“ท่านดวงจิตอึก...นะ นี่ก็ใกล้ยามอู่เข้าไป ทะ ทุกทีแล้วนะ ข้ายังต้องอยู่ในท่านะ นั่งม้าอีกนานแค่ไหน”ฉีซินอี๋ร้องคร่ำครวญกับอาการเกร็งขมวดของกล้ามเนื้อไปทุกส่วนใบหน้าเกร็งจนแทบยิ้มไม่ออก
ต้นขาสั่นเทาเ็ปราวกับจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ วันนี้เป็อีกวันที่สาวใช้นางไม่อยู่หรือต้องพูดให้ถูกว่ากลางวันหายหัวกลางคืนกลับมานอน
“ข้าว่าระ เื่วรยุทธ ฝึกนิดหน่อย พะ พอให้เอาตัวรอด กะ ก็พอแล้ว” พยายามอ้อนวอนมันทรมานเกินไป แขนที่ยื่นออกไปทรงตัวจะไม่อยู่เช่นเดียวกับนิ้วหยิกงอ
“ไม่ได้ถึงจะมีพลังปราณสถิตแต่ท่านยังจำเป็ต้องฝึกวรยุทธ์รู้เื่กำลังภายในหากเกิดยามขับขานถูกกรอกลูกกลอนสลายปราณสถิตดังเช่นในอดีตท่านยังเหลือวรยุทธ์ในการเอาตัวรอด”
นึกย้อนไปถึงความไร้กำลังในหนหลังฉีซินอี๋เม้มปากแน่น
“รู้อย่างนี้ตอนนั้นข้าควรจะจำเคล็ดวิชาในหอตำราสำนักเจ็ดก้าวย่างให้แตกฉานเหมือนเื่สมุนไพร”
มีอภิสิทธิ์เข้าหอตำราได้เกือบจะถึงชั้นสูงสุดจำได้ว่าที่นั่นมีเคล็ดวิชาลับและกระบวนท่ามากมายให้เลือกแต่เพราะไม่มีความสนใจด้านนั้น อีกอย่างรู้สึกว่าอาศัยพลังปราณสถิตของตัวเองก็เพียงพอแล้ว
“อย่าห่วงไปเลยท่านยังมีข้าสมบัติาอยู่”
“ทุกอย่างละ ล้วนต้องอาศัยท่านแล้ว”
กัดฟันอดทนกระทั่งถึงยามอู่ในที่สุดดวงจิตแห่งหยกก็ยินยอมให้นางเลิกรา
“เอาล่ะท่านพักผ่อนได้”
ประโยคดังกล่าวดั่ง์มาโปรดฉีซินอี๋ทรุดตัวลงกับพื้นรับรู้ถึงอาการสั่นของร่างกายไปทุกส่วนกระเพาะอาหารร้องโครกคราก ยกมือลูบคลำอย่างอดไม่ได้
เป็สตรีแท้ๆ ไม่เคยรู้สึกอับอายเท่าครั้งนี้มาก่อน แต่เพราะฝึกฝนได้มาหลายวันนางจึงเริ่มชิน
“สาวใช้นางนั้นทิ้งแค่หมั่นโถวแข็งๆ สองลูกไว้ให้ข้า เกรงว่าคงได้ลงมือจับปลาเป็อาหารประทังชีวิตเป็แน่”
ร่างกาย้าอาหารประเภทเนื้อยิ่งเดินปราณสถิตทุกเช้าต่อด้วยฝึกกำลังภายในคล้ายข้างในจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา เวลาเดินไม่ได้รู้สึกอ่อนแรงเหมือนกาลเก่า
อีกอย่างฉีซินอี๋ไม่แน่ใจว่านอกจากจานผัดเหี่ยวๆ และข้าวเม็ดแข็งที่มียาพิษปนเปื้อน ในหมั่นโถวสาวใช้จะลงทุนใส่พิษเข้าไปด้วยหรือไม่
“เช่นนั้นเที่ยงวันให้ท่านฝึกการเพ่งสมาธิจากการจับปลาละกัน”
ฉีซินอี๋กัดฟัน“ย่อมได้!” ชีวิตมีแต่ต้องสู้ ไม่อย่างนั้นจะอ่อนแอให้ผู้คนรังแกอยู่ร่ำไป
นางผุดลุกขึ้นสะบัดก้นเดินอาดไปทางลำธารกระโปรงยาวสีซีดถูกรวบขึ้นมาเพื่อความทะมัดทะแมงั้แ่ฝึกวรยุทธ์
ยามชะโงกหน้าเข้าไปในลำธารน้ำใสเงาในน้ำเผยให้เห็นรอยดำเป็เปื้อนแถวข้างแก้ม นางวักน้ำล้างหน้า รับรู้ถึงความสากของผิว
เป็สตรีไม่มีใครไม่รักสวยรักงามทันใดนั้นสายตาพลันเหลือบไปเห็นดอกสีชมพูชูช่อไปมาอยู่อีกฝั่งแววตาของนางลุกวาวชี้นิ้วไปเบื้องหน้า
“นี่มัน...ต้นหลานหมู่!มาขึ้นอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร!”ความตื่นเต้นยินดียังมีมากกว่ายามรับรู้ว่าได้รับชีวิตใหม่เสียอีก
ดวงจิตแห่งหยกกลอกตา“ไม่ใช่ว่าท่านเคยเห็นก่อนหน้าแล้วหรือ”
ทุกครั้งหลังฝึกนางมักมาชำระล้างคราบสกปรกบริเวณลำธารก็เห็นอยู่ว่ามีกองต้นหลานหมู่อยู่เต็มไปหมดที่อีกฟาก
“เพราะตอนนั้นข้าเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกต่างหากอีกประการต้นหลานหมู่หากยังไม่บานแทบไม่ต่างไปจากวัชพืชริมนำทำให้ข้าไม่ทันสังเกต”
ไม่รอให้ดวงจิตแห่งหยกเอื้อนเอ่ยนางย่อตัวกระโจนข้ามไปอย่างรวดเร็วความว่องไวและความคล่องตัวทำให้นางลอยละล่องลงจอดอย่างงดงาม
ฉีซินอี๋อึ้งทึ่งก้มดูเรือนกายท่อนล่าง“ข้าพึ่งฝึกได้เดือนกว่า เหตุใดร่างกายถึงเบาเช่นนี้”
“นี่แหละสาเหตุที่ข้าเพียรเคี่ยวเข็ญท่านหากฝึกพลังปราณสถิตเพียงอย่างเดียวต้องรอจนถึงขั้นหลอมรวมก่อนถึงจะมีร่างกายเช่นนี้”
“เยี่ยมงั้นต่อจากนี้ไปข้าจะตั้งใจฝึกวรยุทธ์และเดินปราณสถิต!แต่ก่อนอื่นข้าจำเป็ต้องเก็บดอกหลานหมู่กลับไปต้มเป็ยาอาบ” เพื่อผิวงดงามนุ่มละเอียดและกลิ่นกายหอมละมุน
นั่งสมาธิเดินปราณสถิตทีไรตัวเหนียวเหนอะหนะทุกทีเพราะตอนอยู่กับม่อเจียลี่สบายจนเคยตัว เดี๋ยวนี้พอลำบากนิดลำบากหน่อยก็รู้สึกไม่คุ้นชิน
ปากเอ่ยเช่นนั้นแต่นางยังคงยืนนิ่งสายตาจ้องต้นหลานหมู่นิ้วชี้เคาะคางมน
ยังมีปัญหาข้อใหญ่นางอยากใช้อาบทุกวันนี้นี่นา หากเก็บไปทีเดียวจนหมดแล้วยังจะเหลือให้ใช้ครั้งถัดไปหรือไม่สิ ๆ ปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมแห้งเหี่ยวจนร่วงโรย ไม่ยิ่งเสียดายกว่าหรือ
ฉีซินอี๋ทำสีหน้าหนักอึ้งขณะกำลังลังเลว่าควรจะจัดการยังไงเพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุดดวงจิตแห่งหยกเอ่ยแทรกขึ้นมา
“ท่านสามารถย้ายเข้ามาปลุกในจิตแห่งจันทรานิรันดร์ได้”
“จริงหรือ!”ดวงตาดำขลับเบิกกว้าง ประกายยินดีวาบผ่าน
“จริงแท้แน่นอน”
“ก่อนหน้านี้ทำไมท่านไม่รีบบอกข้า”ถ้ารู้ว่าทำได้นางจะไล่กวาดข้าวของเงินทองของชาวบ้าน เอิ่มนางหมายถึงสินทรัพย์มีค่าต่าง ๆ ที่เป็ของตน
แต่พอจำได้ว่าแทบไม่มีอะไรในเรือนใบหน้างามพลันหดลงเหลือเท่าปลายนิ้ว
“ที่ข้าไม่ได้บอกท่านเป็เพราะเวลาจะเคลื่อนย้ายวัตถุเข้ามาในหยกต้องใช้พลังปราณสถิตเป็ตัวนำยามนี้แม้ท่านยังไม่บรรลุขั้นพื้นฐานระดับสามแต่ภายในกายได้ก่อกำเนิดพลังปราณสถิตแล้วบวกกับมีข้าคอยช่วยเสริมอีกแรงย่อมไม่มีอะไรเป็ไปไม่ได้”
“ดียิ่ง!”ริมฝีปากฉ่ำวาวดุจตำลึงสุกยักโค้งบนใบหน้ายิ่งเสริมให้องคาพยพทั้งห้างดงาม
มารดาของฉีซินอี๋เป็หญิงงามดังนั้นนายท่านฝู่จึงหลงรักแวบแรกเมื่อเห็นอีกฝ่ายได้รับาเ็ปลางป่าก่อนจะรับมาเป็อนุในภายหลัง
ความงามล่มเมืองนั้นส่งผ่านมารดามาถึงบุตรสาวเพียงแต่เพราะถูกพิษใบหน้าเกือบครึ่งซีกถูกอายของพิษลามจนิัข้างแก้มผุดสีดำเป็ปื้นเช่นเดียวกับท่อนแขนสองข้าง
ทว่าร่องรอยดังกล่าวฉีซินอี๋รู้วิธีแก้ไขแล้วตอนนั้นก็ได้ม่อเจียลี่ช่วยหายามารักษารอยเ่าั้จนหายในภายหลังเหลือเพียงพิษที่ซึมลึกถึงกระดูกที่ไม่อาจหายขาด
“เช่นนั้นข้าต้องทำอย่างไร”นางถามดวงจิตแห่งหยก
“ท่านแค่ต้องยื่นมือไปเหนือสิ่งของที่้าเคลื่อนย้าย”
ฉีซินอี๋ทำตาม“ง่ายขนาดนี้เชียว”
“จากนั้นเพ่งจิตเพื่อส่งพลังปราณสถิตลงไป”ฉีซินอี๋พยายามเค้นพลังอันน้อยนิดจนขมับผุดเม็ดเหงื่อกองโตสุดท้ายต้นหลานหมู่พลันหายวับไปกับตา
“นะนี่มัน!” จะสุดยอดไปแล้ว! ดวงตาดุจเมล็ดซิ่งเบิกกว้าง
“แน่นอนฝีมือข้าเสียอย่าง”คล้ายจะเห็นภาพผู้เฒ่าชุดขาวเกาจมูกตัวเองเคอะเขินกับคำพูดเยินยอของนาง
ฉีซินอี๋ชักไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายอายุเท่าไหร่กันแน่“ดวงจิตของท่าน...อยู่ในร่างผู้เฒ่าชุดขาวหรือ”
“ไม่อยู่แล้ว”
นางมุ่นหัวคิ้วยิ่งตอบยิ่งเพิ่มความสงสัย“ถ้าเช่นนั้นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของดวงจิตแห่งหยกคืออะไร”
ดวงจิตทำเสียงขึ้นจมูก“นี่ท่านไม่เคยจำที่ข้าบอกเลยหรือว่ารูปลักษณ์ของข้าคือความว่างเปล่า”
“เช่นนั้น...?”
“เพราะฉะนั้นข้าจึงสามารถแปลงเป็อะไรก็ได้!”
หมายความว่าเขาจะชายก็ไม่ใช่จะหญิงก็ไม่เชิงน่ะเหรอบ้าน่า!
เกิดแสงวูบฉับพลันร่างเด็กหญิงตัวน้อยเกล้ามวยสองข้างอยู่ในชุดสีชมพูแก้มซาลาเปาน่าฟัดโผล่แวบเบื้องหน้าทันที
ฉีซินอี๋ผงะใคิดว่าเป็ศัตรูรีบตั้งท่าพื้นฐานแต่เมื่อเห็นแววตาทะเล้นไหววูบไปมาของเด็กหญิงนางคล้ายจะนึกออกว่าอีกฝ่ายเป็ใคร
“ทะท่านคือ...”
“ดวงจิตแห่งหยกของท่านเพ้ย! แค่นี้ก็จำข้าดวงจิตผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้!”
เด็กน้อยพองแก้มทำหน้างอยิ่งส่งให้แก้มนวลป่องฉีซินอี๋คันไม้คันมือเหลือเกิน จะว่าไปอยู่ในรูปลักษณ์เด็กน้อยดูเหมาะสมกับเขามากกว่าผู้เฒ่าชุดขาวอะไรนั่นอีก
ภาพของเด็กอายุประมาณสามสี่ปีกำลังน่ารักน่าหยิกค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา ฉีซินอี๋ตกตะลึงเอื้อมมือไปคว้าแต่ไม่ทัน
“ท่านท่านหายไปไหน!” เสียงแตกตื่นเปล่งมาจากลำคอ นางสอดสายตามองรอบ ๆ สีหน้ากระวนกระวายใจด้วยความเป็ห่วง
“จุ๊ๆ ท่านนี่ไม่รู้อะไรบ้างเล้ย!” เสียงของเด็กน้อยคนเดิมดังขึ้นมาในหัว
“ท่าน!...เฮ้อจะกลับเข้ามาในหยกทำไมไม่บอกข้า”
“เพราะพลังปราณสถิตของท่านยังไม่ถึงขั้นการจำแลงกายต่อหน้าท่านเลยมีข้อจำกัดหากอยากให้ข้าออกไปนานกว่านี้ท่านต้องหมั่นฝึกฝนวิชาให้แก่กล้าเมื่อนั้นข้าย่อมสามารถออกไปเล่นกับท่านได้ทุกเมื่อ”
อืมเสียงเด็กและรูปลักษณ์เด็กเหมาะกว่าดวงจิตแห่งหยกมากกว่าจริงด้วยไม่ทันไรก็คิดอยากจะออกมาเที่ยวเล่นนอกหยก
“...”ดวงจิต
“ว่าใครเป็เด็กกันหากข้าเด็กท่านไม่ยิ่งเด็กไปกว่าข้าหรือ!”
ดูท่าท่านดวงจิตจะไม่ชอบให้เปรียบเทียบตัวเองกับเด็กสักเท่าไรฉีซินอี๋ทอดถอนใจสงสัยอีกฝ่ายจะมีปมเกี่ยวกับคำนี้มากกระมั้ง
เอาเถอะเห็นแก่เด็กน้อยนางจะยอมลงให้
“ใช่ๆ ข้าปากไม่ดีเองที่บังอาจไปเรียกท่านว่าเด็กน้อย ข้ามันเป็เด็กอมมือไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำสมควรได้รับการสั่งสอนจากผู้าุโ”
“ฮึ!ทีหลังก็จำไว้ว่าข้าคือผู้มีอายุขัยยืนยาวที่สุดในใต้หล้า”
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ”นางผงกหัวไม่หยุดกระทั่งดวงจิตแห่งหยกสำราญใจ ความขัดแย้งขนาดย่อมก็จบลงเพียงเท่านี้
วันเวลาผันผ่านการฝึกฝนคืบหน้าอย่างรวดเร็วจวบจนวันหนึ่งคอขวดแห่งการเดินปราณสถิตมาถึงทางตันฉีซินอี๋หน้าแดงก่ำ หว่างคิ้วขมวดแน่นนิ้วมือเกร็งจนจิกฝ่ามือ ริมฝีปากเม้มสนิท
ระหว่างกำลังตัดสินใจฝ่าด่านเคราะห์ที่หนึ่งเพื่อเข้าสู่ขั้นพื้นฐานนั้นสาวใช้ที่เที่ยวตะลอนไปทั่วกลับมาในจังหวะสำคัญ ทำให้การกักตัวผ่านด่านถูกชะงัก
“คุณหนูข้าไปทำธุระให้นายท่านหลายวัน...พึ่งจะมีเวลาแวะเวียนมาดูแลท่าน”
ฉีซินอี๋ตวัดหางตามองผาดหนึ่ง
นายท่านฉีต้องรบกวนให้เ้าไปทำธุระให้ั้แ่เมื่อไร!จะโกหกอะไรให้มันแเีสักหน่อยไม่ได้หรือ!
ฉีซินอี๋ไม่มีเวลามาถือสาสาวใช้จอมเกียจคร้านใบหน้าดำทะมึน ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว
“ขะข้า ข้าอยากออกไปเดินเล่น”
ยามนี้มีคนนอกอยู่นางไม่สามารถทำอะไรให้เป็ที่สนใจของอีกฝ่ายจนเกิดความสงสัยดังนั้นจึงเหลือเพียงทางเลือกเดียวคือต้องเข้าไปกักตัวฝ่าด่านในป่า!
ก่อนหน้านี้ระหว่างการฝึกนางได้สำรวจบริเวณป่ารอบเรือนเอาไว้แล้วแถมดวงจิตแห่งหยกยังพยักหน้าบอกว่าแถวนี้ปลอดภัย แต่ข้ามแม่น้ำสายหลักตรงลึกเข้าไปจะเป็ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ิญญา
เฮ้อพวกตระกูลฉีนี่อะไรกัน เพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่งถึงกับต้องเอามากักขังไว้ใกล้ป่าเซินหลินเลยหรือโชคดีที่สัตว์เ่าั้ไม่สติแตกวิ่งพรวดออกมาจากป่าเพื่อเล่นงานนางไม่อย่างนั้นไม่อยากจะคิดถึงสภาพของนางสักนิด
“เ้าเตรียมสำรับไปก่อนนะเดี๋ยวข้ากลับมา” ฉีซินอี๋สูดลมหายใจ เอ่ยกับสาวใช้อย่างยากเย็นขณะหมุนตัวเตรียมจากมาข้อมือเล็กๆ พลันถูกคว้าเอาไว้
“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกับท่าน...ทำไม”
เสียงประหลาดใจดังขึ้นแววตาสีน้ำตาลของสาวใช้ไหววูบยามสำรวจร่างกายที่เริ่มมีเนื้อมีหนังั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าิัหรือก็เนียนละเอียดหากไม่ใช่ว่ามีรอยดำปื้นเป็ทางยาวประทับตราอยู่ตรงนั้นเกรงว่าคงเข้าใจผิดคิดว่าเด็กน้อยคนหนึ่งสามารถถอนพิษเองได้
ไร้สาระน่าไม่มีทาง...
แย่แล้ว!เพราะมัวแต่ดีใจกับร่างกายที่เริ่มฟื้นฟูขึ้นมา จึงลืมไปเสียสนิทว่าต้องเผื่อทางรอดเอาไว้ยามเกิดเื่คับขัน
พลาดไปจนได้!หัวใจนางกระหน่ำเต้นรุนแรงเหงื่อแตกพลั่กกลางแผ่นหลังก่อนจะเผยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กมองตอบสาวใช้
“เพราะเ้าไม่อยู่ข้าจึงไม่รู้เวลาพอหิวเมื่อไหร่จะวิ่งเข้าครัวไปหยิบหมั่นโถวที่เ้ากักตุนเอาไว้ให้ข้าพอรู้ตัวอีกที...” แสร้งหลุบตาลงมองร่างกายที่ใกล้เคียงกับคำว่าคนมากขึ้น“ข้าก็เป็แบบนี้แล้ว”
“เฮ้อคุณหนู ท่านนี่นา”
“แต่ตอนนี้หมั่นโถวหมดแล้วเ้าคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม” ใช้นิ้วชี้จิ้มปาก ส่งสายตาแวววาวราวกับเด็กน้อยที่กำลังสำนึกผิด
สาวใช้ถอนหายใจ“นั่นเป็อาหารที่เก็บเอาไว้ให้คุณหนูโดยเฉพาะแต่คราวหน้าคราวหลังอย่ากินทีเดียวจนหมดแบบนี้อีกเล่า”
“ข้ารู้แล้วถ้าเช่นนั้นข้าไปวิ่งเล่นได้แล้วใช่หรือไม่”
“ไปเถอะอย่าไปไกลนักล่ะ”
ฉีซินอี๋พยักหน้าทั้งรอยยิ้มแต่เมื่อหันหลังรอยยิ้มดังกล่าวหายวาบไปจากแววตา
หึนี่นางสมควรจะขอบคุณอีกฝ่ายที่อัดหมั่นโถวเต็มไหเอาไว้ประทังชีวิตใช่ไหม
น่าขันสิ้นดี!
หลังเดินมาไกลพอสมควรฉีซินอี๋เริ่มมองหาที่เหมาะ ๆ ต้องเป็สถานที่ที่สามารถป้องกันสายตาจากคนภายนอกเผื่อเอาไว้ยามสาวใช้มาตามหา
ทันใดนั้นสายตาพลันสบเข้ากับถ้ำที่ถูกรากไม้บดบังความยินดีแวบผ่านดวงหน้า นางรีบถามดวงจิตแห่งหยก
“ช่วยดูถ้ำให้ข้าหน่อยว่าข้างในปลอดภัยหรือไม่”
“ท่านไม่ต้องห่วงนี่เป็เพียงถ้ำธรรมดาที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะเท่านั้น ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่”
“เช่นนั้นข้าเลือกที่นี่”
แหวกรากไม้รกรุงรังเข้าไปข้างในมืดมิดมองสภาพไม่ค่อยออกต้องคอยอาศัยแสงลอดผ่านช่องว่างจากรากไม้และเถาวัลย์ดวงจิตแห่งหยกยืนยันความปลอดภัยแล้วไม่มีอะไรน่าห่วงแต่เป็แบบนี้สิยิ่งดีสาวใช้คนนั้นจะได้หานางไม่เจอ
“เรามาเริ่มกันเถอะ”นางเอ่ยกับดวงจิตแห่งหยก
ดวงจิตแห่งหยก“อืม”
ฉีซินอี๋นั่งลงบนพื้นดินวางมือประสานกันตรงหน้าตักก่อนจะปิดเปลือกตาเพ่งจิตไปยังจุดตันเถียนเริ่มต้นเข้าสู่การเลื่อนขั้น
เหนือถ้ำขึ้นไปฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้าปั่นป่วนเมฆดำทะมึนลอยมารวมกันอยู่ตรงกลางปรากฏสายฟ้าขนาดเล็กเปล่งประกายเป็ครั้งคราวดูน่าหวาดเสียวก่อนแสงดังกล่าวจะรวมกันเป็สายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดลงไปยังพื้นที่ชายขอบป่า
ห่างออกไปไม่ไกลจากป่าเซินหลินบุรุษรูปงามสวมชุดคลุมสีขาวสะอาดตาเกล้าผมสีดำสนิทครึ่งศีรษะปล่อยที่เหลือทั้งตัวลงมาคลอเคลียกับแผ่นหลังมือถือพัดโบกไปมาตรงหน้า ให้กลิ่นอายสูงส่งทำให้ผู้คนทั้งอยากเข้าใกล้และไม่กล้าเข้าใกล้ในเวลาเดียวกันคิ้วงามดุจกระบี่ยับย่นเล็กน้อย ริมฝีปากบางเผยอออก
“สายฟ้าเส้นเดียว...ดูท่าคงจะมีสัตว์ิญญาเลื่อนขั้น”
บุรุษสวมชุดทะมัดทะแมงสีดำสนิทโผล่ข้างหลังยกมือทำความเคารพก่อนกล่าว “คุณชายอยากลองไปสำรวจดูหรือไม่”
เขายิ้มบางส่ายหัวน้อย ๆ “ไม่ล่ะ ข้ายังติดธุระสำคัญไม่มีเวลาไปไร้สาระกับสัตว์ิญญาชั้นล่าง”
“เช่นนั้นให้ข้าไปแทน...”
“เ้ายังต้องตรวจสอบความถูกต้องของข่าวลืออยู่ไม่ใช่หรือรีบไปจัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อย”
“ขอรับ”รับคำอย่างแข็งขันก่อนจะหายวับไปกับตา
รอยยิ้มเป็มิตรยังคงประดับบนใบหน้างดงามสะบัดพัดอย่างเชื่องช้าไม่เผยความอนาถร้อนใจ เมื่อหลายเดือนก่อนมีแหล่งข่าวแจ้งมาว่าพบเห็นร่องรอยของหยกแห่งจันทรานิรันดร์แถวหมู่บ้านแถบชนบทแม้ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จเขาสมควรต้องมาตรวจตราดูหน่อย
นกที่ตื่นเช้าไยต้องกลัวไม่มีอาหารกินลงมือไวกว่าย่อมนำหน้าพวกผู้เฒ่าแก่ชรา