"คุณหนูเ้าคะ เมื่อวานนี้ ที่แม่นางหัวหน้าห้องครัว นางนั้น คิดเช่นไรกันเ้าคะถึงได้ นำสำรับอาหาร จัดนำมาให้คุณหนูอีกเ้าค่ะ ในเมื่อนางยึดถือกฎอย่างชัดเจนเช่นนั้น น่าแปลกใจมากจริงๆ นะเ้าคะ"
"คงจะสำนึกผิดที่ ข้าว่าไปกระมัง เหมือนประมาณว่า น้ำใจของเพื่อนมนุษย์ นางฉลาดพอที่จะรู้ความหมายหรอก หรือไม่ก็ไม่ฉลาดเลยแต่แค่ไม่อยากรู้สึก เหมือนเป็คนใจร้ายต่อหน้าบ่าวไพ่คนอื่นๆ ของนางกระมัง เขาเรียกว่า เอาหน้านะ"
"เอ่อหมายความว่าเยี่ยงไรหรือเ้าคะ เอาหน้านั้น คุณหนูยิ่งกล่าว ข้าหนิงเอ๋อยิ่งไม่เข้าใจเ้าคะ"
"ก็หมายความว่า อยากให้คนยกย่องสรรเสริญจึงแสร้งทำเป็คนดีอย่างไรเล่า" เธอมองหน้าหนิงเอ๋อ เอาจริงๆ นะคำโบราณของจีนฉันก็ไม่รู้ทุกคำหรอกเพราะฉันเป็คนไทยนี่นา" ขณะที่เธอคิด
"เออะ ช่างเถอะ ช่างเถอะ อย่าใส่ใจเลย ไม่มีอะไรหรอกเ้าแค่ทำความเข้าใจในสิ่งที่เ้าเข้าใจก็พอ เ้าก็รู้ว่าสติข้าไม่ปกติไม่ใช่หรือ"
"ถ้าเช่นนั้นคุณหนู เ้าคะวันนี้มีงานเทศกาลหยวนเซียว พวกเราไปเปิดหูเปิดตาเที่ยวงานหยวนเซียว กันไหมเ้าคะ คุณหนูจะได้ผ่อนคลายไปด้วยนะเ้าคะ"
"งานอะไรหรือ หยวนเซียว ไปซิข้าอยากเห็น"
"ก็งาน เทศกาลหยวนเซียว (元宵节) หรือ เทศกาลแขวนโคมไฟอย่างไรเ้าคะ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 เ้าคะ วันนี้ผู้คนจะออกมาชมโคมไฟและกินขนมหยวนเซียว เป็วันซีซีเ้าคะ และที่สำคัญนะเ้าคะ หนุ่มสาวจะไปที่สะพานเซียงจื่อเพื่อขอพรจากดวงดาวดั่งตำนานสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัวอย่างไรละเ้าคะ"
"ตำนานสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัวข้าเคยได้ยิน ความรักของทั้งคู่น่าเศร้านัก เดี๋ยวนะ 15 ค่ำเดือน 1 วันนี้เป็วันเกิดของข้านี่"
"วันเกิด คุณหนู จำผิดแล้วเ้าคะ วันที่คุณหนูเกิดไม่ใช่เดือนนี้เ้าคะ แต่เป็เดือนถัดไปเ้าคะ"
"ข้าหมายถึงโลก...ช่างเถอะช่างเถอะ อย่าไปใส่ใจเลย ไปกันเถอะข้าอยากไปเที่ยวงานหยวนเซียวแล้ว เ้าพาข้าไปเถอะ" ทั้งคู่เดินออกจากหอบุปผา ตรงไปยังประตูหน้าจวนสกุลเฉินที่มีทหารยืนอยู่
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองนางจะก้าวไปได้ถึงประตูก็มีเสียงใครคนหนึ่งดังมาจากฝั่งด้านข้างทางเดิน
"แม่นาง เจียวซิ่งเ้ากำลังจะไปไหนหรือ"
เธอสะดุ้งถอยหลังหันกลับไปมองตามเสียงเรียกนั้นอย่างรวดเร็ว
"ข้าตั้งใจจะออกไปเที่ยวงาน เทศกาลหยวนเซียวเ้าคะ" เจียวซิ่งกล่าวขึ้น
"งานวันซีซี รึ ถ้าเช่นนั้นก็เป็เื่ดีสิแม่นาง ข้าก็กำลังจะออกไปงาน วันซีซีเช่นกัน เ้าจะให้เกียรติไปกับข้าได้หรือไม่"
"คุณหนูเ้าค่ะคุณหนูไปกับท่านแม่ทัพเถอะเ้าคะ หากไปกับข้าเพียงสองคนก็อาจจะไม่ปลอดภัยเพราะในงานคงจะมีผู้คนมาร่วมงานมากมาย หากจะเกิดอะไรก็ยังมีท่านแม่ทัพอยู่ด้วยจะอุ่นใจมากกว่าหนิงเอ๋อนะเ้าคะ
"แต่ข้า...."
"แม่นางไม่สะดวกใจที่ต้องไปกับข้าหรือ" อี้เฉินถามขึ้นทันที
"อะไม่ใช่อย่างนั้น ข้าแค่รู้สึกทำตัวไม่ถูกอาจจะทำให้ท่านต้องลำบากใจเสียมากกว่า"
"นั้นไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างไร ข้าไม่รู้สึกลำบากใจเลยสักนิด ไปเถอะ ข้าจะดูแลแม่นางเจียวซิ่งเองเ้าวางใจข้าได้"
"ถ้าเช่นนั้น รบกวนท่านแล้ว"
"เชิญแม่นางเจียวซิ่ง ขึ้นรถม้าเถอะแม่นาง"
ขณะที่เธอนั่งรถม้ากับเขานั้นเพื่อไปในงานเทศกาลหยวนเซียว เธอจึงแอบสังเกตมองเขาใกล้ๆ มันทำให้เธอแอบนึกไปถึงความอบอุ่นของแผ่นอกกว้างนั้น ร่างกายกำยำหุ่นสูงราวนักกีฬา สายตาคมกริบ จมูกโด่งตั้งตรงคิวสวยหนาเรียงเส้นช่างงดงามยิ่ง ยามริมฝีปากหนาได้รูป หากแต่กระตุกยิ้ม ใบหน้าคร้ามคมที่ว่าน่ามอง อยู่แล้วก็ยิ่งดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลไปอีก
"เ้าแอบมองข้า นานเพียงนั้น ข้ามีอะไรแปลกไปอย่างนั้นรึ แม่นางเจียวซิ่ง" อี้เฉินกล่าวขณะสายตาทอดมองออกไปด้านหน้า ทำเอาเจียวซิ่งสะดุ้งหลบหน้าหนีด้วยความตื่นใเมื่อเขารู้ได้อย่างไรว่าเธอแอบมองเขา
"ข้า เอ่อ..ถึงหยวนเซียวหรือยัง ข้าอยากเห็นแล้ว" เธอเปลี่ยนเื่พูดทันที
อี้เฉินกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อรถม้าจอดลง
"ถึงแล้วล่ะ เชิญเ้าลงเถอะ" อี้เฉินลงไปยื่นมือเพื่อจะให้เจียวซิ่งจับแต่เธอชะงักมือไว้
"ข้าไม่เป็ไร ท่านไม่ต้องจับมือข้าหรอก อีกอย่าง ถึงข้าจะเป็สตรี แต่ก็ใช่ว่าจะก้าวลงเองไม่ได้สักหน่อย"
"ถ้าเช่นนั้นก็เชิญแม่นางเจียวซิ่งลงมาเถิด" อี้เฉินจึงขยับตัวถอยออก หลีกทางให้เจียวซิ่งลงมาจากรถม้า
หยวนเซียว เทศกาลโคมไฟ
ในงานเทศกาลหยวนเซียว มีผู้คนมาร่วมงานมากมาย ปิงปิงรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน โคมไฟที่ลอยอยู่เหนือศีรษะช่างสวยงามยิ่งนัก เธอเดินดูโน้น นั้นนี้อย่างมีความสุข จนลืมไปว่าอี้เฉินเดินตามหลังสังเกตอาการของเธออยู่ตลอดเวลา เขาเองก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกันว่า ทำไมเธอถึงได้ตื่นเต้นถึงเพียงนั้น เพราะปกติงานเทศกาลหยวนเซียวก็มักจะจัดขึ้นทุกปีอยู่แล้ว แต่แม่นางเจียวซิ่งแสดงอาการเหมือนคนไม่เคยได้พบเจอมากันอย่างนั้น
"เ้าชอบหรือ ข้าเห็นเ้าดูตื่นเต้นยิ่งนัก เหมือนราวกับว่าเ้าไม่เคยเห็นเทศกาล ซีซี นี้" อี้เฉินกล่าว ขณะเดินตามเจียวซิ่งที่ดูตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
"ข้าตื่นเต้นซิั้แ่เกิดมาข้าไม่เคยเห็น ข้าเคยได้ยินแต่ในหนังนะ เวลาที่พระเอกกับนางเอกมาเที่ยวกันก็จะมาเที่ยวงาน เทศกาลโคมไฟ แบบนี้แหละ แต่นั่นมันก็เป็ภาพจำลองฉากถ่ายทำนะ เออะ" เธอนิ่งชะงักตาเบิกโพลงทันที เมื่อเขามองมาที่เธอทำสีหน้าแปลกใจในสิ่งที่ เจียวซิ่งกล่าว
"เมื่อครู่นี้เ้าว่าเยี่ยงไรนะ ข้าได้ยินว่าเ้าพูดเกี่ยวกับอะไรหรือหนังคืออะไร พระเอกนางเอก ฉากถ่ายทำ นั้นมันคืออะไรรึ เ้าเป็ชาวต้าเซิ่ง แต่เหตุใดถึงพูดเหมือนชาวมองโกลเล่า เ้าเป็ใครกันแน่ แม่นางเจียวซิ่ง"
"เอ่อ ฮ่า ฮ่า เจียวซิ่งหัวเราะกลบเกลื่อน ทันที "หูแม่ทัพเฉินหาเื่ข้าแล้ว ท่านนะเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ข้าว่าท่านนะคงจะหูฝาดแล้วละ ข้าไม่ได้กล่าวเยี่ยงนั้นเสียหน่อย ข้ากล่าวว่า เมื่อครั้งหนึ่งในความฝันข้าเหมือนเคยมองเห็นเหตุการณ์นี้ เป็ภาพจำลองวาดออกมาได้สวยงามต่างหาก นั้นไง ข้าหมายถึงพวกโคมไฟเ่าั้ต่างหาก ข้าไม่พูดกับท่านแล้วข้าจะเดินไปดูตรงโน้นดีกว่า" เธอรีบออกไปจากเข้าทันที อย่างรวดเร็ว
"เดี๋ยว แม่นางเจียวซิ่ง" เขาพยายามเรียกเธอแต่เธอรีบเดินไปอย่างรวดเร็ว เขาจึงรีบเดินตามหลังเธอไปเช่นกัน ขณะที่เธอเดินไปเลื่อย ก็หันไปเห็นพ่อค้ากับลูกค้าคู่หนึ่ง เหมือนกำลังถกเถียงกัน ดูท่าจะไม่ยอมกันด้วยเื่ที่ยังไม่ได้จ่ายเบี้ย เธอจึงเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้โดยที่มี เจียวซิ่งเดินตามมาห่างๆ
"ข้าจ่ายเ้าไปแล้วนะถึง 3 ตำลึงทอง ไยเ้าให้ข้ามาแค่ชิ้นเดียว อย่างนี้มันก็โกงกันเห็นๆ ซิ"
"ว่าอย่างไรนะข้าไม่เห็นสักนิดว่าเ้าจ่ายมาให้ข้า ข้ายังไม่ได้รับสักตำลึงทอง เ้าต่างหากที่โกงข้า เอาขนมของข้าคืนมาข้าไม่ขายให้เ้าแล้ว"
"ได้ เอาของเ้าคืนไป แต่เ้าต้องเอาเบี้ยของข้าคืนกลับมาเช่นกัน ที่ข้าจ่ายไป 3 ตำลึงทอง ลูกชายของข้าเป็พยานได้ว่าได้จ่ายเ้าไปแล้ว ข้าไม่เอา ของๆ เ้า เอาเบี้ยคืนข้ามา" ผู้ชายคนนั้นแบร์มือขอเงินกับพ่อค้าคืน
ขณะที่เธอยืนฟังอยู่พักใหญ่ เธอจึงเดินเข้าไปถามด้วยความอยากรู้ "ช้าก่อนพวกท่านทั้งสอง มีเหตุอันใดหรือ ถึงได้ถกเถียงกันไม่ยอมความกันเยี่ยงนั้น คุณชายท่านว่าพ่อค้าคนนี้ โกงเบี้ยจากท่านอย่างนั้นหรือ"
"ถูกต้องแม่นาง ข้าได้ซื้อ ขนมกุ้ยฮวา จ่ายเบี้ยไปสามตำลึงทอง แต่พ่อค้าคนนี้หัวใส่ ให้ข้ามาแค่ชิ้นเดียว ทั้งที่ข้าได้จ่ายไปสามตำลึงทอง พอข้าจะไม่เอาแล้วขอเบี้ยคืนก็ไม่ยอมคืนให้ข้า กล่าวหาว่าข้า ยังไม่ได้จ่าย แบบนี้มันเรียกว่าโกงกันชัดๆ ลูกข้าเป็พยานได้" ผู้ชายคนนั้นกล่าว
"อืมม์ แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าคุณชายท่านนี้ไม่ได้จ่ายเบี้ยให้ท่าน เพราะคุณชายก็มีลูกชาย เป็พยานอยู่ตรงนี้ ท่านมีหลักฐานยืนยันเหมือนกับคุณชายท่านนี้หรือไม่" เจียวซิ่งหันไปถามพ่อค้าทันที
"คะข้าจะเอาหลักฐานจากไหนมายืนยันกันเล่า ในเมื่อข้าเป็พ่อค้าเพียงคนเดียวที่ยืนขายอยู่ตรงนี้ คุณหนู ข้าสาบานได้ว่าข้าไม่ได้โกหกหรือคิดโกงแต่อย่างไร ข้าขายอยู่ตรงนี้มาก็เกือบ 2 ปีแล้ว เหตุใดข้าต้องเห็นแก่เงินเพียง 3 ตำลึงทองเพื่อทำให้ตัวเองไม่มีที่ทำกินเล่า ข้าไม่ได้รับเบี้ยจากคุณชายท่านนี้จริงๆ นะขอรับ"
"ในเมื่อพ่อค้าท่านยืนยันเช่นนั้น ถ้าเช่นนั้น คุณชายท่านบอกว่า ลูกชายท่านเป็พยาน เ้าหนู เ้าคงจะอายุเพียงแค่ 8 ขวบ ข้าคิดว่า เด็กจะไม่พูดโกหก จริงหรือไม่ที่พ่อเ้า จ่ายเบี้ยให้กับพ่อค้าไปแล้ว เ้าเห็นหรือไม่ หากแต่พูดโกหก ก็มีโทษติดคุกหรือไม่ ก็ปะาชีวิต แต่ถ้าหากเลือกที่จะพูดความจริง โทษนั้นก็จะเบาลง เ้าคิดว่าเช่นใดหรือเ้าหนู"
"นี่คุณหนู ท่านมีสิทธิ์อะไรมาข่มขู่ลูกของข้า"
"ช้าก่อนคุณชาย ท่านคิดมากไปแล้ว ข้าก็แค่อธิบาย สิ่งที่ถูกต้องให้ฟังก็เท่านั้น หากแต่ท่านบริสุทธิ์ใจ ในความจริง ไยต้องกังวล" เธอหันไปยิ้มให้เด็กน้อยคนนั้น
"ข้า ข้าไม่รู้" เด็กน้อยคนนั้นรีบ ปฏิเสธ ขยับตัวไปยืนอยู่ด้านข้างผู้เป็พ่ออย่างรวดเร็วด้วยความหวาดกลัว
"อีซานเชียน เ้าจะไม่รู้ได้อย่างไร ก็เห็นอยู่ว่าพ่อจ่ายเงินไปแล้ว" น้ำเสียงเข้มขึ้นทันที
"ข้าไม่รู้ ท่านพ่อ"
"นี่ท่านกำลังใช้ เสียงขู่บังคับให้ลูกชายพูดในสิ่งที่เด็กย่อมจะไม่โกหกอยู่นะท่าน เด็กๆ มีความใส่ซื่อกว่าที่ท่านคิด มักจะไม่พูดโกหก เมื่อพวกเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ผิด และไม่ได้กระทำ ท่านบอกข้าว่า จ่ายไปแล้ว 3 ตำลึงทอง ถ้าเช่นนั้นแล้วท่านมีเงินอยู่ในถุงหอมนั้นเท่าไรรึ ลองหาดูก่อนซิ เพื่อว่าท่านอาจจะลืมไปว่ามันยังอยู่ในถุงหอมนั้น"
"ทำไมข้าจะต้องดู แม่นางพูดเช่นนี้ เป็การจงใจกล่าวหาว่าข้า แม่นางเป็ใคร กล้าดีอย่างไรมากล่าวหาข้า" ผู้ชายคนนั้นแสดงสีหน้าโกรธจัด
"แม่นางเป็คู่หมั้นของข้า เ้ามีปัญหาอะไรอย่างนั้นรึ" อี้เฉินเดินเข้ามาทันที ทำให้ชายคนนั้นถึงกับใดวงตาเบิกโพลงอย่างรวดเร็ว
"ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยขออภัย ที่ล่วงเกิน คู่หมั้นของท่านแม่ทัพ" ชายคนนั้นรีบโค้งคำนับ ตัวสั่นไปทั้งตัวด้วยความกลัว
"ถ้าเช่นนั้นข้าไม่เอาแล้ว ข้าต้องกลับก่อนขอรับ ข้าขอลาท่านแม่ทัพเพียงเท่านี้" ชายคนนั้นรีบโค้งคำนับก่อนที่จะจูงลูกชายออกไปแต่เจียวซิ่งเรียกเอาไว้ก่อน
"ช้าก่อน ไยท่านถึงรีบเพียงนั้น ข้ายังพูดไม่จบ คุณชายจะรีบไปไหนหรือ เมื่อกี้ข้าถามท่านว่า ท่านดูเบี้ยในถุงหอมนั้นหรือยัง ท่านยังไม่เปิดให้ดูเลยนะ ว่าท่านมีเบี้ยเท่าไรในถุงหอมนั้น แต่ก่อนที่คุณชายจะเปิดดู บอกข้าได้ไหมว่าตอนนี้เงินที่อยู่ในถุงหอมนั้นมีอยู่เท่าไร เพราะในเมื่อท่านจ่ายไป สามตำลึงทองท่านก็ย่อมรู้ว่าเบี้ยที่เหลือจะเหลือเท่าไร"
"เอ่อ คุณหนู ข้าไม่ได้คิดถือเอาความจากพ่อค้าแต่อย่างไรแล้ว ขนม กุ้ยฮวา ข้าก็คืนให้ เบี้ยข้าก็ไม่เอาแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อนนะขอรับ"
"เมื่อครู่ท่านดูเหมือนจะไม่ยอมเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงได้ยอมง่ายๆ เล่า เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ข้าก็แค่อยากล้างมลทินให้กับพ่อค้า เท่านั้น หากพ่อค้าคนนี้ทำผิด จริง ก็ต้องถูกลงโทษที่คิดโกงกินผู้อื่นหากท่านจะออกไปโดยที่ยังคาใจเยี่ยงนี้ อย่างไรชาวบ้านแถวนี้ก็ต้องมองพ่อค้าคนนี้เป็คนขี้โกงอยู่ดี ต่อให้ท่านไม่เอาความแล้วก็ตาม"
"เอ่อคือ เงินข้าคือ แต่ ท่านแม่ทัพ คุณหนูข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจคิดที่จะหลอกลวงหรือโกงแต่อย่างไร ท่านแม่ทัพได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ต่อไป ข้าจะไม่ทำเยี่ยงนี้อีกแล้วคุณหนูได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย" ชายคนนั้นรีบขยับตัวคุกเข่าขออภัยโทษทันที ด้วยความกลัว
"ได้ข้าจะไม่เอาความท่าน แต่ถ้าหากมีครั้งหน้าหรือคิดจะหากินหลอกลวง ทำเยี่ยงนี้อีก จะไม่มีครั้งหน้าอีกต่อไป สิ่งที่ท่านทำ มันส่งผลต่อบุตรชายของท่าน หากแต่ถ้าท่านคิดทำแต่แบบอย่างที่ดีย่อมมีค่ามากกว่าคำสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเป็พ่อซึ่งแต่ละการกระทำจะส่งผลต่อลูกท่านอย่างไรล้วนขึ้นอยู่ที่ท่านทั้งนั้น" เจียวซิ่งกล่าว
"ข้าขอขอบคุณ คุณหนูและท่านแม่ทัพที่ไว้ชีวิตข้าพ่อลูกสองคน ต่อไป ข้าจะไม่ทำเยี่ยงนี้อีก" ผู้ชายคนนั้นรีบโค้งคำนับแล้วถอยตัวออกไปทันทีด้วยอาการลนลาน
"ข้าขอขอบคุณหนูและท่านแม่ทัพยิ่งนักที่ช่วยข้าเอาไว้ในครั้งนี้" พ่อค้ารีบเดินออกมาหน้าร้านโค้งคำนับอย่างรวดเร็ว
"ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร ต่อไปท่านก็ต้องระวังและรอบคอบกว่านี้ข้าไปล่ะ" เจียวซิ่งยิ้มร่า อย่างสบายใจขณะที่เดินออกมา แต่หารู้ไม่ว่าอี้เฉินเฝ้ามองการกระทำของเธอทุกฝีก้าวด้วยความสงสัยในตัวเธอยิ่ง เขาไม่เคยพบเห็นใคร ที่มีความคิดสติปัญญาที่ฉลาดเกินสตรีเช่นนางเยี่ยงนี้ มันยิ่งทำให้อี้เฉินเกิดความสงสัยในตัวเธอยิ่ง
ขณะที่ทั้งคู่เดินถึงสะพานเซียงจื่อ เชียวซิ่งหยุดชะงักนิ่ง ความรู้สึกหนึ่งก็เกิดเป็ภาพผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ผู้ชายที่ขี่อยู่บนหลังอาชาในชุดนักรบที่น่าเกรงขาม กำลังจ้องมองออกไปเช่นเดียวกับ อยู่ๆ ภาพหญิงสาวกลับปรากฏตรงหน้าของเธอ แต่ทำไมหญิงคนนั้นช่างละม้ายคล้ายเธอยิ่งนัก แต่กลับมองไม่เห็นใบหน้าที่ชัดเจน มองเห็นเป็เพียงภาพลางๆ ที่อยู่ตรงหน้าของบุรุษชายที่กำลังขี่อยู่บนอาชานั้น
"ข้าจะรอเ้าอยู่ที่นี่เมื่อวันที่เ้ากลับมา ในทุกๆ วันซีซีเหมือนคืนที่มืดครึ้มที่มีเพียงแสงของดวงดาว ลมที่พัดมาเพียงแ่เบา เฝ้ารอที่จะได้พบกับเ้าเพียงลำพัง ข้าเพียงอธิษฐานขอพรจากดวงดาวเหตุใดเ้าจึงจากข้าไปไม่กลับหวนคืนมา"
เสียงนั้นมันก้องอยู่ในหูของเธอเศร้าเหลือเกิน "แม่ทัพเฉิน เสียงนั้นเหตุใดถึงละม้ายคล้ายท่านยิ่งนัก อะไรกันเราได้ยิน"
"แม่นางเชียวซิ่งเ้าเป็อะไรรึ ทำไมถึงได้เงียบไป เ้าไม่สบายงั้นรึ"
เจียวซิ่งสะดุ้ง เฮือกเหมือนเธอหลุดออกมาจากภาพและเสียงนั้น เมื่อได้ยินเสียงของอี้เฉินเรียกเธอดังเข้ามาในหู ภาพนั้นหายไปแล้วเสียงนั้นก็หายไปแล้ว ขณะที่มือของเธอจับกุมไปที่หน้าอกเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก เจียวซิ่งเงยหน้าขึ้นมองอี้เฉิน ที่ประคองไหล่ของเธอไว้ทั้งสองข้างเพื่อระวังไม่ให้เธอล้มลงไป
"เ้าเป็อะไรหรือทำไมถึงได้ตัวสั่นถึงเพียงนี้ เ้าเกือบจะล้มลงไปอยู่แล้ว ดีที่ข้าคว้าเ้าเอาไว้ได้ทัน ถ้าไม่เช่นนั้นคงลงไปกองอยู่ที่พื้นแล้วละ หากเ้าไม่ไหวที่จะเดินไปต่อข้าว่าพอแค่นี้เถอะ ข้าจะพยุงเ้ากลับไปที่รถม้าไปเถิด"
"ข้าไม่เป็อะไรแล้วเพียงแค่อาจจะตาลายไปหน่อยนะคนเยอะขนาดนั้น ข้ายังไม่อยากกลับ ท่านพาข้าไปหาอะไรอร่อยๆ ทานหน่อยซิข้าอาจจะดีขึ้นก็ได้"
"เ้าไหวจริงๆ หรือ ถ้าเช่นนั้น ข้าจะพาเ้าไปทาน ขนมหยวนเซียว" เขาเอื้อมมือไปจูงมือของเจียวซิ่ง เธอสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็เดินตามไปแต่โดยดี อี้เฉินพาเจียวซิ่งเข้าไปนั่งในร้านแห่งหนึ่งดูคนเยอะใช่ได้ แต่เมื่ออี้เฉินเดินเข้าไปทุกคนก็ลุกขึ้น แสดงความเคารพ
"คารวะท่านแม่ทัพ ท่านมาชมงาน ซีซีหรือขอรับ" ขุนนางท่านหนึ่งเมื่อเห็นอี้เฉินก็ลุกขึ้นแสดงความเคารพอย่างรวดเร็ว และหันหน้ามามองเชียวซิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ พวกเขาก็น่าจะรู้ว่านางเป็ใคร
"ไม่ต้องมากพิธี เชิญท่าน เสนาห่าวซวน ตามสบายเถอะข้าเพียงแค่จะพา คู่หมั้นของข้ามาทานขนมหยวนเซียวเท่านั้น ท่านนั่งได้ตามสบายเลย" แล้วเขาก็จูงมือเธอพาไปนั่งโต๊ะด้านใน
"ขอรับท่านแม่ทัพ"
"มาสิ เ้านั่งลงเถอะ" เขาโบกมือให้เจียวซิ่งนั่งลง เธอยังมองไปรอบๆ ของร้าน ขณะขยับตัวนั่งลง
"เสี่ยวเอ้อ!" อี้เฉินะโเรียกเสี่ยวเอ้อรีบออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็ว
"ท่านแม่ทัพมาถึงนี้มีอะไรให้เสี่ยวเอ้อรับใช่หรือขอรับ"
"ข้าขอขนมหยวนเซียว สองถ้วย"
"ขอรับท่านแม่ทัพ" เสี่ยวเอ้อ รับคำแล้วรีบไปนำขนม หยวนเชียวมาให้ทันที เธอมองไปในถ้วยขนมนั้นทำหน้าประหลาดใจ
"ขนม หยวนเชียว ก็บัวลอย ที่ไทยนี้เอง ที่นี่เข้าเรียกว่า ขนมหยวนเชียวซินะ" ขณะที่เธอคิด
"ทำไมหรือเ้าทำหน้าแปลกใจเหมือนไม่เคยเห็นอย่างนั้น"
"เปล่าเ้าคะ ข้าแค่คิดว่าหน้าตามันหน้าทาน"
"เ้าไม่เคยทานรึ" เขาทำสีหน้างง "แล้วความหมายของขนมมงคลนี่เ้ารู้หรือไม่"
"ข้าจำไม่ได้ท่านก็รู้ว่าข้าสติไม่ปกติความจำของข้าหายไป" เธอกล่าวกลบเกลื่อน อ้างออกไปเพื่อไม่อยากให้เขาสงสัยในตัวเธอ
"จริงซิข้าลืมไป ขนมนี้เป็ขนมมงคลของเทศกาลหยวนเชียวเ้าลูกกลม ๆ ที่ใส่ในชามกลม ๆ นี้ สื่อถึง การอยู่ร่วมกันด้วยความสมัครสมานกลมเกลียว"
"อย่างนี้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นข้าขอทานไม่เกรงใจท่านแล้วนะ" เธอหยิบช้อนตักใส่ปากทันทีเขานั่งมองดูเธอกระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเธอแสดงสีหน้าอร่อยออกมาถึงจะมีคำพูดประหลาดก็ตาม
"อื้มมมม! อร่อย แม่เ้าฟินน ผุดๆๆๆ หนึบหนับดีแท้" เธอลืมตาขึ้นชะงักไปนิดเมื่อสายตาเหลือบมองไปเห็นอี้เฉินจ้องมายังเธอไม่วางตาเธอจึงกลบเกลื่อนโดยการเอื้อมมือไปคว้าถ้วยของเขามา
"นี่ถ้าท่านไม่ทาน ข้าท่านนะ" แล้วเอามาวางที่ตัวเองทันทีโดยที่เขายังไม่ทันได้อนุญาตแต่ก็ยอมให้เธอทานอยู่ดี