เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 125 ดอกไม้ไฟ

            เจินเจินและอ้ายอ้ายไม่รู้ว่าเจ้าของหอเทียนเซียงถูกเปลี่ยนเป็นเยี่ยนเจาเจาแล้วส่วนเยี่ยนเจาเจาก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เมื่อก้าวเข้าประตูมา จั่งกุ้ย [1] เจาะจงเรียกว่าคุณหนู เยี่ยนเจาเจาถึงเพิ่งรู้ตัว

            นางให้เจินเจินกับอ้ายอ้ายเดินนำไปก่อนส่วนหนานหมิงเหอก้มศีรษะลงมากระซิบข้างหูเยี่ยนเจาเจา “เจาเจารายได้ของหอเทียนเซียงปีนี้ออกมาแล้ว มีหลายพันตำลึงเงินในบัญชี เจ้าไปเอามาเถอะ”

            เยี่ยนเจาเจานึกว่าก่อนหน้านี้หนานหมิงเหอล้อเล่นตอนหนานหมิงเหอจูงมือนางเดินขึ้นชั้นสี่จึงยังตั้งตัวไม่ทัน

            ทำเงินคืนได้แล้วหรือ?

            ในชาติก่อนเยี่ยนเจาเจาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการจัดการบัญชีดังนั้นเมื่อนางนั่งลงที่โต๊ะและมองสมุดบัญชีตรงหน้า จึงรู้สึกปวดหัวแทบระเบิด

            “เจาเจาไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรหรือ?”

            หนานหมิงเหอเอ่ยถามขึ้นก่อนจากนั้นก็ตระหนักว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เยี่ยนเจาเจาจะทำไม่ได้ จึงรีบตัดบทเปลี่ยนเรื่องและรับสมุดบัญชีมาไว้กับตัวเอง ค่อยๆ พลิกดูไปทีละรายการ

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าหนานหมิงเหอทำเป็นทุกอย่างในดวงตาที่มองหนานหมิงเหอพลันส่องประกายแวววาว

            หนานหมิงเหอมิอาจเมินสายตาของนางอดวางสมุดบัญชีในมือลงแล้วยื่นมือไปลูบผมเยี่ยนเจาเจาไม่ได้ “มองข้าทำไมหรือ?”

            “พี่ชายข้าช่างสุดยอด”

            เยี่ยนเจาเจาชอบอยู่ใกล้กับหนานหมิงเหอจึงเอาใบหน้าตนเองแนบฝ่ามือของหนานหมิงเหอเสียเลย ก่อนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “อะไรๆพี่ชายก็ทำได้ ข้าราวกับเป็นคนโง่เลยเจ้าค่ะ”

            “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร” หนานหมิงเหอหัวเราะ

            เขาคิดดู ในที่สุดก็ตระหนักว่าหลายวันมานี้เยี่ยนเจาเจาฝืนเกินไปอย่างไรเสียนางก็เป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง พยายามตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักตลอดทั้งวันความกดดันย่อมมีไม่น้อย

            เพิ่งกลับมาเกิดใหม่ไม่นานก็ต้องจากบ้านตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ได้พบหน้าพี่หญิงน้องหญิงที่ตนคุ้นเคยส่วนท่านแม่และท่านป้าก็ยังโลดแล่นอยู่ในวังวนของเล่ห์กลจนบีบให้นางก้าวไปข้างหน้า

            เยี่ยนเจาเจาไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน กลัวเพียงว่าตนเองจะไล่ตามกระแสเวลาไม่ทันกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ทำได้เพียงมองท่านแม่และท่านป้าจากไปอย่ามิอาจช่วยเหลืออันใดได้

            สงครามที่ท่านแม่รบจนตัวตายครานั้นยังไม่เริ่มต้นขึ้นเยี่ยนเจาเจาพูดออกมาไม่ได้ แต่กลับมิอาจหย่อนยานด้วยความกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

            นางผลักดันตนเองเพียงนี้ ดูเหมือนกระปรี้กระเปร่าอยู่ทุกวันแต่ความจริงหัวใจกลับเหมือนโดนเชือกขึง หากไม่ผ่อนคลายลงสักหนึ่งถึงสองส่วนเกรงว่าจะตึงจนขาด

            “ไม่ว่าเจาเจาจะเป็นอย่างไร ล้วนเป็นเจาเจาที่ดีที่สุดในใต้หล้ายิ่งเจาเจาของข้าสุดยอดอยู่แล้วด้วย

            หากเจาเจาต้องการจะรู้เรื่องสมุดบัญชีข้าก็จะสอนเจาเจาให้อ่าน หากไม่สนใจก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียในวันหน้าครอบครัวของพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องให้เยี่ยนเจาเจาจัดการด้วยตนเองสุ่มเลือกคนมาดูแลแล้วรอเก็บเงินเป็นไตรมาสก็เพียงพอแล้ว”

            หนานหมิงเหอปฏิบัติต่อเยี่ยนเจาเจาอย่างนุ่มนวลหาใดเปรียบปัจจุบันเยี่ยนเจาเจาบีบคั้นตนเองจนเป็นเช่นนี้ ใจเขาย่อมรู้สึกเจ็บปวด

            หากไม่ใช่เพราะเขาไร้ความสามารถเจาเจาจะต้องมาพยายามอย่างหนักเช่นนี้หรือ?

            แต่นี่เป็นสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาอยากทำ ในเมื่อนางต้องการหนานหมิงเหอก็จะไม่คัดค้าน

            เยี่ยนเจาเจาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ตบหลังมือของหนานหมิงเหอแผ่วเบาตอนนั้นเองที่พึ่งจะกระจ่างความนัยที่หนานหมิงเหอเอ่ย

            “ครอบครัวพวกเราอะไรกัน พูดอะไรน่ะเจ้าคะ”

            บทสนทนาเช่นนี้ยากจะต่อ เยี่ยนเจาเจาทราบดีว่าหนานหมิงเหอและตนเองมิใช่พี่ชายน้องสาวธรรมดาทั่วไปแต่หลายสิ่งหลายอย่างก็เป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยออกมาจริงๆ

            ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยนเจาเจาจะใช้ฐานะอะไรพูดเล่า?

            ใช้ฐานะน้องสาวหรือ?

            นางรู้ว่าหนานหมิงเหอไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของตนเอง ส่วนหนานหมิงเหอก็รู้ว่าพวกเขาสองคนไม่เกี่ยวพันกันทางสายเลือดด้วยซ้ำแล้วนางจะเป็นน้องสาวได้อย่างไร?

            ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนบอบบางราวกับปีกของจักจั่นแต่ก็เกรงว่าหากพูดมันออกมาจะเจาะสายใยอันบอบบางนั้นจนขาดสะบั้นกระทั่งพี่ชายน้องสาวยังเป็นไม่ได้ เยี่ยนเจาเจาไม่กล้า

            ความคิดนี้ช่างละเอียดอ่อนและฝาดเฝื่อนเยี่ยนเจาเจาไม่กล้าเสี่ยง ด้วยยิ่งคิดก็ยิ่งหมกมุ่น

            หลายครั้งคนเราล้วนละโมบกับความอบอุ่นตรงหน้าจนไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายที่อาจมาถึงซึ่งเยี่ยนเจาเจากำลังเป็นอยู่ในเวลานี้

            ดังนั้นนางจึงไม่กล้าฟังว่าหนานหมิงเหอจะตอบคำถามเช่นไรแกล้งทำเป็นพูดว่า “พวกเราปลีกตัวออกมานานแล้ว เจินเจินกับอ้ายอ้ายจะไม่เป็นห่วงหรือเจ้าคะ?”

            หนานหมิงเหอยื่นมือออกไปรวบเยี่ยนเจาเจาเข้ามาในอ้อมกอดตนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ไม่ เจินเจินกับอ้ายอ้าย...”

            คำพูดหยุดลงตรงนี้ เห็นชัดว่าหนานหมิงเหอมีบางสิ่งต้องการเอ่ยแต่สุดท้ายกลับไม่พูดออกมา

            เยี่ยนเจาเจาพลันคิดว่าคนพวกนี้อาจมีบางอย่างปิดบังตนอยู่ เรียวคิ้วขมวดเล็กน้อยก็ได้ยินเสียงเจินเจินและอ้ายอ้ายดังขึ้นด้านนอกจากที่ไกลๆ

            “อาจ้าว อาจ้าว มาดูนี่เร็ว!”

            เสียงนี้ดังมาค่อนข้างไกลไม่ใช่ทางที่เจินเจินกับอ้ายอ้ายควรอยู่ พวกนางไม่ได้กำลังสั่งอาหารกันอยู่ที่ห้องบนชั้นสามหรอกหรือเหตุใดตอนนี้จึงอยู่ข้างนอก?

            เสียงดังออกมาจากทางหน้าต่าง

            เยี่ยนเจาเจาเลิกเรียวคิ้วขึ้นขณะที่จะดิ้นออกจากอ้อมแขนของหนานหมิงเหอ หนานหมิงเหอก็อุ้มนางเดินไปที่ริมหน้าต่างแล้วใช้มือยกหน้าต่างขึ้นแม่น้ำซูโจวล้อแสงโคมจากบ้านเรือนหลายพันหลังข้างนอกปรากฏสู่สายตา

            สาเหตุที่หอเทียนเซียงถูกจัดเป็นหนึ่งในเหลาอาหารชั้นเลิศของเมืองซูโจวแน่นอนว่าเป็นเพราะความพิเศษของสถานที่ตั้ง

            หอเทียนเซียงครอบครองอาณาเขตไม่เล็ก มีลานกว้างเป็นของตัวเองด้านข้างติดกับแม่น้ำซูโจวอันตระการตา

            ด้านนอกลานมีท่าเรือที่หอเทียนเซียงเป็นเจ้าของสะดวกต่อการใช้บรรจุและขนถ่ายสินค้าช่วงวันธรรมดาและสะดวกให้เรือหรูจากแม่น้ำซูโจวเทียบท่าในยามค่ำคืน

            ยามนี้เยี่ยนเจาเจาอยู่บนชั้นสี่สำหรับจั่งกุ้ยทัศนียภาพดียิ่งนัก

            นางชะโงกออกไปมองนอกหน้าต่างก็เห็นว่าแม่น้ำซูโจวที่มักครึกครื้นเสมอวันนี้มีเรือจำนวนไม่มากนัก

            ช่างน่าอัศจรรย์ใจต้องทราบก่อนว่าแม่น้ำซูโจวเป็นหนึ่งในสถานที่โด่งดังแห่งหนึ่งในใต้หล้าหญิงงามเมืองจากแม่น้ำซูโจวล้วนบอบบางและฉลาดเฉลียวมีคนงามอยู่ข้างกายใครบ้างไม่ชอบ เลยกลายเป็น “ค่ำคืนที่ไม่เคยหลับใหล”อย่างแท้จริง

            ปกติยามใกล้เข้าปีใหม่กิจการการค้าเลียบแม่น้ำซูโจวก็ยิ่งเฟื่องฟู จึงดูไม่สมเหตุสมผลเมื่อแสงโคมแรกถูกจุดขึ้นแล้วแต่ยังเงียบเหงาเช่นนี้

            เยี่ยนเจาเจามองผ่านๆก็เห็นเรือประดับใหญ่โตจอดอยู่เหนือแม่น้ำซูโจว เรือวาดลวดลายเช่นนี้ตัวเรือแกะสลัก วาดภาพบนขื่อคาน ฝีมือประณีตเกินคำพรรณนา ขนาดมันใหญ่กว่าเรือซูโจวที่เยี่ยนเจาเจาเคยเห็นมาก่อนหลายเท่าตัว

            นางมองเห็นคุณหนูตัวน้อยสองคนกระโดดอย่างตื่นเต้นบนดาดฟ้าของเรือประดับรางๆหลังหรี่ตามอง ก็จำได้ว่าสองคนนั้นคือเจินเจินกับอ้ายอ้ายที่นางเพิ่งนึกถึง

            เยี่ยนเจาเจาไม่ได้เล่นกับเหล่าพี่หญิงของตนเหมือนเด็กน้อยเช่นนี้นานแล้วตะโกนเรียกคนจากไกลๆ ก็ไม่ได้ทำมานาน

            นางพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ตะโกนรับคำเสียงดังลั่น “ข้าอยู่ตรงนี้!”

            คุณหนูสองคนนั้นเมื่อได้ยินเสียงตอบกลับพลันกระโดดอย่างลิงโลดสองครั้ง

            พวกนางปรบมือก่อนหมุนตัวกลับไป เด็กรับใช้ร่างผอมสูงสองคนก็วิ่งออกมาจากด้านหลังเด็กรับใช้อะไรกัน เยี่ยนเจาเจามองแวบเดียวก็บอกได้ว่าเป็นหมิงอีกับหมิงเอ้อร์

            นางคุ้นเคยกับเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชามือดีพวกนี้ของหนานหมิงเหอแล้วทั้งยังพบหมิงอีกับหมิงเอ้อร์มาหลายครั้ง

            ในเมื่อมีหมิงอีกับหมิงเอ้อร์หนานหมิงเหอย่อมมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

            นางจึงหันศีรษะกลับไปส่งสายตาเป็นเชิงถามหนานหมิงเหอก็พบว่าหนานหมิงเหอใช้มือปิดหูเล็กๆ ของนางอย่างอ่อนโยน

            ฤดูหนาวนั้นอากาศหนาวจัด แม้ในห้องจะจุดไฟจากถ่าน แต่ปลายหูสองข้างของนางก็ยังขึ้นสีแดงเรื่อราวกับกระต่ายน้อยอยู่ดีหนานหมิงเหอใช้มือปิดหูนาง นางรู้สึกได้ถึงความใส่ใจอันอบอุ่น จึงเอียงศีรษะพิงหน้าอกของหนานหมิงเหอ

            ชั่วเวลานี้เองเยี่ยนเจาเจาก็ได้ยินเสียง “ฟิ้ว”ดังขึ้นด้านนอก เหมือนมีบางอย่างพุ่งขึ้นไปบนฟ้าแม้หนานหมิงเหอจะปิดหูนางจนได้ยินไม่ชัดเจน แต่ยังฟังออกว่าเป็นเสียงที่ดังมาก

            เยี่ยนเจาเจาหันขวับกลับไปมองเห็นแสงระยิบระยับโผล่ขึ้นมาจากเรือประดับลำนั้น มันพุ่งสู่จุดสูงสุดของฟากฟ้าทันทีจากนั้นระเบิดออกเสียงดัง “ปัง” กลายเป็นดอกไม้โปรยปรายกระจัดกระจายจนท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงพร่างพราว

            ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แสงสว่างนั้นระเบิดออกเป็นสีสันมากมายบนท้องฟ้าแล้วระเบิดอีกระลอก ส่องประกายทั่วนภา งดงามเจิดจ้า เปี่ยมชีวิตชีวา

            เสียงหัวเราะของเจินเจินกับอ้ายอ้ายถูกเสียงดอกไม้ไฟที่ดังอื้ออึงกลบแต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เยี่ยนเจาเจาก็ยังมองเห็นภาพพวกนางยิ้มและหัวเราะอย่างสนุกสนานจนสัมผัสได้ถึงความสุขในใจของพวกนาง

            “นี่... นี่สำหรับข้าหรือเจ้าคะ?”

            น้ำเสียงเยี่ยนเจาเจาสั่นเครือ

            เห็นชัดว่าดอกไม้ไฟถูกปล่อยออกมาจากเรือ แรงถีบก็ไม่น้อยขนาดที่ว่าเรือลำใหญ่ยังโคลงจากแรงสั่นสะเทือนตอนจุด

            เจินเจินและอ้ายอ้ายอยู่ข้างบน หมิงอีและหมิงเอ้อร์ก็อยู่ด้วยใครเป็นคนปล่อยดอกไม้ไฟ ไม่ต้องพูดก็รู้แล้ว

            ยังไม่ถึงช่วงสำคัญที่สุดของเทศกาลปีใหม่ปกติไม่ค่อยมีใครจุดดอกไม้ไฟเวลานี้ ทั้งยังเป็นดอกไม้ไฟลูกใหญ่ ดอกไม้ไฟขนาดใหญ่มีราคาสูงในอดีตจึงมีเพียงขุนนางและคนใหญ่คนโตเท่านั้นที่จุดช่วงส่งท้ายปีเก่าถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการร่วมสนุกกับประชาชน

            พอเสียงระเบิดดังขึ้นผู้คนมากมายเลียบแม่น้ำซูโจวก็มากระจุกตัวกันอยู่ริมตลิ่งเพื่อชมดอกไม้ไฟเสียงร้องอุทานดังเข้าหูไม่สิ้นสุด

            หนานหมิงเหอไม่ได้ตอบคำถามนาง

            ดวงตาเยี่ยนเจาเจาเบิกกว้างเล็กน้อยดวงตาเมล็ดซิ่งฉ่ำน้ำสะท้อนดอกไม้ไฟที่พุ่งตัดอากาศและระเบิดออกอย่างต่อเนื่องแสงขาดๆ หายๆ ราวกับบ่อน้ำลึกล้ำจนผู้คนยินดีจะจมลงไป

            หนานหมิงเหอก้มศีรษะลงมาประทับจุมพิตแห่งความศรัทธาบนเรือนผมของเยี่ยนเจาเจาไร้ราคะ แต่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่อย่างเหมาะสม

            เมื่ออารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดที่ถูกสะกดไว้ในใจมิอาจควบคุมได้จนสุดท้ายเกินขีดจำกัดของจิตใจมนุษย์ความคิดคนเราก็จะระเบิดเหมือนดอกไม้ไฟกลางท้องนภา

            เยี่ยนเจาเจาไม่รู้สึกถึงคลื่นอารมณ์แปรปรวนของคนด้านหลัง นางมองดอกไม้ไฟด้วยความตะลึงงันน้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นบนดวงตา

            ไม่ใช่เพราะดอกไม้ไฟงดงามจนทำให้นางร้องไห้

            ความจริงเยี่ยนเจาเจาเคยเห็นดอกไม้ไฟงดงามเช่นนี้มาก่อน

            นางเกิดในครอบครัวชนชั้นสูง นางเคยเห็นดอกไม้ไฟที่งดงามมานับไม่ถ้วนกระทั่งดอกไม้ไฟนำเข้าที่ใช้มือเล่นได้ก็ยังเคยเห็น

            แต่นางกลับไม่เคยดูดอกไม้ไฟในสถานการณ์เช่นนี้แล้วยังไม่เคยมีดอกไม้ไฟที่เป็นของเยี่ยนเจาเจาเพียงผู้เดียว ดอกไม้ไฟที่นางเคยเห็นส่วนมากเป็นอันที่ถูกจุดเฉพาะในเทศกาลสำคัญของต้าซีและนางก็เป็นเพียงหนึ่งในผู้ชมท่ามกลางคนนับพัน

            “ชอบหรือไม่?”

            หนานหมิงเหอประทับจุมพิตบนเรือนผมของนางอีกครั้งจากนั้นหัวเราะแผ่วเบาอย่างสำรวม และถามเจาเจาว่าชอบหรือไม่

            เยี่ยนเจาเจาพยักหน้า นางเช็ดน้ำตาออกจากดวงตาของตนก่อนถอนหายใจ “ชอบมากเจ้าค่ะ”

            เวลานี้เองหนานหมิงเหอเพิ่งตระหนักว่าเยี่ยนเจาเจากำลังร้องไห้

            ช่างขี้แยเสียจริง

            หนานหมิงเหอวางนางลง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อ ค่อยๆ เช็ดน้ำตานางออกทีละนิด“เป็นของขวัญวันเกิดของเจาเจา วันเกิดปีที่แล้วข้าไม่สามารถมอบของขวัญให้เจาเจาได้ตอนนี้จึงชดเชยให้ อย่าร้องไห้ตอนรับของขวัญวันเกิดเลย หากเจ้าชอบเหตุใดจึงร้องไห้เล่า”

            เยี่ยนเจาเจาตกตะลึงไปชั่วขณะ

            ของขวัญวันเกิด...

            วันเกิดเยี่ยนเจาเจาอยู่ช่วงเดือนหก เป็นกลางคิมหันตฤดู เมื่อปีที่แล้วทั้งสองอยู่ระหว่างทางจากเมืองเซียงเฉิงมาซูโจวต่างก็เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและการหลบซ่อน จนเยี่ยนเจาเจาลืมเรื่องฉลองวันเกิดไปเสียสนิท

            ความจริงไม่ใช่แค่วันเกิดครานี้ที่ไม่ได้ฉลองนึกดูแล้วครั้งสุดท้ายที่เยี่ยนเจาเจาฉลองวันเกิดก็เมื่อหลายปีก่อนในชาติก่อน หลังจากท่านพ่อท่านแม่ และท่านป้าจากไป เยี่ยนเจาเจาก็ไม่เคยฉลองวันเกิดอีกเลย

            หนานหมิงเหอกลับจำได้ทั้งยังคิดจะมอบดอกไม้ไฟประดับประดาทั่วท้องฟ้าเช่นนี้ให้นาง

            น้ำตานางไหลทะลักไม่ขาดสาย

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าหนานหมิงเหอคือคนที่ฟ้าส่งมาให้นาง เพื่อทดแทนความทุกข์ทรมานที่ได้รับในชาติที่แล้วทุกเรื่องที่เขากระทำทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกหอมหวาน

            ไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ จึงดึงมือหนานหมิงเหอมางับหลังมือของเขาลงไปคำหนึ่งโดยไม่พูดไม่จา

            แต่นางไม่ได้ลงแรงมากนางเพียงใช้ฟันเขี้ยวขบหลังมือหนานหมิงเหอแผ่วเบา จากนั้นจึงปล่อยมือหนานหมิงเหออย่างซึมเซาเล็กน้อยน้ำตาหลั่งรินหยดแล้วหยดเล่า

            คราวนี้หนานหมิงเหอทิ้งผ้าเช็ดหน้าแล้วเปลี่ยนมาใช้ปลายนิ้วของตนเองค่อยๆ เช็ดน้ำตาออกจากดวงตาของเยี่ยนเจาเจาแทนพลางถอนหายใจเบาๆ “ข้าทำได้ไม่ดีหรือเปล่า หากเจาเจาคิดว่าไม่ดีครั้งหน้าจะแตกต่างจากนี้ หรือตำหนิที่ข้าฉลองวันเกิดให้เจ้าตอนนี้กัน?”

            ปลายนิ้วของหนานหมิงเหอด้านเป็นชั้นหนาด้วยเหตุผลบางประการจนเยี่ยนเจาเจาเจ็บรอบดวงตาจากการเช็ด แต่นางกลับไม่ยอมเบี่ยงหน้าออกยังแค่นเสียงหนักขึ้นจมูก “ไม่ได้ ต้องทุกปี”

            “ได้ ปล่อยทุกปีจนเยี่ยนเจาเจาไม่อยากดูเลย”

            หนานหมิงเหอหลุดหัวเราะและลูบเรือนผมด้านบนของเยี่ยนเจาเจาอย่างเอ็นดู

            เขาคาดเดาว่าความมีชีวิตชีวาของดอกไม้ไฟคงสะเทือนใจเยี่ยนเจาเจาเข้า

            หนานหมิงเหอตระหนักดีว่าเยี่ยนเจาเจาได้รับความทุกข์ทรมานในชาติก่อนและเขาก็ไม่รู้จะบรรเทาความเจ็บปวดในใจของเยี่ยนเจาเจาเช่นไรจึงคุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้าเยี่ยนเจาเจา จ้องดวงตาที่หลุบต่ำของเยี่ยนเจาเจา

            เยี่ยนเจาเจาไม่ยอมมองเขา เขาเลยจับคางของเจาเจาแผ่วเบา ค่อยๆดันใบหน้าเล็กขึ้นอย่างนุ่มนวล สบตานางด้วยความอ่อนโยนและไม่อาจต้านทาน

            เยี่ยนเจาเจาเพียงเหลือบตามองเขา ก็จมดิ่งอยู่ในแววตาลึกซึ้งคู่นั้น

            “ไม่ว่าอย่างไร ข้ายังอยู่ตรงนี้”

            เสียงหนานหมิงเหอแหบต่ำราวกับละเมอแต่เยี่ยนเจาเจายังได้ยินชัดเจน

            หนานหมิงเหอมองนิ่งงัน ก่อนแย้มยิ้มแล้วจับมือนางขึ้นมาวางตรงหัวใจของตนเบาๆ

            หัวใจใต้ฝ่ามือช่างอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต

            มันเต้นเบาๆ คลอไปกับน้ำเสียงอ่อนโยนของหนานหมิงเหออยู่แนบชิดฝ่ามือของเยี่ยนเจาเจา จนหัวใจเยี่ยนเจาเจาเริ่มเต้นระรัว

            ตึกตัก ตึกตัก เป็นจังหวะสอดประสานราวกับทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่ง

            “เจาเจา ไม่ว่าอย่างไรข้ายังอยู่ตรงนี้ เจ้าจงจำเอาไว้”

            นี่เป็นคำสาบานที่หนานหมิงเหอมอบให้เยี่ยนเจาเจา

            ชีวิตก่อนหนานหมิงเหอทิ้งเยี่ยนเจาเจาไว้ที่เมืองเซียงเฉิงตามลำพังแต่ชาตินี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก

            “ได้”

            น้ำตายังคงเอ่อคลอดวงตาของเยี่ยนเจาเจา นางกะพริบตา ราวกับต้องการมองรูปโฉมของคนตรงหน้าให้ชัดว่าเป็นเช่นไร

            -------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] จั่งกุ้ย หมายถึง ผู้ดูแลกิจการของร้านหรือเจ้าของร้าน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663