บทที่ 8 ตัวจริงของสัตว์ประหลาด
ย่านชนชั้นสูงของไอเวอร์เรนนั้นเต็มไปด้วยคฤหาสน์ที่ตกแต่งด้วยความปราณีต ที่พักอาศัยแต่ละหลังนั้นมีรั้วล้อมรอบด้าน ด้านในก่อนจะถึงตัวคฤหาสน์จะเป็สวนซึ่งได้รับการดูแลเป็อย่างดี ไม่มีคฤหาสน์หลังไหนในย่านนี้ที่ไม่จ้างคนสวนเอาไว้ สำหรับเศรษฐีพวกนี้นอกจากตัวคฤหาสน์แล้ว สวนก็เป็สิ่งสำคัญที่ไว้ใช้ในการแสดงฐานะ มันถือเป็หน้าตาอย่างหนึ่งของพวกเขา หากสวนของพวกเขาดูไม่ดี ก็จะพลอยทำให้คฤหาสน์ดูย่ำแย่ไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็จะพบแต่สวนที่เป็ระเบียบเรียบร้อย หญ้าที่ถูกตัดให้พอดี บรรดาต้นไม้และพุ่มไม้ที่ถูกตัดแต่งให้สวยและเขียวชอุ่ม เหมาะแก่การมานั่งดื่มชาชมบรรยากาศในยามพักผ่อนเสียเหลือเกิน...ยกเว้นก็เพียงแต่คฤหาสน์หลังนึง
คฤหาสน์ดูต่างจากที่อื่น สวนของที่นี่ถูกปล่อยให้รกรุงรัง หญ้าที่สูงถึงขนาดที่ว่าจะไม่เห็นเท้าของตัวเองเวลาเดิน พุ่มไม้ต่างก็ไม่เป็ทรง ทั้งบรรยากาศของที่นี่ยังดูเงียบเหงา ไม่มีเสียงของบรรดาพ่อบ้านแม่บ้านหรือเหล่าคนรับใช้แม้แต่น้อย
“นายจำที่อยู่มาผิดรึเปล่า”
ลุคกระซิบถามชายที่อยู่ข้างๆ ดูยังไงที่แห่งนี้ก็ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างไว้นานแล้ว ไม่มีวี่แววว่าจะมีคนอาศัยอยู่ในคฤหาสถ์เลย
“มองค์แม้จะเป็ตระกูลชั้นสูง แต่รากฐานของพวกเขาก็เป็เพียงพ่อค้าที่ร่ำรวยเท่านั้น อีกทั้งทรัพย์สินพวกเขาก็แค่แตะชายขอบชนชั้นสูง เพราะเป็อย่างนี้หากการค้าขาดทุนขึ้นมา พวกเขาก็ไม่สามารถยืนหยัดได้เหมือนเหล่าตระกูลร่ำรวยที่แท้จริง” รีมัสอธิบาย
ลุคดูเหมือนจะเข้าใจ ประมาณว่าตระกูลมองค์มีเงินแต่ไม่มีอำนาจ พอไม่มีเงินก็เหมือนหมดสิ้นทุกอย่าง ต่างจากตระกูลเบดิก แม้พวกเขาจะขาดทุนจากกรณีเรือขนส่งสินค้าหายสาบสูญ ก็ยังมีตระกูลมากมายที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ แม้แต่ยุคตกต่ำของพวกเขาก็ยังมีเส้นสายให้ลุคเข้าเป็ตำรวจได้
หลังจากที่เฝ้าดูมาระยะนึง ลุคตัดสินใจไม่บุกเข้าไปแล้วเฝ้ารอต่อไป ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้มีหลักฐานที่จะมายืนยันว่าคนร้ายอยู่คือคนในตระกูลมองค์ เขาแค่รอให้ถึง่กลางคืนเพื่อรอมันปรากฏตัวต่างหาก
ใช่แล้ว!
ลุคไม่คิดจะจับมันในฐานะของฆาตกรต่อเนื่อง..แต่เขาจะจับมันในฐานะของสัตว์ประหลาดร้ายตัวนึง!
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือรอคนร้ายปรากฏตัวมาในร่างของสัตว์ประหลาด รีมัสที่ซุ่มดูอยู่จะก็จะได้รู้ถึงตัวตนอันแท้จริงของฆาตกรว่ามันไม่ใช่มนุษย์ ถึงเวลานั้นมันจะทำให้เขามีผู้ช่วยในการจัดการกับมันโดยไม่ต้องอธิบายให้ยุ่งยาก
ถนนยามวิกาลในเขตชั้นสูงนั้นเต็มไปด้วยความเงียบเหงา มันไม่ได้คึกคักเหมือนกับย่านอื่นเพราะไม่มีบาร์หรือร้านค้าตั้งอยู่ในแถบนี้เลย คุณจึงจะไม่พบบรรดาขี้เมาหรือนักดื่มที่เดินเพ่นพล่านพลางส่งเสียงขับร้องทำเพลง หรือสบถก่นด่า มันอาจจะเป็ข้อดีหากคุณไม่ชอบบรรยากาศแบบนั้น แต่สำหรับลุคนั้นเขาชอบความมีชีวิตชีวาแบบนั้นมากกว่า
แสงอันริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันของตำรวจที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่นั้น เป็สิ่งเดียวที่ลุคสามารถมองเห็นได้ตอนนี้ เขาแอบซุ่มดูอยู่บริเวณคฤหาสน์ตระ
กูลมองค์มาั้แ่่เย็นจนจวบตอนนี้ เวลาเลยเที่ยงคืนมาสักพักนึงแล้วแต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร
'ดูแล้วหากรอต่อไปคงไม่มีอะไรคืบหน้า บุกเข้าไปเลยน่าจะดีกว่า'
รีมัสอดทนไม่ไหวอีกต่อไป!
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รอบคอบแต่อย่างใด เขาต่างจากลุคที่รู้ถึงการมีอยู่ของสัตว์ประหลาด สำหรับรีมัสนั้น เขาค่อนข้างมั่นใจในฝีมือตัวเองระดับนึง ในเมื่อรู้ตัวเป้าหมายแล้ว แม้อีกฝ่ายจะเป็ฆาตกรต่อเนื่องก็ไม่ได้ทำให้เขาเกรงกลัวแม้แต่น้อย เขาคิดว่าตัวเองจัดการกับคนร้ายได้อย่างแน่นอน
แต่ลุคไม่คิดอย่างนั้น
ขณะที่รีมัสลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป ลุคจึงคว้าแขนเขาไว้พร้อมกับส่ายหน้าห้ามไวั
“คุณจะห้ามผมทำไม! ถ้ากลัวก็หลบอยู่ข้างหลังหรือไม่ก็รออยู่นี่” รีมัสพูดเสียงดุ
โอ้..พ่อคนเก่ง ฉันพนันสิบปอนด์เลยว่าถ้านายเห็นมันนายก็กลัวเหมือนฉันนี่แหละ!
ถ้าฉันไม่ห้ามนายไว้ นายได้เหรียญกล้าหาญไปติดบนหลุมศพตัวเองแน่ ลุคร่ำร้องในใจ
'นี่สินะที่เขาบอกว่าความไม่รู้คือความกล้า'
ลุคลังเลว่าจะบอกเื่สัตว์ประหลาดให้รีมัสฟังดีไหม ไม่สิ!..ปัญหาคือบอกแล้วเขาจะเชื่อรึเปล่าต่างหาก บางทีฟังแล้วเขาอาจจะมองลุคเหมือนคนบ้าก็ได้ ถึงตอนนั้นนิสัยอย่างเขาต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านแน่นอน
“เอ่อ..คือว่า” ลุคพยายามหาคำพูดรั้งเขาเอาไว้
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น!
เอี้ยด..
มันเป็เสียงเปิดประตู!
ลุคกับรีมัสรีบหมอบลงกับพื้น ด้วยความมืดในตอนนี้มันยากที่จะมองเห็นพวกเขา
เสียงฝีเท้าค่อยๆเดินออกจากตัวบ้านทีละก้าวอย่างช้าๆ พวกเขาััได้ถึงเสียงฝีเท้าและเสียงหายใจของมันอย่างชัดเจนแม้จะอยู่ไกลออกไป
บรรยากาศรอบตัวราวกับเยือกเย็นลง ขนที่อยู่บนร่างกายของพวกเขาทั้งคู่ต่างลุกซู่ ราวกลับมันตอบรับให้กับความตายที่กำลังใกล้เข้ามา
รีมัสอยากจะเห็นโฉมหน้าของฆาตกรที่สร้างแรงกดดันนี้ขึ้นมา เขาจึงชะโงกหัวขึ้นไปเพื่อดูว่ามันเป็ใคร
เฮือก!
รีมัสหน้าซีดลงทันที เขาแทบจะอ้าปากส่งเสียงออกมาแต่ลุคเอามืออุดปากเขาไว้ได้ทัน
แม้มันจะค่อนข้างมืด รีมัสก็แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้มองผิดไป เขาเห็นดวงตาสีแดงน่าสะพรึงกลัวอยู่ท่ามกลางความมืด เพียงแค่จ้องมองก็ััได้ถึงความกระหายเืที่อยู่ในนั้น ร่างกายที่ใหญ่โตดุดันราวสัตว์ป่าแต่กับยืนด้วยสองเท้าเชกเช่นมนุษย์
นี่มันตัวบ้าอะไรกัน!
เ้าสัตว์ประหลาดไม่ได้รู้ว่าตัวมันกำลังถูกจ่องมองอยู่ มันเอากรงเล็บมือที่คมราวใบมีดถูกันไปมา ก่อให้เกิดเสียงที่น่าสยดสยองและแสบแก้วหู
เสียงของกรงเล็บเสียดสีกันดังกระจายออกไป ลุคตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม เขารู้สึกเหมือนมีคนเอามีดมากระทบกันอยู่ข้างหูตัวเอง ยิ่งเป็ในที่มืดจนมองไม่เห็นรอบข้างอย่างนี้ มันแทบจะทำให้เขาสติแตก แม้เขาจะรู้ว่าต้นเสียงมาจากไหนแต่ก็อดหันไปมองรอบตัวไม่ได้ เขาหันไปหารีมัสก็รู้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่าตน
โฮกกก
ตัวสัตว์ประหลาดดูเหมือนจะพบอะไรบางอย่าง มันคำรามออกมาดังสนั่น ก่อนจะพุ่งหายไปทางด้านขวาของพวกเขา
ลุคกัดฟันลุกขึ้นมาจากพื้น แม้เขาจะกลัว แต่การที่มันยังลอยนวลอยู่ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ที่บ้านนั้นยังมีแม่และน้องสาวเขาอยู่ หากมันได้ข้อมูลของเขาไป ก็มีความเป็ไปได้ว่าคนที่บ้านอาจจะโดนมันเล่นงาน ซึ่งเขาจะไม่ยอมให้มันเป็อย่างนั้นแน่
ลุคล้วงเอาปืนประจำตัวตำรวจของตัวเองออกมา ตรวจดูะุในรังเพลิง จากนั้นก็เตรียมจะวิ่งตามสัตว์ประหลาดตัวนั้นไป
“เฮ้..นั้นคุณจะไปไหน พวกเราควรกลับไปรายงาน แล้วขอกำลังเสริมมานะ”
รีมัสพูดขึ้น เขาไม่คิดว่าลำพังแค่พวกเขาสองคนจะสู้สัตว์ประหลาดนั้นได้
“นายคิดจะรายงานยังไง เดินไปบอกเบื้องบนว่าตัวตนของฆาตรกรแท้จริงแล้วเป็สัตว์ประหลาดกระหายเืสูงสองเมตรกว่า มีกรงเล็บแหลมคมเป็อาวุธ ขอให้ตำรวจทุกนายช่วยกันออกตามล่า...แบบนี้เหรอ?”
“หากทำแบบนั้น ทั้งฉันและนายเตรียมตัวโดนพักงานได้เลย”
ลุคอธิบาย เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้แม้แต่น้อยไม่มีทางที่จะมีคนมาเชื่อพวกเขา
“งั้นแผนของคุณคืออะไร?” รีมัสถามขึ้น
“แผนคือฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าเรา...เป็ไงฟังดูง่ายไหมล่ะ?”
ลุคกล่าวติดตลก ก่อนจะตามสัตว์ประหลาดไปโดยไม่สนใจรีมัส
แม้คำพูดจะดูขบขันเหมือนไม่คิดอะไร แต่รีมัสััได้ถึงความสิ้นหวังจากน้ำเสียงของลุค การพูดหยอกล้อในสถานการณ์แบบนี้ มีแต่คนที่เตรียมใจตายไว้แล้วถึงจะพูดได้
รีมัสกำมือแน่น เขาสับสนว่าควรทำอย่างไร เขาไม่พร้อมจะตาย หากหันหลังไปเขาก็จะรอดพ้นจากค่ำคืนนี้ ถึงอย่างไรสัตว์ประหลาดตัวนี้ก็ไม่ได้หมายหัวเขาอยู่ ไม่มีความจำเป็อะไรที่เขาต้องเอาชีวิตมาเสี่ยง ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ขาของเขาก็ยังไม่ยอมขยับไปไหน
อีกด้านในทิศทางที่สัตว์ประหลาดพุ่งไป
ปัง! ปังง! ปัง!
เสียงะุดังขึ้นสามนัด ฟังดูก็รู้ว่าคนยิงร้อนรนแค่ไหน ชายคนนึงกำลังชี้ปืนไปยังสัตว์ประหลาด แต่เนื่องจากความกลัวทำให้เขาหลับหูหลับตายิง ทำให้ะุทั้งสามนัดพลาดเป้าหมายไปทั้งหมด
“อย่าเข้ามา…อย่าเข้ามานะ” เขากรีดร้องพร้อมยิงออกไปอีกสามนัด นั้นทำให้ะุในรังเพลิงเขาหมดลง
ชายคนที่ร้องะโอยู่นั้น เขาคือตำรวจลาดตระเวนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ที่ลุคพบเมื่อครู่ วันนี้เป็เวรที่เขาต้องมารักษาความปลอดภัยแถบนี้
ปกติแล้วตำรวจทุกนายต้องมีคู่หูทุกครั้งที่ทำหน้าที่คู่หูนั้นมีไว้เพื่อให้ตำรวจสามารถช่วยเหลือกันได้ในเวลาคับขัน แต่ก็มีบางคนที่รับเงินจากคู่หูของตนแล้วยอมมาทำหน้าที่คนเดียว เบื้องบนก็ทำเป็ปิดตาข้างนึงให้กับเื่แบบนี้ ชายคนนี้คงเป็หนึ่งในคนที่ทำแบบนั้น
ตอนนี้ก่อนที่จะจบชีวิตลง ดูเหมือนเขาได้เข้าใจความสำคัญของคู่หูขึ้นใจเลยทีเดียว
สัตว์ประหลาดตัวนั้นไม่รอช้า หลังจากเห็นว่าะุที่ยิงมาหมดลง มันก็พุ่งเข้าไปประชิดตัวตำรวจผู้โชคร้าย ก่อนกางกรงเล็บคมกริบดุจใบมีดออกมา มันยกแขนขึ้นหมายฟันร่างชายตรงหน้า
ปัง! ปังง!
ะุสองนัดยิงทะลุเข้าไปในแผ่นหลังของสัตว์ประหลาด มันร้องอย่างเ็ปรีบหันหลังกลับมาโดยปล่อยเหยื่อตรงหน้าไว้ก่อน
เมื่อมันหันกลับมาก็ต้องตะลึง คนตรงหน้านี้ไม่ใช่คนที่มันกำลังตามหาอยู่หรอกหรือ ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
“สวัสดี เราเจอกันอีกแล้วนะคุณฆาตกร”
ลุคไม่รีรอประเคนะุทั้งหมดที่เหลือไปที่ใบหน้าของสัตว์ประหลาดเมื่อมันหันกลับมา เขาไม่ให้โอกาสมันตั้งตัวแม้แต่น้อย
ปัง! ะุสี่นัดพุ่งเข้าไปที่หน้าของสัตว์หลาด อย่างไม่พลาดเป้า
โฮกกกก
มันกรีดร้องอย่างเ็ป พลางเอามือปิดหน้าก่อนเดินเซไปเซมา จนบังเอิญไปเตะตะเกียงที่ตกอยู่
แสงจากตะเกียงทำให้ลุคได้เห็นรูปร่างของมันอย่างชัดเจน ใบหน้าที่มีลักษณะยื่นยาวออกมา ประกอบกับขนสีน้ำตาลปกคลุมตัว ใบหูที่ตั้งชี้ขึ้น และหางที่มีขนหนา เขาคาดเดาถึงตัวตนมันได้แล้ว
“อ่า ดูเหมือนผมจะรู้แล้วว่าคุณคืออะไร”
ลุคยิ้มและพูดกับมันด้วยน้ำเสียงที่ดูยียวนท้าทาย
มันเป็สิ่งที่ปรากฏอยู่ในบ่อยครั้งในวรรณกรรมของชาวตะวันตก มีเื่เล่าและตำนานเกี่ยวกับตัวมันมากมาย ไม่ว่าใครก็ต้องเคยได้ยิน
“ใช่ไหม...คุณมนุษย์หมาป่า!”