58 2-2
ตอนที่102 หายตัวไป
“เรื่องเท็จคือข้าโกหกว่าตนมิใช่คนใส่ยาพิษลงใยบ่อน้ำ ส่วนเรื่องจริงคือข้านี่แหละคือคนใส่ยาพิษลงในบ่อน้ำ”
เซียถงเลิกคิ้วขึ้นกล่าวสารภาพออกไปตามตรง
แต่ไหนเลยที่หยุนซีจะคาดคิดว่า เซียถงจะยอมพูดวาจาเหล่านี้ออกมาโดยไม่มีปิดบังใดๆ? นางถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะประกายตาสีดอกท้อคู่สวยเหม่อมองสาวน้อยตรงหน้าไม่มีคลายอ่อน ฉายแววฉงนงุนงงยิ่งยวด
“ท่านอาจารย์หยุนซีเองก็เห็นไป๋หลี่อวี๋อิงพยายามสร้างปัญหาให้แก่ศิษย์คนนี้ไม่มีเว้นวาย ศิษย์เพียงต้องการใช้เวลาสามเดือนที่มีตั้งใจศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษาแห่งนี้อย่างสงบเท่านั้นและนี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วสำหรับรับมือ”
เซียถงกล่าวอธิบายทีท่าสงบนิ่งภายใต้สายตาที่จับจ้องเขม็งของหยุนซี
นางให้สัญญากับไป๋หลี่หานไปแล้วว่าจะไม่ทำร้ายไป๋หลี่อวี๋อิง ซึ่งนั่นหมายถึง ‘ไม่ทำร้ายชีวิตของนาง’ดังนั้นจึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ไป๋หลี่อวี๋อิงเงียบไปได้สักพักเพราะองค์หญิงผู้แสนงดงามอย่างนาง ใส่ใจเรื่องรูปลักษณ์ตัวเองเหนือสิ่งอื่นใดหากมีหน้าตาเละอย่างกับศพเช่นนี้มั่นใจได้เลยว่าอีกฝ่ายจะไม่มีทางย่างกายเข้ามาในสถานศึกษาอีกจนกว่าหายเป็นปกติ
“เซียถง เจ้ากล่าวว่าอันใด?ข้าได้ยินไม่ชัด?”
หยุนซีเลิกคิ้วกระตุกขึ้นโดยพลันกวาดสายตพินิจเซียถงตั้งแต่หัวจรดล่าง ภายในใจหลงคิดไปว่านี่เซียถงตัวจริงหรือผู้ใดแอบปลอมตัวมารึเปล่า?คนที่เย็นชาและหยิ่งทะนงอย่างสาวน้อยคนนี้หรือจะยอมพูดความจริงง่ายๆปานนี้? หรือที่ได้ยินเมื่อครู่ตัวนางจะหูฟาดไป? หลังชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง หยุนซีส่ายศีรษะอาน กล่าวขึ้นอีกครั้งว่า
“ลืมไปเถอะข้ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก คงไม่ว่างซักถามอันใดเจ้าอีกแล้ว ขอตัว”
ทันทีที่พูดจบหยุนซีก็หมุนตัวเดินเปิดประตูจากไปเหตุผลที่เซียถงตัดสินใจบอกความจริงออกไปตรงๆเพราะตัวนางเองอยากจะพิสูจน์ข้อสงสัยหนึ่งที่มีต่อหยุนซีและสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปตามที่คาดการณ์เอาไว้จริงๆหยุนซีต้องการใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างในตัวของเซียถงจริงๆและต่อให้สารภาพความจริงออกไป อีกฝ่ายก็ไม่กล้าไล่นางออกจากสถานศึกษาในขณะนี้จ้องมองแผ่นหลังเรียวระหงของหยุนซี รอยยิ้มผุดขึ้นบนมุมปากของเซียถงในทันใด
แต่ในไม่ช้ารอยยิ้มดังกล่าวพลันต้องหยุดนิ่งไปทันควัน เพราะจู่ๆ หยุนซีก็หันกลับเข้ามาชะโงกหน้าผ่านประตูพร้อมส่งยิ้มหวานอันแสนสดใสให้แก่เซียถง กล่าวว่า
“ค่าปิดปาก ห้าร้อยเหรียญทองอัตราดอกเบี้ยสี่เท่าต่อวัน”
ห้าร้อยเหรียญทอง? อัตราดอกเบี้ยสี่เท่าต่อวัน?
แค่เซียถงได้ฟังก็รู้สึกราวกับว่ากำลังมีภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวงถล่มลงมาจากฟากฟ้า อย่างไรก็ตามแต่นางไม่คิดจะชดใช้เงินคืนให้หยุนซีอยู่แล้วใช่ชั่วชีวิตนี้ จึงพยักหน้ายิ้มแย้มตอบกลับไปอย่างว่าง่าย
ความเป็นจริงในข้อนี้ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเซียถงเข้าไปใหญ่เลยว่าบางทีสิ่งที่หยุนซีต้องการอาจไม่ใช่เงินทองแต่เพียงต้องการให้ตัวเซียถงติดหนี้นางให้ได้เยอะที่สุดเพื่อรอให้เซียถงพูดกับนางว่า ‘ขอชดใช้เป็นอย่างอื่น ไม่ว่าอะไรก็ยอม’
และเมื่อถึงตอนนั้น...เซียถงจะได้ทราบเสียทีว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของหยุนซีคืออะไรกันแน่?
ชีวิตประจำวันหลังจากนั้นของเซียถงผ่านไปโดยราบรื่นนางไม่เห็นหน้าไป๋หลี่อวี๋อิงและบรรดาผู้ติดตามของอีกฝ่ายในสถานศึกษามาเกือบครึ่งเดือนแล้วและไป๋หลี่เย่ก็มิเคยมายั่วยุปั่นประสาทอีกเลยเช่นกันแต่ยังมีบ้างที่แม่ทัพจางเจิ้งกั๋ว มักจะสร้างเรื่องยากๆ ให้นางแก้ไขทว่าทุกครั้งเซียถงก็สามารถรับมือและจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด
ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้สามารถสรุปชีวิตของเซียถงได้สั้นๆ ว่า ครึ่งเช้าเรียนหนังสือ ครึ่งดึกหลอมกลั่นโอสถ
อิ๋งเอ๋อร์ช่วยเก็บออมเงินได้มากขึ้นเป็นกอบเป็นกำแต่ในขณะเดียวกัน เซียถงเองก็ติดหนี้หยุนซีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันและตั้งแต่ครั้งนั้น นางก็ไม่เคยปริปากถามเรื่องคืนเงินกับหยุนซีอีกเลยสักครั้ง
ในค่ำคืนวันนี้เซียถงเปลี่ยนชุดรัดรูปสีดำเพื่อความคล่องแคล่วในการเครื่องไหวลอบเข้าไปในวังหลวงอย่างเงียบงัน นางต้องการไปสืบเสาะให้ได้ความว่าใครที่แน่ที่แอบใส่เชื้อราม่วงลงในกล่องเห็ดหลินจือมรกตในครั้งนั้นและเรื่องนี้ยังคงถูกเก็บงำไว้ในใจเรื่อยมาปัจจุบันเรื่องราวในสถานศึกษาเซิงหลิงก็ได้คลี่คลายลงแล้ว ดังนั้นก็คงถึงเวลาที่นางจะต้องตามล่าหาฆาตกรแล้ว
หลังจากลัดเลาะไปรอบวังหลวงครบหนึ่งบรรจบนางก็ยังไม่พบขันทีคนดังกล่าวที่มอบกล่องบรรจุเห็ดหลินจือมรกตในตอนนั้นให้ลอบเร้นบุกมาในคราวนี้ นางตั้งใจจะจับขันทีมาเค้นคำตอบให้ได้ว่ามือสุดท้ายที่จับกล่องเห็ดหลินจือมรกตก่อนจะถึงมือนางมันคือใครผู้ใดดั่งคำกล่าวที่ว่า รีบตีเหล็กขณะที่ยังร้อน อันที่จริงแล้วเซียถงตั้งใจจะเสาะหาคนร้ายตัวจริงให้พบตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดเรื่องแล้วแต่ใครจะไปคิดว่า ระหว่างนั้นกลับก่อเกิดปัญหามากมายหลายหลากกว่าจะมีเวลาว่างมาอย่างในปัจจุบัน เกรงว่าคนร้ายคงเสาะพบโอกาสหายตัวไปในกลีบเมฆแล้วซึ่งเรื่องนี้ยิ่งคิดเซียถงยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจเสียเหลือเกิน
แต่ก็ใช่ว่าภายในใจของนางจะไม่มีข้อสันนิษฐานอะไรเลยคนที่ดูมีแนวโน้มน่าสงสัยที่สุดก็คงหนีไม่พ้น อัครมหาเสนาบดี เย่หลีเทียนมีเพียงบุคคลนี้ที่มีความแค้นต่อตนและสามารถเข้าออกไปทั่ววังหลวงได้อย่างอิสรเสรี
เซียถงถึงกับหรี่ตาแคบทุกครั้งที่นึกถึงสายตาอันเลือดเย็นของเย่หลีเทียนเพราะสายตาคู่นั้นของมันเปรียบเสมือนอสรพิษร้ายที่ซุ่มซ่อนรอลอบสังหารเหยื่อจากเงามืด
อย่างไรก็ตามตัวเซียถงไม่มีเส้นสายหรือความสัมพันธ์ใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคนในวังหลวงเลยสงสัยเรื่องนี้เกรงว่าจะต้องให้เซี่ยหลู่เฟิงช่วยเหลืออีกแรงอีกฝ่ายเป็นคนในวังหลวงย่อมมีเส้นสายหรือความสัมพันธ์กับคนอื่นๆในวังบ้างไม่มากก็น้อย บางทีอาจจะทำให้นางเคลื่อนไหวสะดวกยิ่งขึ้นด้วยคล้อยหลังคิดได้ดังนั้น เซียถงจึงออกจากวังหลวงและกลับไปยังสถานศึกษาเซิงหลิง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
เซียถงนั่งยกมือเท้าคางรอฉีหมิงเยว่อยู่ในโรงอาหารตรงหน้ามีข้าวต้มสองชาม มาคู่กับซาลาเปาอีกสองลูก ช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานางนัดทานอาหารเช้าร่วมกับฉีหมิงเยว่ทุกวันระยะนี้ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุข ปราศจากปัญหาใดติดขัดดัวนั้นทั้งคู่ก็มักจะเดินทางมาถึงโรงอาหารแทบจะพร้อมกันทุกวัน
แต่วันนั้นกลับแตกต่างออกไปเซียถงนั่งรอแล้วรอเล่าเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่ก็ยังไม่เห็นฉีหมิงเยว่มาเสียที เหม่อมองดูชามข้าวต้มอละซาลาเปาที่ค่อยๆเย็นชืดลงต่อหน้าต่อตา ยามนี้ชักจะเริ่มไม่สบายใจขึ้นมา เพราะจะอย่างไรเซียถงก็รู้จักฉีหมิงเยว่ค่อนข้างดี นางไม่เคยมาสายเลยสักครั้งตั้งแต่นัดกันมาทว่าวันนี้กลับไม่เห็นแม้กระทั่งวี่แวว หรือเป็นไปได้ไหมว่าจะมีบางอย่างผิดปกติ?
หลังจากเฝ้ารออีกสักพักใหญ่เซียถงก็ลุกขึ้นจากโรงอาหารและเดินทางไปที่ห้องพักของฉีหมิงเยว่เคาะประตูก็หลายครั้งแล้วกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากภายในพอพยายามจะเปิดประตูกลับถูกใส่กุญแจเอาไว้ หากฉีหมิงเยว่ไม่อยู่ที่นี่แสดงว่านางน่าจะออกไปหาย่าเฟิงคนนั้น?
สังหรณ์ใจชักจะไม่ค่อยดีแล้วเซียถงจึงเรียกอิ๋งเอ๋อร์ให้ช่วยกันออกไปตามหาฉีหมิงเยว่รอบสถานศึกษาทั้งส่วนในและนอกทั้งหมด นี่ก็ปาไปเที่ยงวันแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครเห็นฉีหมิงเยว่เลย
“คุณหนูหรือคุณหนูฉีจะออกนอกสถานศึกษาไปแล้ว? บ่าวค้นไปทั่วแล้วแต่ก็ไม่เห็นนางแม้กระทั่งเงา”
อิ๋งเอ๋อร์ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากดูเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อยพื้นที่ของสถานศึกษาแห่งนี้มิใช่ว่าจะเล็กๆในทางตรงข้ามกลับมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลนางที่วิ่งออกตามหาตลอดช่วงเช้าลากยาวมาถึงเที่ยง ย่อมรู้สึกเหนื่อยเป็นธรรมดา
“อิ๋งเอ๋อร์ เจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะขอบใจมาก”
หากฉีหมิงเยว่มิได้อยู่ในสถานศึกษาก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่า นางจะออกเดินทางไปพบย่าเฟิงดังนั้นคงทำได้แค่เฝ้ารอให้อีกฝ่ายกลับมาเองเท่านั้น นี่คือสิ่งที่เซียถงคิดเอาไว้