กู้หยวนเผยนั่งมองบรรยากาศรอบตัวภายในห้องโถงจัดเลี้ยง เขาค่อยๆ รินชาลงในถ้วยใบหนึ่ง ก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
“สิ่งที่พวกตระกูลไป๋กล่าวนั้นปลิ้นปล้อนนัก ข้ารู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาจะต้องยอกย้อนพวกเรา! ตาเฒ่าตระกูลไป๋คอยข้าอยู่ั้แ่เช้าตรู่ คนใจโฉดนั่นชิงเอ่ยออกมาก่อน หาว่าพวกเราตระกูลกู้ไม่รู้จักสั่งสอนบุตรสาว บุตรชายก็ไร้เหตุผลเข้าไปทำลายข้าวของในบ้านเขา และยังเอ่ยต่อว่าอยากจะช่วยให้คำแนะนำแก่ข้าในการเลี้ยงบุตร ข้าโมโหจนเกือบจะลงไม้ลงมือกับมัน”
กู้หยวนเผยเป่าเคราพ่นลมหายใจออกมาด้วยอารมณ์รุนแรง เขาอยากจะระบายโทสะลงกับโต๊ะเป็อย่างยิ่ง
“ท่านพ่ออย่าคิดเช่นนั้น ตระกูลไป๋สันทัดในการรบรา ถึงท่านจะมีสิบคนก็มิใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก”
กู้หวาหรานเอ่ยขึ้นเบาๆ ใบหน้าของเขาสงบนิ่ง ทว่านิ้วมือยังคงเขี่ยราวเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว “วันนี้ข้าไปยังศาลจิงจ้าวมา สิ่งที่ควรกล่าวก็ได้กล่าวออกไปอย่างชัดเจนแล้ว ท่านพ่อเพียงรอให้มีการเคลื่อนไหวภายในนั้น หลังจากนั้นค่อยให้พยานออกมา”
“ดี สาส์นของข้าก็ได้ส่งไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ใต้เท้าหวังเป็คนรู้จักเก่าของข้า จักต้องดำเนินการอย่างยุติธรรมแน่ ในวันพรุ่งพวกเรามารอดูกัน ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าข้าจะจัดการตาเฒ่าของตระกูลไป๋ไม่ได้ จะไม่สามารถโต้ตอบมันกลับไปได้!”
เวลานี้กู้หยวนเผยอยากจะ แล่นตรงไปยังตระกูลไป๋ แล้วต่อว่าพวกตระกูลไป๋ให้เจ็บแสบสักคราเป็อย่างยิ่ง ยามเขาเห็นกู้หวาจิง ก้นบึ้งของหัวใจนั้นร้อนรนจนแทบจะะเิ ทว่าตอนนี้กลับทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้
“ท่านพ่อ ประเดี๋ยวจิงจิงมาแล้ว ท่านอย่าพูดเื่นี้เลย อย่าทำให้นางต้องเป็กังวล”
“ข้ายังต้องให้เ้าบอกอีกรึ”
...
บรรยากาศภายในงานเลี้ยงของจวนสกุลกู้เต็มไปด้วยความสนุกสนานและอบอุ่นอย่างที่ครอบครัวอื่นหาที่เปรียบมิได้ แม้ว่าภายในใจของฉินหว่านฮุ่ยจะคอยบริภาษกู้หวาจิงอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่กล้าที่จะเพิกเฉยอีกฝ่าย
ดังนั้นในงานเลี้ยงนี้ กู้หวาจิงจึงได้รู้จักกับทุกคนในตระกูลกู้ ซึ่งเรียบง่ายกว่าที่นางคิดไว้แต่เดิมมาก
ในบ้านใหญ่มีภรรยาสองคน และเด็กน้อยอีกสามคน เด็กชายและเด็กสาวเกิดจากภรรยาเอกและเด็กชายอีกหนึ่งคนเกิดจากอนุภรรยา ส่วนสตรีจากบ้านสองไม่คาดคิดว่าจะมีหยางจยาเหยาเพียงผู้เดียว และยังมีเด็กเพียงคนเดียวคือทารกที่นางอุ้มอยู่
นี่เป็สิ่งที่ดี กว่ามากเมื่อเทียบกับในนิยายที่นางเคยอ่านมา ในใจของกู้หวาจิงรู้สึกอิ่มเอม พยายามอย่างสุดความสามารถในการรีบจำชื่อและบุคลิกท่าทางของพวกเขาให้ได้
“ท่านอาเล็ก ท่านโตขึ้นมางดงามมาก ภายหน้าข้าจะสวยเหมือนท่านหรือไม่”
ผิงเจี่ยเอ๋อร์ดูแล้วน่าจะราวสี่ห้าขวบ สวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองขนห่าน บนศีรษะมีหินปะการังแดง[1]ร้อยเข้าด้วยกันพันอยู่ และตรงอกยังประดับหยกใสสว่างแวววาว
“หลังจากนี้ผิงเจี่ยเอ๋อร์จะต้องสวยกว่าอาเล็กแน่นอนจ้ะ”
กู้หวาจิงโน้มตัวลง นางยิ้มพลางเอ่ยตอบผิงเจี่ยเอ๋อร์ ดวงตาของนางโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว
ผิงเจี่ยเอ๋อร์พึงพอใจกับคำตอบที่ได้รับ ดวงตากลมโตกลอกไปมา “ท่านอาเล็กสวยขนาดนี้ แล้วเหตุใดครอบครัวสามีของท่าน ถึงไม่ชอบท่านล่ะ”
“...”
บรรยากาศครื้นเครงหยุดชะงักลงในชั่วพริบตา แม้แต่ เสียงเล็กน้อยก็ไม่ได้ยิน
ดวงตาของฉินหว่านฮุ่ยเบิกกว้างในทันที ดึงผิงเจี่ยเอ๋อร์มาใกล้ตัว พยายามฉีกยิ้มหันมาทางกู้หวาจิง “น้อง น้องหญิงอย่าใส่ใจเลย ผิงเจี่ยเอ๋อร์ยังเล็ก นางไม่เข้าใจเื่ราว พูดเื่เหลวไหล...”
“นางไม่เข้าใจงั้นรึ นางไม่เข้าใจแล้วจะพูดวาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน เช่นนั้นแล้ววาจาอย่างไรที่นางเข้าใจแล้วควรจะพูดต่อหน้าผู้อื่น”
กู้หวาจิงยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกไป สีหน้าของกู้หยวนเผยก็ฉายความเ็าออกมา “ภรรยาหวาเหล่ย ทุกวันนี้เ้าสั่งสอนผิงเจี่ยเอ๋อร์อย่างไร โตถึงเพียงนี้แล้วเหตุใดแล้วยังไม่สามารถแยกแยะเื่ราวได้ เ้าอบรมบุตรอย่างไรกัน!”
“ท่านพ่อ โปรดอย่าโมโหเลยเ้าค่ะ สะใภ้ สะใภ้จะต้องไปตรวจสอบอย่างแน่นอน ว่าบ่าวไพร่คนใดที่พูดพล่ามเื่ไร้สาระเช่นนี้ต่อหน้าผิงเจี่ยเอ๋อร์ ผิงเจี่ยเอ๋อร์นั้นรู้ความมาตลอด คงจะ...คงจะได้ยินใครพูดเื่เช่นนี้เข้าหูเข้า...”
ในใจฉินหว่านฮุ่ยนั้นตื่นตระหนก เพิ่งสำนึกได้ว่าตนไม่ควรบ่นเื่นี้ต่อหน้าผิงเจี่ยเอ๋อร์
แม้ว่าคนในตระกูลกู้จะรักใคร่เอ็นดูผิงเจี่ยเอ๋อร์ แต่พวกเขาย่อมให้ความสำคัญกับกู้หวาจิงมากกว่า แต่ฉินหว่านฮุ่ยจะรู้ได้อย่างไรเล่า ว่าอยู่ๆ ผิงเจี่ยเอ๋อร์จะกล่าวเื่นี้ออกไปเช่นนั้น
“ท่านพ่อ ผิงเจี่ยเอ๋อร์เป็เพียงเด็ก มิเป็ไรหรอก”
กู้หวาจิงคิดว่าท่าทีโต้ตอบของกู้หยวนเผยนั้นค่อนข้างรุนแรง “ยิ่งกว่านั้น เื่นี้ก็เป็เื่จริง แม้แต่เด็กคนหนึ่งยังคิดว่าน่าประหลาด เดิมทีลูกนั้นดื้อดึงทำโดยพลการ มาคิดดูแล้ว แม้แต่เด็กคนหนึ่งก็ยังรู้ความมากกว่า...”
“จิงจิง...”
สีหน้าของกู้หวาเหล่ยเต็มไปด้วยความละอายใจ น้องสาวของเขาผู้นี้ั้แ่เล็กเคารพเขามาก แม้นางจะเป็ที่โปรดปรานของคนในบ้านแต่ก็ไม่ได้มีนิสัยดื้อดึงเอาแต่ใจเกินไปเช่นนั้น เพียงแต่เื่การแต่งงานครั้งนี้ นางกลับตัดสินใจผิดพลาด
พี่ใหญ่ผู้นี้ไม่เพียงปกป้องนางเอาไว้ไม่ได้ ทั้งบุตรสาวของตนยังทำให้นางต้องลำบากใจ...
สายตาของกู้หวาเหล่ยจ้องเขม็งไปยังฉินหว่านฮุ่ย จ้องจนนางรู้สึกหวาดหวั่น
พวกเขาสองคนแต่งงานกันมานานแล้ว แม้ไม่ได้รักกันหวานชื่น แต่ก็ให้เกียรติซึ่งกันและกันมาโดยตลอด กู้หวาเหล่ยปฏิบัติต่อนางด้วยความเกรงอกเกรงใจและให้เกียรติ ทว่าวันนี้เป็เพราะคำพูดไม่กี่คำของผิงเจี่ยเอ๋อร์ เขากลับแสดงท่าทีเช่นนี้กับนางออกมาอย่างชัดเจน...
ทั้งหมดนี้เป็เพราะกู้หวาจิง! เป็เพราะนางปรากฏตัวขึ้นมา ทำลายความสงบสุขก่อนหน้านี้ที่เคยมี สตรีนางนี้เป็ดวงดาราอับโชคจริงๆ!
ขณะนั้นกู้หวาจิงยังไม่รับรู้ถึงแรงจงเกลียดจงชังของฉินหว่านฮุ่ยที่มีต่อนาง นางคุกเข่าลงมองไปยังใบหน้าของผิงเจี่ยเอ๋อร์
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] ในสมัยราชวงศ์ถังของประเทศจีนเชื่อกันว่าปะการังแดงนั้น มีอานุภาพสามารถเปลี่ยนสิ่งร้ายให้กลายเป็ดีได้ จึงได้มีการนำปะการังแดงมาทำเป็เครื่องประดับตกแต่ง เพื่อให้ผู้ที่สามารถพกติดตัวไว้ตลอดได้ ถือเป็เครื่องรางป้องกันภัย อีกทั้งยังเป็สิ่งประดับที่เลอค่างดงาม