็ยังต้องหยุดมือแล้วหันไปจ้องมองเงาที่ทอดผ่านช่องประตูเข้ามา ผ้าเช็ดโต๊ะในมือของนางสั่นเทาเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มอ่อนโยนบัดนี้กลับเครียดจนริมฝีปากแกว่งไปมา
ปัง! เสียงประตูถูกผลักออกเบาๆ ทว่ากลับทรงพลังพอที่จะทำให้เปลวเทียนในโถงวูบไหวจนเกือบดับ
ลมหนาวเย็นพัดเข้ามาพร้อมกับละอองฝนที่กระเซ็นใส่หน้า กลิ่นอายของป่าลึกและดินเปียกชื้นโชยเข้ามาปนกับกลิ่นประหลาดที่ไม่อาจบรรยายได้ เปลวเทียนที่เหลืออยู่กระพริบไหวอย่างไม่สงบ ราวกับกำลังต่อสู้กับพลังลึกลับที่เข้ามาพร้อมกับแขกคนใหม่
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาท่ามกลางละอองฝนที่สาดกระเซ็น นางสวมชุดคลุมยาวสีเทาหม่นที่เปียกชุ่ม เนื้อผ้าดูเรียบง่ายจนแทบจะกลมกลืนไปกับความมืดมิดรอบกาย ไม่มีลวดลายหรือการปักแต่งใดๆ เพียงแค่ผ้าธรรมดาที่ดูเก่าแก่และทรงพลัง นางไม่มีกระบี่ที่เอว ไม่มีเครื่องประดับมีค่าที่บ่งบอกฐานะ มีเพียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงทว่าไร้เสียงกระทบพื้นไม้ประดุจวิญญาณที่ไร้เงา
ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ แม้นางจะเดินบนพื้นไม้เก่าที่มักจะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด แต่ฝีเท้าของนางกลับไม่ทำให้เกิดเสียงใดๆ เลย ราวกับนางไม่มีน้ำหนักตัว หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่ปรากฏขึ้นมา
อาหลางจ้องมองนางผ่านสายตาปกติ เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนาง มันไม่ใช่ไอเย็นของฝน แต่มันคือไอเย็นที่ทำให้เลือดในกายของเขารู้สึกแข็งตัว เหมือนกับความหนาวเย็นที่มาจากใต้ดิน จากสถานที่ที่แสงแดดไม่เคยส่องถึง สัญชาตญาณพญามารในตัวเขาเริ่มขัดแย้งกันเอง—ส่วนหนึ่งบอกให้เขาถอยหนี แต่อีกส่วนหนึ่งกลับบอกว่านี่คือ "หมาก" ที่น่าค้นหาที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
ความรู้สึกนี้คล้ายกับตอนที่เขาเจอกับสมบัติโบราณที่มีพลังมหาศาล แต่ก็เต็มไปด้วยอันตรายที่คาดเดาไม่ได้ เขารู้สึกได้ว่าหากเขาทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจจะต้องจ่ายด้วยชีวิต
อาหลางพยายามข่มจิตที่สั่นไหว เขาแสร้งทำเป็นเสี่ยวเอ้อผู้แสนดี เดินเข้าไปหานางพร้อมผ้าเช็ดมือ ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเป็นมิตรและความกระตือรือร้นที่จะรับใช้ เหมือนเจ้าของร้านธรรมดาที่พบแขกในคืนพายุ
"ยินดีต้อนรับแม่นาง..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเป็นมิตร "พายุข้างนอกแรงนัก เชิญนั่งพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ ข้าจะจัดเตรียมชาร้อนและอาหารให้ท่านทันที"
ในจังหวะที่เดินเข้าไปใกล้ อาหลางแอบสอดมือเข้าไปในอกเสื้อ สัมผัสกับ ศิลาเนตรมาร เพื่อส่องดูความลับและค่าราคะของนางตามปกติ นี่เป็นสิ่งที่เขาทำกับทุกคนที่เข้ามาในโรงเตี๊ยม เพื่อประเมินว่าพวกเขามีคุณค่าแค่ไหนและจะเอาประโยชน์จากพวกเขาได้อย่างไร
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เขาแทบจะเสียการควบคุมกิริยา
ศิลาเนตรมารที่เคยเปล่งแสงม่วงทองอย่างทรงพลัง บัดนี้กลับไม่แสดงค่าตัวเลขใดๆ ออกมาเลย! มันไม่มีแม้แต่เลข 0 หรือเครื่องหมายใดๆ หน้าจอในจิตของเขามัน "ว่างเปล่า" ราวกับนางไม่มีตัวตนอยู่ในสารบบของมนุษย์ เหมือนกับนางเป็นเพียงภาพลวงตาหรือสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกใบนี้
ทว่าสิ่งที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือ การสั่นสะเทือน ของศิลา
มันสั่นระริกจนอาหลางรู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอก แสงสีหม่นที่เล็ดลอดออกมาจากศิลาในอกเสื้อเริ่มกระพริบถี่คล้ายกับการเตือนภัยขั้นสูงสุด รอยร้าวเล็กๆ เริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นผิวศิลาเพียงเพราะมันพยายามจะ "อ่าน" ข้อมูลของสตรีตรงหน้าแต่กลับถูกแรงบางอย่างตีกลับมาอย่างรุนแรง
อาหลางรู้สึกได้ว่าศิลาเนตรมารกำลังต่อสู้กับพลังงานที่มันไม่เคยเจอมาก่อน เหมือนกับมันกำลังพยายามมองทะลุผ่านม่านหมอกที่หนาทึบจนมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกผลักกลับมาแรงขึ้นเท่านั้น
เขาต้องใช้พลังจิตทั้งหมดเพื่อควบคุมไม่ให้ศิลาแตกออกเป็นชิ้นๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสีหน้าให้เป็นปกติต่อหน้าแขกลึกลับคนนี้ เหงื่อเย็นเริ่มซึมออกมาจากขมับ แต่เขายังคงยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเสี่ยวเอ้อธรรมดา
สตรีชุดเทาค่อยๆ ปลดผ้าคลุมหน้าออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยความงามที่ดูลึกลับและสูงส่ง ผิวหนังของนางขาวเนียนราวกับหยกขาวบริสุทธิ์ แต่กลับไม่มีความอบอุ่นของคนมีชีวิต ดวงตาของนางนิ่งสงบประดุจผิวน้ำที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ไม่มีแววตาที่แสดงอารมณ์ใดๆ เหมือนกับนางกำลังมองดูโลกผ่านแก้วใส
ใบหน้าของนางสวยงามอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนกับถูกแกะสลักโดยช่างฝีมือระดับเทพ แต่ก็ขาดความมีชีวิตชีวาที่คนปกติควรมี ริมฝีปากบางๆ ไม่มีสีชมพูอ่อนๆ แต่กลับเป็นสีซีดจางราวกับไม่เคยมีเลือดไหลเวียน
นางไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่นางกลับเลือกเดินไปนั่งที่โต๊ะมุมมืดที่สุดของร้าน—ตำแหน่งเดียวกับที่จอมยุทธระดับสูงมักจะเลือกเพื่อสังเกตการณ์ ตำแหน่งที่สามารถมองเห็นประตูทางเข้าและทางออกทุกทิศทาง และที่สำคัญคือสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็วหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
การเดินของนางยังคงไร้เสียง ฝีเท้าสัมผัสกับพื้นไม้แต่กลับไม่ทำให้เกิดเสียงใดๆ เหมือนกับนางไม่มีมวลสาร หรือเป็นเพียงวิญญาณที่ลอยเหนือพื้นดิน แสงเทียนที่ส่องผ่านร่างของนางดูเหมือนจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน ไม่สร้างเงาที่ชัดเจนบนพื้นหรือผนัง
นางวางพัดจีบเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะไม้ เสียงที่พัดกระทบเนื้อไม้นั้นเบาบางแต่กลับก้องกังวานในโสตประสาทของอาหลางประดุจเสียงระฆังศึก พัดจีบนั้นดูเก่าแก่และมีคุณค่า ทำจากไผ่ที่ผ่านการแกะสลักอย่างประณีต แต่ลวดลายบนพัดกลับดูคลุมเครือและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เหมือนกับมีชีวิตของมันเอง
อาหลางสังเกตเห็นว่าเมื่อนางวางพัดลงบนโต๊ะ เปลวเทียนใกล้ๆ กระพริบไหวอย่างไม่สงบ และอุณหภูมิในบริเวณนั้นดูจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจของเขาเริ่มขาวขุ่นเมื่อหายใจออก เหมือนกับอยู่ในห้องเย็นแข็ง
อาหลางรินน้ำชาให้นางด้วยมือที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น เขาเลือกใช้ชาดีที่สุดในร้าน หวังว่าจะสร้างความประทับใจและทำให้นางผ่อนคลายลง แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ เขารู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวนางหนาวเย็นจนแทบจะแข็งตัว
"แม่นาง... ต้องการรับอาหารสิ่งใดเพิ่มไหมขอรับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด "ร้านของข้ามีเมนูพิเศษหลายอย่างที่ไม่มีที่ไหนเสิร์ฟ"
นางไม่ตอบ ทว่าสายตาของนางกลับจ้องมองไปที่คราบน้ำบนโต๊ะอย่างสงบนิ่ง เหมือนกับนางกำลังอ่านข้อมูลบางอย่างจากคราบน้ำธรรมดานั้น หรือเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ดวงตาของนางไม่กระพริบแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้อาหลางเริ่มสงสัยว่านางเป็นคนมีชีวิตจริงหรือไม่
อาหลางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง มันเป็นพลังที่หนาแน่นและเก่าแก่จนเขาเริ่มสงสัยว่าสตรีผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อพักผ่อนธรรมดาเสียแล้ว พลังนั้นเหมือนกับน้ำหนักของภูเขาที่กดทับลงมา หรือเหมือนกับแรงดึงดูดของหลุมดำที่จะดูดกลืนทุกสิ่งเข้าไป
ศิลาเนตรมารในอกเสื้อยิ่งสั่นแรงขึ้นจนเขาต้องถอยห่างออกมาเพื่อรักษาระยะ เขารู้สึกได้ว่าหากยืนใกล้นางนานเกินไป ศิลาอาจจะแตกเป็นผงไปเลย และนั่นจะเป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงสำหรับเขา
เขาแอบมองนางจากมุมที่ไกลออกไป พยายามวิเคราะห์หมากตัวนี้อย่างระมัดระวัง แม้ศิลาจะไม่อาจแสดงค่าราคะได้ในตอนนี้ แต่อาหลางรู้ดีว่าภายใต้น้ำที่นิ่งสงบ ย่อมมีคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงเสมอ นางคนนี้ต้องมีความลับที่ยิ่งใหญ่ และเขาจะต้องหาทางเปิดเผยมันให้ได้
เขาเริ่มสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติม ผ้าคลุมของนางแม้จะดูธรรมดา แต่เนื้อผ้ามีคุณภาพสูงมาก ไม่มีรอยยับแม้จะเดินทางมาในสายฝน ไม่มีคราบโคลนหรือฝุ่นละออง เหมือนกับสิ่งสกปรกทั้งหลายไม่กล้าเข้าใกล้นาง
พัดจีบบนโต๊ะยังคงเปลี่ยนลวดลายอย่างช้าๆ บางครั้งเป็นรูปดอกไม้ บางครั้งเป็นรูปนก บางครั้งเป็นตัวอักษรโบราณที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือนกับพัดนั้นกำลังเล่าเรื่องราวหรือส่งข้อความบางอย่าง
อาหลางเริ่มรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลงเมื่ออยู่ใกล้นาง เสียงฝนข้างนอกดูเหมือนจะห่างไกลออกไป เสียงลมหายใจของเขาเองก็ดังขึ้นในหูจนน่าอึดอัด ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่งและรอคอยบางสิ่งบางอย่าง
ในครัว เถ้าแก่ร่างผอมยังคงหยุดการสับเนื้อ มีดในมือของเขาสั่นเทาเล็กน้อย เหงื่อเย็นไหลลงมาตามใบหน้าแม้จะอยู่ในอากาศที่เย็นสบาย เขาแอบมองออกมาจากครัวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกลัวและความอยากรู้
เถ้าแก่ร่างอ้วนท้วมหยุดดีดลูกคิดไปแล้ว มือทั้งสองข้างของเขาวางนิ่งบนโต๊ะ แต่ดวงตาเล็กๆ กลับจ้องมองไปที่สตรีชุดเทาอย่างไม่วางใจ เขาดูเหมือนจะรู้จักหรือเคยเห็นนางที่ไหนมาก่อน แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมา
เสี่ยวเอ้อหญิงถือผ้าเช็ดโต๊ะไว้แน่นจนข้อมือขาว ใบหน้าของนางซีดลงเรื่อยๆ เหมือนกับนางกำลังสูญเสียพลังชีวิตไปทีละน้อย นางพยายามจะเดินเข้าไปใกล้ แต่ขาทั้งสองข้างกลับไม่ยอมเชื่อฟัง
อาหลางตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์และหยิบขวดสุราเก่าแก่ขึ้นมา นี่คือสุราพิเศษที่เขาเก็บไว้สำหรับแขกสำคัญ หรือในกรณีฉุกเฉินเช่นนี้
"แม่นาง หากท่านไม่ต้องการอาหาร ขอเสนอสุราเก่าแก่สักถ้วยเพื่อขับความหนาวเย็นจากสายฝนเถิดขอรับ" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ฟังดูเป็นมิตร
นางยังคงไม่ตอบ แต่ครั้งนี้นางค่อยๆ หันมามองเขาเป็นครั้งแรก ดวงตาที่ไร้ความรู้สึกนั้นจ้องมองเขาอย่างตรงไปตรงมา เหมือนกับนางกำลังมองทะลุผ่านจิตวิญญาณของเขาไปถึงส่วนลึกที่สุด
อาหลางรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยเข็มน้ำแข็งนับพันเล่ม ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาต้องใช้พลังจิตทั้งหมดเพื่อไม่ให้ตัวเองสั่นไหว หรือแสดงออกถึงความกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ในขณะที่ทั้งคู่จ้องมองกัน เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง เสียงฝนข้างนอกเงียบไป เสียงลมหายใจของทุกคนในโรงเตี๊ยมหยุดชะงัก มีเพียงเสียงหัวใจของอาหลางที่เต้นแรงเท่านั้นที่ดังก้องในหูของเขาเอง
แล้วนางก็ค่อยๆ หันกลับไปมองที่พัดจีบอีกครั้ง ราวกับเขาเป็นเพียงสิ่งไม่สำคัญที่ไม่คุ้มค่าแก่การสนใจ การกระทำนี้ทำให้อาหลางรู้สึกถูกดูถูกและโกรธแค้นในเวลาเดียวกัน แต่เขาก็ไม่กล้าแสดงออกมา
เขาจะเริ่มวางแผนล่อลวงนางอย่างไรดี? ในเมื่อเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของเขากำลังแสดงอาการ "หวาดกลัว" ต่อการปรากฏตัวของนางเช่นนี้ เขาต้องใช้วิธีการอื่นที่ละเอียดอ่อนและฉลาดกว่า
อาหลางเริ่มวางแผนในใจ เขาจะต้องศึกษานางให้ถี่ถ้วนก่อน หาจุดอ่อนหรือสิ่งที่นางต้องการ แล้วค่อยใช้เป็นเหยื่อล่อ เขาเคยทำแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว และไม่เคยล้มเหลว
แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา นางไม่ใช่เหยื่อธรรมดาที่เขาสามารถจัดการได้ง่ายๆ นางอาจจะเป็นนักล่าที่อันตรายกว่าเขาเสียอีก
พายุภายนอกยังคงโหมกระหน่ำ เสียงฟ้าร้องดังสนั่นเป็นระยะ แสงฟ้าแลบส่องผ่านหน้าต่างทำให้เงาในโรงเตี๊ยมเต้นระบำอย่างน่าขนลุก แต่ในใจของอาหลาง พายุลูกใหม่ที่มีเดิมพันสูงยิ่งกว่าชีวิตกำลังเริ่มก่อตัวขึ้น
เขารู้ว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเขาไปตลอดกาล ไม่ว่าจะในทางที่ดีหรือทางที่เลวร้าย และเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมของสตรีลึกลับผู้นี้