เจินเจินและอ้ายอ้ายไม่รู้ว่าเจ้าของหอเทียนเซียงถูกเปลี่ยนเป็นเยี่ยนเจาเจาแล้วส่วนเยี่ยนเจาเจาก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เมื่อก้าวเข้าประตูมา จั่งกุ้ย [1] เจาะจงเรียกว่าคุณหนู เยี่ยนเจาเจาถึงเพิ่งรู้ตัว
นางให้เจินเจินกับอ้ายอ้ายเดินนำไปก่อนส่วนหนานหมิงเหอก้มศีรษะลงมากระซิบข้างหูเยี่ยนเจาเจา “เจาเจารายได้ของหอเทียนเซียงปีนี้ออกมาแล้ว มีหลายพันตำลึงเงินในบัญชี เจ้าไปเอามาเถอะ”
เยี่ยนเจาเจานึกว่าก่อนหน้านี้หนานหมิงเหอล้อเล่นตอนหนานหมิงเหอจูงมือนางเดินขึ้นชั้นสี่จึงยังตั้งตัวไม่ทัน
ทำเงินคืนได้แล้วหรือ?
ในชาติก่อนเยี่ยนเจาเจาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการจัดการบัญชีดังนั้นเมื่อนางนั่งลงที่โต๊ะและมองสมุดบัญชีตรงหน้า จึงรู้สึกปวดหัวแทบระเบิด
“เจาเจาไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรหรือ?”
หนานหมิงเหอเอ่ยถามขึ้นก่อนจากนั้นก็ตระหนักว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เยี่ยนเจาเจาจะทำไม่ได้ จึงรีบตัดบทเปลี่ยนเรื่องและรับสมุดบัญชีมาไว้กับตัวเอง ค่อยๆ พลิกดูไปทีละรายการ
เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าหนานหมิงเหอทำเป็นทุกอย่างในดวงตาที่มองหนานหมิงเหอพลันส่องประกายแวววาว
หนานหมิงเหอมิอาจเมินสายตาของนางอดวางสมุดบัญชีในมือลงแล้วยื่นมือไปลูบผมเยี่ยนเจาเจาไม่ได้ “มองข้าทำไมหรือ?”
“พี่ชายข้าช่างสุดยอด”
เยี่ยนเจาเจาชอบอยู่ใกล้กับหนานหมิงเหอจึงเอาใบหน้าตนเองแนบฝ่ามือของหนานหมิงเหอเสียเลย ก่อนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “อะไรๆพี่ชายก็ทำได้ ข้าราวกับเป็นคนโง่เลยเจ้าค่ะ”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร” หนานหมิงเหอหัวเราะ
เขาคิดดู ในที่สุดก็ตระหนักว่าหลายวันมานี้เยี่ยนเจาเจาฝืนเกินไปอย่างไรเสียนางก็เป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง พยายามตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักตลอดทั้งวันความกดดันย่อมมีไม่น้อย
เพิ่งกลับมาเกิดใหม่ไม่นานก็ต้องจากบ้านตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ได้พบหน้าพี่หญิงน้องหญิงที่ตนคุ้นเคยส่วนท่านแม่และท่านป้าก็ยังโลดแล่นอยู่ในวังวนของเล่ห์กลจนบีบให้นางก้าวไปข้างหน้า
เยี่ยนเจาเจาไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน กลัวเพียงว่าตนเองจะไล่ตามกระแสเวลาไม่ทันกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ทำได้เพียงมองท่านแม่และท่านป้าจากไปอย่ามิอาจช่วยเหลืออันใดได้
สงครามที่ท่านแม่รบจนตัวตายครานั้นยังไม่เริ่มต้นขึ้นเยี่ยนเจาเจาพูดออกมาไม่ได้ แต่กลับมิอาจหย่อนยานด้วยความกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
นางผลักดันตนเองเพียงนี้ ดูเหมือนกระปรี้กระเปร่าอยู่ทุกวันแต่ความจริงหัวใจกลับเหมือนโดนเชือกขึง หากไม่ผ่อนคลายลงสักหนึ่งถึงสองส่วนเกรงว่าจะตึงจนขาด
“ไม่ว่าเจาเจาจะเป็นอย่างไร ล้วนเป็นเจาเจาที่ดีที่สุดในใต้หล้ายิ่งเจาเจาของข้าสุดยอดอยู่แล้วด้วย
หากเจาเจาต้องการจะรู้เรื่องสมุดบัญชีข้าก็จะสอนเจาเจาให้อ่าน หากไม่สนใจก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียในวันหน้าครอบครัวของพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องให้เยี่ยนเจาเจาจัดการด้วยตนเองสุ่มเลือกคนมาดูแลแล้วรอเก็บเงินเป็นไตรมาสก็เพียงพอแล้ว”
หนานหมิงเหอปฏิบัติต่อเยี่ยนเจาเจาอย่างนุ่มนวลหาใดเปรียบปัจจุบันเยี่ยนเจาเจาบีบคั้นตนเองจนเป็นเช่นนี้ ใจเขาย่อมรู้สึกเจ็บปวด
หากไม่ใช่เพราะเขาไร้ความสามารถเจาเจาจะต้องมาพยายามอย่างหนักเช่นนี้หรือ?
แต่นี่เป็นสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาอยากทำ ในเมื่อนางต้องการหนานหมิงเหอก็จะไม่คัดค้าน
เยี่ยนเจาเจาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ตบหลังมือของหนานหมิงเหอแผ่วเบาตอนนั้นเองที่พึ่งจะกระจ่างความนัยที่หนานหมิงเหอเอ่ย
“ครอบครัวพวกเราอะไรกัน พูดอะไรน่ะเจ้าคะ”
บทสนทนาเช่นนี้ยากจะต่อ เยี่ยนเจาเจาทราบดีว่าหนานหมิงเหอและตนเองมิใช่พี่ชายน้องสาวธรรมดาทั่วไปแต่หลายสิ่งหลายอย่างก็เป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยออกมาจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยนเจาเจาจะใช้ฐานะอะไรพูดเล่า?
ใช้ฐานะน้องสาวหรือ?
นางรู้ว่าหนานหมิงเหอไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของตนเอง ส่วนหนานหมิงเหอก็รู้ว่าพวกเขาสองคนไม่เกี่ยวพันกันทางสายเลือดด้วยซ้ำแล้วนางจะเป็นน้องสาวได้อย่างไร?
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนบอบบางราวกับปีกของจักจั่นแต่ก็เกรงว่าหากพูดมันออกมาจะเจาะสายใยอันบอบบางนั้นจนขาดสะบั้นกระทั่งพี่ชายน้องสาวยังเป็นไม่ได้ เยี่ยนเจาเจาไม่กล้า
ความคิดนี้ช่างละเอียดอ่อนและฝาดเฝื่อนเยี่ยนเจาเจาไม่กล้าเสี่ยง ด้วยยิ่งคิดก็ยิ่งหมกมุ่น
หลายครั้งคนเราล้วนละโมบกับความอบอุ่นตรงหน้าจนไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายที่อาจมาถึงซึ่งเยี่ยนเจาเจากำลังเป็นอยู่ในเวลานี้
ดังนั้นนางจึงไม่กล้าฟังว่าหนานหมิงเหอจะตอบคำถามเช่นไรแกล้งทำเป็นพูดว่า “พวกเราปลีกตัวออกมานานแล้ว เจินเจินกับอ้ายอ้ายจะไม่เป็นห่วงหรือเจ้าคะ?”
หนานหมิงเหอยื่นมือออกไปรวบเยี่ยนเจาเจาเข้ามาในอ้อมกอดตนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ไม่ เจินเจินกับอ้ายอ้าย...”
คำพูดหยุดลงตรงนี้ เห็นชัดว่าหนานหมิงเหอมีบางสิ่งต้องการเอ่ยแต่สุดท้ายกลับไม่พูดออกมา
เยี่ยนเจาเจาพลันคิดว่าคนพวกนี้อาจมีบางอย่างปิดบังตนอยู่ เรียวคิ้วขมวดเล็กน้อยก็ได้ยินเสียงเจินเจินและอ้ายอ้ายดังขึ้นด้านนอกจากที่ไกลๆ
“อาจ้าว อาจ้าว มาดูนี่เร็ว!”
เสียงนี้ดังมาค่อนข้างไกลไม่ใช่ทางที่เจินเจินกับอ้ายอ้ายควรอยู่ พวกนางไม่ได้กำลังสั่งอาหารกันอยู่ที่ห้องบนชั้นสามหรอกหรือเหตุใดตอนนี้จึงอยู่ข้างนอก?
เสียงดังออกมาจากทางหน้าต่าง
เยี่ยนเจาเจาเลิกเรียวคิ้วขึ้นขณะที่จะดิ้นออกจากอ้อมแขนของหนานหมิงเหอ หนานหมิงเหอก็อุ้มนางเดินไปที่ริมหน้าต่างแล้วใช้มือยกหน้าต่างขึ้นแม่น้ำซูโจวล้อแสงโคมจากบ้านเรือนหลายพันหลังข้างนอกปรากฏสู่สายตา
สาเหตุที่หอเทียนเซียงถูกจัดเป็นหนึ่งในเหลาอาหารชั้นเลิศของเมืองซูโจวแน่นอนว่าเป็นเพราะความพิเศษของสถานที่ตั้ง
หอเทียนเซียงครอบครองอาณาเขตไม่เล็ก มีลานกว้างเป็นของตัวเองด้านข้างติดกับแม่น้ำซูโจวอันตระการตา
ด้านนอกลานมีท่าเรือที่หอเทียนเซียงเป็นเจ้าของสะดวกต่อการใช้บรรจุและขนถ่ายสินค้าช่วงวันธรรมดาและสะดวกให้เรือหรูจากแม่น้ำซูโจวเทียบท่าในยามค่ำคืน
ยามนี้เยี่ยนเจาเจาอยู่บนชั้นสี่สำหรับจั่งกุ้ยทัศนียภาพดียิ่งนัก
นางชะโงกออกไปมองนอกหน้าต่างก็เห็นว่าแม่น้ำซูโจวที่มักครึกครื้นเสมอวันนี้มีเรือจำนวนไม่มากนัก
ช่างน่าอัศจรรย์ใจต้องทราบก่อนว่าแม่น้ำซูโจวเป็นหนึ่งในสถานที่โด่งดังแห่งหนึ่งในใต้หล้าหญิงงามเมืองจากแม่น้ำซูโจวล้วนบอบบางและฉลาดเฉลียวมีคนงามอยู่ข้างกายใครบ้างไม่ชอบ เลยกลายเป็น “ค่ำคืนที่ไม่เคยหลับใหล”อย่างแท้จริง
ปกติยามใกล้เข้าปีใหม่กิจการการค้าเลียบแม่น้ำซูโจวก็ยิ่งเฟื่องฟู จึงดูไม่สมเหตุสมผลเมื่อแสงโคมแรกถูกจุดขึ้นแล้วแต่ยังเงียบเหงาเช่นนี้
เยี่ยนเจาเจามองผ่านๆก็เห็นเรือประดับใหญ่โตจอดอยู่เหนือแม่น้ำซูโจว เรือวาดลวดลายเช่นนี้ตัวเรือแกะสลัก วาดภาพบนขื่อคาน ฝีมือประณีตเกินคำพรรณนา ขนาดมันใหญ่กว่าเรือซูโจวที่เยี่ยนเจาเจาเคยเห็นมาก่อนหลายเท่าตัว
นางมองเห็นคุณหนูตัวน้อยสองคนกระโดดอย่างตื่นเต้นบนดาดฟ้าของเรือประดับรางๆหลังหรี่ตามอง ก็จำได้ว่าสองคนนั้นคือเจินเจินกับอ้ายอ้ายที่นางเพิ่งนึกถึง
เยี่ยนเจาเจาไม่ได้เล่นกับเหล่าพี่หญิงของตนเหมือนเด็กน้อยเช่นนี้นานแล้วตะโกนเรียกคนจากไกลๆ ก็ไม่ได้ทำมานาน
นางพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ตะโกนรับคำเสียงดังลั่น “ข้าอยู่ตรงนี้!”
คุณหนูสองคนนั้นเมื่อได้ยินเสียงตอบกลับพลันกระโดดอย่างลิงโลดสองครั้ง
พวกนางปรบมือก่อนหมุนตัวกลับไป เด็กรับใช้ร่างผอมสูงสองคนก็วิ่งออกมาจากด้านหลังเด็กรับใช้อะไรกัน เยี่ยนเจาเจามองแวบเดียวก็บอกได้ว่าเป็นหมิงอีกับหมิงเอ้อร์
นางคุ้นเคยกับเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชามือดีพวกนี้ของหนานหมิงเหอแล้วทั้งยังพบหมิงอีกับหมิงเอ้อร์มาหลายครั้ง
ในเมื่อมีหมิงอีกับหมิงเอ้อร์หนานหมิงเหอย่อมมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน
นางจึงหันศีรษะกลับไปส่งสายตาเป็นเชิงถามหนานหมิงเหอก็พบว่าหนานหมิงเหอใช้มือปิดหูเล็กๆ ของนางอย่างอ่อนโยน
ฤดูหนาวนั้นอากาศหนาวจัด แม้ในห้องจะจุดไฟจากถ่าน แต่ปลายหูสองข้างของนางก็ยังขึ้นสีแดงเรื่อราวกับกระต่ายน้อยอยู่ดีหนานหมิงเหอใช้มือปิดหูนาง นางรู้สึกได้ถึงความใส่ใจอันอบอุ่น จึงเอียงศีรษะพิงหน้าอกของหนานหมิงเหอ
ชั่วเวลานี้เองเยี่ยนเจาเจาก็ได้ยินเสียง “ฟิ้ว”ดังขึ้นด้านนอก เหมือนมีบางอย่างพุ่งขึ้นไปบนฟ้าแม้หนานหมิงเหอจะปิดหูนางจนได้ยินไม่ชัดเจน แต่ยังฟังออกว่าเป็นเสียงที่ดังมาก
เยี่ยนเจาเจาหันขวับกลับไปมองเห็นแสงระยิบระยับโผล่ขึ้นมาจากเรือประดับลำนั้น มันพุ่งสู่จุดสูงสุดของฟากฟ้าทันทีจากนั้นระเบิดออกเสียงดัง “ปัง” กลายเป็นดอกไม้โปรยปรายกระจัดกระจายจนท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงพร่างพราว
ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แสงสว่างนั้นระเบิดออกเป็นสีสันมากมายบนท้องฟ้าแล้วระเบิดอีกระลอก ส่องประกายทั่วนภา งดงามเจิดจ้า เปี่ยมชีวิตชีวา
เสียงหัวเราะของเจินเจินกับอ้ายอ้ายถูกเสียงดอกไม้ไฟที่ดังอื้ออึงกลบแต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เยี่ยนเจาเจาก็ยังมองเห็นภาพพวกนางยิ้มและหัวเราะอย่างสนุกสนานจนสัมผัสได้ถึงความสุขในใจของพวกนาง
“นี่... นี่สำหรับข้าหรือเจ้าคะ?”
น้ำเสียงเยี่ยนเจาเจาสั่นเครือ
เห็นชัดว่าดอกไม้ไฟถูกปล่อยออกมาจากเรือ แรงถีบก็ไม่น้อยขนาดที่ว่าเรือลำใหญ่ยังโคลงจากแรงสั่นสะเทือนตอนจุด
เจินเจินและอ้ายอ้ายอยู่ข้างบน หมิงอีและหมิงเอ้อร์ก็อยู่ด้วยใครเป็นคนปล่อยดอกไม้ไฟ ไม่ต้องพูดก็รู้แล้ว
ยังไม่ถึงช่วงสำคัญที่สุดของเทศกาลปีใหม่ปกติไม่ค่อยมีใครจุดดอกไม้ไฟเวลานี้ ทั้งยังเป็นดอกไม้ไฟลูกใหญ่ ดอกไม้ไฟขนาดใหญ่มีราคาสูงในอดีตจึงมีเพียงขุนนางและคนใหญ่คนโตเท่านั้นที่จุดช่วงส่งท้ายปีเก่าถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการร่วมสนุกกับประชาชน
พอเสียงระเบิดดังขึ้นผู้คนมากมายเลียบแม่น้ำซูโจวก็มากระจุกตัวกันอยู่ริมตลิ่งเพื่อชมดอกไม้ไฟเสียงร้องอุทานดังเข้าหูไม่สิ้นสุด
หนานหมิงเหอไม่ได้ตอบคำถามนาง
ดวงตาเยี่ยนเจาเจาเบิกกว้างเล็กน้อยดวงตาเมล็ดซิ่งฉ่ำน้ำสะท้อนดอกไม้ไฟที่พุ่งตัดอากาศและระเบิดออกอย่างต่อเนื่องแสงขาดๆ หายๆ ราวกับบ่อน้ำลึกล้ำจนผู้คนยินดีจะจมลงไป
หนานหมิงเหอก้มศีรษะลงมาประทับจุมพิตแห่งความศรัทธาบนเรือนผมของเยี่ยนเจาเจาไร้ราคะ แต่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่อย่างเหมาะสม
เมื่ออารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดที่ถูกสะกดไว้ในใจมิอาจควบคุมได้จนสุดท้ายเกินขีดจำกัดของจิตใจมนุษย์ความคิดคนเราก็จะระเบิดเหมือนดอกไม้ไฟกลางท้องนภา
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้สึกถึงคลื่นอารมณ์แปรปรวนของคนด้านหลัง นางมองดอกไม้ไฟด้วยความตะลึงงันน้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นบนดวงตา
ไม่ใช่เพราะดอกไม้ไฟงดงามจนทำให้นางร้องไห้
ความจริงเยี่ยนเจาเจาเคยเห็นดอกไม้ไฟงดงามเช่นนี้มาก่อน
นางเกิดในครอบครัวชนชั้นสูง นางเคยเห็นดอกไม้ไฟที่งดงามมานับไม่ถ้วนกระทั่งดอกไม้ไฟนำเข้าที่ใช้มือเล่นได้ก็ยังเคยเห็น
แต่นางกลับไม่เคยดูดอกไม้ไฟในสถานการณ์เช่นนี้แล้วยังไม่เคยมีดอกไม้ไฟที่เป็นของเยี่ยนเจาเจาเพียงผู้เดียว ดอกไม้ไฟที่นางเคยเห็นส่วนมากเป็นอันที่ถูกจุดเฉพาะในเทศกาลสำคัญของต้าซีและนางก็เป็นเพียงหนึ่งในผู้ชมท่ามกลางคนนับพัน
“ชอบหรือไม่?”
หนานหมิงเหอประทับจุมพิตบนเรือนผมของนางอีกครั้งจากนั้นหัวเราะแผ่วเบาอย่างสำรวม และถามเจาเจาว่าชอบหรือไม่
เยี่ยนเจาเจาพยักหน้า นางเช็ดน้ำตาออกจากดวงตาของตนก่อนถอนหายใจ “ชอบมากเจ้าค่ะ”
เวลานี้เองหนานหมิงเหอเพิ่งตระหนักว่าเยี่ยนเจาเจากำลังร้องไห้
ช่างขี้แยเสียจริง
หนานหมิงเหอวางนางลง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อ ค่อยๆ เช็ดน้ำตานางออกทีละนิด“เป็นของขวัญวันเกิดของเจาเจา วันเกิดปีที่แล้วข้าไม่สามารถมอบของขวัญให้เจาเจาได้ตอนนี้จึงชดเชยให้ อย่าร้องไห้ตอนรับของขวัญวันเกิดเลย หากเจ้าชอบเหตุใดจึงร้องไห้เล่า”
เยี่ยนเจาเจาตกตะลึงไปชั่วขณะ
ของขวัญวันเกิด...
วันเกิดเยี่ยนเจาเจาอยู่ช่วงเดือนหก เป็นกลางคิมหันตฤดู เมื่อปีที่แล้วทั้งสองอยู่ระหว่างทางจากเมืองเซียงเฉิงมาซูโจวต่างก็เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและการหลบซ่อน จนเยี่ยนเจาเจาลืมเรื่องฉลองวันเกิดไปเสียสนิท
ความจริงไม่ใช่แค่วันเกิดครานี้ที่ไม่ได้ฉลองนึกดูแล้วครั้งสุดท้ายที่เยี่ยนเจาเจาฉลองวันเกิดก็เมื่อหลายปีก่อนในชาติก่อน หลังจากท่านพ่อท่านแม่ และท่านป้าจากไป เยี่ยนเจาเจาก็ไม่เคยฉลองวันเกิดอีกเลย
หนานหมิงเหอกลับจำได้ทั้งยังคิดจะมอบดอกไม้ไฟประดับประดาทั่วท้องฟ้าเช่นนี้ให้นาง
น้ำตานางไหลทะลักไม่ขาดสาย
เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าหนานหมิงเหอคือคนที่ฟ้าส่งมาให้นาง เพื่อทดแทนความทุกข์ทรมานที่ได้รับในชาติที่แล้วทุกเรื่องที่เขากระทำทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกหอมหวาน
ไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ จึงดึงมือหนานหมิงเหอมางับหลังมือของเขาลงไปคำหนึ่งโดยไม่พูดไม่จา
แต่นางไม่ได้ลงแรงมากนางเพียงใช้ฟันเขี้ยวขบหลังมือหนานหมิงเหอแผ่วเบา จากนั้นจึงปล่อยมือหนานหมิงเหออย่างซึมเซาเล็กน้อยน้ำตาหลั่งรินหยดแล้วหยดเล่า
คราวนี้หนานหมิงเหอทิ้งผ้าเช็ดหน้าแล้วเปลี่ยนมาใช้ปลายนิ้วของตนเองค่อยๆ เช็ดน้ำตาออกจากดวงตาของเยี่ยนเจาเจาแทนพลางถอนหายใจเบาๆ “ข้าทำได้ไม่ดีหรือเปล่า หากเจาเจาคิดว่าไม่ดีครั้งหน้าจะแตกต่างจากนี้ หรือตำหนิที่ข้าฉลองวันเกิดให้เจ้าตอนนี้กัน?”
ปลายนิ้วของหนานหมิงเหอด้านเป็นชั้นหนาด้วยเหตุผลบางประการจนเยี่ยนเจาเจาเจ็บรอบดวงตาจากการเช็ด แต่นางกลับไม่ยอมเบี่ยงหน้าออกยังแค่นเสียงหนักขึ้นจมูก “ไม่ได้ ต้องทุกปี”
“ได้ ปล่อยทุกปีจนเยี่ยนเจาเจาไม่อยากดูเลย”
หนานหมิงเหอหลุดหัวเราะและลูบเรือนผมด้านบนของเยี่ยนเจาเจาอย่างเอ็นดู
เขาคาดเดาว่าความมีชีวิตชีวาของดอกไม้ไฟคงสะเทือนใจเยี่ยนเจาเจาเข้า
หนานหมิงเหอตระหนักดีว่าเยี่ยนเจาเจาได้รับความทุกข์ทรมานในชาติก่อนและเขาก็ไม่รู้จะบรรเทาความเจ็บปวดในใจของเยี่ยนเจาเจาเช่นไรจึงคุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้าเยี่ยนเจาเจา จ้องดวงตาที่หลุบต่ำของเยี่ยนเจาเจา
เยี่ยนเจาเจาไม่ยอมมองเขา เขาเลยจับคางของเจาเจาแผ่วเบา ค่อยๆดันใบหน้าเล็กขึ้นอย่างนุ่มนวล สบตานางด้วยความอ่อนโยนและไม่อาจต้านทาน
เยี่ยนเจาเจาเพียงเหลือบตามองเขา ก็จมดิ่งอยู่ในแววตาลึกซึ้งคู่นั้น
“ไม่ว่าอย่างไร ข้ายังอยู่ตรงนี้”
เสียงหนานหมิงเหอแหบต่ำราวกับละเมอแต่เยี่ยนเจาเจายังได้ยินชัดเจน
หนานหมิงเหอมองนิ่งงัน ก่อนแย้มยิ้มแล้วจับมือนางขึ้นมาวางตรงหัวใจของตนเบาๆ
หัวใจใต้ฝ่ามือช่างอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
มันเต้นเบาๆ คลอไปกับน้ำเสียงอ่อนโยนของหนานหมิงเหออยู่แนบชิดฝ่ามือของเยี่ยนเจาเจา จนหัวใจเยี่ยนเจาเจาเริ่มเต้นระรัว
ตึกตัก ตึกตัก เป็นจังหวะสอดประสานราวกับทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่ง
“เจาเจา ไม่ว่าอย่างไรข้ายังอยู่ตรงนี้ เจ้าจงจำเอาไว้”
นี่เป็นคำสาบานที่หนานหมิงเหอมอบให้เยี่ยนเจาเจา
ชีวิตก่อนหนานหมิงเหอทิ้งเยี่ยนเจาเจาไว้ที่เมืองเซียงเฉิงตามลำพังแต่ชาตินี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก
“ได้”
น้ำตายังคงเอ่อคลอดวงตาของเยี่ยนเจาเจา นางกะพริบตา ราวกับต้องการมองรูปโฉมของคนตรงหน้าให้ชัดว่าเป็นเช่นไร
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] จั่งกุ้ย หมายถึง ผู้ดูแลกิจการของร้านหรือเจ้าของร้าน