ความมืดมิดภายในห้องนอนใหญ่ของ เดอะ คราวน์ เพนต์เฮาส์ (The Crown Penthouse) ในค่ำคืนนี้ดูจะเงียบสงัดและหนาวเหน็บกว่าทุกคืนที่ผ่านมา แสนไฟสีนวลตาจากโคมไฟตั้งพื้นดีไซน์หรูตรงมุมห้องส่องสว่างเพียงรำไร ทอดเงาร่างสูงใหญ่ของผมให้ทอดยาวลงบนพื้นพรมขนสัตว์หนานุ่มสีเทาเข้ม ผมยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงนอนขนาดคิงไซส์สีเทาชาร์โคล สายตาจับจ้องไปยังร่างบอบบางที่กำลังซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มขนเป็ดผืนหนาด้วยความรู้สึกสับสนและขัดแย้งที่ตีกันวุ่นวายอยู่ในหัว
'มิเกล' กำลังหลับสนิทอย่างแสนเหนื่อยล้า ลมหายใจของเธอเข้าออกเป็จังหวะสม่ำเสมอและแ่เบา ใบหน้าหวานยามนิทราดูหมดจด ไร้เดียงสา และบอบบางเสียจนผมไม่สามารถละสายตาไปได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาที เรือนผมยาวดัดลอนสีน้ำตาลคาราเมลสยายแผ่อยู่บนหมอนนุ่มสีขาวสะอาด บางเส้นพาดผ่านแก้มเนียนละเอียดที่ขึ้นสีชมพูระเรื่อจางๆ กกลิ่นกายประจำตัวของเธอ... กลิ่นวานิลลาหวานละมุนคลอเคล้ากับกลิ่นกุหลาบป่าอันแสนสดชื่นที่ผมคุ้นเคย อบอวลอยู่รอบกายเธอและฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องนอนกว้างขวาง มันเป็กลิ่นหอมที่เปรียบเสมือนโอสถทิพย์ คอยชะล้างความตึงเครียดสะสมและช่วยเยียวยาอาการนอนไม่หลับเรื้อรังรวมถึงอาการปวดศีรษะของผมให้มลายหายไปในทุกค่ำคืนที่มีเธออยู่ข้างกาย
สำหรับผมแล้ว มิเกลไม่ใช่แค่เด็กเอ็นวีไอพีระดับท็อปที่ผมว่าจ้างมาด้วยเงินจำนวนมหาศาลสิบห้าล้านบาทต่อปีเพื่อจุดประสงค์ทางธุรกิจหรือเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรังอีกต่อไป กำแพงน้ำแข็งหนาชันที่ผมสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกหักหลังและทรยศในอดีต กำลังค่อยๆ ปรากฏรอยร้าวและทลายลงทีละน้อยด้วยความใกล้ชิด ความอ่อนโยน และความสู้ชีวิตของเธอโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว ทุกครั้งที่ผมได้โอบกอดร่างนุ่มนิ่มนี้ไว้ในอ้อมแขน ได้กลืนกินน้ำหวานจากริมฝีปากบาง และได้สูดดมกลิ่นกายอันแสนเย้ายวนของเธอ หัวใจที่เคยแห้งแล้งและเย็นะเืของผมกลับเต้นผิดจังหวะด้วยความโหยหาและหวงแหนอย่างบ้าคลั่ง
ผมค่อยๆ ทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียงอย่างแ่เบาที่สุดเพราะกลัวว่าจะทำให้คนบนเตียงตื่นจากห้วงนิทราอันแสนสงบ นิ้วมือแกร่งของผมเอื้อมออกไปปัดปอยผมที่ปรกใบหน้าสวยของเธอออกอย่างทะนุถนอม ััอุ่นร้อนจากผิวแก้มเนียนละเอียดทำให้จิตใจของผมสั่นสะท้านอย่างประหลาด ในใจของผมเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกรักใคร่และอยากปกป้องเธอจากโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยสิ่งโสมม
แต่แล้ว... ในขณะที่ผมกำลังดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึง่อกบางเพื่อมอบความอบอุ่นให้แก่เธอ สาบเสื้อนอนกระโปรงผ้าซิลก์ซาตินสายเดี่ยวสีครีมอ่อนของเธอก็ขยับเลื่อนขึ้นตามแรงขยับตัว ข้อมือเรียวบางทั้งสองข้างของเธอโผล่พ้นขอบผ้าห่มออกมา เผยสู่แสงสลัวของโคมไฟ
และนั่นคือวินาทีที่โลกทั้งใบของผมพลันหยุดชะงักลงราวกับถูกแช่แข็งในหุบเหวแห่งความเงียบงัน
ดวงตาคมกริบของผมเบิกกว้างขึ้นจ้องมองรอยตำหนิเด่นชัดที่ปรากฏบนผิวขาวเนียนละเอียดรอบข้อมือทั้งสองข้างของเธอ ในแสงโคมไฟสลัว รอยช้ำเป็วงกลมสีม่วงเข้มอมแดงระเรื่อปรากฏอยู่อย่างน่ากลัวรอบข้อมือเรียวบางทั้งซ้ายและขวา มันเป็รอยช้ำที่เกิดจากการถูกบีบรัดอย่างรุนแรงและยึดตรึงไว้ด้วยกำลังมหาศาล รอยนิ้วมือหนาที่กดลึกจนผิวเนื้ออ่อนบางขึ้นสีเข้มเป็หลักฐานชั้นดีว่ามีใครบางคนกระทำรุนแรงกับเรือนร่างของเธอเมื่อไม่นานมานี้
หัวใจแกร่งของผมสะดุดกึก ก่อนที่กระแสความร้อนระอุจะพุ่งพล่านจากท้องน้อยแล่นริ้วขึ้นสู่สมองในชั่วพริบตา ความรู้สึกอ่อนโยนทะนุถนอมเมื่อครู่มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยพายุโทสะอันบ้าคลั่งที่หมุนวนและพร้อมจะบดขยี้ทำลายล้างทุกสิ่ง กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนเส้นเืที่ขมับและลำคอปูดโปน ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและแรงหึงหวงที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงราวกับูเาไฟปะทุ มือหนาของผมเริ่มสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกโกรธแค้นจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้
'ใครทำเธอ?! ใครกล้ายุ่งกับผู้หญิงของกู?!' คำถามนี้ดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวสมองของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเสียงฟ้าร้องท่ามกลางพายุทมิฬ
รอยช้ำรอบข้อมือทั้งสองข้างที่เป็วงกลมเด่นชัดขนาดนี้... สัญชาตญาณและประสบการณ์ของผู้ชายที่ผ่านโลกและเล่ห์เหลี่ยมสังคมสีเทามาอย่างโชกโชนบอกผมทันทีว่ามันไม่ใช่รอยช้ำที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือความซุ่มซ่ามทั่วไป แต่มันคือรอยที่เกิดจากการถูกพันธนาการ... รอยที่เกิดจากการถูกมัดด้วยเชือก โซ่ หรืออุปกรณ์รัดตรึงข้อมือไว้กับที่เพื่อรองรับอารมณ์ใคร่และความ้าของใครบางคนที่มีอำนาจเหนือกว่า ร่างกายของเธอ... ทุกตารางนิ้วบนเรือนร่างบอบบางนี้ตามข้อตกลงในสัญญาจ้างมันคือสิทธิ์ขาดของผมแต่เพียงผู้เดียว! แล้วทำไมถึงมีรอยสกปรกคาวโลกีย์ของไอ้สารเลวหน้าไหนมาประดับอยู่บนข้อมือของเธอแบบนี้! หรือว่าเธอแอบไปรับงานนอกลับหลังผม? หรือว่าเธอทอดกายให้ชายอื่นย่ำยีเล่นเพื่อแลกกับเงินทองโดยไม่สนใจสัญญาจ้างของเราเลยแม้แต่น้อย?
ความโกรธแค้นและความเ็ปจากการถูกลบหลู่เกียรติยศและสิทธิ์ความเป็เ้าของบดบังทุกลำดับความคิดที่มีเหตุผลของผมไปจนสิ้น ผมรู้สึกเหมือนคนบ้าที่กำลังจะเสียสติและพร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อเค้นเอาความจริงออกมาจากปากของเธอให้ได้
"มิเกล..." ผมเค้นเสียงต่ำแหบพร่าลึกคอ สั่นเครือด้วยอารมณ์ดิบเถื่อนที่พยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้ะเิออกมาในทันที
ผมเอื้อมมือหนาแกร่งเข้าไปคว้าข้อมือบางทั้งสองข้างของเธอไว้แน่นก่อนจะดึงขึ้นเบาๆ เพื่อปลุกเธอให้ตื่นจากความฝัน ทว่าแม้จิตใต้สำนึกของผมจะถูกครอบงำด้วยโทสะอันเกรี้ยวกราด แต่ปลายนิ้วของผมกลับยั้งแรงไว้โดยสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้ออกแรงบีบกระแทกซ้ำเติมรอยช้ำเดิมของเธอให้เจ็บระบมไปมากกว่าเก่า ผมขยับร่างสูงใหญ่ข้ามขึ้นไปคร่อมทับอยู่เหนือร่าง of เธอ กดข้อมือทั้งสองข้างของเธอลงกับฟูกหนานุ่มเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว
"อื้อ..." ร่างบางครางแ่ในคอ ดวงตากลมโตคู่สวยค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นช้าๆ ด้วยความงุนงงสับสนเพราะเพิ่งตื่นจากห้วงนิทรา ทว่าทันทีที่สายตาของเธอประสานเข้ากับใบหน้าคมคายของผมที่ถมึงทึงและแผ่รังสีอำมหิตคุกคามในระยะประชิด ร่างกายของเธอก็ตื่นตัวและนิ่งชะงักงันไปในพริบตา แววตาคู่สวยที่เคยหวานใสบัดนี้สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นพายุโกรธที่กำลังพัดโหมอยู่ในดวงตาของผม
"คชา..." เธอเอ่ยชื่อผมด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแ่เบา ร่างกายบอบบางเริ่มสั่นเทาน้อยๆ ภายใต้การเกาะกุมของผม
"นี่มันรอยอะไร... มิเกล" ผมเค้นเสียงถามช้าๆ ทว่ามันกลับเปี่ยมล้นไปด้วยกระแสความเย็นะเืคุกคามที่ชวนให้คนฟังสะท้านไปถึงกระดูกดำ ผมดึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นมาตรงหน้า เผยให้เห็นรอยช้ำสีม่วงคล้ำปนแดงระเรื่อที่ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดท่ามกลางแสงไฟ
"คชา... เกลเจ็บ ปล่อยเกลก่อนค่ะ..." หญิงสาวพยายามบิดข้อมือหนีด้วยความใ ใบหน้าผุดผ่องซีดเผือดลงทันตาเห็น ร่างกายของเธอพยายามขยับดิ้นรนถอยหนี ทว่าข้อมือหนาของผมกลับทำหน้าที่ดั่งคีมเหล็กที่ไม่ยอมขยับเขยื้อนเปิดโอกาสให้เธอหนีพ้นไปไหนได้
"ฉันถามว่านี่มันรอยอะไร!" ผมตวาดเสียงกร้าวลั่นห้อง ร่างสูงใหญ่ของผมขยับเบียดเข้าประชิดดันร่างบางจนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับหัวเตียงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดวงตาคมกริบจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสั่นระริกของเธออย่างคาดคั้นจับผิดและเ็ป "รอยช้ำรอบข้อมือสองข้างแบบนี้... ใครหน้าไหนมันกล้าแตะต้องตัวเธอ! บอกฉันมาเดี๋ยวนี้มิเกล! ใครทำรอยนี้บนตัวเธอ!"
ความโกรธแค้น ความหึงหวง และความระแวงที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึกพุ่งขึ้นมาจนอกของผมตึงแน่นจนแทับหายใจไม่ออก ภาพของชายอื่นที่เข้ามาทาบทับและบีบรัดข้อมือบางของเธอเพื่อทำเื่บัดสีทำให้ผมแทบจะเสียสติลุกขึ้นมาฆ่าคน ผมอยากจะส่งคนไปลากคอมันมาบดขยี้มือคู่นั้นที่กล้าแตะต้องเธอให้แหลกเป็ผุยผง!
มิเกลลอบกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ร่างกายของเธอสั่นเทาราวกับลูกนกท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง ความเงียบงันปกคลุมอยู่เพียงเสี้ยววินาทีทว่ากลับดูยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์ ในความคิดในหัวของหญิงสาวคงกำลังแล่นพล่านอย่างหนักเพื่อหาทางออก และในที่สุดเธอก็เลือกที่จะอ้าปากเอ่ยคำโกหกคำโตออกมา
"ไม่มีใครทำทั้งนั้นค่ะคชา! มัน... มันเป็อุบัติเหตุจริงๆ ค่ะ!" น้ำเสียงสั่นเครือระคนหวาดหวั่นอย่างปิดไม่มิด หยาดน้ำตาใสๆ เริ่มเอ่อคลอดวงตากลมโตคู่สวยก่อนจะไหลอาบแก้มเนียนละเอียด "ตอนที่เกลอยู่ที่โรงพยาบาล... เกลรีบวิ่งไปดูอาการคุณแม่ในห้องผ่าตัดฉุกเฉิน แล้ว่ทางเดินมันแคบและชุลมุนมาก หมอกับพยาบาลกำลังเข็นเตียงและเครื่องมือแพทย์หนักๆ สวนมา เกลหลบไม่พ้น ข้อมือของเกลเลยโดนเหล็กกั้นข้างเตียงกับขอบเครื่องตรวจกระแทกและหนีบเข้าอย่างจัง... เกลไม่ได้โกหกนะคะคชา เกลสาบานได้ว่ามันเป็อุบัติเหตุจริงๆ!"
ผมจ้องมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา นิ่งฟังคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของเธอด้วยความขมขื่นใจและเหนื่อยใจลึกๆ
อุบัติเหตุงั้นหรือ? ชนเครื่องมือแพทย์อย่างนั้นหรือ?
ผมเค้นยิ้มสมเพชตัวเองในใจ คำโกหกไร้สาระพรรค์นี้เธอคิดว่าผมเป็ไอ้โง่หรืออย่างไร รอยช้ำรอบข้อมือที่มีลักษณะเหมือนการกดทับเป็วงกลมรอบทิศทางเช่นนี้ไม่มีทางเกิดจากแรงกระแทกจากอุบัติเหตุทั่วไปได้เลย รอยกดทับที่สม่ำเสมอรอบด้านรวมถึงรอยนิ้วมือจางๆ ที่กดซ้ำลงไปย้ำชัดว่ามันคือผลจากการโดนกักขังเหนี่ยวรั้ง ผิวเนื้อที่บอบบางของเธอโดนกดตรึงไว้แ่ากลางเตียงนอน... โดยฝีมือของมนุษย์... โดยฝีมือของชายหนุ่มที่มีพละกำลังมากกว่าเพื่อบังคับให้เธอต้องสยบยอมทำตามความ้าของมัน!
ความจริงที่แสนโหดร้ายนี้ทิ่มแทงหัวใจของผมจนปวดร้าวทรมาน ยิ่งเห็นรอยน้ำตาและท่วงท่าสั่นระริกของเธอที่พยายามโกหกเพื่อปกป้องไอ้คนสารเลวคนนั้น หรืออาจจะโกหกเพื่อรักษาความลับบางอย่างของตนเอง ความเ็ปจากการถูกทรยศหักหลังในอดีตก็พลันแล่นย้อนกลับมาหลอนประสาทของผมอีกครั้ง ภาพของพิมพ์ อดีตคนรักที่เคยส่งยิ้มหวานประจบประแจงสวมหน้ากากแสนดีเพื่อป้อนคำลวงหลอกขายข้อมูลธุรกิจของผมลอยเข้ามาซ้อนทับใบหน้าของมิเกลในเวลานี้
หรือว่าผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากพิมพ์... เธอก็ก้าวเข้ามาสวมกอดผม ตักตวงความมั่งคั่งของผม และใช้กลิ่นหอมนี้เป็เครื่องมือตบตาในขณะที่เื้ัแอบไปนอนทอดกายให้ชายอื่นย่ำยีเล่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างนั้นหรือ? เธอยอมละทิ้งสัญญาจ้างที่มีมูลค่าสูงถึงสิบห้าล้านบาทเพียงเพื่อไปปรนเปรอชายอื่นอย่างนั้นหรือ?
"เธอคิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยหรือมิเกล?!" ผมตวาดเสียงกร้าว ใบหน้าคมคายโน้มลงไปจนเกือบชิดปลายจมูกรั้นของเธอ ลมหายใจร้อนระอุที่เจือกลิ่นเหล้าบางเบาเป่ารดแก้มใสที่เปียกชุ่มน้ำตา "รอยนิ้วมือและรอยรัดรอบข้อมือเด่นชัดขนาดนี้ มันจะเป็อุบัติเหตุไปได้ยังไง! บอกฉันมา! มีไอ้หน้าไหนมันทำรอยสกปรกบนตัวเธอ! บอกชื่อมันมาเดี๋ยวนี้! อย่าให้ฉันต้องใช้กำลังเค้นเอาความจริงจากปากของเธอ!"
ผมบีบข้อมือบางแน่นขึ้นอีกนิดเพื่อกดดันคาดคั้นเอาคำตอบ ทว่าปฏิกิริยาตอบกลับของคนใต้ร่างกลับทำให้หัวใจของผมสะดุดกึก
มิเกลร้องไห้โฮออกมาสะอื้นตัวโยนจนร่างบางสั่นเทิ้มประหนึ่งใบไม้ร่วงกลางพายุฝนกระหน่ำ เธอไม่ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวหรือโต้เถียงกลับ ทว่าสายตาที่จ้องมองมาทางผมกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวระคนตัดพ้อและน้อยเนื้อต่ำใจอย่างลึกซึ้ง ความสิ้นหวังระทมทุกข์แผ่ซ่านออกมาจากแววตาร้าวรานคู่นั้นจนหัวใจของผมกระตุกวูบด้วยความรู้สึกผิดสลับกับความห่วงใย
"เกลไม่ได้โกหกนะคชา! ฮึก... เกลเหนื่อยมากแล้ว... เหนื่อยจนแทบจะรับไม่ไหวแล้วจริงๆ" เธอสะอื้นไห้เสียงสั่นสะท้านพลางพูดระบายความอัดอั้นในอกออกมาอย่างหมดสิ้น "ทั้งเื่อาการป่วยของคุณแม่ที่ทรุดหนักลงทุกที ทั้งเื่ปัญหาเงินทองค่ารักษาพยาบาลที่รุมเร้าเข้ามาจนเกลแทบไม่มีทางออก แล้วเกลยังต้องกลับมาโดนคุณซักไซ้จ้องจับผิดเหมือนเกลเป็อาชญากรคดีร้ายแรงแบบนี้อีก... เกลเหนื่อยจนอยากจะตายไปให้พ้นๆ แล้วคชา... ฮึก... ปล่อยเกลเถอะนะคะ..."
คำพูดตัดพ้อแฝงหยาดน้ำตาและเนื้อตัวที่สั่นระริกสะท้อนถึงความอ่อนแอและเปราะบางอย่างถึงที่สุดของเธอ ค่อยๆ ทำหน้าที่ดั่งหยาดน้ำเย็นชโลมดับไฟโทสะในใจของผมให้สงบลงอย่างรวดเร็ว ความเดือดดาลคั่งแค้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกผิดและความเ็ปรวดร้าวที่แล่นเข้ามาเกาะกุมจิตใจของผมแทนที่
เห็นเธอร้องไห้หนักขนาดนี้... เห็นเธอหวาดกลัวผมจนเนื้อตัวสั่นเทาขนาดนี้... จิตใจของผมกลับแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
ผมเกลียดน้ำตาของเธอ... เกลียดที่ตัวเองเป็สาเหตุที่ทำให้ดวงตาคู่สวยคู่นี้ต้องบวมช้ำจากการร้องไห้โฮอย่างน่าเวทนา
ความรู้สึกหวงแหนและห่วงใยอันเข้มข้นแล่นริ้วเข้ามาลบล้างสัญชาตญาณความหวาดระแวงไปชั่วขณะ มือหนาของผมค่อยๆ คลายแรงเกาะกุมที่ข้อมือบางลงช้าๆ ก่อนจะปล่อยมือออกในที่สุด ผมยืดกายขึ้นยืนตรงเต็มความสูง สองมือหนายกขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อระงับอารมณ์สับสนและกระแสความเกรี้ยวกราดที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนหน้าอกหอบสะท้าน
"ไปพักผ่อนซะ..." ผมเอ่ยเสียงต่ำเรียบนิ่ง ใบหน้าของผมกลับมาเ็าและเฉยเมยดุจรูปสลักน้ำแข็งอีกครั้งเพื่อปกปิดความอ่อนแอในใจ "แต่จำไว้ให้ดีนะมิเกล... ร่างกายของเธอ ข้อมือของเธอ เรือนร่างนี้ของเธอ... ทุกตารางนิ้วมันเป็สิทธิ์ขาดของฉันตามข้อตกลงและสัญญาจ้างที่เราตกลงกันไว้ หากฉันรู้ว่ามีผู้ชายคนอื่นมาทำรอยสกปรกบนตัวเธออีก... หรือถ้าฉันจับได้ว่าเธอโกหกฉันจริงๆ... ผลลัพธ์ที่ตามมามันจะเลวร้ายเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้แน่"
ผมทิ้งคำพูดสุดท้ายอันแสนเย็นเยือกและเผด็จการไว้ก่อนจะหมุนตัวเดินผละออกจากห้องนอนกว้างขวาง มุ่งหน้าไปยังระเบียงกว้างภายนอกเพื่อหลีกหนีจากหยาดน้ำตาและเสียงสะอื้นของเธอที่คอยกรีดแทงหัวใจของผมให้ปวดร้าวรวดร้าวไม่เว้นแต่ละวัน
---
สายลมหนาวเหน็บยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้าคมคายและแผ่นอกกว้างของผมที่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำออกจนหมด ทว่าความเย็นของลมเหนือยอดตึกระฟ้าของ เดอะ คราวน์ เพนต์เฮาส์ กลับไม่ได้ช่วยดับเปลวไฟความทรมานที่ยังคงแผดเผาอยู่ภายในอกของผมลงได้เลยแม้แต่น้อย ผมทอดสายตามองข้ามแม่น้ำเ้าพระยาที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับระลอกคลื่นประหนึ่งกระจกเงาบานั์ที่แตกร้าว
ในใจของผมกำลังเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างทิฐิ ความระแวง และความรู้สึกส่วนตัวที่ก้าวล้ำเกินเส้นแบ่งของข้อตกลงธุรกิจไปไกลแสนไกล
'ทำไมกูต้องโกรธขนาดนี้?' ผมถามตัวเองในใจพลางบีบราวระเบียงแน่นจนข้อนิ้วขึ้นขาว
ตอนที่พิมพ์ทรยศหักหลังผมด้วยการแอบนำความลับของนฤบดินทร์กรุ๊ปไปขายให้คู่แข่ง ตอนนั้นผมโกรธ... โกรธจนอยากจะบดขยี้พวกมันให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดิน ทว่าความโกรธนั้นมันปนไปด้วยความแค้นเคืองและความรู้สึกเสียหน้าเสียเกียรติยศที่ถูกหักหลัง แต่ทว่ากับมิเกล... ความรู้สึกโกรธเมื่อเห็นรอยช้ำบนข้อมือของเธอ มันช่างแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความแค้นเคืองจากความเสียหายทางธุรกิจ แต่มันคือความเ็ปรวดร้าวที่บีบรัดหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก มันคือความกลัว... กลัวว่าเธอจะไม่ได้มีผมเพียงคนเดียวในใจ... กลัวว่าร่างบอบบางที่แสนอบอุ่นและส่งกลิ่นหอมปลอบประโลมผมทุกค่ำคืน จะตกเป็ของคนอื่นไปแล้วจริงๆ และความทรมานนี้มันเจ็บยิ่งกว่าตอนที่โดนพิมพ์หักหลังร้อยเท่าพันทวี
ความจริงอันแสนน่าสมเพชปรากฏเด่นชัดในใจของผมในวินาทีนั้น...
ผมรักเธอ... คชา นฤบดินทร์ ชายผู้ป่าวประกาศว่าตนเองจะไม่มีวันตกหลุมรักใครและปฏิเสธหัวใจของมนุษย์ทุกคน กลับพ่ายแพ้ราบคาบให้แก่เด็กเอ็นวีไอพีคนหนึ่งที่ตนเองใช้เงินซื้อสิทธิ์ขาดมาเลี้ยงดูเพียงเพื่อความผ่อนคลายของตัวเอง
และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ผมเกลียดความอ่อนแอและไร้หนทางสู้ของตัวเองในตอนนี้เป็ที่สุด ผมรู้ดีแก่ใจว่าคำพูดแก้ตัวของเธอเมื่อครู่มันคือคำโกหกคำโต รอยช้ำนั้นไม่มีทางเป็เหล็กกั้นเตียงโรงพยาบาลได้เลย แต่ผมกลับไม่สามารถคาดคั้นหรือบีบบังคับเอาความจริงจากปากของเธอได้มากกว่านี้ เพียงเพราะเห็นหยาดน้ำตาหยดเดียวของเธอร่วงหล่นลงมา เพียงเพราะกลัวว่าเธอจะเกลียดผมและหวาดกลัวผมจนไม่ยอมกลับมาส่งกลิ่นหอมบำบัดข้างกายผมอีก
ใครเป็คนทำลายผิวเนียนละเอียดของเธอ?
สมองของผมแล่นริ้วอย่างรวดเร็วพยายามคิดหาสาเหตุและตัวการ... หรือจะเป็ไอ้ภัทร? เพื่อนสนิทของผมที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนใจมิเกล และมักจะใช้เกมจิตวิทยาชิงไหวชิงพริบกับเธอที่คลับส่วนตัวบ่อยๆ? แต่ไม่... ไอ้ภัทรแม้มันจะแบดบอยและเ้าเล่ห์ แต่มันไม่ใช่นิยมความรุนแรงหรือมีรสนิยมใช้โซ่ตรึงข้อมือผู้หญิงแบบนั้นแน่ หรือจะเป็ลูกค้าไฮโซรายอื่นๆ จากวงการเอ็นวีไอพีที่เธอเคยรับงานก่อนหน้านี้? มีใครบางคนแอบมาติดต่อเธอและซื้อตัวเธอไปนอนปรนเปรอความใคร่ลับหลังผมอย่างนั้นหรือ? ยิ่งคิด สมองของผมก็ยิ่งตึงเครียดจนแทบจะะเิ อาการปวดศีรษะหนึบและอาการนอนไม่หลับที่เรื้อรังเริ่มแผ่ซ่านกลับมาเล่นงานผมอีกครั้ง ทรมานทั้งกายและใจจนแทบกระอักเื
ผมเดินกลับเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่ในเวลาต่อมา บรรยากาศภายในห้องยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นวานิลลาและกุหลาบป่าที่เริ่มเจือจางลงช้าๆ ทว่าความเงียบงันกลับดูสลดหดหู่และแห้งแล้งกว่าเดิม มิเกลไม่ได้อยู่บนเตียงนอนขนาดคิงไซส์อีกต่อไปแล้ว เธอตื่นขึ้นมาจัดแจงสวมเสื้อผ้าชุดเดิมและก้าวเท้าออกจากเพนต์เฮาส์ไปในเวลาต่อมาอย่างเงียบเชียบ โดยฝากคำบอกเล่าผ่านธีรุตม์เลขาส่วนตัวของผมว่าเธอต้องรีบกลับไปเฝ้าไข้อาการป่วยของแม่ที่โรงพยาบาลั้แ่ฟ้ายังไม่สาง
การเดินจากไปของเธอทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและเศษซากของความโกรธเกรี้ยวที่ผมก่อไว้
ผมก้าวเดินวนเวียนไปมาในห้องนอนกว้างขวางอย่างกระสับกระส่าย ความวิตกกังวลสะสมพุ่งพล่านจนสมองปวดหนึบจนแทบทนไม่ไหว ยิ่งเห็นเตียงนอนเปล่าเปลี่ยวที่เพิ่งมีร่องรอยเธอนอนสลบไสล ความรู้สึกหวงแหนและระแวงกลัวว่าจะมีอันตรายเกิดกับเธอก็ยิ่งทวีคูณ สายรายงานข่าวก่อนหน้านี้เตือนผมว่ากลุ่มอิทธิพลมืด 'พวกแก๊งทวีเกียรติ' คู่แข่งทางธุรกิจรายใหญ่ที่กำลังเจรจาตัดหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ของนฤบดินทร์กรุ๊ป กำลังจับจ้องความเคลื่อนไหวรอบตัวผมเพื่อหาจุดอ่อนในการแบล็กเมล์บีบบังคับให้ผมยอมคายสัญญาลิขสิทธิ์ท่าเรือ
พวกมันอาจจะสืบพบความสัมพันธ์สัญญาจ้างระหว่างผมกับมิเกลแล้ว... และหากพวกมันรู้ว่าเธอย้ายเข้ามาอยู่ที่เพนต์เฮาส์ส่วนตัวของผม มิเกลจะกลายเป็เป้าหมายที่อันตรายที่สุดในทันที! พวกมันจะไม่มีวันปล่อยให้โอกาสหลุดมือ และอาจจะดักทำร้ายเธอเมื่อใดก็ได้ที่เธออยู่ตามลำพังภายนอกการคุ้มกันของเพนต์เฮาส์
ผมไม่ยอมปล่อยให้เธอเป็อะไรไปเด็ดขาด! แม้ว่าเธอจะกำลังโกหกผม แม้ว่าเธอจะมีรอยช้ำบนข้อมือของเธอ แต่หัวใจของผมตระหนักดีว่าชีวิตและร่างกายของเธอมีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใดในโลกสีเทาใบนี้ ผมไม่ยอมสูญเสียเธอไปเหมือนที่เคยสูญเสียทุกอย่างในอดีต
ผมยกสมาร์ทโฟนราคาแพงขึ้นมา กดต่อสายโทรศัพท์หา 'ธีรุตม์' เลขาส่วนตัวและหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยของผมทันทีด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเต็มไปด้วยคำสั่งเด็ดขาด
"ธีรุตม์..." ผมเค้นเสียงต่ำสั่งการ "ส่งคนมือดีที่สุดในทีมของเราติดตามมิเกลไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยรอบตัวเธอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างเงียบที่สุด อย่าให้เธอรู้ตัวเด็ดขาดว่ามีคนตามดูอยู่... ฉันไม่อยากให้เธอรู้สึกเหมือนโดนขังคุก แต่ความปลอดภัยของเธอต้องมาเป็อันดับแรก... และถ้ามีความผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว... รายงานฉันทันที!"
[ครับคุณคชา ผมจะจัดการส่งคนประกบคุณมิเกลอย่างเงียบที่สุดภายในห้านาทีนี้ครับ และจะรายงานความเคลื่อนไหวทุกชั่วโมงครับ] เสียงปลายสายตอบรับด้วยความสุภาพและเด็ดขาดก่อนจะวางสายไป
หลังจากสั่งการเสร็จสิ้น ผมยังคงรู้สึกไม่สบายใจ ความร้อนรุ่มในอกยังคุกรุ่นดั่งเพลิงร้อนที่คุกรุ่นไม่มีวันดับ ผมก้าวเดินออกไปยืนที่ระเบียงกว้างอีกครั้ง สูดอากาศหนาวยามเช้ามืดเข้าปอด ก่อนจะตัดสินใจกดต่อสายโทรศัพท์หาไอ้ภัทรเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางฝั่งคู่แข่งทางธุรกิจและวงการสีเทาที่มันคอยควบคุมเื้ั
เสียงรอสายดังอยู่เพียงสองสามครั้งก่อนที่ปลายสายจะรับด้วยน้ำเสียงทุ้มขี้เล่นกวนประสาทและแฝงความเหนื่อยอ่อนตามปกติของมัน
[ว่าไงครับคุณชายคชา... ลมอะไรพัดให้ทายาทหมื่นล้านโทรหาเพลย์บอยยามเช้ามืดป่านนี้กันล่ะ? หรือว่านอนไม่หลับจนคิดถึงฉันขึ้นมา?]
"ภัทร... กูไม่มีอารมณ์ตลกกับมึง" ผมกรอกเสียงต่ำระงับความหงุดหงิดลงไปตามสายเพื่อให้มันรู้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดเพียงใด "กูอยากรู้เื่แก๊งทวีเกียรติ... สายของมึงรายงานความเคลื่อนไหวของพวกมันบ้างไหม? ่นี้พวกมันมีแผนจะเคลื่อนไหวเล่นงานนฤบดินทร์กรุ๊ปหรือเปล่า?"
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง เสียงดนตรีแจ๊สคลอเคล้าเบาๆ จาก Solitaire VIP Club ที่เคยดังรำไรลอดมาสลายตัวลง เหลือเพียงน้ำเสียงของภัทรที่แปรเปลี่ยนเป็จริงจังและราบเรียบขึ้นในทันที
[พวกทวีเกียรติเหรอ?... ่นี้คนของฉันรายงานว่าพวกมันเงียบผิดปกติ แต่มันเป็ความเงียบก่อนพายุทอร์นาโดจะเข้าว่ะคชา สายของฉันบอกว่าพวกมันแอบรวบรวมกำลังพลและติดต่อพวกนักเลงนอกระบบ เหมือนกำลังวางแผนการบางอย่างเพื่อโจมตีจุดอ่อนของนายเพื่อบีบให้ยอมถอยเื่ร่วมทุนท่าเรือ... มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าเพื่อน? ทำไมจู่ๆ ถึงโทรมาถามเื่นี้ยามวิกาล?]
คำพูดเตือนภัยของภัทรทำให้ใจของผมหล่นวูบ ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจอย่างรุนแรง
"ไม่มีอะไร... มึงแค่จับตาดูพวกมันไว้ให้ดีก็พอ ถ้าได้ความคืบหน้าอะไรเพิ่มเติม... รีบโทรรายงานกูทันที" ผมสั่งสั้นๆ ก่อนจะกดวางสายลงทันทีโดยไม่รอฟังคำถามหรือคำตอบรับใดๆ ของมันอีก
ผมกำสมาร์ทโฟนแน่นจนเครื่องสั่นแทบจะแหลกคามือแกร่ง สายลมยามเช้ามืดพัดหอบเอาความเย็นเยือกเข้ากระทบผิวกาย ทว่ามันไม่อาจชะล้างความร้อนใจระคนความหวาดกลัวต่ออันตรายที่กำลังคืบคลานเข้าหามิเกลลงไปได้เลย แม้ผมจะส่งทีมรักษาความปลอดภัยไปเฝ้าระวังตัวเธอที่โรงพยาบาลแล้ว ทว่าสังหรณ์ดิบในกายเสือร้ายของผมกลับเตือนว่าอันตรายสีเทากำลังคืบคลานเข้าหาร่างบางอย่างเงียบงัน... และบางที พายุโกรธที่ก่อตัวจากรอยแผลใจในคืนนี้ อาจจะเป็จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่พร้อมจะพราก 'ผู้หญิงคนโปรด' ไปจากอ้อมกอดของผมชั่วนิรันดร์
ผมแหงนหน้ามองฟ้ามืดมิดที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีน้ำเงินเข้มยามรุ่งอรุณ ปล่อยให้ความหึงหวง ความระแวง และความห่วงใยสะสมกัดกินใจของตัวเองต่อไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางความโดดเดี่ยวในกรงทองลอยฟ้าแห่งนี้... โดยไม่รู้ตัวเลยว่า พายุร้ายของจริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้ว