ทว่านับตั้งแต่เกิดความวุ่นวายฐานะทางบ้านของเขาก็ไม่ดีอีกต่อไป กลายเป็นตระกูลเจ้าของที่ดินผู้คนเหล่านั้นก็ไม่เคยมาหาเขาอีกเลยผู้คนที่เคยชื่นชมเขาก็กลับมองเขาด้วยสายตาดูถูก ไม่ยอมให้ลูกๆของพวกเขาเล่นกับเขา โดยกล่าวว่าครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของที่ดิน และเขาเป็นลูกชายของเจ้าของที่ดิน...
มีเพียงหลี่ต้าเฉวียนและลู่เหว่ยหมินไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงมาเล่นกับเขาเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งนัก
ป้าหวังก็จะแอบมาหาเขาบ้างเป็นบางครั้งเมื่อไม่มีใครอยู่รอบข้าง
ดังนั้นหลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็พยายามหลีกเลี่ยงการคบค้าสมาคมกับผู้อื่นเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง หรือถูกคนอื่นมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
ไม่คาดคิดว่าเจียวเจียวจะเชิญพวกเขาทั้งหมดมาที่บ้านเพื่อรับประทานอาหารและทุกคนก็มากันจริงๆ
เซียวหยวนหมิงค่อยๆเอาหน้าผากแตะหน้าผากของซูเจียวเจียว เสียงของเขาอบอุ่นและทุ้มต่ำ“ชาติที่แล้วผมคงได้กู้ชาติเอาไว้ ถึงได้เจอคุณ”
ซูเจียวเจียวหัวเราะพลางโอบกอดเอวของเขาตอบ“หลังจากนี้จะมีวันแบบนี้อีกมากมายเลยล่ะ”
...
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพวกเขาก็พูดคุยกันอีกพักใหญ่ กว่าจะกลับถึงบ้านพักยุวชน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
จ้าวอวี้เฟินกับฮั่วเจี้ยนจงเดินกลับมาด้วยกัน
พวกเขาเดินอยู่บนคันนาจ้าวอวี้เฟินยังคงนึกถึงรสชาติกระต่ายตุ๋นน้ำแดง และข้าวหอมมะลิสีขาวที่นุ่มและหอมเธอมีความสุขจนรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังเปล่งประกาย
“วันนี้อิ่มมากเลย ไม่คิดเลยว่าฝีมือทำอาหารของเจียวเจียวจะดีขนาดนี้”
หลายวันนี้เธอทำงานหนักทุกวัน กินแต่หมั่นโถวแห้งๆ ที่แข็งจนเคี้ยวแทบไม่เข้ากับโจ๊กข้าวที่เหลวเป็นน้ำ แถมยังไม่อร่อยอีก
อาหารวันนี้อุดมสมบูรณ์ราวกับเทศกาลปีใหม่
ดวงตาที่เคยเย็นชาของฮั่วเจี้ยนจงมีความรู้สึกแปลกๆผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพซูเจียวเจียวที่หลับน้ำลายไหลบนรถโดยสาร
มุมปากที่เคยเม้มแน่นของเขาพลันโค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัวไม่คิดเลยว่าเธอที่นอนน้ำลายไหลหมดสภาพ จะมีฝีมือทำอาหารดีขนาดนี้
จ้าวอวี้เฟินเห็นฮั่วเจี้ยนจงไม่ตอบเพียงแค่เดินเงียบๆ ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เพราะฮั่วเจี้ยนจงเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว
เมื่อทั้งสองคนกลับมาถึงบ้านพักยุวชนก็เห็นเว่ยหงปิงกำลังนั่งรับลมเย็นอยู่ที่ลานบ้าน
เขากำพัดในมือและมองออกไปนอกลานบ้านเป็นครั้งคราว
มองจากระยะไกลก็เห็นเงาร่างสองร่างกำลังเดินเข้ามาในความมืดมิด
เว่ยหงปิงรีบลุกขึ้นหยิบตะเกียงน้ำมันก๊าดที่แขวนอยู่บนกำแพงลานบ้านออกไปต้อนรับ“ยุวชนจ้าว ทำไมพวกคุณถึงกลับมาดึกขนาดนี้ล่ะครับ?”
ระหว่างที่พูดเขาก็แอบมองฮั่วเจี้ยนจง
ฮั่วเจี้ยนจงเพียงพยักหน้าให้เขาอย่างเป็นมิตรแล้วก็เดินเข้าไปในลานบ้าน
จ้าวอวี้เฟินหัวเราะ“หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเราก็คุยกันต่ออีกเล็กน้อยเลยกลับมาช้าไปหน่อยค่ะ”
เว่ยหงปิงตอบกลับไปอย่างไม่คิด“ยุวชนซูทำอะไรอร่อยๆ ให้กินบ้างหรือ เห็นคุณกินอย่างมีความสุขเชียว”
พอพูดถึงเรื่องนี้จ้าวอวี้เฟินก็พูดไม่หยุด “เจียวเจียวหุงข้าวขาวหม้อใหญ่เลยค่ะเป็นข้าวสารชั้นดีทั้งหมดเลยนะ แล้วก็ทำกระต่ายพะโล้หม้อใหญ่ด้วยใส่กะหล่ำปลีกับหัวไชเท้าลงไปเป็นเครื่องเคียงปกติฉันเกลียดกะหล่ำปลีกับหัวไชเท้าที่สุดเลย กินทุกวันจนเบื่อแต่พอเอามาต้มพะโล้กับเนื้อกระต่ายแล้ว กลายเป็นรสชาติอร่อยเหมือนกินเนื้อเลยค่ะ!แล้วก็มีพริกผัดไข่ ยำแตงกวาด้วย...”
จ้าวอวี้เฟินเอ่ยถึงเรื่องนั้นด้วยน้ำเสียงราวกับเป็นสิ่งล้ำค่า
เว่ยหงปิงก็ยิ้มออกมา“ไม่คิดเลยว่ายุวชนซูจะใจกว้างขนาดนี้ ถึงกับกล้าเอาของดีๆออกมาเลี้ยงแขกเยอะแยะ”
“ใช่ค่ะ ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกัน” จ้าวอวี้เฟินหัวเราะ
เธอแค่ช่วยส่งของให้เล็กน้อยและช่วยซูเจียวเจียวพูดไม่กี่คำเท่านั้น
โจวเม่ยยืนอยู่ที่ประตูหอพักตั้งแต่จ้าวอวี้เฟินและฮั่วเจี้ยนจงกลับมาเธอยืนแอบฟังอยู่ตลอด คิดว่าจะได้ยินจ้าวอวี้เฟินบ่นอะไรบ้างเพราะบ้านของเซียวหยวนหมิงจนซะขนาดนั้น จะมีอะไรอร่อยๆ ให้กิน?แถมยังจะเลี้ยงแขกอีก?
ช่างเถอะ!ใครสนจะไปกัน?
แต่ไม่คิดเลยว่าซูเจียวเจียวจะเอาของดีๆออกมาเลี้ยงแขกมากมายขนาดนี้!
ข้าวสารชั้นดี!
เนื้อกระต่ายพะโล้!
พริกผัดไข่!
ไม่ว่าจะเป็นจานไหนก็ทำให้น้ำลายเธอไหลไม่หยุด!
น่ารังเกียจ!
ซูเจียวเจียวมีของอร่อยตั้งเยอะแยะทำไมไม่เรียกเธอด้วย!
พอคิดว่าตอนนี้ซูเจียวเจียวไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วเธอไม่สามารถหาประโยชน์จากซูเจียวเจียวได้อีกต่อไปภายในอกของเธอก็แทบระเบิดด้วยความคับแค้น คล้ายลมหายใจถูกกักขัง!
สุดท้ายโจวเม่ยก็แค่นเสียงออกมาอย่างประชดประชัน“ใครจะไปรู้ว่าอาหารพวกนั้นได้มาอย่างถูกต้องหรือเปล่า”
จ้าวอวี้เฟินได้ยินก็โมโหทันที“เธอนี่มันพวกขี้อิจฉา พอตัวเองไม่ได้คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้ชัดๆ!ฮึ่ม! กระต่ายป่า เซียวหยวนหมิงเป็นคนจับมา ข้าวกับไข่ เจียวเจียวก็เป็นคนซื้อมา!ที่บ้านของเจียวเจียวส่งเงินมาให้เดือนละยี่สิบหยวน แถมยังมีบัตรแลกของอื่นๆ อีกจะไม่ถูกต้องได้ยังไง!”
โจวเม่ยพูดไม่ออกคำพูดที่อัดอั้นอยู่ในคอก็ถูกกลืนหายไปทันที
เธอเบือนหน้าหนีแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ แล้วสะบัดกายเดินกลับห้องไปด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
“อย่าไปสนใจเธอเลย เธอแค่อิจฉาน่ะ” เว่ยหงปิงปลอบ
จ้าวอวี้เฟินเบะปาก“ฉันไม่มีเวลาไปสนใจเธอหรอกค่ะเอาเวลาไปอ่านหนังสืออีกสักสองสามหน้าจะดีกว่า”
เว่ยหงปิงได้ยินก็แปลกใจ“ทำไมช่วงนี้คุณถึงคิดจะอ่านหนังสือขึ้นมาล่ะ?”
จ้าวอวี้เฟินมาอยู่ที่ชนบทพักหนึ่งแล้วเป็นเวลาปีกว่าๆ เห็นจะได้
ก็แค่ช่วงไม่กี่วันแรกที่มาถึงชนบทตอนนั้นจ้าวอวี้เฟินยังถือหนังสืออ่านอยู่บ่อยๆ
หลังจากนั้นงานก็เยอะมากทำงานเสร็จกลับมาทุกวันก็เหนื่อยจนหมดแรง ไม่รู้เมื่อไรจะได้กลับเมืองจ้าวอวี้เฟินก็เลยไม่ได้เปิดหนังสืออ่านอีก
ไม่คิดว่าสองวันนี้จ้าวอวี้เฟินจะกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง
จ้าวอวี้เฟินเล่าเรื่องที่ได้ยินจากซูเจียวเจียวให้เว่ยหงปิงฟัง
เว่ยหงปิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง“ยุวชนซูพูดถูก เราจะละทิ้งตัวเองเพราะความยากลำบากชั่วคราวไม่ได้!เราต้องเป็นเหมือนต้นสนที่ขึ้นอยู่บนหน้าผา แม้จะผ่านลมฝน พายุหิมะแต่สุดท้ายก็ยังคงเติบโตอย่างมีชีวิตชีวา ท้าทายสายลม! ไม่กลัวความหนาวเย็น!ไม่กลัวความร้อน!”
เว่ยหงปิงพูดอย่างกระตือรือร้นและเสียงดังใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
จ้าวอวี้เฟินยิ้มพลางพยักหน้าอย่างแรง“คุณพูดถูก!”
เว่ยหงปิงหัวเราะพลางเอ่ย“งั้นจากนี้ไป ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณอ่านหนังสืออ่านด้วยกันจะได้ไม่เหงา”
“ตกลงค่ะ!” จ้าวอวี้เฟินพูดอย่างตื่นเต้น “เดี๋ยวฉันกลับไปอาบน้ำก่อน แล้วเราก็มาอ่านหนังสือกันวันละชั่วโมงหรือสองชั่วโมง”
ทั้งสองคนก็ตกลงกันแบบนั้น
จ้าวอวี้เฟินอาบน้ำเสร็จอย่างรวดเร็วทั้งสองคนก็นั่งอยู่ใต้ตะเกียงน้ำมันก๊าดในลานบ้าน แต่ละคนก็ถือหนังสืออ่าน
ในยุคนั้นตะเกียงน้ำมันก๊าดก็เป็นของค่อนข้างแพงปกติจ้าวอวี้เฟินไม่กล้าจุด พอได้อ่านหนังสือกับเว่ยหงปิงทั้งสองคนก็ตกลงกันว่าแต่ละคนจะจุดคนละคืน จะได้ไม่มีใครเสียเปรียบ
ยุงในลานบ้านเยอะแต่ทั้งสองคนก็ไม่รู้สึกอะไร กลับอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน
โจวเม่ยที่อยู่ในหอพักมองดูฉากนี้จากนอกหน้าต่างแล้วเบะปากอย่างดูถูก สองคนโง่นั่น! ช่างเหมาะสมกันจริงๆ!
พวกเขาถูกส่งมาชนบทไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเมื่อไร อ่านหนังสือเยอะแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอกน่า?
สู้คิดว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตในชนบทดีขึ้นหน่อยจะดีกว่า
โชคดีที่ตอนนี้เธอได้เป็นเสมียนบันทึกคะแนนงานจึงไม่ต้องทำงานหนักทุกวันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว