นางในผู้ยกเครื่องเสวยเข้ามาหันมองรอบตัวเล็กน้อยก่อนจะก้มลงกระซิบกับองค์ชายเบาๆ
"หม่อมฉันก็ไม่รู้หรอกเพคะ แต่ที่มหาดเล็กคนสนิทของพระองค์เล่าให้ฟังคร่าวๆ ก็คือคราบเลือดนั่นถูกผสมด้วยผงขาวทำให้ซักไม่ออก เผอิญมีนางกำนัลคนหนึ่งหาวิธีแก้ไขได้จึงสามารถลบรอยเปื้อนออกไปได้เพคะ"
"ผงขาวปกติแล้วสามารถซักออกได้ยากมากและต้องใช้เวลานาน แต่แม่นางคนนี้สามารถทำได้ในคืนเดียวอย่างนั้นหรือ"
"เพคะองค์ชาย ส่วนรอยขาดนั่นเหมือนกับว่าเป็นอุบัติเหตุ ก็นางกำนัลคนเดิมอีกนั่นแหละเพคะที่ฉีกแขนเสื้ออีกข้างให้เท่าๆ กันเพื่อให้ดูว่าเป็นลักษณะของเสื้อเช่นนี้มาแต่ต้น"
"นางเป็นใครกัน" องค์ชายรำพึง
นางในจากห้องเครื่องส่ายหน้าแทนคำตอบก่อนจะก้มศีรษะคำนับและเดินออกจากตำหนักไป
กลับมาที่เหตุการณ์ในปัจจุบัน
ใต้เท้าต้นเครื่องตัดสินว่าเรื่องเสื้อเปื้อนเลือดนั้นไม่สามารถกล่าวหาองค์ชายได้เพราะไม่พบหลักฐานดังกล่าวในตำหนักของพระองค์เลย แต่เรื่องทูตญี่ปุ่นซึ่งถูกสังหารอยู่ข้างตำหนักยังคงต้องพิสูจน์ต่อไปว่าเป็นฝีมือใคร
โยชิดะกับฮอนโดมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าทางโชซอนไม่สามารถหาตัวคนร้ายออกมาได้ โดยเฉพาะโยชิดะเอาแต่ขู่ว่าเรื่องนี้จะถึงพระกรรณจักรพรรดิของเซ็นโกขุแห่งญี่ปุ่นแน่นอน
"ท่านพูดจาเช่นนี้" ใต้เท้าต้นเครื่องกล่าวขึ้นในห้องไต่สวนของกรมอาญา "แสดงว่ากำลังขู่ทางโชซอนเช่นนั้นหรือ อย่าลืมว่าท่านก็เข้ามาโชซอนโดยไม่ได้ขออนุญาต อีกทั้งแฝงกายเข้ามาในวังก็มีความผิดมหันต์มากพออยู่แล้ว ว่ากันตามจริงข้าสามารถสั่งให้ทหารตัดหัวท่านทั้งสองเสียบัดนี้ก็ย่อมได้"
โยชิดะหน้าซีดเผือด
"ใต้เท้ากำลังเข้าใจผิด ข้าเข้าวังมาโดยพลการก็จริงแต่หาได้มีประสงค์ร้ายไม่ และที่สำคัญข้ากับคนอื่นได้ถวายบังคมองค์ชายแล้วด้วย ถ้าหากข้าคิดร้ายแต่แรกคงไม่เผยตัวออกไปหรอกใต้เท้า"
"ทูตที่ได้รับเกียรติอย่างเป็นทางการต้องอยู่ในความรับรู้ของฝ่าบาทเท่านั้นไม่ใช่องค์ชาย แต่ที่รู้ๆ ฝ่าบาทก็ไม่เคยทรงได้ยินนะว่าจะมีทูตจากญี่ปุ่นเดินทางมาโชซอน" ใต้เท้าต้นเครื่องเอ่ยอย่างแปลกใจ
"คือ... คือข้าคาดว่าจะไปหาฝ่าบาทหลังจากงานฉลอง แต่เกิดเรื่องเสียก่อน" โยชิดะรีบพูดแก้ตัว
ใต้เท้าวอนโจผู้เป็นเจ้ากรมอาญาที่เคยไต่สวนคดีของฮงซังกุงได้อยู่ในห้องด้วย เขาหันไปถามมหาดเล็กโชคังอินช้าๆ
"ตอนทูตของญี่ปุ่นเข้าถวายความเคารพกับองค์ชายในงานฉลอง ตอนนั้นเจ้าอยู่ด้วยใช่รึไม่"
"อยู่ขอรับ" มหาดเล็กโชตอบ
"พวกเขามาทูลองค์ชายว่าเป็นทูตญี่ปุ่นที่จักรพรรดิส่งมาจริงหรือ"
"จริงขอรับ แต่ว่า..." โชคังอินเหลือบมองหน้าโยชิดะ "การเผยตัวว่าเป็นแขกเมืองก็เป็นกลอุบายได้เช่นกัน เพราะถ้าพวกเขาสร้างสถานการณ์ขึ้น ยกตัวอย่างเช่นมาซาฮิโระถูกสังหาร พวกเขาก็จะโวยวายว่าทางเราคิดไม่ซื่อ เป็นแผนการเพื่อให้ญี่ปุ่นรุกรานเราโดยใช้ข้ออ้างฆ่าทูตเป็นเหตุผลในสงคราม"
"นี่เจ้า! " โยชิดะผุดลุกขึ้นยืน "พูดจาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร"
"หมายความว่าท่านนั่นแหละที่สังหารพวกเดียวกันเองเพื่อใส่ร้ายยิมโฮแทกุน"
"โกหก! " โยชิดะตะเบ็งเสียง "เจ้าเป็นมหาดเล็กคนสนิทขององค์ชาย จะอย่างไรก็ต้องพูดปกป้องนายของตัวเองอยู่แล้ว หาเชื่อได้ไม่"
"องค์ชายทรงบริสุทธิ์ พระองค์พ้นมลทินเรื่องเสื้อเปื้อนเลือดที่ท่านกล่าวหาเลื่อนลอยเรียบร้อยแล้ว"
"อย่างนั้นหรือ" โยชิดะพูดเสียงสูง "แต่ว่าองค์ชายยังไม่ได้ทรงพิสูจน์อีกเรื่องนะ ซึ่งถ้าข้อนี้องค์ชายไม่เกี่ยวจริง ข้าสัญญาว่าจะเลิกกล่าวหาพระองค์อีกต่อไป"
"พิสูจน์เรื่องอะไร" มหาดเล็กโชถามเสียงห้วน
"ปกติในราชสำนักโชซอนเวลาพิสูจน์บาดแผลจากอาวุธประเภทดาบ พวกท่านให้ใครเป็นผู้ทำการพิสูจน์หรือ" โยชิดะถาม
"หมอทหารชางลีฮยอน" ใต้เท้าต้นเครื่องตอบ
"เช่นนั้นก็ให้หมอทหารท่านนี้เข้าไปตรวจบาดแผลของมาซาฮิโระเทียบกับดาบขององค์ชายดูขอรับ ถ้าใช่ก็แสดงว่าพระองค์คือฆาตกร แต่ถ้าไม่ ข้าก็จะเลิกเซ้าซี้อีก"
ทุกคนในห้องไต่สวนนิ่งอึ้งไปสักพักก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของโยชิดะและรีบสั่งให้ทหารไปนำตัวชางลีฮยอนมาที่ตำหนักขององค์ชายทันที ด้านมหาดเล็กโชก็คิดไม่ตกว่าพวกญี่ปุ่นจะใช้เล่ห์เหลี่ยมอันใดอีก เขาลอบมองหน้าโยชิดะที่ดูเหมือนมีแผนร้ายอยู่ภายในอย่างไม่ไว้ใจ
ไม่นานทุกคนก็มารวมตัวกันที่ตำหนักองค์ชายอีกครั้ง ใต้เท้าต้นเครื่องทูลรายงานเรื่องที่จะพิสูจน์ดาบกับองค์ชายซึ่งยิมโฮแทกุนก็ทรงอนุญาตเพราะมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดแน่นอน
ชางลีฮยอนปรากฏตัวขึ้นในชุดหมอหลวงสีน้ำเงิน คนคนนี้ในอดีตเขาเคยเป็นทั้งทหารฝ่ายช่างอาวุธและหมอหลวงในค่ายทหาร เชี่ยวชาญบาดแผลต่างๆ ที่เกิดจากอาวุธแทบทุกชนิด การเรียนรู้ที่ผ่านมาทั้งหมอและความเจนจัดทางทหารช่างทำให้รู้ว่าอาวุธชนิดใดจะก่อให้เกิดบาดแผลอย่างไรบนร่างกายและควรจะรักษาอย่างไร แม้แต่ลูกธนูเขาเองก็เคยผ่านการพิสูจน์มาแล้ว
"องค์ชาย" โชคังอินเดินเข้ามากระซิบใกล้ๆ
"มีอะไรหรือ"
"ดาบประจำพระองค์ไม่ได้ถูกสับเปลี่ยนหรือถูกใครเอาไปไหนก่อนหน้านี้ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ"
"ดาบอยู่กับข้าตลอดเวลา เจ้าถามทำไมหรือ"
"หม่อมฉันเกรงว่าพวกญี่ปุ่นจะคิดไม่ซื่อแอบมาทำอะไรกับดาบของพระองค์น่ะพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าก็คิดเหมือนเจ้าแต่ข้าตรวจดูดาบเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนตอนเจอเสื้อเปื้อนเลือดแล้ว ไม่มีใครมาแตะต้องมันแน่นอนและมันก็อยู่กับข้าตลอดเวลา"
มหาดเล็กคนสนิทพยักหน้าอย่างเบาใจ
หมอทหารชางลีฮยอนเดินมาถวายความเคารพองค์ชายก่อนจะก้มลงหยิบดาบประจำพระองค์ของยิมโฮแทกุนขึ้นลูบไล้ไปมาช้าๆ สายตาจับจ้องแน่นิ่งไปตามใบดาบที่คมกริบ บางครั้งเขาก็ลองใช้มือจับสัมผัสอย่างแผ่วเบา
"ท่านตรวจรอยแผลของศพมาซาฮิโระมาก่อนแล้วใช่รึไม่" ใต้เท้าต้นเครื่องถาม
"ตรวจมาเรียบร้อยแล้วขอรับใต้เท้า"
ชางลีฮยอนตั้งสมาธิตรวจต่อไป เขาเพ่งมองคมดาบอีกครั้ง หลังจากเวลาผ่านไปพอสมควรหมอทหารก็วางดาบขององค์ชายลงก่อนจะหันไปพูดกับใต้เท้าต้นเครื่อง
"ดาบเล่มนี้คืออาวุธที่สังหารมาซาฮิโระแน่นอนขอรับ ใต้เท้า"
"อะไรนะ! "
"นายหญิง! นายหญิงเจ้าคะ! "
คิมซังกุงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ถึงกับสะดุ้งโหยงพลางหันไปมองประตูเรือนพักของตนด้วยความตกใจ
"เซจี นั่นเจ้าหรือ! "
คิมเซจีพุ่งพรวดเข้ามาในเรือนพักของคิมซังกุงอย่างรวดเร็วก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้านายหญิงของตน ใบหน้านั้นฉายแววกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด
"เซจี นี่มันอะไรกัน เจ้าเป็นอะไร" คิมซังกุงร้องถาม
"นายหญิง" เซจีร่ำร้อง "ได้โปรด... ได้โปรดช่วยองค์ชายยิมโฮด้วยเถิดเจ้าค่ะ"
"องค์ชายยิมโฮ? " คิมซังกุงทวนคำ
"องค์ชายถูกกล่าวหาว่าฆ่าทูตตายข้างตำหนัก แล้วตอนนี้มีคนพิสูจน์ว่าดาบประจำพระองค์คืออาวุธที่ใช้สังหารจริงๆ ทำให้ตอนนี้พระองค์กำลังตกที่นั่งลำบากเจ้าค่ะเพราะใต้เท้าต้นเครื่องสั่งให้บรรดาทหารกักขังองค์ชายให้อยู่แต่ในตำหนักห้ามใครเข้าออกเด็ดขาด" เซจีพูดออกมารัวเร็ว
คิมซังกุงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
"เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว"
"นายหญิง... นายหญิงรู้แล้วหรือ" เซจีอ้าปากค้าง
"ใช่"
"เช่นนั้นนายหญิงได้โปรดช่วยองค์ชายได้ไหมเจ้าคะ ให้ใต้เท้าคิมออกหน้าให้หรืออะไรก็ได้"
คิมซังกุงเหลือบมองหน้าหลานสาวตนเอง
"นี่เจ้ากลายเป็นแม่พระตั้งแต่เมื่อใด"
"นายหญิง! "
"ไปเอาความโอบอ้อมอารีมาแต่หนไหนหรือถึงคิดจะไปช่วยองค์ชาย"
"นายหญิง! " เซจีร้อง "ท่านลืมไปแล้วรึเจ้าคะว่าที่องค์ชายต้องตกอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะพวกเรา องค์ชายเสด็จออกจากงานเลี้ยงมาที่ตำหนักกลางสวนตามคำเชิญชวนของท่านเพื่อมาเจอข้าทำให้พระองค์กลับไปตำหนักตัวเองช้าและกลายเป็นผู้ต้องหาไปเสียอย่างนั้น นายหญิงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยยิมโฮแทกุนนะเจ้าคะเพราะพวกเรารู้อยู่แก่ใจกันดีว่าพระองค์บริสุทธิ์"
"เช่นนั้นหรือ แล้วเจ้าจะช่วยอย่างใด จะยอมตายแทนเพื่อพระองค์อย่างนั้นหรือ" คิมซังกุงพูดอย่างดูหมิ่น
"นายหญิง ทำไมท่านถึง--"
"ข้าจะไม่ช่วยและไม่มีทางช่วยองค์ชายยิมโฮ"
"ทำไมเล่าเจ้าคะ! "
"คิดสิคิมเซจี" คิมซังกุงกระแทกเสียง "คิดใคร่ครวญเสียบ้าง ถ้าเจ้าไปบอกความจริง เจ้าจะตายก่อนได้ช่วยองค์ชายเสียอีก รู้รึไม่เพราะอะไร เพราะเมื่อคืนที่เจ้ากับข้าร่วมกันทำมันเป็นการผิดกฎที่รุนแรงมาก เจ้าลองคิดดู หากฝ่าบาททรงรู้ว่าผู้หญิงของตนเกือบจะมีสัมพันธ์ทางกายกับพระโอรสของตัวเอง เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่ใช่บังคับให้เจ้าดื่มยาพิษจนตาย"
คิมเซจีชะงัก
"คือข้า... ข้า"
"ฉะนั้นเราทำอะไรไม่ได้" คิมซังกุงพูดปิดท้าย
"เราจะไม่ช่วยองค์ชายบ้างเลยหรือเจ้าคะ หนทางอื่นก็ได้" เซจีอ้อนวอน
"ไม่มีใครช่วยพระองค์ได้ เราต้องปล่อยให้มันเป็นไป"
"นายหญิง! ถ้าหากองค์ชายถูกลงโทษเล่าเจ้าคะ"
คิมซังกุงปิดหนังสือบนโต๊ะช้าๆ
"อะไรจะเกิด... มันก็ต้องเกิด"
หมอทหารลีชางฮยอนเดินมายังบริเวณหลังตำหนักขององค์ชายยิมโฮซึ่งเปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คนพลางกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้น
"เจ้าโกรธอะไรหรือ" โยชิดะที่เพิ่งเดินตามมาถามขึ้น
"เจ้า! " ลีชางฮยอนคำราม "ดาบขององค์ชายไม่ใช่อาวุธที่สังหารมาซาฮิโระ แต่เจ้ากลับบังคับให้ข้าบอกคนอื่นว่าใช่ เพราะอะไร ทำไมถึงทำแบบนี้"
โยชิดะยิ้มเย็น
"ก็เพื่อใส่ร้ายองค์ชายอย่างไรเล่า ตอนนี้พระองค์ก็ถูกขังอยู่ในตำหนักแล้ว อีกไม่นานฝ่าบาทจะทรงมีพระบัญชาลงโทษแน่นอน และเมื่อนั้นจะเป็นสาเหตุให้นิจิฮงแตกหักกับโชซอนอย่างสิ้นเชิง"
"เจ้าหลอกข้าให้ทรยศแผ่นดินตัวเองอย่างนั้นหรือ! "
"ฉลาดดีนี่" โยชิดะพูดเยาะเย้ย "เจ้าต้องทำตามที่ข้าสั่ง หาไม่ อย่างที่เจ้ารู้ ลูกเมียเจ้านอกวังที่ข้าสั่งให้คนจับตัวไว้จะตายสิ้น"
ทั้งซอฮยอนและซุนฮวายืนทำท่าคล้ายจะหลับอยู่สองสามคราระหว่างที่กำลังยืนเข้าแถวตอนเช้าซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของเหล่านางกำนัลของเขียนหนังสือและจดบันทึกสังกัดกองงานวรรณกรรม ที่ทั้งคู่ง่วงงุนเช่นนี้เพราะเมื่อคืนมัวแต่แก้ปัญหาให้องค์ชายยิมโฮจนไม่ได้นอนหลับทั้งคืน
"หาว" ซุนฮวายกมือขึ้นปิดปาก "ง่วงนัก ข้าอยากรู้ว่าที่เราทุ่มเททำไปเมื่อคืนทั้งหมดนั้นจะได้อะไรตอบแทนกลับมาบ้าง บำเหน็จรึก็ไม่มี"
"เจ้าอยากได้รางวัลอย่างนั้นหรือ" ซอฮยอนถาม
"มันก็ต้องมีบ้าง แต่ว่าข้าไม่อยากได้รางวัลเป็นเงินทองหรอกนะ"
"แล้วอยากได้อะไรหรือ"
"อยากเห็นพระพักตร์ของพระองค์ใกล้ๆ แบบสองต่อสอง" ซุนฮวาพูดพลางทำท่าเคลิ้มฝันจนซอฮยอนหลุดหัวเราะพรืดออกมา
"ขำอะไรเล่า กายของเราถูกกักขังด้วยคำว่านางใน แต่ไม่ได้แปลว่าหัวใจต้องถูกกักขังตามไปด้วยนี่นา"
สักพักเหล่าซังกุงเดินออกมาตรวจแถวนางกำนัลทั้งหลายเพื่อทำการตรวจความเรียบร้อยทุกๆ เช้าไม่ว่าจะเป็นตรวจเล็บ ตรวจฟัน การแต่งกาย การผูกเสื้อชอโกรีและแทงกีที่ด้านหลังศีรษะ ผมเผ้าต้องเก็บให้เรียบร้อยห้ามหลุดร่วง หากใครทำผิดระเบียบแม้แต่นิดเดียวจะโดนซังกุงฟาดน่องทันที
เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจร่างกายก็จะเป็นการท่องกฎนางในและบทกวีรวมถึงตำราขงจื้อ นางในทุกคนต้องอ้าปากท่องแบบเปล่งเสียงให้ดังที่สุด หากใครเสียงเบา ไม่ยอมท่อง หรือท่องไม่ได้จะถูกฟาดน่องเช่นกัน
หลังจากจบภารกิจประจำวัน เชวซังกุงก็เดินเข้ามาในแถวเช่นเคย
"ผ่านไปแล้วนะหนึ่งวัน สำหรับชีวิตนางกำนัลห้องเขียนหนังสือ" นางกล่าวทักทาย "แต่เมื่อวานถือว่าเป็นการปล่อยให้พวกเจ้าเป็นอิสระหนึ่งวันเนื่องในวันประสูติของยิมโฮแทกุน ซึ่งวันนี้จะเป็นวันที่เจ้าจะต้องเริ่มเรียนรู้แล้วว่าเป็นนางกำนัลห้องเขียนหนังสือต้องเริ่มต้นจากอะไรบ้าง"
เชวซังกุงหยุดพูดไปสักพักก่อนจะกล่าวต่อว่า
"ข้ารู้ว่าพวกเจ้าบางคนได้ยินเรื่องราวแปลกๆ น่ากลัวมาเมื่อคืนที่เกี่ยวกับองค์ชาย จงอย่าใส่ใจกับเรื่องนี้ให้มากนัก จงทำแต่หน้าที่ของเราเข้าใจรึเปล่า"
"นายหญิง หมายถึงเรื่องที่มีคนตายข้างตำหนักองค์ชายหรือเปล่าเจ้าคะ" นางกำนัลคนหนึ่งถามขึ้น
"ใช่" เชวซังกุงตอบสั้นๆ
"แล้วองค์ชายทรงทำจริงรึเปล่าเจ้าคะ"
"ข้าได้ยินว่าตอนนี้พระองค์ถูกคุมขังอยู่ในตำหนัก"
นางกำนัลหลายคนยกมือขึ้นปิดปาก ซอฮยอนกับซุนฮวาหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
"นายหญิง เหตุใดองค์ชายถึงถูกคุมขังเจ้าคะ" ซุนฮวาถาม
"ข้าไม่รู้ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของพวกเจ้าด้วย ข้ามิได้เพิ่งบอกไปหรือว่าให้ทำแต่หน้าที่ของตัวเอง อย่าสนใจเรื่องอื่น" เชวซังกุงพูดเสียงดัง ซุนฮวาก้มหน้าลง
"ตอนนี้พวกเจ้าจงขึ้นไปเรือนชางวีได้แล้ว วันนี้มีหลายอย่างที่จะสอน" เมื่อเชวซังกุงกล่าวจบนางกำนัลทั้งหลายก็พากันเดินแยกย้ายออกจากแถว ซอฮยอนคว้ามือซุนฮวาออกมาทางหนึ่งก่อนจะรีบพูด
"เสื้อนั่นไม่มีคราบเลือดอยู่แล้วนี่นา เหตุใดพระองค์ยังถูกขังอยู่ในตำหนัก"
"ข้าก็สงสัยเช่นกัน หรือว่าพระองค์จะโดนข้อครหาอื่น"
"อาจจะเป็นไปได้ หรือว่า..." ซอฮยอนครุ่นคิด
"หรือว่าอะไร"
"รอยขาดบนเสื้อ พวกเขาอาจจะสังเกตเห็นและตั้งข้อสงสัยองค์ชาย"
"ตายจริง นี่เราเป็นต้นเหตุทำให้พระองค์ถูกคุมขังหรอกรึนี่" ซุนฮวาอ้าปากค้าง
ซอฮยอนบีบไม้บีบมือไปมาด้วยความว้าวุ่นใจ หญิงสาวคิดว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเกิดมาจากตนและคนที่สมควรรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือตัวนางเอง
"ข้ายังถอดคำจารึกโบราณไม่เสร็จเสียที เจ้าเอาไปส่งให้ข้าแทนได้รึไม่" เสียวคุ้นหูดังขึ้นข้างตัว ทั้งคู่หันไปมองก็เห็นยุนเยนากำลังยืนคุยกับนางในชั้นต้นด้วยกันอยู่ไม่ไกล
"วันนี้เป็นเวรเจ้าที่ต้องส่งจดหมายเวียนให้เจ้ากรมอาญานี่ ไปทำเดี๋ยวนี้เลยจะให้คนอื่นมาทำแทนได้อย่างไร" เพื่อนนางพูดก่อนจะยัดจดหมายสีขาวใส่มือยุนเยนาและเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
ฉับพลัน ซอฮยอนก็คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง นางรีบปรี่ตรงเข้าไปหายุนเยนาทันที
"พี่เยนา" ซอฮยอนเอ่ยทัก "ท่านจะไปไหนหรือ"
"ข้าต้องไปส่งจดหมายให้กรมอาญา แต่ข้ายังถอดจารึกไม่เสร็จสักที นายหญิงต้องลงโทษข้าแน่"
"จดหมายนั่นเอาไปส่งให้ใครหรือ"
"เจ้ากรมอาญา"
"เอาไปส่งให้เฉยๆ อย่างนั้นหรือ"
"ใช่"
"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าเอาไปส่งให้"
"อะไรนะ! " ยุนเยนาร้อง "ทำไมถึงอยากอาสาทำแทนข้า"
"ก็ท่านบอกว่ายังถอดจารึกไม่เสร็จไม่ใช่หรือ ท่านเอามาให้ข้าก็ได้ ข้าจะไปส่งให้ มิฉะนั้นซังกุงจะตำหนิท่านเอานะว่าทำไมงานไม่เสร็จ"
"เจ้ายินดีจะช่วยข้าจริงๆ หรือ"
"จริงสิ รีบเอาจดหมายมาเร็วเข้า"
ยุนเยนาส่งจดหมายสีขาวให้ซอฮยอนพลางเอ่ยขอบคุณ
"ขอบคุณเจ้ามากนะ"
"ไม่เป็นไรพี่เยนา ท่านรีบไปทำงานท่านเถิด"
ยุนเยนาพยักหน้าก่อนจะรีบหันหลังเดินเข้าไปในเรือนฝึก
"เจ้าจะทำอะไรน่ะ" ซุนฮวาถาม
"การไต่สวนองค์ชายแน่นอนว่ากรมอาญาต้องเกี่ยวข้องด้วย ข้าจึงอาสาจะไปส่งจดหมายนี้เพื่อสืบความเรื่ององค์ชาย"
"จะบ้าหรือ เจ้าทำไปเพื่ออะไร นายหญิงเพิ่งสั่งให้เราขึ้นเรือนชางวี แต่เจ้าจะไปมัวเสียเวลาช่วยองค์ชายอย่างนั้นหรือ"
"แล้วถ้าเกิดรอยขาดนั่นทำให้พระองค์กลายเป็นผู้ต้องสงสัยเล่า เราจะไม่รับผิดชอบเลยหรือ"
"ซงฮวันต่างหากที่ทำขาด มิใช่พวกเรา"
"แต่ใช่ว่าเราจะเมินเฉยได้นี่"
"เช่นนั้นข้าไปด้วย"
"ไม่ได้"
"ทำไมเล่า"
"เจ้าช่วยข้ามามากแล้ว อย่าเดือดร้อนเพราะข้าอีกเลย" พูดจบซอฮยอนก็รีบหมุนตัววิ่งออกไปจากบริเวณนั้นทันทีด้วยความรวดเร็ว ซุนฮวามองตามด้วยความเป็นห่วง
เมื่อใกล้ถึงทางเข้าประตูหน้าตำหนักองค์ชายก็มีทหารมายืนกันไว้ไม่ให้ซอฮยอนเข้าไป แต่เมื่อหญิงสาวชูจดหมายให้ดูและแจ้งว่าตนเองเป็นนางกำนัลห้องเขียนหนังสือซึ่งมีหน้าที่มาส่งให้เจ้ากรมอาญา ทหารยามก็ปล่อยให้นางเข้าไป
หลังจากซอฮยอนส่งจดหมายให้เจ้ากรมอาญาเรียบร้อยนางก็แอบมาเมียงมองบริเวณรอบๆ ตัวตำหนักขององค์ชายจึงพบว่ามีทหารยืนเฝ้ากันอยู่อย่างหนาแน่นรอบทิศ ไม่สามารถมีผู้ใดเข้าออกได้เลย ซอฮยอนมองไปมาสักพักก็พบมหาดเล็กโชคังอินยืนหน้าเครียดอยู่ไม่ไกล
"นี่ ท่าน" ซอฮยอนโบกไม้โบกมือ "ทางนี้ๆ "
โชคังอินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงมาที่หญิงสาว
"นี่เจ้ามาทำอะไรที่นี่" เขาร้องถามอย่างประหลาดใจ
"ข้ามาส่งจดหมายให้เจ้ากรมอาญาน่ะเจ้าค่ะ ว่าแต่ใต้เท้าเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นกับองค์ชายหรือ"
โชคังอินก้มหน้าลงและเล่าเรื่องทุกอย่างให้ซอฮยอนฟัง
"อะไรนะเจ้าคะ! " ซอฮยอนตกตะลึง "นี่... นี่หมายความองค์ชายทรง--"
"ไม่ใช่! " มหาดเล็กโชแทรกขึ้น "พระองค์ไม่ได้สังหารทูต ดาบนั่นก็ไม่ใช่อาวุธที่ก่อเหตุด้วย"
"แล้วทำไมหมอทหารคนนั้นถึงบอกว่าดาบนั่นเป็นอาวุธสังหารเล่าเจ้าคะ นอกเสียจากว่า..." ซอฮยอนทำสีหน้าครุ่นคิด
"อะไรหรือ"
"สายลับญี่ปุ่นรู้เห็นกับหมอทหารคนนั้น"
"แต่โยชิดะไม่ได้เสนอให้หมอทหารคนนี้มาตรวจแต่แรกนะ เขาถามว่าในราชสำนักมีใครที่ชำนาญเรื่องการเทียบรอยแผลกับอาวุธ ทางเราก็ตอบไปว่าหมอทหารลีชางฮยอน"
"แสดงว่าเขารู้มาก่อนน่ะสิเจ้าคะว่าลีชางฮยอนคือมือหนึ่งในวังหลวงทางด้านนี้จึงแกล้งพูดถามไปเช่นนั้นเพราะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าพวกท่านต้องตอบว่าลีชางฮยอน อย่าลืมสิเจ้าคะว่าเขาเป็นสายลับ เขาย่อมรู้ทุกเรื่องของโชซอน"
"เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ"
"เจ้าค่ะใต้เท้า แต่ตอนนี้เราไม่มีคนมีฝีมือในการเทียบรอยแผลกับชนิดของอาวุธบ้างหรือเจ้าคะ"
"ในวังน่ะไม่มีแล้ว แต่ในฮันยางข้าไม่แน่ใจ อาจมีคนเชี่ยวชาญอยู่ที่โรงตีดาบสักแห่งในเมืองหลวง"
"เดี๋ยวนะ! "
"มีอะไรหรือ"
"โรงตีดาบ ใช่แล้ว! "
"นี่เจ้าเป็นอะไร นี่! จะรีบวิ่งไปไหน! " โชคังอินตะโกนไล่หลังซอฮยอน แต่หญิงสาวไม่สนใจอะไรอีกแล้ว นางวิ่งตัวปลิวออกจากตำหนักขององค์ชายก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ห้องเครื่อง
เมื่อมาถึงห้องเครื่องปรุงรส ซอฮยอนก็รีบตะโกนเรียกจางซังกุงสุดเสียง
"นายหญิง! นายหญิงจางซังกุง"
จางซังกุงชะโงกหน้าออกมาด้วยความแปลกใจ ในมือถือชามใบหนึ่ง
"ซอฮยอน อะไรกันนี่ มีอะไรหรือ"
"นายหญิง ท่านจำบ้านของฮงซังกุงได้รึไม่เจ้าคะ"
"อะไรนะ! "
"บ้านของนายหญิงฮงซังกุงอยู่ที่ไหนเจ้าคะ ข้าจะไปที่นั่น ข้าจะออกจากวังเจ้าค่ะ"
"เจ้าพูดอะไรข้าไม่เข้าใจ"
ซอฮยอนเล่าเรื่องดาบขององค์ชายยิมโฮให้จางซังกุงฟัง
"เช่นนั้น" จางซังกุงเลิกคิ้ว "ไปหาฮงซังกุงจะช่วยอะไรได้"
"ก่อนออกจากวังนายหญิงบอกข้าว่าบ้านที่นอกวังของนางเป็นโรงตีดาบใหญ่ที่สุดในฮันยางเจ้าค่ะ"
"จริงหรือ! "
"เจ้าค่ะ ข้าจึงคิดว่าที่บ้านนางต้องมีช่างอาวุธที่เชี่ยวชาญไม่แพ้หมอทหารลีชางฮยอน ข้าจึงมาหาท่านเพื่อต้องการป้ายผ่านทางสำหรับออกไปนอกวังเพราะนางในเช่นข้าออกจากวังไม่ได้"
"ไม่ได้" จางซังกุงพูดเรียบๆ
"ทำไมเล่าเจ้าคะ"
"ข้าให้ป้ายผ่านทางกับเจ้าไม่ได้"
"นายหญิง! "
"เพราะว่า..." นางวางชามในมือลง
"ข้าจะออกนอกวังไปกับเจ้าด้วย"
โปรดติดตามตอนต่อไป