เมื่อรุ่งเช้าอีกวันมาถึง ชนเผ่าเจี๋ยก็ทำตามที่ได้กล่าวไว้ พวกเขาเก็บข้าวของที่ติดตัวมายืนรอที่หน้าประตูด่าน รับอาวุธที่ถูกยึดแล้วจากไปอย่างไม่อิดออด
ทุกคนจากไปแล้ว ประตูบานใหญ่ก็ปิดลงตามเดิม
คนที่อยู่ยืนส่งคนที่กลับไป เหอซือซือจดจำพวกเขาไว้ในใจ มีบุญคุณแม้เพียงเมล็ดข้าวหนึ่งเมล็ดนางจะจดจำไปจนตาย
มีโอกาสจะตอบแทนเป็เท่าทวีคูณ
ราวหนึ่งเดือนเศษแม่ทัพซ่งเตรียมกลับเมืองหลวง ป้อมปราการแห่งนี้เดิมมีผู้ประจำการอยู่แล้ว เพียงแต่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย องค์ฮ่องเต้ทรงเป็กังวลจึงรับสั่งให้ซ่งเทียนเหิงมาประจำการชั่วคราว
บัดนี้ ถึงเวลาต้องกลับแล้ว
ขามา มาอย่างเร่งด่วนทั้งยังเป็การมาเฝ้าระวังจึงไม่ได้นำกำลังมามาก มีเพียงกองกำลังฝีมือดีที่ไว้ใจได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น เดินทางด้วยม้าเร็วกว่ามาก
แต่ขากลับมีครอบครัวทหารหาญติดตามมาด้วยจึงขอเกวียนมาสองคัน ใส่เสบียงหนึ่งคัน ที่เหลือให้เด็กและสตรีนั่ง บุรุษร่างกายกำยำแข็งแรงดีก็ลงเดินติดตามกลับไปโดยไม่ปริปากบ่น
ทหารควบม้าชะลอฝีเท้ารอคนเดิน แม่ทัพหนุ่มสั่งหยุดพักเป็ระยะจึงไม่ได้เหนื่อยล้ามาก แต่เสียเวลาไปโข
“ทนอีกหน่อยข้างหน้ามีโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ พอให้พักนอนได้ ไว้ไปกินข้าวที่นั่นทีเดียวเลย” ทหารหนุ่มนายหนึ่งควบม้าเข้ามาใกล้เพื่อบอกกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลัง
เวลาบ่ายแก่ อากาศร้อนอบอ้าว หยุดพักครั้งที่แล้วคือยามซื่อ (09.00–10.59 น.) นั่งอยู่บนเกวียนยังรู้สึกเมื่อยล้า ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่เดินเท้า
“เอาน้ำให้พวกเขาดื่มสักหน่อย อากาศร้อนนัก เหงื่อออกมากจะล้มตึงเอาได้” หลิวซงบอก
เหอซือซือก้มยื่นถุงน้ำให้ชายผู้หนึ่ง ผ้าคลุมศีรษะคลายออก ประกอบกับสายลมหอบหนึ่งพัดมาจนผ้าปิดหน้าปลิวเล็กน้อย เผยให้เห็นเสี้ยวหน้าและริมฝีปากอิ่ม นางมองชายหนุ่มที่ค่อย ๆ ไกลออกไป รู้สึกฉงนเมื่อเห็นเขาหยุดยืนอยู่กับที่
“ระวังหน่อย!” ผ้าถูกคลุมกลับที่เดิมด้วยมือของชายชรา เขาะโบอกเ้าหนุ่มเสียงดัง “เ้าน่ะ จะหยุดอีกนานหรือไม่ จะถูกทิ้งไว้อยู่แล้ว รีบวิ่งมา”
ชายหนุ่มคนนั้นฟังภาษากลางไม่เข้าใจแต่เสียงเรียกทำให้ได้สติ เขาเร่งฝีเท้าวิ่งเหยาะ ๆ มาจนทัน “อะแฮ่ม! ขอน้ำให้ข้าได้หรือไม่”
เหอซือซือพยักหน้า ยื่นถุงน้ำให้อีกหน อีกฝ่ายรับไปด้วยท่าทีเขินอาย สีแดงแต้มจนถึงคอ เหอซือซือเห็นสายตาที่มีความหวานซึ้ง ได้แต่กระชับผ้าคลุมแล้วหันหน้าหนีพลางขยับไปอยู่ด้านหน้า
“ใบหน้าเ้านี่มันบาปกรรมจริงเชียว” พ่อบุญธรรมเอ่ยบ่น
ให้ทำอย่างไรได้ เกิดมาก็หน้าตาเช่นนี้แล้ว อยู่ในสำนักไม่เห็นต้องคอยระแวดระวังเช่นนี้เลย ศิษย์พี่น้องทั้งสี่ของตนก็หน้าตาเป็บาปกรรมเช่นกัน
อยู่ที่ใดก็ไม่สำราญใจเท่าฮวาซานจริง ๆ
เดินทางรอนแรมมานานเพิ่งมีโอกาสพักในโรงเตี๊ยม แม้เป็โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ที่ห้องหนึ่งต้องอัดกันอยู่หลายคน แต่อย่างไรก็ยังมีหลังคา ดีกว่านอนกลางแจ้งมากนัก
สตรีในห้องได้น้ำร้อนมาก็ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดร่างกายคลายเมื่อยล้า เรือนร่างสะอาดสะอ้าน ไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ รู้สึกสดชื่นกันมาก
ระหว่างเดินทาง พวกนางได้เช็ดตัวลวก ๆ สี่ห้าวันครั้งเท่านั้น เป็คนป่ายังรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทน
เหอซือซือเคาะห้องพ่อบุญธรรม นางเข้ามาปรนนิบัติชงชาเตรียมของว่างให้ผู้าุโอย่างใส่ใจ หลิวซงพึงพอใจมาก มอบขนมให้หนึ่งจาน นางกินหนึ่งชิ้นต่อหน้าเขากล่าวชมว่าหวานดี ก่อนออกมาจึงได้มาอีกจานหนึ่ง
ขนมสองจานนี้เหอซือซือกินเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ที่เหลือหอบไปให้เด็ก ๆ ที่เล่นอยู่นอกอาคาร
“พวกเ้ามากินขนม” เสียงเ็าฟังดูแข็งกระด้างแต่การกระทำกลับตรงกันข้าม
เมื่อได้ยินว่ามีขนม เด็ก ๆ ก็กระโจนเข้าใส่ราวกับฝูงหมาป่าตัวน้อยรุมกินเหยื่อ แม่เฒ่าที่นั่งดูอยู่ไม่ไกลร้องขึ้นอย่างใ
“อย่าชนนาง!”
เสียงเท้ายันพื้นดังครืน พวกเขาหยุดจนตัวโก่งหน้าเกือบทิ่ม
“วิ่งใส่คน อันตรายรู้หรือไม่ ถึงข้าจะไม่เป็อะไรแต่ขนมสองจานนี้คงตกพื้นอดกินกันหมดแน่”
ได้ยินว่าจะอดกินขนม พวกเขาก็ทำหน้าสลดยืนกับที่อย่างสงบเสงี่ยม ั์ตาเป็ประกายจ้องมองจานขนมอย่างรอคอย
“อยากกินก็ไปล้างมือ ข้าจะไปรอกับแม่เฒ่าตรงโน้น”
เหอซือซือเดินมาวางจานขนมไว้บนโต๊ะ หย่อนตัวลงนั่ง
“พวกเด็กทโมนซนเหมือนลิง เรี่ยวแรงปานวัวปานม้า ถูกพุ่งชนเต็มแรงต้องล้มแน่” แม่เฒ่าเอ่ยเตือน “ระวังตัวหน่อย แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นสายตาคมกริบ เหลือบมองอยู่หลายครั้ง ร่างกายแข็งแรงรู้การต่อสู้ไม่เป็ไร แต่หากรู้ว่ามีวรยุทธ์สูงส่งจะเป็ปัญหาเอาได้”
“ข้ารู้แล้วเ้าค่ะ”
แผลภายนอกไม่น่าห่วงแล้วแต่การาเ็ภายในรักษาให้หายทันทีไม่ได้ ตรวจสอบตอนนี้ก็เห็นเพียงสตรีบอบบางที่แข็งแรงกว่าคนปกติทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหอซือซือจงใจไม่กินโอสถรักษา ใช้วิธีเดินลมปราณเยียวยาไปทีละนิด ใช้เวลามากแต่เสถียร
เหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ด้วย
“พี่สาว สะอาดแล้ว” เด็กชายยิ้มแฉ่งพลางยื่นมือมาให้ดู
นางพยักหน้า “สะอาดแล้วจริง ๆ หยิบไปคนละชิ้นนะ”
“อือ!” พวกเขาหยิบไปคนละชิ้น ได้แล้วก็กัดทันที ขนมที่ทำจากน้ำตาลหวานและอร่อยมาก ถึงกับต้องเลียนิ้วกวาดความหวานให้หมด “อร่อยมาก!”
เหอซือซือหยิบขนมมาหนึ่งชิ้น “ท่านก็กินด้วยสิ”
“ไม่ต้อง ๆ เ้ากินเถอะ หรือไม่ก็ให้เด็ก ๆ กินอีกหน่อย”
“ขนมสองจานนี้ พ่อบุญธรรมมอบให้ ข้ากินกับเขามาก่อนแล้ว เด็ก ๆ กินขนมมากไม่ดี คนละชิ้นก็พอแล้ว ชิ้นนี้ท่านกินเถิด เดินทางเหนื่อยล้าไม่น้อย กินของหวานสักหน่อยจะได้สดชื่น”
หญิงชรารับขนมชิ้นนั้นมากัดกิน
อืม หวานอร่อยนัก ขนมที่ใช้น้ำตาลมาทำมากขนาดนี้ ตนไม่ได้กินนานแล้ว
“ขอบใจเ้า”
หญิงสาวพยักหน้ารับ นางกวักมือเรียกเด็กชายคนหนึ่ง “เ้าเอาขนมจานนี้ไปให้คนที่พักผ่อน้า ให้คนที่ยังไม่หายดีก่อน ห้ามแอบกินเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นต่อไปมีอะไรจะไม่ให้เ้ากินอีก เข้าใจหรือไม่”
เด็กชายเบิกตาโต พยักหน้ารับคำหนักแน่น ตอนถือจานขนมยังระมัดระวังมาก
ค่อย ๆ เดิน...ค่อย ๆ เดิน...ทำตกต้องไม่ได้กินอีกแน่!
จะขึ้นไปชั้นบนต้องเดินผ่านชั้นล่าง เด็กชายประคองจานขนมราวหยกล้ำค่า ผ่านหน้าเหล่าทหารที่กำลังดื่มกินพักผ่อนอยู่
“ขนมจานเดียวยังประคองเดินเพียงนั้น” ถงซีห่าวเห็นแล้วส่ายหน้าหันกลับมามองสหาย กลับพบว่าสายตาอีกฝ่ายทอดมองบางอย่าง เขาไล่สายตามองตาม
“แม่นางน้อยที่หมอหลิวรับเป็บุตรีบุญธรรมรึ เ้ามองนางทำไม ข้าเห็นนะว่าระหว่างทางเ้าเหลือบมองด้านหลังบ่อยครั้ง ที่แท้ก็มองนางหรอกหรือ”
สหายผู้นี้ออกจะโง่อยู่หน่อย แต่เื่ในกองทัพกลับเก่งกาจมาก อาศัยความสามารถตัวเองก็ขึ้นเป็แม่ทัพได้ั้แ่อายุเท่านี้
เป็ปีศาจที่สมองมีแต่เื่าอย่างแท้จริง
“ข้ารู้สึกแปลก ๆ”
“หืม? แปลกอย่างไร”
ซ่งเทียนเหิงส่ายศีรษะ “บอกไม่ถูก”
“เทียนเหิง หรือว่าเ้าจะ...” ถงซีห่าวหรี่ตาลง ใบหน้าฉายแววล้อเลียน “ชอบ...”
“เหลวไหล! ใจข้ามีเพียงอาเยว่เท่านั้น”
อยู่ ๆ สหายก็ขึงขังขึ้นมา ทำเอาตระหนกใหมด
“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ ผู้ใดก็รู้ว่าแสงจันทร์ขาวสำหรับเ้ามีเพียงคุณหนูรองสกุลไป๋ ข้าเพียงหยอกเย้าเล่นไฉนจึงโมโหถึงเพียงนี้” ถงซีห่าวตบอกเรียกขวัญตัวเอง เขาก็เป็เช่นนี้มาแต่ไร เ้าปีศาจนี่ไม่เห็นคิดเป็จริงเป็จัง วันนี้กลับดูร้อนรนมีพิรุธ “แล้วตกลงติดใจเื่ใดเล่า”
“ผู้ใดติดใจ!”
“โมโหอันใดของเ้าอีก! ข้าหมายความว่า เ้ากังวลเื่ใด สงสัยเื่ใดต่างหากเล่า” ถงซีห่าวเริ่มสุภาพด้วยไม่ไหวแล้ว
เ้าบ้านี่เป็อะไรของมันอีก
“อะแฮ่ม...” ซ่งเทียนเหิงกระแอมกลบเกลื่อนเบา ๆ “ข้าว่านางดูแปลกแยกแปลก ๆ”
นายกองหนุ่มมองค้อนสหายแม่ทัพก่อนจะละสายตาไปมองสตรีนางนั้นให้เต็มตาอีกครั้ง เขาซี้ดปากครุ่นคิด
“จะว่าไปก็รู้สึกแปลกแยกอยู่เหมือนกัน”
“ใช่หรือไม่ แต่ไม่รู้ว่าแปลกที่ตรงไหนนี่สิ”
สหายเห็นด้วย ซ่งเทียนเหิงยิ่งหรี่ตามอง