ตอนที่ 17 สำนักกระบี่คู่์ (2)
แม้เฟยอวี่จะไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไหร่นัก ทว่า เมื่อได้ยินคำเชิญชวนจากชายชรา แววตาของชายหนุ่มนิ่งขรึมขึ้นมา “ข้าขอปฏิเสธ ข้ามีอาจารย์อยู่แล้ว” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจริงใจอย่างมากประหนึ่งเทพเซียนลงมาโปรดล้วนมิอาจแปรเปลี่ยนความตั้งใจนี้ไปได้
ถึงแม้เฟยอวี่ยังไม่ทราบว่าผู้เฒ่าตรงหน้าคือใครกันแน่หรือต่อให้ชายหนุ่มทราบว่าเขาเป็ใคร ความตั้งใจของเขาล้วนไม่เปลี่ยนแปลง ข้ากราบหนิงเซียนเป็อาจารย์แล้ว!
“หือ?” เ้าสำนักเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ผู้ชราหัวเราะเบาบาง “ข้าว่าเ้าต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ ข้าไม่ได้หมายถึงอาจารย์ตามสำนัก ข้าหมายถึงมาเป็ศิษย์โดยตรงกับข้า พวกเราค่อยคุยกันหลังจากนี้ดีกว่า ข้ามีบางสิ่งที่จะต้องทำ”
ั์ตาคมกริบสีทองคำอร่ามของเ้าสำนักจับจ้องเฟยอวี่นิ่งงันขณะหนึ่ง จังหวะนั้นเองที่เฟยอวี่กระพริบตาขึ้นหนึ่งครา เรือนร่างของผู้ชราตรงหน้าได้เลือนหายไป เพียงสามลมหายใจ เสียงที่แห้งแหบสายหนึ่งได้ดังสะท้านกึกก้องทั่วกัมปนาท
“ยินดีต้อนรับสู่การคัดเลือกของสำนักกระบี่คู่์”
สุ้มเสียงนี้ดังสะท้อนก้องไปมาในใบหูของผู้คน รุ่นเยาว์หลายคนเริ่มกวาดสายตามองหาที่มาของเสียงสายนั้น จวบจนกระทั่ง ผู้คนที่เริ่มแหงนศีรษะขึ้นมองไปบนท้องฟ้าทีละคน และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าของพวกเขาประดุจมายาภาพ เรือนร่างของคนผู้หนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่กลางอากาศธาตุ แววตาของเขาทอดมองลงมาจากเบื้องบนดุจราชัน ผู้สมัครหลายคนต่างเบิกตาโพลงกว้างด้วยความตกตะลึงงัน
ตำนานที่เล่าขานกันมาั้แ่โบราณกาล แม้คนผู้นั้นไม่ได้เป็ผู้ฝึกยุทธแต่ยังคงได้ยินได้ฟังกันมาบ้าง มีเพียงผู้ฝึกยุทธระดับจักรพรรดิขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถเดินเหยียบนภากาศได้ราวกับเดินบนดิน
“…ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิในตำนาน??!”
ทุกผู้คนล้วนตกตะลึงแข็งค้างดุจรูปปั้นหิน ผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งที่สุดที่ใครหลายคนเคยพบยังอยู่เพียงระดับปรมาจารย์เท่านั้น การได้พานพบกับผู้ฝึกยุทธระดับจักรพรรดิ …ไม่ทราบว่าเป็โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ชายชราร่างเล็กคนนั้นพูดถึงสำนักกระบี่คู่์ …หรือว่า ผู้ทดสอบในครั้งนี้จะเป็เขา?
“…เฮ้ ไม่เห็นต้องทำกันถึงขนาดนี้เลย” ไป๋เติ่งก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้สึกตัว
ผมสีดำยาวสง่า ั์ตาสีดำขลับ ผิวขาวผ่อง รูปร่างสมส่วนได้รูป
ชายผู้นี้คือบุตรคนโตของตระกูลไป๋ หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งทวีปัที่ทรงอำนาจ เขาพอทราบข่าวล่วงหน้ามาบ้างว่าผู้ทดสอบจะเป็ถึงผู้ระดับาุโของสำนักกระบี่คู่์ แต่ทว่า ผู้าุโที่บรรลุระดับจักรพรรดินั้น มีแค่คนเดียวเท่านั้น…ผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักกระบี่คู่์!! ถึงจะบอกว่าเป็การให้เกียรติบุตรหลานตระกูลใหญ่ แต่นี่มันเกินไปหรือไม่? คนทดสอบเป็ถึงระดับจักรพรรดิในตำนานเชียวนะ!
ด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปีกลับสามารถบรรลุพลังยุทธระดับเริ่มต้นขั้นสอง คู่ควรแล้วที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะแห่งตระกูลไป๋ อย่างไรก็ตาม แม้เป็ถึงลูกหลานของตระกูลใหญ่ ไป๋เติ่งกลับไม่เคยเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธระดับจักรพรรดิมาก่อนเลย ความเย่อหยิ่งในสีหน้าปรากฏอาการสั่นคลอน …การทดสอบจากผู้ฝึกยุทธระดับจักรพรรดิ ขนาดไป๋เติ่งยังกดดันขนาดนี้ ผู้คนส่วนใหญ่คล้ายิญญาหลุดจากร่างกันไปแล้ว
เฟยอวี่เลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาคาดไว้แล้วว่าผู้เฒ่านี่ไม่ธรรมดา แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็ถึงผู้ฝึกยุทธระดับจักรพรรดิ อีกทั้ง เขายังเป็คนของสำนักกระบี่คู่์อีกด้วย!
“…แค่ผู้าุโก็ระดับจักรพรรดิแล้ว…เ้าสำนักของที่นี่จะอยู่ระดับใดกัน” เฟยอวี่ครุ่นคิดในใจอย่างคาดหวัง เขาได้ยินมาว่าคนที่จะมาคัดเลือกให้ในวันนี้เป็ถึงผู้ระดับาุโของสำนักกระบี่คู่์ แน่นอน ชายหนุ่มเชื่อเช่นนั้น
เ้าสำนักปราดมองทั่วทั้งบริเวณลานกว้างเยือกเย็นไร้อารมณ์ นอกจากเ้าหนูที่มีร่างกายประหนึ่งเซียนจุติ คนที่น่าสนใจอีกคนก็คือเ้าหนูเทพมาร นอกเหนือจากนั้นในสายตาของเ้าสำนักล้วนไม่ต่างอันใดไปจากเด็กน้อยไม่รู้จักโต ในดินแดนของเหล่ายอดยุทธ หากได้ย่างกรายเข้าพัวพันด้วยแล้ว ถ้ามันผู้นั้นไม่แข็งแกร่งมากพอ ย่อมมิอาจรู้จักความสงบได้อีก
ทันใดนั้นเองที่แรงกดดันไร้ลักษณ์แผ่ซ่านลงมาจากท้องนภาเบื้องบน แววตาของเ้าสำนักเปิดขึ้นจับจ้องเหล่าเด็กน้อยเบื้องล่างสีหน้าเรียบนิ่ง …จู่ๆ เสียงกระแทรกพื้นพลันดังขึ้นไม่ขาดสาย ร่างของบุรุษคนแล้วคนเล่าที่ร่วงหล่นแนบชิดพื้นนิ่งสนิทไม่ขยับตัว ร่างกายของพวกเขาหนักอึ้งอย่างไร้สาเหตุราวกับแบกขุนเขาอยู่บนบ่า บางคนถึงกับสิ้นสติไป ในชั่วพริบตาเดียว จากจำนวนคนเข้าสอบกว่าครึ่งหมื่นล้วนร่วงหล่นดุจใบไม้นอนชิดพื้นกันเกือบหมด จนเหลือผู้ที่ยืนอยู่ได้เพียงหลักสิบเท่านั้น
“ยี่สิบเจ็ดคนที่ยืนอยู่ได้ผ่านการคัดเลือก นอกนั้นถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ” เ้าสำนักเอ่ยกล่าวน้ำเสียงธรรมดา แต่กลับดังสะท้านก้องในโสตประสาทของผู้คน
ยี่สิบเจ็ดคนที่ผ่านการทดสอบทั้งหมดต่างเป็บุรุษเพศ
ในฝูงชนครึ่งหมื่นนั้นย่อมมีคนไม่เห็นด้วยอยู่ ทว่า พวกเขากลับไม่สามารถอ้าปากของตัวเองได้ เมื่อพยายามโคจรพลังยุทธคิดต่อต้านประหนึ่งพยายามยกูเาขึ้นด้วยตัวคนเดียว ในขณะที่ สีหน้าของผู้เข้าสอบหลายคนเต็มไปด้วยความผิดหวังลึกล้ำ …พวกเขาได้แต่ยอมรับชะตากรรม บางคนที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นล้วนตระหนักได้หลายสิ่ง คนที่ยืนอยู่ได้ต่างมีพลังยุทธระดับเริ่มต้นหรือมากกว่าทั้งนั้น เกณฑ์การรับสมัครสูงเกินไป! นี่มันสูงยิ่งกว่าวังัเสียอีก!
“…ท่านเ้าสำนักทำเกินไปแล้ว” ผู้าุโสูงสุดที่มองลงมาจากยอดเขาเผยสีหน้าซีดขาวราวกระดาษ โดยปกติแล้ว จะรับสมัครคนที่มีอายุไม่เกินยี่สิบปี เพียงระดับรากฐานขั้นหกถือว่าผ่านเกณฑ์ทดสอบรอบแรก แต่ที่ท่านเ้าสำนักทำคือเหลือไว้เฉพาะคนที่ผ่านระดับเริ่มต้นไปแล้วเท่านั้น มาตรฐานปีนี้สูงกว่าที่วังัรับเสียอีก สำนักกระบี่คู่์อาจกลายเป็ที่น่าหัวร่อเอาได้
นี่สืบเนื่องจากเ้าสำนักไม่เคยให้การสนใจเื่การรับสมัครศิษย์เลย ผู้ชราจึงไม่ทราบถึงกฎข้อนี้ ผู้าุโสูงสุดได้แต่กัดฟันทำใจ การตัดสินใจของเ้าสำนักถือเป็ที่สิ้นสุด
ั์ตาของโม่กุ่ยเสินขยายกว้าง เมื่อเขาจับจ้องไปทางผู้เฒ่าที่ลอยนิ่งกลางนภา อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “…แข็งแกร่ง” เ้าสำนักคงเป็คนแรกที่ทำให้โม่กุ่ยเสินกล่าวคำว่า “แข็งแกร่ง” เขามีดวงตาที่พิเศษและสัญชาตญาณการต่อสู้สูงล้ำ เขาเรียกตาข้างซ้ายของตนว่า “เนตรเทพ” ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกับผมสีขาว และตาข้างขวาถูกเรียกว่า “เนตรมาร” ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกับผมสีดำ
โม่กุ่ยเสินสามารถมองเห็นระลอกคลื่นพลังประหลาดที่แผ่ออกมาจากสิ่งมีชีวิตได้ คนอ่อนแอนั้นจะแผ่ออกมาเบาบางหรือแทบจะไม่มี ยิ่งแข็งแกร่งรัศมีพลังจะยิ่งแผ่กว้าง นี่ไม่ได้วัดจากแค่พลังปราณเซียนอย่างเดียว สิ่งที่โม่กุ่ยเสินเห็นคือนับรวมวรยุทธทุกอย่างที่พวกเขามีและตีแผ่ออกมาเป็คลื่นพลัง อทิเช่น ผู้ฝึกยุทธระดับรากฐานขั้นเก้า ประมือกับ ผู้ฝึกยุทธระดับรากฐานขั้นสิบ คลื่นพลังของผู้ฝึกยุทธรากฐานขั้นเก้าอาจมากกว่าขั้นสิบก็ได้ นี่ล้วนสอดคล้องกับวิชาที่พวกเขามีติดตัว รากฐานขั้นเก้าอาจมีเคล็ดวิชาที่เก่งกาจมากพอจะเอาชนะรากฐานขั้นสิบ ฉะนั้น ความสามารถในการมองคนของโม่กุ่ยเสินคือมองขาดทุกอย่าง ไม่มีใครสามารถปกปิดความแข็งแกร่งต่อหน้าเขาได้
ตามความเข้าใจในพลังของโม่กุ่ยเสิน เขามองเห็นคลื่นพลังแบ่งออกเป็สามสี ส้ม,แดง,ทองคำ สีที่แผ่ออกมานั้นบ่งบอกถึงพร์ของคนผู้นั้น เรียงจากน้อยสุดไปมากสุด ส่วนเกณฑ์ที่พลังนี้เอามาวัดกระทั่งโม่กุ่ยเสินเองก็ไม่ทราบ
คลื่นพลังที่รายล้อมรอบของเ้าสำนักนั้นเป็สีแดงและแผ่กินอาณาเขตกว้างขวางอย่างมาก
…ขนาดผู้ชราที่อยู่ระดับจักรพรรดิยังเป็สีแดง โม่กุ่ยเสินจึงมองมาตราฐานที่ความสามารถนี่ตั้งไว้สูงขึ้นไปอีก ั้แ่เกิดมาเขายังไม่เคยเห็นสีทองมาก่อนเลย และสีแดงนี่นับเป็ครั้งแรกในชีวิต!
โม่กุ่ยเสินเผยรอยยิ้มมุมปาก ชายชราคนนั้นทำให้โม่กุ่ยเสินมองหาผู้แข็งแกร่งในวัยเดียวกันได้ง่ายขึ้นมากโข ชายหนุ่มกวาดสายตามองหาผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดยี่สิบเจ็ดคนซึ่งรวมตัวเขาเอง เขาได้แต่ส่ายศีรษะกล่าวขึ้นอย่างผิดหวัง “มีแต่คนอ่อนแอ”
…จู่ๆ ชายหนุ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจเล็กน้อยพลันนับจำนวนคนตรงหน้า
“ยี่สิบห้าคน…ขาดไปหนึ่ง?” เบื้องหน้าของโม่กุ่ยเสินนับว่ามีคนยืนอยู่ได้ถึงยี่สิบห้าคน นับรวมเขาเข้าไปด้วยก็เป็สี่ยิบหก ทว่า ตามจำนวนที่ผู้ชราบอกมาคือยี่สิบเจ็ด โม่กุ่ยเสินหันขวับไปทางด้านหลังของตนเองก่อนพบเข้ากับคนสุดท้าย
…เฟยอวี่
ฉับพลันนั้นเองที่โลกทั้งใบของโม่กุ่ยเสินกลับกลายเป็สีขาวโพลนสนิท ร่างที่ยืนตระหง่านมั่นคงทรุดลงกับพื้นพลันอาเจียนออกมาอย่างหักห้ามไม่อยู่ ั์ตาของเขาพร่ามัวเลือนลาง สีหน้าเย่อหยิ่งหลงเหลือเพียงความหวาดสะพรึงกลัว “สะ…สะ…สัตว์ประหลาด” ไม่ใช่แค่เพียงความสามารถของเนตรเทพและเนตรมาร แม้กระทั่ง สัญชาตญาณของเทพมารกำลังกรีดร้องรุนแรงเมื่อจับจ้องบุรุษหนุ่มคนนั้น โม่กุ่ยเสินกัดฟันฝืนทนแหงนศีรษะขึ้นมองมันอีกครั้ง
ชายหนุ่มจับจ้องเฟยอวี่ได้ราวสามลมหายใจ ทันใดนั้น หยาดโลหิตพลันหลั่งไหลออกมาจากดวงตาทั้งสอง โม่กุ่ยเสินแก้มกลมป่องก่อนอาเจียนออกมาครั้งใหญ่ “สะ…สัตว์ประหลาด…อ้วกกกก” ชายหนุ่มโคจรพลังยุทธเพื่อหยุดความสามารถของเนตรเทพและมาร โม่กุ่ยเสินรู้สึกปลอดโปร่งตัวเบาราวกับขนนก …แรงกดดันนั่นหายไปแล้ว
“…สีขาว ไม่เคยเจอ มีคลื่นพลังของคนสองคน ของเ้านั่นสีทอง …แต่ใครที่อยู่กับมัน ใครอยู่เคียงข้างมัน …สัตว์ประหลาด อันตราย นี่มันอัตรายสุดๆ ข้าจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันเด็ดขาด…” โม่กุ่ยเสินที่ชอบพุ่งเข้าหาคนแข็งแกร่งกว่าเสมอคนนั้นกลับกำลังหวาดกลัวจับจิต มีใครบางคนอยู่ใกล้เฟยอวี่ซึ่งเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร สามวินาทีที่โม่กุ่ยเสินฝืนทนนับว่าคุ้มค่าอย่างมาก รัศมีพลังของเฟยอวี่น้อยกว่าเขาไม่มาก…แต่สีเป็สีทองคำอร่ามเจิดจรัสประดุจดวงดารา ในขณะที่ เขาสามารถแยกอีกคลื่นพลังออกได้โดยบังเอิญ คลื่นพลังที่ราวกับปกคลุมโลกทั้งใบด้วยสีขาวโพลน
…ร่างกายของโม่กุ่ยเสินสั่นเทิ้มขึ้นมา
“เ้าหนู เ้าเป็อะไรงั้นรึ?” เ้าสำนักกล่าวถามไปทางโม่กุ่ยเสิน ส่วนคำตอบนั้นผู้ชราล้วนทราบแก่ใจดี ว่ากันว่า ดวงตาของมาร และดวงตาของเทพมีความสามารถพิเศษ และเ้าหนูนั่นคืุ์ครึ่งเทพครึ่งมาร สามสายเืในคนเดียว! ผู้ชราพอเดาได้ทันทีเมื่อโม่กุ่ยเสินอาเจียนขณะมองเฟยอวี่ นี่พิสูจน์แล้วว่าผู้ชรามองคนไม่ผิด! เฟยอวี่เป็อัจฉริยะไร้คู่เปรียบ!
โม่กุ่ยเสินไม่กล่าวคำ แววตาที่เยือกเย็นกลับแปรเปลี่ยนเป็สั่นสะท้าน ภาพนั้นยังไม่เลือนหายไปราวกับภาพติดตา โลกทั้งใบกลายเป็สีขาวสนิท แน่นอน เหตุการณ์ที่โม่กุ่ยเสินล้มเข่าทรุดติดพื้นล้วนมีพยานพบเห็นเกือบครึ่งหมื่น! พวกที่ถูกตัดสินตกอยากะโก่นระบาย มันเข่าทรุดพื้นแต่กลับยังผ่านได้!! ถึงกระนั้น ปากก็มิอาจอ้าออกมาได้
“เ้าหนูทั้งยี่สิบเจ็ดคนตรงนี้ ข้าขอประกาศให้เป็ศิษย์ของสำนักกระบี่คู่์อย่างเป็ทางการ”
ทันใดนั้นเองที่อาณาบริเวณทั้งหมดเงียบงันประดุจป่าช้า ถึงเกณฑ์มาตราฐานการรับในแต่ละปีจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือมีรอบการคัดเลือกถึงสามรอบ! ทว่า การประกาศกร้าวนี่มันอะไรกัน? ผู้าุโท่านนี้บอกว่าจบการคัดเลือกแล้ว? พวกเขาทั้งยี่สิบเจ็ดกลายเป็ศิษย์ของสำนักกระบี่คู่์?
“…จบแล้ว?” ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกหลายคนอุทานออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ พวกเขาพะวงหนักใจยิ่งเมื่อผู้คัดเลือกเป็ผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักกระบี่คู่์ แต่ทันทีที่ประกาศตอบรับเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ พวกเขาคล้ายยกูเาออกจากอก
เฟยอวี่ขมวดคิ้วมุ่น ั้แ่ที่เฟยอวี่ทะลวงสู่ระดับเริ่มต้นขั้นหนึ่ง เขายังไม่เคยได้ประลองกับใครเลยสักครั้งเดียว สัตว์อสูรระหว่างเดินทางก็ไม่ได้ลองประมือ นึกว่าพอมาถึงที่นี่จะได้ประมือสักครั้งเสียอีก ผิดหวังอีกแล้ว!
“ข้าจะพาพวกเ้าไปที่ตั้งของสำนักกระบี่คู่์” เ้าสำนักทอดสายตามองลงมา เพียงชั่วพริบตาเดียว เรือนร่างของผู้ผ่านการทดสอบทั้งยี่สิบเจ็ดคนพลันลอยขึ้นเหนือพื้นดิน มีเสียงใอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ล้วนนิ่งสงบดุจผิวน้ำ ครั้งนี้แตกต่างจากของเยว่ชิงที่ผู้าุโหลงเจียงทำให้ลอยขึ้นแล้วให้นางควบคุมเอง เนื่องจากเ้าสำนักทั้งทำให้ลอยขึ้นและควบคุมทิศทางการบินของพวกเขาเอง!
ด้วยความเร็วของเ้าสำนักแห่งกระบี่คู่์ จังหวะที่พวกเขาพลาดกระพริบตากันเพียงครั้งเดียว ทัศนียภาพเบื้องหน้าได้แปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง มีขุนเขาถึงเก้าลูกรายล้อมรอบ แต่ทว่า ใจกลางของขุนเขาเก้าลูกนั้นกลับเป็สถานที่ที่งดงามอย่างถึงที่สุด และสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ผ่านเข้ารอบทั้งยี่สิบเจ็ดคนกำลังเหยียบอยู่บนพื้นดิน
“ตอนไหนกัน?!”
“…เร็วมาก นี่หรือผู้าุโสูงสุด!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้ามาแล้ว! รอข้าได้เลยเหล่าเทพธิดาแห่งสำนักกระบี่ดารา์!!”
พวกเขาทั้งยี่สิบเจ็ดคนยืนอยู่ตรงหน้าของประตูทางเข้าซึ่งป้ายเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “สำนักกระบี่คู่์” ทันใดนั้นเองที่มีเสียงฝีเท้าของคนใกล้เข้ามา
“พวกเ้าคงเป็ศิษย์น้องใหม่ที่ผ่านการคัดเลือก” ชายผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาเอาการซึ่งกำลังแย้มยิ้ม ผมสีดำสั้นตัดกับผิวขาวผ่อง น้ำเสียงของเขาเป็มิตรอย่างมาก “ให้ศิษย์พี่ผู้นี้ได้แนะนำสำนักกระบี่คู่์กับพวกเ้าเถอะ”